หลังเขียนนิยายเสร็จเหมือนยกภูเขาออกจากอก ทำให้ผมมีเวลาทำในสิ่งที่อยากทำมากขึ้น ไม่ว่าจะถ่ายภาพ รวมถึงทำหนังสือวรรณกรรมในแบบอีบุ๊ค

มาว่าถึงเรื่องถ่ายภาพ ผมบ้าถ่ายภาพมาตั้งแต่ตอนเรียนมัธยม หัดถ่ายรูปมาตั้งแต่ตอนนั้น รวมแล้วน่าจะหมดฟิล์มจำนวนน่าจะใกล้หลักพัน ทั้งสีและขาวดำ เคยลงทุนซื้อเครื่องอัดภาพมาอัดรูปเอง แต่ต้องหยุดไปเพราะช่วงเศรษฐกิจตกต่ำและการย่างกลายมาของกล้องดิจิตอล

ช่วงที่กล้องดิจิตอลเข้ามาใหม่ๆ ทำให้ผมถึงกับหยุดถ่ายภาพ ประการแรกคือกล้องคู่บุญ Nikon FM2 และ F3 ของผมเกิดมาเดี้ยงพร้อมกัน งานใหญ่ครั้งหลังสุดของมันคือเมื่อครั้งไปที่เวียตนาม เพื่อนนักเขียนที่ไปด้วยกันตั้งแต่จารี จันทราภา และสืบสกุล คนจร. แบกกล้องดิจิตอลไปใช้กันหมด มีผมยังถ่ายด้วยฟิล์ม การถ่ายภาพครั้งนั้นของผมประสบความล้มเหลวอย่างหนัก เพราะกล้องของผมเริ่มรวน และเลนส์ที่ผ่านศึกมาหลายสนามเก่าเกินไป กลไกทำงานได้แย่มาก เมื่อไปเจอสภาพอากาศที่เวียตนามต้องต่อสู้กับสายฝนซึ่งตกลงมาตลอดเวลา ทำให้ไอน้ำจับหน้ากล้องชื้น ผมไม่โทษอุปกรณ์ แต่โทษตัวเองที่เตรียมตัวไม่พร้อม

เมื่อกลับมาถึงกรุงเทพฯยิ่งทำให้ผมปวดใจ เพราะกล้องของผมพังคามือไปจนหมด และผมยังไม่ไว้ใจกล้องดิจิตอล จึงเก็บพับความชอบนั้นเอาไว้ในหีบความทรงจำ

จนกระทั่งผมมาได้กล้องดิจิตอลตัวแรก Ricoh GR200 กล้องอัตโนมัติที่ถ่ายภาพออกมาได้สวยสมใจ จากนั้นก็เริ่มใช้มาเรื่อย จนกระทั่งน้องสาวให้กล้อง Canon 350D  มาใข้นั่นแหละครับเหมือนไปเปิดฝาโลงของผม เพราะผมเพิ่งรู้ว่าตอนนี้ระบบดิจิตอลพัฒนาไปไกลมาก ใกล้เคียงฟิล์มมากขึ้น ยิ่งถ่ายภาพยิ่งสนุก เอาวิชาความรู้เก่าๆ ออกมาใช้ได้หมด ไม่ต้องเรียนรู้ใหม่ จนผมตัดสินใจซื้อกล้อง DSLR ตัวล่าสุดคือ Nikon D700 นั่นแหละครับทำให้ผมเป็นบ้ายิ่งขึ้น เพราะมันเป็นกล้อง FullFram ทุกอย่างเหมือนฟิล์ม แถมผมยังนำเลนส์เก่าของนิคอนมาใช้ได้ด้วย ยิ่งใช้ก็ยิ่งชอบ

ในที่สุดก็ขุดเอากล้องฟิล์มที่อยู่ในกรุมาปัดฝุ่น บางตัวเปลี่ยนถ่านก็ใช้ได้แล้ว ชัตเตอร์ยังไม่พัง ทำให้การถ่ายภาพสนุกสนาน เวลาถ่ายภาพแล้วได้ภาพสวยๆ ออกมา ทำให้รู้สึกว่ามันไปเปลืองเลย ไม่ว่าจะมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ก็ตาม เป็นความสุขที่บรรยายไม่ถูก ยิ่งผมเป็นคนชอบเอาภาพเก่าๆ ที่ถ่ายเอาไว้มานั่งดู

ความบ้าบิ่นที่ท้าทาย

นอกจากนั้นแล้วผมยังขยายอาณาเขตของตัวเองไปไกล ผมเคยฝันว่าสักวันจะเป็นเจ้าของกล้องมีเดียมฟอร์แมตให้ได้ การถ่ายภาพด้วยกล้องมีเดียมฟอร์แมตเป็นเหมือนยอดเขา เพราะความยากเย็นของมัน ความละเอียดอ่อน อุปกรณ์ที่แตกต่างจากกล้อง 35 mm

ความบ้าบิ่นนี้เป็นเหมือนสัญชาติญาณ มันทำให้ผมรู้สึกมีพลัง มีความกระตือรือร้น ผมรู้ได้ทันทีว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ โดยเฉพาะความท้าทายนี้มันมาถูกที่ถูกเวลา จนผมเองก็ไม่สามารถหยุดยั้งตัวเองได้

ถ้าเปรียบว่างานเขียนเป็นเสมือนลมหายใจ การถ่ายภาพของผมก็ไม่ต่างจากวิญญาณ

มันนำผมปลดปล่อยสู่โลกที่กว้างใหญ่ และการได้สัมผัสแสงที่พุ่งตรงมายังดวงตา

photo6

Join the conversation! 2 Comments

  1. ครับ อ่านแล้วอยากได้กล้องฟิล์มสักตัว

    ตอบกลับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

About นิวัต พุทธประสาท

นิวัต พุทธประสาท ปัจจุบันเป็นนักเขียนอิสระ มีคอลัมน์ประจำที่ Hamburger และ The Wave Magazine แล้วยังเป็นช่างภาพสมัครเล่น โดยภาพถ่ายนักเขียนได้ตีพิมพ์ตามหนังสือพิมพ์ - นิตยสาร สนใจเรื่องราวสังคม การเมือง ชีวิต ขณะเดียวกันก็ชื่นชอบดนตรีคลาสสิก แจ๊ส ชอบดูหนัง นอกจากนั้นยังสนใจเรื่องเครื่องเสียง แผ่นเสียงมากเป็นพิเศษ นิวัตมีผลงานทั้งเรื่องสั้น นิยาย และบทความ ผลงานที่ตีพิมพ์รวมเล่มแล้วได้แก่ ไปสู่ชะตากรรม, ใบหน้าอื่น,​วิสัยทัศน์แห่งปรารถนาและความตาย, ขอบฟ้าเหตุการณ์, ลมหายใจอุบัติซ้ำ, แสงแรกของจักรวาล, หิ่งห้อยในสวน และ ความโดดเดี่ยวทั้งมวลที่ไม่มีใครสังเกตเห็น

หมวดหมู่

Photo, Photo Gallery

ป้ายกำกับ

, , , , , , ,