Man VS Meltdown ฝันร้ายสโลว์โมชั่นที่ฟุคุชิมา


ที่มา: มติชนออนไลน์

บทความโดย ปิยมิตร ปัญญา

piyamitara@gmail.com

“ความนิ่ง ขยับไหว

ความหนักแน่น คลอนแคลน

ผืนดิน พลิ้วไหวดั่งระลอกคลื่น

บ้าน ลอยล่องดุจลำเรือ

ท่ามกลางหวั่นกลัว ที่ครอบงำ

ปีติย่อมบังเกิดเช่นกัน

ไร้ลม,

กระดิ่งลมยังกังวาน”

โคคัง ชิเรน

กวีและอาจารย์เซ็น (ค.ศ.1278-1346)

รจนาไว้หลังธรณีวิบัติภัยครั้งหนึ่งที่ญี่ปุ่น

“โมโน โนะ อาวาเระ” ในวัฒนธรรมญี่ปุ่น ไม่เพียงสะท้อนถึง “อนิจจัง” เท่านั้น หากยังสะท้อนถึงความเข้าใจใน “ธรรมชาติวิถี” ของสรรพสิ่ง และสะท้อนถึงความเข้าใจและคำนึงถึง “ความรู้สึก” กับ “ความยากลำบาก” ของผู้อื่นอีกด้วย

ความงามที่พบเห็น ไม่เพียงไม่จีรัง หากแต่ผ่านการเคี่ยวกรำหนักหน่วง รุนแรง จึงบังเกิดเป็นความงาม “ชั่ววูบ” แล้วดับหาย

ซากุระ เคี่ยวกรำตัวเองทั้งปี เพียงเพื่อผลิดอกเบ่งบานชั่วกาลหนึ่งแล้วทิ้งดอกร่วงอย่างไม่ไยดี

นั่นคือ โมโน โนะ อาวาเระ “วิถีญี่ปุ่น” ที่งดงามอย่างยิ่ง และโดดเด่นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในยามที่สารพัดวิกฤตโหมกระหน่ำเข้าใส่ผู้คนทั้งสังคมอย่างชวนให้พรึงเพริดเช่นที่เป็นอยู่ในเวลานี้

เริ่มจากแผ่นดินไหวรุนแรง 9.0 ริคเตอร์

ต่อด้วยสึนามิสูง 10 เมตร เคลื่อนที่ไปข้างหน้าในระดับความเร็ว 800 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ก่อเกิดอานุภาพทำลายล้างมหึมา อาละวาดไปทุกที่ทุกทางอย่างไร้น้ำใจ รังสรรค์ความเสียหาย สูญเสีย จากพราก มากมายมหาศาล

แล้วก็มาถึง “ฟุคุชิมา ไดอิจิ”

เตาปฏิกรณ์หมายเลข 1 ระเบิดก่อน ตามด้วยอาการร้อนสุดขีดจนระเบิดขึ้นตามมาของเตาปฏิกรณ์หมายเลข 3

เตาปฏิกรณ์ที่ 2 เกิดระเบิดภายใน จากวาล์วระบายแรงดันที่เกิดขัดข้อง ผนึกชั้นในสุดแตกปริบริเวณฐานระบายแรงดันด้านล่าง น้ำที่ถูกเผาผลาญด้วยความร้อนสูงเฉียด 2,000 องศา พวยพุ่งออกมาเหมือนปิศาจร้ายพบช่องทางหลุดพ้นระหว่างดิ้นรนหาทางออกจากที่คุมขัง

น้ำที่เหือดหายในบ่อเก็บเชื้อเพลิงใช้แล้วของเตาที่ 4 เร่งความร้อนที่เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ขึ้นทะลุจุดเดือด เกิดเพลิงไหม้ตามมา ระเบิด แล้วก็ไหม้ซ้ำอีกครั้ง

น้ำตาจากความสูญเสียยังไม่ทันเหือด

ความหวั่นกลัวเข้าครอบงำอย่างรวดเร็ว ทวีคูณขึ้นตามวันเวลาที่ผ่านมาไป

ไม่เคยมีชาติใดในโลกใบนี้ ต้องรับมือกับวิบัติภัยนิวเคลียร์ในคราวเดียวกัน มากมายเหมือนกับที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญหน้าอยู่ในเวลานี้ อย่าว่าแต่ทั้งหมดเกิดขึ้นในท่ามกลางภัยธรรมชาติมหึมาอย่างแผ่นดินไหวและสึนามิ

วิบัติภัยที่เหมือนฝันร้ายคืบคลานเข้าเกาะกุม ช้า-ช้า แต่หนักแน่น มั่นคงยิ่งขึ้นตามลำดับเวลาที่ผ่านไป

ฝันร้ายที่จะค่อยๆ เผยตัวตนแบบสโลว์โมชั่นในอีกเนิ่นนานนักหลังจากนี้

ในสังคมญี่ปุ่น มี 2 ประการที่ยากอย่างยิ่งจะเกิดขึ้น ยากชนิดไม่ถึงขีดสุดอย่างแท้จริง ไม่บังเกิด

หนึ่งคือ การออกมาพูดโดยตรงกับประชาชนขององค์พระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น อีกหนึ่งคือ ความกังขาที่เกิดขึ้นอย่างเปิดเผยของประชาชนญี่ปุ่นว่ารัฐบาลกำลัง “ปกปิด” ข้อเท็จจริงจากพวกเขาหรือไม่?

ทั้งสองประการแสดงให้เห็นถึงแรงกดดันไร้สภาพที่โถมทับลงสู่สังคมญี่ปุ่นทั้งชาติในเวลานี้ว่า ใหญ่โตมหาศาลมากมายเพียงใด

สะท้อน “ความในใจ” ลึกๆ ถึงฝันร้ายที่พวกเขาต้องเผชิญในอนาคตอันใกล้

ลำพังเพียงความสูญเสียมากมายมหาศาลจากแผ่นดินไหวและภัยพิบัติสึนามิ ยังไม่กระทบถึงวิถีแห่งโมโน โนะ อาวาเระ มากมายถึงปานนี้แน่นอน

สมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น ทรงบอกเล่าความในใจของชาวญี่ปุ่นทั้งชาติออกมาผ่านหน้าจอโทรทัศน์ในวันนั้น ปลุกเร้า ปลอบประโลม และกระตุ้นเตือน

แต่ในเวลาเดียวกัน พระองค์ก็ได้แต่ “คาดหวัง” และ “สวดภาวนา” ให้ทุกอย่างคลี่คลายไปในทางที่ดี เมื่อทรงเอ่ยถึงฟุคุชิมา ไดอิจิ

สิ่งที่ญี่ปุ่นเผชิญที่ไดอิจิ ไม่เพียงมีสัดส่วนปริมาณที่ไม่เคยพบเห็นกันมาก่อนเท่านั้น ยังอยู่ในสภาวะที่ไม่เคยมีใครพบเห็นกันมาก่อนเช่นเดียวกัน

ไร้ลม,

กระดิ่งลมยังจะกังวานอีกไหมหนอ?

ฝันร้าย? นั่นแน่นอนในระดับหนึ่ง แต่ฝันร้ายจะเนิ่นนานเพียงใด ใหญ่โตมากมายแค่ไหน ยากที่จะบอก ยากที่จะประเมินได้ในเวลานี้

แฟรงค์ เอ็น. ฟอน ฮิปเปล นักนิวเคลียร์ฟิสิกส์ชาวอเมริกัน ที่เคยทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่อดีตประธานาธิบดีคลินตัน สรุปความสถานการณ์ในยามนี้เอาไว้ว่า“ย่ำแย่” แต่ “อาจจะเลวร้ายไปกว่านี้ได้อีกมาก”

ภายในเตาปฏิกรณ์ปรมาณูชนิดใช้น้ำมวลเบา เหมือนเช่นที่ไดอิจิ สารกัมมันตรังสี 2 อย่างเกิดขึ้นเป็นสามัญปกติ

หนึ่งคือ ไนโตรเจน-16 อีกหนึ่งคือ ไตรเตียม

ทั้งสองอย่างนี้เกิดขึ้นและดำรงอยู่ในน้ำหล่อเย็น ในระบบของเตาปฏิกรณ์

สารกัมมันตรังสี 2 อย่างนี้ ไตรเตียมอันตรายกว่า-ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ใช่ภายในเตาปฏิกรณ์ เนื่องเพราะไนโตรเจน-16 มีฮาล์ฟไลฟ์ (ช่วงเวลาที่ครึ่งหนึ่งของอะตอมของสารกัมมันตรังสีใช้ในการสลายตัว) เพียง 7 วินาที

แต่ไตรเตียมหรือไฮโดรเจนที่มีสภาวะกัมมันตภาพรังสี หรือที่เรียกกันอีกอย่างว่า“เฮฟวี่ ไฮโดรเจน” มีฮาล์ฟไลฟ์ถึง 12 ปีในสภาวะแวดล้อมธรรมชาติ

ที่อันตรายสูงยิ่งขึ้นไปอีก คือ ไอโอดีน และซีเซียม

ไอโอดีน-131 มีฮาล์ฟไลฟ์ 8 วัน แต่สามารถดูดซับเข้าไปในอาหาร, โดยเฉพาะอย่างยิ่งนมและผลิตภัณฑ์จากนม เข้าไปสะสมอยู่ในต่อมธัยรอยด์ สกัดกั้นการเจริญเติบโตและเมตาบอลิซึ่ม หรือระบบการเผาผลาญอาหาร และก่อให้เกิดมะเร็ง

เด็กๆ จะอ่อนไหวกับไอโดอีน-131 เป็นพิเศษ และเกิดอันตรายมากเป็นพิเศษ เพราะอยู่ในช่วงวัยเจริญเติบโต และต่อมธัยรอยด์กำลังขยายตัว

แต่ที่จะก่อให้เกิดฝันร้ายในระยะยาวได้นั้น เป็นซีเซียม-137 ซึ่งมีฮาล์ฟไลฟ์ 30 ปี ทำให้กว่าจะสลายเหลือเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ของระดับแรกเริ่ม จำเป็นต้องใช้เวลายาวนานกว่า 200 ปี

เตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล ระเบิดเมื่อปี 1986 จนกระทั่งถึงเวลานี้ ปี 2011 ยังมีการพบซีเซียม-137 เป็นจำนวนมากในพื้นที่โดยรอบบริเวณโรงไฟฟ้า

ซีเซียม-137 ผสมผสานเข้ากับน้ำได้ง่าย องค์ประกอบทางเคมีคล้ายๆ กับโพแทสเซียม จึงถูกร่างกายคนเข้าใจว่าเป็นโพแทสเซียมและดูดซับเข้าไปสะสมในร่างกาย ปริมาณมากสุดจะอยู่ในเซลล์กล้ามเนื้อ ส่วนน้อยอยู่ในกระดูก

ซีเซียมส่งผลให้กลไกการทำงานของเซลล์ผิดปกติ-นั่นอาจหมายถึงมะเร็ง และอาจก่อให้เกิดการผิดปกติในโครโมโซม-ที่อาจผันแปรเป็นโรคร้ายอีกหลากหลาย

ผู้ที่รับซีเซียมเข้าไปมากๆ ในระยะเวลาสั้นๆ อาจเกิดอาการลวกไหม้อย่างรุนแรง กระทั่งเสียชีวิตเฉียบพลัน

ที่สำคัญ เมื่อหลุดรอดออกมาสู่สภาวะแวดล้อมธรรมชาติแล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่คนเราจะเลี่ยงหนีจากซีเซียม-137

นี่คือตัวอย่างของฝันร้ายแบบสโลว์โมชั่นที่ฟุคุชิมา

วิกฤตฟุคุชิมา ไดอิจิ ไม่สามารถแก้ไขหมดจด สะเด็ดน้ำได้เหมือนการแก้ไขวิกฤตจากแผ่นดินไหวและสึนามิ

ชัค เนกิน หนึ่งในคณะกรรมการตรวจสอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของกระทรวงพลังงาน สหรัฐอเมริกา ผู้เคยมีประสบการณ์ในการ “ทำความสะอาด” เตาปฏิกรณ์บนเกาะทรี ไมล์ เมื่อปี 1979 บอกเอาไว้ว่า

แค่การทำให้โรงไฟฟ้าแห่งนี้เสถียร คือไม่ปล่อยกัมมันตภาพรังสีออกมาอีก เพื่อดูว่าสภาพภายในเป็นอย่างไร สำหรับใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานว่าควรทำอย่างไรต่อไป-ก็ต้องใช้เวลา 1 หรือ 2 ปี

“มีน้ำเป็นจำนวนมากต้องจัดการ มีก๊าซจำนวนมากต้องจัดการ” ในขณะที่แทบทุกตารางนิ้วของโรงไฟฟ้าจะปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสี เขาบอก

ที่ทรี ไมล์ ไอส์แลนด์ สหรัฐอเมริกาใช้เวลาในการเก็บกวาดซากปรักหักพัง ทำความสะอาดและจัดการเอาแท่งเชื้อเพลิงที่หลอมละลายไปราว 45 เปอร์เซ็นต์ออกไปเก็บกักอย่างถาวรในที่อื่นนานถึง 8 ปี

ใช้เงินไป 1,000 ล้านดอลลาร์ (ในเวลานั้น)

ในกรณีของเชอร์โนบิล วิศวกรโซเวียตหมดปัญญาในการควบคุมการรั่วไหลของรังสี และไฟที่เกิดขึ้นภายในเตาหมายเลข 4 เลยตัดสินใจเอาทรายถมและทิ้งซีเมนต์ลงไปในเตา

แน่นอน ไฟดับ แต่กัมมันตภาพรังสีไม่ได้ยุติการรั่วไหลออกสู่ภายนอกเพราะการนี้

นักวิชาการด้านวิกฤตนิวเคลียร์เชื่อว่า ถ้านำวิธีการเดียวกันมาใช้กับ ฟุคุชิมา ไดอิจิ ปัญหาจะเกิดขึ้นมากกว่าผลลัพธ์ที่ได้

โรเบิร์ต อัลวาเรซ อดีตรัฐมนตรีพลังงานสหรัฐอเมริกา บอกว่า ยิ่งทำ-โดยการใช้เฮลิคอปเตอร์ทิ้งทรายหรือซีเมนต์ลงใส่เตาปฏิกรณ์ ยิ่งจะไปทำให้กัมมันตภาพรังสีฟุ้งกระจายมากยิ่งขึ้น

วิศวกรโซเวียตใช้แนวคิดเดียวกันในการแก้ปัญหากับ “ซาก” ของเชอร์โนบิล สร้างโครงสร้างคอนกรีตมหึมาทับสิ่งที่เป็นโรงไฟฟ้าอยู่ภายใน

แต่การปนเปื้อนนิวเคลียร์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่โรงไฟฟ้า พื้นที่โดยรอบ อาคาร บ้านเรือน เศษซากปรักหักพัง ล้วนเต็มไปด้วยกัมมันตภาพรังสี โซเวียตทำอย่างไร?

ประเมินกันว่า มีการ “เกณฑ์” ผู้คนมาทำหน้าที่ “ลิควิเดเตอร์” คือทำความสะอาด เก็บกวาด และกลบฝังซากปนเปื้อนทั้งหมด แล้วก่อโครงสร้างซีเมนต์ทับอีกที ระหว่าง 6 แสน-1 ล้านคน

ใช้เวลา 6 ปี ระหว่างปี 1986 ถึงปี 1992 จึงแล้วเสร็จ

จำเพาะโครงสร้างที่เทซีเมนต์ทับ ใช้เวลารวมทั้งสิ้น 7 เดือน

ฟุคุชิมา ไดอิจิ มีเตาปฏิกรณ์มีปัญหามากกว่า 5 เตา อาณาบริเวณกว้างขวางกว่ามาก การดำเนินการเรื่องนี้ย่อมใช้เวลายาวนานกว่า และสิ้นเปลืองกว่าอย่างแน่นอน อย่าว่าแต่มันไม่ใช่ทางแก้ปัญหา เพราะจนกระทั่งขณะนี้ กัมมันตภาพรังสียังปรากฏรั่วไหลออกมาในสภาพของ “นิวเคลียร์ ซุป”

ฟุคุชิมา ไดอิจิ บีบบังคับให้ญี่ปุ่นต้องเผชิญหน้ากับฝันร้ายอย่างช่วยไม่ได้จริงๆ

ในห้วงเวลาที่มืดมนถึงขีดสุด ท่ามกลางการทำลายล้าง ความขาดแคลน ความหดหู่ และฝันร้าย คนญี่ปุ่นยังคงเต็มเปี่ยมด้วยความสัตย์ซื่อ ตื่นรู้ และมีสติสัมปชัญญะ

อาหาร น้ำ ที่พักพิง ไม่มี ไม่เพียงพอ แต่ไม่เคยปรากฏข่าวการปล้นสะดม การขึ้นราคาสินค้า การฉกฉวย จี้ปล้น ให้เห็นแม้แต่ข่าวเดียว

“เราจะทำเท่าที่เราทำได้” คือคำพูดที่ได้ยินกันบ่อยครั้งในยามนี้ และเมื่อคนญี่ปุ่นบอกว่า “เท่าที่จะทำได้” นั่นหมายถึง “ดีที่สุดเท่าที่สามารถทำ” ในยามนั้น

เราเรียนรู้อะไรจากญี่ปุ่น? จากฟุคุชิมา ไดอิจิ?

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมได้ตระหนักก็คือ “ความไม่แน่นอน” ไม่มีอะไรแน่นอนอย่างแท้จริงในกรณีของฟุคุชิมา ไดอิจิ

ไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ปลอดภัยแน่นอน ในขณะเดียวกัน ก็ไม่มีหายนะระดับใดที่สามารถทำลายล้างทุกอย่างจนหมดสิ้นอย่างแน่นอน

ในยามที่สิ่งหนึ่งอาจเลวร้ายลงจนถึงขีดสุด สิ่งใหม่ที่ถูกต้อง งดงาม บังเกิดขึ้นควบคู่กันไป

ฟุคุชิมา ไดอิจิ สอนมนุษย์ให้เรียนรู้วิธีการบริหารจัดการภัยพิบัติใหม่ให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ขยายโอกาสเอาชนะให้ได้มากขึ้นกว่าที่พวกเขาได้เรียนรู้จากอดีต

อย่างน้อยไดอิจิก็ยังไม่ใช่เชอร์โนบิล และมันสามารถสอนเราได้เหมือนกับที่เชอร์โนบิลเคยสอนคนรุ่นก่อนหน้านี้ ช่วยแสวงหาวิธีหลากหลายมากขึ้นเพื่อป้องกันการหลอมละลาย

เราไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่า แผ่นดินไหวจะเกิดขึ้นเมื่อใด สึนามิจะมีแน่หรือไม่

แต่เราจำเป็นต้องทำให้ตัวเรามีโอกาสได้ต่อสู้ เมื่อทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่คาดหมายไว้

คนงานที่ฟุคุชิมา ไดอิจิ ยังไม่ยอมแพ้ เราทุกคนก็ไม่ควรยอมแพ้เช่นเดียวกัน

ไร้ลม,

กระดิ่งลมยังกังวาน-ที่ไดอิจิ!