ความเห็นค้าน: ต่อความรู้สึกของสื่อในกรณีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมา


ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ-ไทยรัฐออนไลน์

หมายเหตุ: นี่เป็นอีกมุมมองหนึ่งของภัยพิบัติทางด้านนิวเคลียร์ ซึ่งผมคิดว่าเราควรจะใช้หลาย ๆ มุมมอง มองปัญหาที่เกิดขึ้น

 

เอาอยู่!นิวเคลียร์ยุ่นอย่ากระต่ายตื่นตูม

 

“ดีแล้วที่มันระเบิดตอนนี้ เพราะเป็นอาการเดียวกับคนอึดอัดปวดท้อง ตดระบายแก๊สออกไปซะบ้างจะได้สบายตัว”

ดร.สมพร จองคำ อดีตผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวถึงกรณีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่ฟูกูชิมะ ประเทศญี่ปุ่น เกิดการระเบิดติดต่อกัน 3 โรง และไฟไหม้ 1 โรง

เป็นความเห็นที่ค้านความรู้สึกของสื่อ และผู้คนทั้งโลกที่กำลังตื่นกลัวภัยกัมมันตภาพรังสีจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างรุนแรง

ยิ่งคนไทยด้วยแล้ว ดูเหมือนจะกลัวหนักกว่าคนอื่น…ถึงขนาดฝนตก ไม่กล้าโดนฝน เกรงกัมมันตรังสีจากญี่ปุ่นจะถึงไทย

เหตุที่ ดร.สมพร มองภัยร้ายระดับโลกแบบงั้นๆ เพราะมหาภัยที่ผู้คนกำลังตื่นกลัวไม่ได้น่ากลัวเหมือนอย่างที่จินตนาการกลัวกันไปเอง

“โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ทั้ง 4 โรง เป็นโรงไฟฟ้าเก่าที่ใช้งานมากว่า 40 ปี และใกล้จะปิดตัวเองอยู่แล้ว เป็นโรงไฟฟ้าที่ออกแบบให้รับแรงแผ่นดินไหวได้ 8 ริกเตอร์

แผ่นดินไหวครั้งนี้มีขนาดรุนแรงกว่าที่ออกแบบไว้ ระบบความปลอดภัย หรือแท่งควบคุมปฏิกิริยานิวเคลียร์ จะเข้ามาทำหน้าที่ให้เตาปฏิกรณ์หยุดทำงานโดยอัตโนมัติ

และตอนนี้โรงไฟฟ้าทั้ง 4 โรง เตาปฏิกรณ์ได้หยุดทำงานไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวแล้ว”

แต่เตาปฏิกรณ์โรงไฟฟ้าทำงานติดต่อกันมายาวนาน หยุดทำงานกะทันหัน เตาปฏิกรณ์ยังมีความร้อนอยู่…ร้อนประมาณ 500 องศาเซลเซียส

การเกิดแผ่นดินไหว ถ้าไม่มีสึนามิ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะมีระบบไฟฟ้าสำรอง ไว้เลี้ยงตัวเอง เพื่อให้ระบบหล่อเย็นทำงานหล่อเลี้ยงให้เตาปฏิกรณ์ค่อยๆ เย็นลง

แผ่นดินไหวครั้งนี้ไม่เพียงไหวรุนแรงที่สุดในรอบ 140 ปีของญี่ปุ่นเท่านั้น ยังมีคลื่นยักษ์สึนามิขนาดใหญ่เกิดขึ้นตามมา  คลื่นยักษ์ซัดเข้าท่วมโรงไฟฟ้า น้ำทะเลไหลซอกซอนเข้าไปทั่วทั้งโรงงาน

ระบบไฟฟ้าสำรองสำหรับเลี้ยงตัวเองก็เลยเจ๊ง อุปกรณ์ปั๊มน้ำต่างๆที่จะคอยสูบฉีดน้ำไปให้ระบบหล่อเย็นก็เลยพัง

จะหล่อเย็นได้ก็มีหนทางเดียว ต้องหาน้ำจำนวนมากมาฉีดพ่นหล่อเลี้ยงให้เตาปฏิกรณ์ค่อยๆ  เย็นลง  แหล่งน้ำจำนวนมากที่อยู่ใกล้โรงไฟฟ้ามากที่สุดมันก็คือ น้ำทะเล

อย่างที่เรารู้กันดี น้ำปกติเจอความร้อนแค่ 100 องศาก็จะเดือดและระเหยเป็นไอ…แต่เมื่อเอาไปฉีดพ่นลงไปบนเตาปฏิกรณ์ที่ร้อนมากกว่า 5 เท่า

น้ำที่ฉีดไปเจอความร้อนจะระเหยเป็นไอ  พร้อมกับแตกตัวแยกโมเลกุล…กลายเป็นก๊าซออกซิเจน และไฮโดรเจน

เหมือนที่เราเรียนวิทยาศาสตร์สมัยเป็นเด็ก น้ำประกอบไปด้วยออกซิเจนและไฮโดรเจน

“เจอความร้อนก๊าซ 2 ชนิด แตกตัว ก๊าซไฮโดรเจนเบากว่าแตกตัวจะลอยไปขึ้นไปติดค้างสะสมอยู่ใต้หลังคาโรงไฟฟ้า ฉีดน้ำเข้าไปมาก ไฮโดรเจนก็จะยิ่งสะสมมากขึ้น

ก๊าซไฮโดรเจนมีคุณสมบัติ เจอกับน้ำเมื่อไรมันจะเกิดการลุกไหม้และระเบิด ผลที่ตามมาหลังคาโรงงานไฟฟ้าก็ระเบิดอย่างที่เห็นกัน”

นี่ไม่ใช่เรื่องแปลก เป็นเรื่องปกติในทางวิศวกรรม และเจ้าหน้าที่ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์รู้อยู่แล้ว ทำอย่างนี้แล้วจะเกิดอะไรตามมา หลังคาโรงงานระเบิดออกไปยิ่งเป็นเรื่องดี…เพราะจะทำให้การระบายความร้อนเตาปฏิกรณ์ทำได้เร็วกว่ามีหลังคาครอบอยู่

ถ้าถามว่า เมื่อรู้อยู่แล้วฉีดน้ำไปหล่อเย็น แล้วจะเกิดระเบิดตามมา…จะทำไปทำไม ทำไปเพื่ออะไร?

ดร.สมพร อธิบายว่า ในเรื่องนี้นักวิทยาศาสตร์ด้านนิวเคลียร์มีอยู่ 2 ทฤษฎี ที่มีความเชื่อแตกต่างกัน

ทฤษฎีแรก…เชื่อถ้าไม่ฉีดน้ำหล่อเย็น สิ่งที่ตามมาจะทำให้แกนเตาปฏิกรณ์เกิดการหลอมละลาย

หลอมละลายแล้วเป็นยังไง…สภาพจะเหมือนกับการหลอมทองให้ละลายอยู่ในเบ้าหลอม หรือละลายอยู่ในเตาปฏิกรณ์

กรณีนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อ 28 มี.ค. 22 กับโรงไฟฟ้าทรีไมล์ ไอซ์แลนด์ ในรัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา…สาเหตุมาจากโรงงานจ้างเจ้าหน้าที่ไม่มีความรู้ เพียงพอมาทำงาน และเกิดตัดสินใจพลาดปิดระบบการจ่ายน้ำอัตโนมัติให้กับเครื่องปฏิกรณ์ แล้วคิดจะควบคุมด้วยตัวเอง เลยทำให้น้ำเข้าหล่อเลี้ยงเชื้อเพลิง ได้เพียงพอ

แท่งเชื้อเพลิงร้อนๆ เลยหลอมละลาย กลายเป็นก้อนอยู่ภายในเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์…ในที่สุดต้องปิดโรงงาน บริษัทเจ๊งแต่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจำกัดอยู่แต่ในโรงงาน มีผลให้เจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้า 2 คน ได้รับรังสีสูง…แม้รังสีจะรั่วออกมาบ้าง แต่ไม่มีผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียง

ส่วนทฤษฎีที่สอง…กลัวจะเกิดเหตุการณ์เหมือนกับโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เชอร์โนบิลระเบิด เมื่อ 26 เม.ย. 29

“ทฤษฎีนี้เป็นความเชื่อแบบจินตนาการเลยเถิด   เพราะความจริงแล้วเหตุการณ์ระเบิดไม่น่าจะเกิด  ถ้าไม่มีการคิดทดลองแบบแผลงๆ  ที่ยุคนั้นสหรัฐอเมริกากับรัสเซียยังทำสงครามเย็นกันอยู่

เลยมีการสมมติสถานการณ์ รัสเซียถูกสหรัฐฯโจมตี มีเหตุฉับพลันให้ต้องหยุดและเปิดเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์แบบกะทันหัน แบบไม่ต้องพึ่งพาระบบไฟฟ้าสำรอง และปิดระบบความปลอดภัย ระบบหล่อเย็นด้วย จะเป็นไปได้หรือไม่”

ปรากฏว่า เมื่อหยุดเครื่องกะทันหัน เครื่องไม่หยุดในทันที เครื่องยังจะทำงานแบบชะลอตัว เครื่องชะลอตัวไปพักหนึ่งกลับสตาร์ตติด เดินเครื่องขึ้นมาใหม่ได้เอง ในขณะที่ระบบหล่อเย็นกลับมาทำงานได้ไม่ทัน ความร้อนมหาศาลที่เกิดขึ้น ดันให้เตาปฏิกรณ์ระเบิดขึ้นทันที

ดร.สมพร  บอกว่า  ถ้าปฏิบัติตามขั้นตอนความปลอดภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์…ไม่คิดทดลองอะไรพิสดาร การระเบิดไม่มีทางเกิดขึ้นได้

แม้โรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลจะเป็นการระเบิดครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่มีรายงานแจ้งว่า แรงระเบิดที่รุนแรงทำให้ฝุ่นกัมมันตรังสี พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าสูง 4-5 กม. และถูกลมพัดปลิวไปได้ไกลถึงประเทศฟินแลนด์ก็ตาม

แต่องค์การอนามัยโลกรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ 47 คน ส่วนผลกระทบต่างๆ ของประชาชนที่อยู่ใกล้เคียง รวมถึงประชาชนประเทศต่างๆที่สารกัม มันตรังสีพัดผ่าน…องค์การอนามัยโลกยังต้องจับตาดูอยู่ต่อไปว่า ผลจะเป็นอย่างไร

ผ่านมาแล้ว 25 ปี…ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่ากัมมันตรังสีที่ออกมา อันตรายจริง อันตรายแค่ไหน

ส่วนกรณีของญี่ปุ่นที่เพิ่งเกิดขึ้น ดร.สมพร เชื่อมั่น คนไทยไม่ต้องตื่นกลัว เพราะเป็นการระเบิดที่ไม่เหมือนกัน เตาปฏิกรณ์ไม่ได้ระเบิด แถมการระเบิดนอกเตาก็ยังไม่รุนแรง

“ผงฝุ่นควันที่พวยพุ่งสู่ท้องฟ้าเหนือโรงงาน แค่ 200 เมตรเท่านั้น เทียบไม่ได้กับ 4-5 กิโลเมตรของเชอร์โนบิล กัมมันตรังสีที่ออกมา ไม่ต้องกังวลว่าจะมีผลมาถึงไทย เพราะกว่าจะมาถึงมันก็จะเจือจางแล้ว”

เป็นธรรมดาของการระเบิดในโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ย่อมจะต้องมีการรั่วไหลของกัมมันตรังสีบ้าง…รังสีที่ออกมาบริเวณจุดระเบิดจะมีอันตรายต่อสุขภาพเพราะมีความเข้มข้นสูง

แต่พื้นที่ห่างออกจาก ความเข้มข้นก็จะน้อยลงเป็นลำดับ ไม่เป็นอันตรายต่อคน

“จริงๆ แล้ว ถ้าเราเข้าใจในธรรมชาติ สารกัมมันตรังสีนั้นไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ทุกวันนี้มนุษย์เราก็เจอกัมมันตรังสีตลอด 24 ชั่วโมงอยู่แล้ว ผิวเนื้อหนังมังสาของเรา มีกัมมันตรังสี คาร์บอน C-14, ไฮโดรเจน H-3, โปแตสเซียม K-40 แม้แต่ในอาหารที่เรากินไม่ว่า พืชผัก เนื้อสัตว์ ล้วนมีกัมมันตรังสีทั้งนั้น ยิ่งในผลไม้แล้วยิ่งมีมากด้วย

เพราะกัมมันตรังสีมาจากธรรมชาติ อะไรก็แล้วแต่มาจากธรรมชาติ มีกัมมันตรังสีทั้งนั้น ฝาผนังบ้าน ผนังตึก พื้นบ้านปูด้วยหินอ่อน หินแกรนิต รู้ไว้ด้วยนั่นมีกัมมันตรังสีปลดปล่อยออกมาไม่น้อย”
ที่ผ่านมาเรากินอยู่หลับนอนกับกัมมันตรังสีตลอดเวลา…แล้วเกิดอะไรขึ้นกับเราบ้าง

ขึ้นชื่อว่ากัมมันตรังสีไม่ได้แปลว่าอันตรายร้ายแรง ถ้าปริมาณไม่เข้มข้นเกินไป เราก็อยู่ได้โดยไม่มีปัญหา

ปริมาณรังสีเข้มข้นได้ เจือจางได้…จากญี่ปุ่นกว่าถึงไทย จะไม่ใช่แค่เจือจาง แต่จะจืดจางสนิท มิต้องตื่นกลัวจนเกินไป.