Liela Josefowicz: ผู้สร้างเสียงไวโอลินสวรรค์อันสดใหม่


ผมเคยฟังผลงานของ Liela Josefowicz มาก่อนหน้านั้นหนึ่งอัลบัมคือ Bohemian Rhapdodies ซึ่งเป็นผลงานประเภทคัดสรรค์เพลงสำหรับไวโอลินและออร์เครสตร้าที่ผู้ฟังคุ้นเคยมาเล่น-ตีความใหม่ ตอนฟังครั้งแรกผมก็อดแปลกใจไม่ได้เพราะสุ้มเสียงไวโอลินของไลลานั้นให้สำเนียงที่แตกต่างจากนักไวโอลินคนอื่นอย่างเด่นชัด เด่นชัดในแง่การตีความ การบรรเลง ยิ่งเล่นเพลงที่ฮิตที่คุ้นเคยผมยิ่งมองเห็นเสน่ห์ของเธอ โดยเฉพาะบทบรรเลง Carmen Fantasy ของเปาโล เดอ ซาราซาเต ที่เคยฟังมาจากหลายนักดนตรี หลายเวอร์ชั่นต้องบอกว่าเธอผู้นี้ให้อะไรใหม่ ๆ ที่สดกระจ่างอย่างน่าทึ่ง ท่อนท้าย ๆ ของ Carmen Fantasy ลองไปฟังเถิดครับว่าวิธีการเล่นของเธอนั้นน่าทึ่งเพียงใด นอกจากความเร็วแล้วเทคนิคยังแพรวพราวอีกต่างหาก ส่วนเพลงที่ให้ความกังวานของเสียงไวโอลินอย่างมากคือ Tzigane ผลงานของราเวล แล้วเพลงนี้ของราเวลก็ได้อารมณ์แบบเพลงพื้นบ้านไม่น้อยทีเดียว

ส่วนเพลง Zigeunerweisen ไลลาเล่นได้ถูกจริตของผมโดยแท้ คือเธอค่อย ๆ นำพาผู้ฟังไปตามท่วงทำนองหลัก ซึ่งเพลงนี้ผู้ฟังคุ้นเคยท่วงทำนองอยู่แล้วว่ามันไพเราะจับใจในช่วงแรกจนถึงช่วงกลาง แต่พอถึงท่อนท้ายซึ่งมีความเร็วปานสายลม ไลลาก็เล่นได้อย่างเหลือเชื่อ การดีดสายไปพร้อมกับสีคันชักนี่สิครับมันยอดมาก แสดงให้เห้นว่าเธอมีเทคนิคการเล่นที่ยอดเยี่ยม ทุกเม็ดที่เธอเล่นชัดเจนเหมือนเธอมาเล่นให้ฟังตรงหน้า แล้วเพลงที่พลาดไม่ได้ก็คือ Méditation de Thaïs ของ Jules Massenet เพลงนี้เต็มไปด้วยความงดงาม วลีไพเราะหลั่งไหลราวกับสายน้ำเอื่อย ส่วนเพลงที่เหลืออย่าง Introduction and Rondo Capriccioso ของแซง-ซองส์ นั้นก็เล่นได้อย่างยอดเยี่ยม รวมถึง Poème ของ Ernest Chausson คีตกวีชาวฝรั่งเศส แต่งเพลงนี้ด้วยความงดงามตามแบบทกวี ไลลาถ่ายทอดบทเพลงออกมาจากความรู้สึกภายในให้ล้นเอ่อจากห้วงอารมณ์

หลังจากฟังอัลบัมชุดนี้จบลง ทำให้ผมจำชื่อของ Liela Josefowicz ได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะฝีมือและเสียงไวโอลินของเธอ

Liela Josefowicz เป็นนักไวโอลินชาวแคนาดา เธอเกิดในวันที่ 20 ตุลาคม 1977 ใน Missiauga, Ontario ตอนที่เธอยังเด็กครอบครัวก็ย้ายมาอยู่ที่แอลเอ, แคลิฟอร์เนีย อายุสามขวบเธอเริ่มเรียนไวโอลินด้วยหลักสูตรของ Suzuki พ่อของไลลาเป็นนักฟิสิกซ์ แม่เป็นนักชีววิทยา แม้ทั้งสองจะไม่ใช่นักดนตรีแต่เธอก็เรียนรู้วิถีแห่งชีวิตจากคนทั้งสอง เมื่ออายุสิบสามขวบเธอย้ายมาอยู่ที่ฟิลาเดลเฟีย ซึ่งที่นี่เธอได้เข้าเรียนในสถาบันดนตรีเคอร์ติส ในแบบพาสไทม์ตั้งแต่อายุ 13-16 ปี โดยเรียนกับ Jaime Laredo (นักไวโอลิน-คอนดัคเตอร์ชาวโบลิเวีย ซึ่งเป็นมิวสิคไดเร็คอยู่ที่วงดุริยางค์เวอร์มอนต์) Jascha Brodsky, Felix Galimir และ Joseph Gingold ที่เคอร์ติสมีนักเรียนประมาณ 150 คนเท่านั้น นักเรียนส่วนใหญ่เป็นนักเรียนทุน ซึ่งเธอชอบมันมากเพราะที่เคอร์ติสไม่ได้มุ่งหวังทางด้านธุรกิจมากเหมือนที่อื่น แล้วนักเรียนทุกคนก็รู้จักกัน หลังจากเรียนที่สถาบันเคอร์ติสเธอจึงเรียนปริญญาทางด้านดนตรีต่อ ช่วงวัยรุ่นไลลาก็ได้ร่วมงานกับวงดุริยางค์ทั่วโลก ตั้งแต่ยุโรปถึงเอเชีย จากเอเชียถึงสหรัฐอเมริกา แต่ความภูมิใจของเธอคือการที่ได้เล่นใน Carnegie Hall ครั้งแรกเมื่อปี 1994 ซึ่งตอนนั้นเธอมีอายุเพียง 16 ปี เท่านั้น โดยเล่นเพลงไวโอลินคอนแชร์โตของไชยคอฟสกี บรรเลงโดยวง Academy of St.Mrtin ควบคุมวงโดย เซอร์เนวิลล์ มาริเนอร์

อัลบัมแรกที่ไลลาบันทึกเสียง เป็นอัลบัมชุด Début Recording จากค่าย Philips ซึ่งเธอเลือกผลงานเพลงไวโอลินคอนแชร์โตของไชยคอฟสกี้ และซิเบลิอุส วงที่บรรเลงไม่ใช่ใครอื่นคือวง Academy of St.Mrtin ควบคุมวงโดย เซอร์เนวิลล์ มาริเนอร์ นั่นเอง การเลือกเพลงไวโอลินคอนแชร์โตของไชยคอฟสกี้ เป็นเหมือนการตอกย้ำความสำเร็จของไลลาในการแสดงที่คาเนกี้ฮอลล์ ครั้งนั้นตั๋วขายหมดก่อนการแสดงจะเริ่มเป็นสัปดาห์ และมันยังเป็นความท้าทายของเธออีกประการ เพราะนักไวโอลินทุกคนต่างก็เคยผ่านการเล่นเพลงนี้มาก่อน ทั้งการแสดงคอนเสิร์ตจนถึงบันทึกเสียง ทำให้มีตัวเปรียบเทียบในการเล่น ดังนั้นเธอก็ต้องเผชิญความกดดันในการเล่นที่ต้องเล่นให้ดีกว่าต้นฉบับอื่น หรือถ้าตีความให้แปลกต่างก็อาจจะไม่ได้รับการต้อนรับจากกลุ่มคนฟัง ดังนั้นจึงเป็นการเปิดตัวอัลบัมแรกที่เต็มไปด้วยความคาดหวังเป็นอย่างมาก แต่ถ้าในแง่การขาย เพลงไวโอลินของไชยคอฟสกี้เพลงนี้ก็ยังขายได้ไม่เสื่อมคลาย ซึ่งค่ายเพลงก็มองว่าอย่างไรเสีย เพลงเหล่านี้ก็ยังคงต่อลมหายใจให้กับดนตรีคลาสสิก และการเล่นของไลลาก็แสดงให้เห็นว่าเธอมีฝีมือที่ยอดเยี่ยมเพียงไร

ชุดนี้ในปกแผ่นซีดีเขียนกำกับเอาไว้ว่าไวโอลินคอนแชร์โตของไชยคอฟสกี้เล่นด้วยไวโอลิน “Ruby” Stradivarius ปี 1708 ไวโอลินสีแดงตัวนี้ยืมมาจาก Stradivari Society ไวโอลินสีแดงของ Stradivarius ได้ชื่อว่าเป็นไวโอลินที่มีเสียงก้องกังวาน ไพเราะ มีความหนาของเสียงที่เกินพรรณา นักไวโอลินทุกคนต่างปรารถนาจะได้เล่นไวโอลินสีแดงของสตราดิวาริอัส ส่วนเพลงของณอง ซิเบลิอุส ใช้ไวโอลิน “Ebersolt” Guarnerius del Gesú ปี 1739 ซึ่งเธอใช้อยู่ในช่วง 4 ปีหลัง โดยยืมมาจาก ดร.แฮร์เบิร์ต เอเซอล์รอด เธอกล่าวว่าไวโอลินตัวนี้เป็นไวโอลินชั้นยอด แม้ว่าเธอจะเคยใช้รูบี้มาแล้ว แต่เสียงของไวโอลินตัวดังกล่าวก็ให้เสียงที่ดีไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน

ต้องกล่าวว่าเพลงไวโอลินคอนแชร์โตทั้งสองบทเพลงในแผ่นซีดีชุดปฐมฤกษ์ของเธอ ไลลาแสดงให้เห็นถึงเทคนิคที่แม่นยำ การเข้าถึงอารมณ์เพลง รวมถึงกล้าแสดงในแนวทางใหม่ ๆ เพื่อให้เกิดเสียงไวโอลินที่งดงาม แม้จะต้องเสี่ยงต่อการถูกวิพากษ์วิจารณ์ ทว่าเธอเป็นนักดนตรีที่ให้ความสำคัญในการตีความพอ ๆ กับเทคนิคหรือฝีมือ เธอกล่าวเอาไว้ว่า “ฉันเป็นนักสร้างเสียง เสียงคือทุกสิ่งทุกอย่าง เทคนิคมาทีหลัง” และเธอยังชื่นชอบแนวทางของนักไวโอลินรุ่นเก่าอย่างเช่น Bronislaw Huberman ซึ่งเธอศึกษาผลงานของเขาผ่านแผ่นซีดีจำนวนมาก เธอให้ความเห็นว่าการเล่นของฮูเบอร์แมนไม่ได้สมบูรณ์แบบ ทว่าเขากล้าแสดงที่จะแสดงบางอย่างจนกลายเป็นเอกลักษณ์ เขาไม่ได้สนใจเสียงวิจารณ์ ซึ่งเธอชอบในสิ่งที่ฮูเบอร์แมนเป็นในจุดนี้

นั่นจึงทำให้ผลงานชุดแรกของเธอมีความน่าสนใจ สดใหม่ เต็มไปด้วยการค้นหา ต่อมาผมได้แผ่นซีดีชุดที่เธอเล่นเพลงคลาสสิกแบบมาตรฐานมาอีกชุด ในชุดนี้เธอบรรเลงผลงานไวโอลินของเมนเดลโชห์ล กลาซูนอฟ และไชยคอฟสกี้ บรรเลงโดยวง Orchestre symphonique de Montréal คอนดัคเตอร์โดย Charles Dutoit

ไวโอลินคอนแชร์โตของเมนเดลโชห์ลเป็นเพลงที่ผู้ฟังส่วนใหญ่คุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะมีเมโลดี้ที่ไพเราะตลอดทั้งสามมูฟเม้นต์ ฟังครั้งใดก็จะฮัมท่วงทำนองหลักได้ กระนั้นการหาสิ่งใดใหม่ ๆ มานำเสนอให้กับเพลงจึงเป็นเหมือนการงมเข้มในมหาสมุทรก็ไม่ปาน กระนั้นไลลาก็ยังคงเป็นนักไวโอลินอีกคนที่ฝ่าด่านนั้นไปได้ การเล่นที่แม่นยำ และเข้าสู่เนื้อหาทางอารมณ์ทำให้ผู้ฟังรู้สึกได้ถึงพลังที่มีอยู่อย่างเปี่ยมล้น

ไลลาบันทึกเอาไว้ว่าเธอโชคดี ก่อนบันทึกเสียงเธอได้เล่นไวโอลินคอนแชร์โต้ของไชยคอฟสกี้กับวง Radio Hanover และ Orchestre de la Suisse Romande และเล่นไวโอลินคอนแชร์โตของกลาซูนอฟ กับวงเวียนนาซิมโฟนีออร์เครสตรา เธอยังเคยพูดเอาไว้ว่าเธอทุ่มเทให้กับการบันทึกเสียงมากกว่าการแสดงสด เพราะการบันทึกเสียงจะอยู่อย่างคงทนถาวร แล้วเธอก็เล่นราวกับว่าพรุ่งนี้ไม่อาจมีต่อไป เธอจึงรักการบันทึกเสียง และดูแลขั้นตอนการอัดเสียงอย่างใกล้ชิด การเล่นเพลงคอนแชร์โตทั้งสองเพลงนี้เป็นความท้าทายความสามารถของตัวไลลา

เธอเอ่ยว่า “สำหรับฉันโทนเสียงเป็นเหมือนทุกสิ่งทุกอย่าง ทางเลือกที่แตกต่าง คือการเลือกเล่นเพลงของคีตกวีที่แตกต่าง ท่วงทำนองเป็นยิ่งกว่าขั้นพื้นฐาน เป็นเพราะหัวใจของฉันเป็นดังท่วงทำนอง ลมหายใจคือท่วงทำนอง ฉันรักท่วงทำนอง นั่นเป็นเพราะฉันรักดนตรีแจ๊ส” ไลลาเป็นนักดนตรีคลาสสิกที่ชื่นชอบดนตรีแจ๊ส เธอชอบไมลส์ เดวิส เอลลา ฟิสเชอรัลด์ ซารา วอห์น แล้วเธอยังเล่นดนตรีคลาสสิกสมัยใหม่ ดนตรีแนวอวองการ์ดที่น่าตื่นตา จึงไม่แปลกที่เธอจะเล่นเพลงคลาสสิกมาตรฐานได้อย่างงดงามด้วยลีลาที่ไม่เหมือนใคร

ในผลงานชุดนี้ไลลาเล่าว่าเธอเคยทำงานกับชาร์ล ดูทัวต์ ตั้งแต่อายุ 13 ขวบ กับวงดุริยางค์แห่งชาติฝรั่งเศส และเคยเล่นกับวงมอนทริอัลหลายต่อหลายครั้ง จึงทำให้การทำงานครั้งนี้เต็มไปด้วยความและมิตรภาพในการทำงานที่ดีเยี่ยม ซึ่งส่งผลให้เสียงดนตรีเต็มไปด้วยความอบอุ่นอ่อนโยน ขณะเดียวกันก็เปี่ยมล้นไปด้วยพลัง

การเลือกเล่นเพลงของเมนเดลโชห์ล และกลาซูนอฟ ในอัลบัมเดียวกัน เหมือนเป็นการเลือกที่ต้องการให้ผู้ฟังมองเห็นความแตกต่างในเชิงของคีตกวี เมนเดลโชห์ลเป็นคีตกวีที่เกิดในช่วงปี 1809-1847 เขามีชีวิตที่สุขสบายต่างจากคีตกวีคนอื่น แต่กระนั้นเมนเดลโชห์ลกลับมีอายุที่สั้น เขาล้มป่วยและตายอย่างกะทันหัน แม้อายุของเขาจะสั้นเพียง 38 ปี ทว่าผลงานของเมนเดลโชห์นที่แต่งเอาไว้จำนวนมาก ทว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ด้วยความที่เป็นชนยิวของเขา ผลงานต่าง ๆ จึงถูกทำลายโดยนาซีผู้บ้าเลือด เพลงต่าง ๆ ของเขาถูกห้ามเล่น ทำให้เหลือผลงานการประพันธ์เอาไว้เท่าที่มีอยู่จนถึงปัจจุบัน

เพลงของเมนเดลโชห์ลเป็นเพลงที่แต่งขึ้นในช่วงยุคโรแมนติก ไวโอลินคอนแชร์โตของเขาจึงมีลักษณะหวาน และเอ่อล้นไปด้วยความไพเราะ

ขณะที่กลาซูนอฟนั้นเป็นคีตกวีชาวรัสเซียที่เกิดในช่วงปี 1865-1936 แม้ว่าจะเกิดคนละช่วงสมัยกัน ทว่ากลาซูนอฟก็มีแนวดนตรีในแบบโรแมนติก กลาซูนอฟเป็นครูสอนดนตรี คอนดัคเตอร์ และคีตกวีที่ประสบความสำเร็จ เขาแต่งซิมโฟนีเอาไว้ถึงแปดบทเพลงด้วยกัน ส่วนคอนแชร์โตแต่งเอาไว้ไม่มากนัก กระนั้นไวโอลินคอนแชร์โตก็ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ด้วยท่วงทำนองที่มีความไพเราะลึกซึ้ง ประกอบกับสอดแทรกท่วงทำนองเพลงพื้นบ้านรัสเซียซึ่งทำให้บทเพลงมีพลังเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกระบวนที่สองนั้นมีความไพเราะงดงามซึ้งกินใจเหลือเกิน

แล้วในอัลบัมนี้ไลลายังเลือกเพลงแทรกกลาง โดยเล่นเพลง Valse-scherzo, op.82 ของไชยคอฟสกีมาอีกหนึ่งเพลง ทำให้อัลบัมนี้น่าฟังน่าสะสมยิ่งขึ้นไปอีก

ผลงานทั้งสามอัลบัมของ Liela Josefowicz ทำให้ผมอดทึ่งฝีมือไวโอลินของสาวแคนาดาที่ไปเติบโตในแผ่นดินอเมริกาไม่ได้ ซึ่งไม่ง่ายเลยที่ศิลปินเพลงจากแผ่นดินโลกใหม่อย่างอเมริกาจะสร้างนักดนตรีคลาสสิกที่เต็มไปด้วยพรสวรรค์ มีความโดดเด่น มีทัศคติทางดนตรีที่เยี่ยมยอด รวมถึงความมุ่งมั่นในจิตวิญญาณ สิ่งนั้นไลลาเป็นผู้ทลายกำแพงแห่งเสียงเพลง สิ่งที่เธอเล่นประจักษ์แล้วว่าเต็มไปด้วยคุณค่า น่าตื่นตา และสวยงาม