Nicolai Myakovsky: บิดาแห่งซิมโฟนีรัสเซีย

นิโคไล มายาคอฟสกี้ไม่ใช่ชื่อที่ลอยขึ้นมาจากโสตไหนของความเพ้อฝันและจินตนาการ ทว่าคีตกวีท่านนี้คือคีตกวีที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของรัสเซีย ภายใต้ร่มเงาของบิ๊กรัสเซียคอมโพเซอร์ ชื่อของไชยคอฟสกี้ โปโคเฟียฟ สตราวินสกี้ โชติโควิต รัคมานินอฟ ได้รับความสนใจในวงกว้างอย่างมิต้องสงสัย ทั้งที่ผลงานของมายาคอฟสกี้ก็ไม่ธรรมดาเลย ระหว่างที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ก็ได้รับการยกย่องเทียบเคียงคีตกวีชั้นนำของรัสเซียและยุโรป

อาจจะเป็นเพราะว่าแผ่นซีดีที่บันทึกเสียงของคีตกวีท่านนี้ก็ค่อนข้างหายากเอาการอยู่ (โดยเฉพาะในเมืองไทยยิ่งไม่ต้องพูดถึง) ค่ายแผ่นเสียงที่สนใจบันทึกเสียงเองก็ต้องมองเรื่องการตลาดเป็นหลัก โชคดีที่โลกทั้งใบถูกย่อลงด้วยอินเทอร์เน็ตทำให้การค้นหาชื่อปกซีดีหรือการสั่งซื้อเพลงจากทั่วโลกทำได้ง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อน เมื่อปลายเดือนเมษายนผมได้ผลงานเพลงของมายาคอฟสกี้มาฟังอยู่หลายแผ่น ยิ่งเอามาเปิดฟังซ้ำไปซ้ำมายิ่งไพเราะจับใจจนต้องนำมาเล่าขานต่อให้ท่านผู้อ่านได้ฟังบ้าง

นิโคไล มายาคอฟสกี้ เกิดในวันที่ 20 เมษายน 1881 ที่เมือง Novo Georgiyevsk ในโปแลนด์ใกล้กรุงวอร์ซอว์ ครอบครัวของมายาคอฟสกี้เป็นครอบครัวทหาร ยาขอบ-บิดาของมายาคอฟสกี้เป็นพนักงานวิศวกรประจำกองทัพบก มายาคอฟสกี้ฝึกเรียนเปียโนที่บ้านตั้งแต่เยาว์วัย หลังจากที่สูญเสียมารดามายาคอฟสกี้ได้รับการอุปถัมป์จากพี่สาวของบิดา ซึ่งเธอเป็นแรงบันดาลใจสำคัญอันหนึ่ง เนื่องจากเธอเป็นนักร้องเพลงประสานเสียงประจำวงเซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์ก และนั่นทำให้มายาคอฟสกี้ย้ายเข้าไปอยู่ยังเมืองหลวง (ในเวลานั้น) มายาคอฟสกี้เล่นเปียโนและไวโอลิน โดยสังกัดวงดุริยางค์ของกองทัพบก ขณะที่เขากำลังสิ้นหวังและเบื่อหน่ายการเดินทางในการตระเวณเล่นดนตรี เขาได้บรรเลงเพลงของไชยคอฟสกี้ Pathétique Symphonies ควบคุมวงโดย Athur Nikisch ในปี 1896 ห้วงเวลานั้นเองที่เขาตัดสินใจจะเรียนด้านการประพันธ์ดนตรี ต่อมาในปี 1902 เขาได้จบหลักสูตรฝึกอบรมวิศวกรเหมือนบิดาของเขา แต่ขณะเดียวกันมายาคอฟสกี้ก็เรียนดนตรีคู่ขนานไปด้วย โดยเรียนแบบตัวต่อต่อกับ Reinhold Gliére และเมื่อเขาส่งจดหมายเพื่อเข้าเรียนยังสถาบันดนตรีเซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งต่อมาเขาได้เข้าเรียนในชั้นโดยเป็นลูกศิษย์ของ อนาโทลี ไลดอฟ และนิโคไล ริมสกี้-โคซาคอฟ

การเริ่มเรียนดนตรีที่ช้าไปของมายาคอฟสกี้ทำให้เขาเป็นนักเรียนที่มีอายุมากที่สุดในชั้น ในจำนวนนักเรียนที่อ่อนกว่าเขามีโปโคเฟียฟรวมอยู่ด้วย ซึ่งทั้งสองสนิทสนมกันเป็นอย่างดี และในการทำงานกลุ่มเขากับโปโคเฟียฟต้องจับคู่กันทำงานกลุ่มอย่างน้อยหนึ่งชิ้น ยิ่งทำให้คนทั้งสองมีความแนบแน่นยิ่งขึ้น ผลงานในยุคแรก ๆ ของมายาคอฟสกี้มีความละม้ายคล้ายคลึงกับไชยคอฟสกี้ซึ่งเป็นต้นแบบแรงบันดาลใจของเขา จนกระทั่งเขาจบการศึกษาทางดนตรีในปี 1911 บุคลิกของมายาคอฟสกี้มีความแตกต่างจากทั่วไป เขามีลักษณะคล้ายคลึงกับ บอริส พลาสเตอร์เน็กนักเขียนนิยายชื่อดัง ในส่วนของดนตรีมายาคอฟสกี้เหมือนมีญาณวิเศษที่เคลื่อนไหวจากภายในทว่าสามารถรู้สึกได้จากคนรอบข้าง

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งมายาคอฟสกี้ได้ถูกเรียกตัวให้เข้าไปรับใช้กองทัพที่แนวรบด้านออสเตรีย สภาพสงครามสร้างความเจ็บปวดให้แก่มายาคอฟสกี้เป็นอย่างมาก ช่วงเวลาดังกล่าวมายาคอฟสกี้ได้แต่งซิมโฟนีหมายเลข 4 และ 5 ที่ฐานทัพเรือ ห้วงเวลานี้ถือเป็นการเผชิญหน้าต่อความยากลำบากทั้งทางกายและจิตใจของเขาเป็นอย่างสูง งานดนตรีกับสงครามเป็นสิ่งซึ่งขัดแย้งกันจนสุดขั้ว ไม่กี่ปีต่อมาบิดาของเขาก็เสียชีวิตในเหตุการณ์ความรุนแรง คนในครอบครัวได้รับผลกระทบต่อสงครามจนสิ้นเนื้อประดาตัว มายาคอฟสกี้ผันตัวเองเข้าไปรับใช้กองทัพ ต่อมาเขาได้รับเชิญไปเป็นอาจารย์สอนดนตรีที่สถาบันดนตรีมอสโควในช่วงกลางชีวิต แต่กระนั้นในปีหลัง ๆ เขาก็แสดงท่าทีที่ไม่เห็นด้วยกับระบอบสตาลิน โดยเฉพาะเพื่อนรักของเขาโปโคเฟียฟนั้นภรรยาถูกส่งไปอยู่ในค่ายกักกันเลยทีเดียว

ช่วงต้นสงครามโลกครั้งที่สองมายาคอฟสกี้และโปโคเฟียฟได้อพยพไป Caucasas และ Funze จนกระทั่งกลางปี 1943 หลังจากไม่ได้ผลิตงานออกมาเขาก็กลับมาเขียนซิมโฟนีหมายเลข 22, 23 และ 24 สำเร็จ โดยในซิมโฟนีหมายเลข 23 นั้นได้รับแรงบันดาลใจจากอิทธิพลต่อสงคราม และเขาได้รวบรวมเพลงพื้นบ้านของเมืองที่ไปอยู่ลงในท่วงทำนอง

หลังสงครามมายาคอฟสกี้ผู้ซึ่งผ่านชีวิตมาอย่างโชกโชน สองปีสุดท้ายก่อนที่เขาจะเสียชีวิต เขาทำงานด้านดนตรีอย่างหนักในอพาร์ตเม้นต์ส่วนตัวที่ Sivtsev Vrazhek ที่นั่นเขาเขียนซิมโฟนีหมายเลข 27 เสร็จสิ้นลง เขาป่วยอย่างหนักในปี 1949 หมอแนะนำให้เขาผ่าตัดจนกระทั่งปีถัดมาในวันที่ 8 สิงหาคม 1950 คีตกวีผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของรัสเซียก็สิ้นลมนอนตาอย่างสงบสิริรวมอายุ 69 ปี หลุมฝังศพของเขาฝังเคียงข้างสองคีตกวีที่ยิ่งใหญ่ Scriabin และ Taneyev มายาคอฟสกี้แต่งเพลงซิมโฟนีเอาไว้มากมายถึง 27 หมายเลข และยังแต่งคอนแชร์โต โซนาต้า รวมถึงบทเพลงในแบบต่าง ๆ อีกจำนวนมาก

ในฉบับนี้ผมขอแนะนำซิมโฟนีสองแผ่น เป็นเซ็ตมาจาก Wartime Music จากสังกัดเล็ก ๆ อย่าง Northern Flowers เซ็ตซีดีชุดนี้ไม่ได้มีแต่ผลงานของมายาคอฟสกี้ ทว่ายังมีคีตกวีท่านอื่นของรัสเซีย สำหรับวงที่บรรเลงคือวง St.Petetsburg State Academic Symphony Orchestra อำนวยวงโดย Alexander Titov

แผ่นซีดีชุดแรก นำเสนอซิมโฟนีสองซิมโฟนีอันได้แก่ ซิมโฟนีหมายเลข 22 โอปุสที่ 54 ซิมโฟนีบทนี้มีชื่อเล่นว่า Ballad มีเพียงมูฟเม้นต์เดียว แต่แบ่งออกเป็นสามเซกชั่น โดยมีความยาวถึง 38.52 นาที ซิมโฟนีบทนี้เขียนเสร็จประมาณปลายปี 1941 เมื่อออกแสดงครั้งแรกได้รับการต่อต้านจากกองทัพนาซีในทันที มายาคอฟสกี้สลักชื่อเพลงนี้บนโน๊ตว่า “Ballad Symphony of the Great Patriotic War” ทว่าหลังรอบพรีเมียร์ที่มอสโควในเดือนเมษายน 1942 เขาก็ลบชื่อให้เหลือเพียง Ballad ในจดหมายของมายาคอฟสกี้เขาอธิบายว่าทำไมจึงตัดชื่อซิมโฟนีหมายเลข 22 ให้เหลือเพียง “บัลลาด” เพียงชื่อเดียว เขากล่าวว่าโทนของซิมโฟนีในเซ็กชั่นแรกมันไม่ละเอียดพอที่จะเล่าเรื่อง มันไม่สามารถได้ยินถึงความอันตรายอันขัดแย้ง มันเล่าเรื่องที่สุขสงบ ในเซ็กชั่นที่สองท่วงทำนองดูเหมือนฝันร้ายอันน่ากลัวกำลังรุกราน และเราไม่สามารถได้ยินเสียงเรียกร้องอิสรภาพเสรีภาพในตอนจบ ท่วงทำนองไร้เสียงสรรเสริญของชัยชนะอันปราศจากดาบซึ่งกระทบกัน ผู้คนคงถลึงตา เงี่ยหูฟัง ด้วยความฉงน มันคงเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้กระจ่างว่ามันเป็นเพลงที่พูดถึงสงครามอย่างไร

ในเซกชั่นแรก Lento Allegro non troppo ในบันไดเสียง B minor เริ่มต้นด้วยท่วงทำนองช้า เสียงเครื่องสายเต็มไปด้วยความใคร่ครวญทางอารมณ์ ขณะที่เครื่องเป่าแทรกสอดผสาน ดนตรีในเพลงจะค่อย ๆ เพิ่มความยากขึ้นไปเป็นลำดับ ขณะเดียวกันท่วงทำนองของเพลงยังคงบรรยายภาพความงามได้อย่างเข้าถึงอารมณ์ เมื่อเข้าสู่เซ็กชั่นที่สอง Andante con duolo  ในบันไดเสียง Bb minor ดนตรีเริ่มเร่งเร้าขึ้นมาอีกระดับหนึ่งขณะที่ท่วงทำนองมีความร่าเริงเพิ่มมากขึ้น กลองทิมพานีมีบทบาทต่อการเร้าความรู้สึก โทนของดนตรีดิ่งลึกถึงความเศร้าโศก ในเซ็กชั่นสุดท้าย Allegro energico, ma non troppo vivo ในบันไดเสียง B minor เซ็กชั่นนี้ได้หวนไปบรรเลงท่วงทำนองของเซ็กชั่นแรกอีกครั้ง ทรัมเป็ตมีบทบาทในการบรรยายเรื่องราวก่อนจะส่งทอดไปสู่ตอนจบซึ่งอยู่ในสภาพดิ้นรนตะเกียกตะกาย แม้ “บัลลาดซิมโฟนี” จะตัดชื่อเกี่ยวกับสงครามออกไป ทว่าบทเพลงกลับบรรยายสภาพสงครามที่เต็มไปด้วยความเศร้ารันทด สอดแทรกอารมณ์โหยหาอาทรต่อสิ่งที่สูญเสียไป ซิมโฟนีบทนี้จึงเป็นเหมือนตัวแทนทางความรู้สึกของมายาคอฟสกี้ที่มีต่อสงคราม มันไม่ได้ทำให้เขาหึกเหิมหรือต้องการออกรบทว่ามันโหยหาสันติภาพและความสุขสงบในแบบเดิม

เพลงที่สองใน Vol.1 คือซิมโฟนีหายเลข 23 โอปุสที่ 56 ประกอบด้วยสามมู้ฟเม้นต์ มายาคอฟสกี้เขียนเพลงนี้ในช่วงปี 1941 ระหว่างที่อพยพหนีภัยสงคราม เขาจึงได้รับอิทธิพลเพลงพื้นบ้านทางตอนเนือของชาวคอเคเชียน โดยแต่ละส่วนของเพลงจะประกอบด้วยเพลงของชนเผ่าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Kabadin, Balkarian, Nart, Osaetian โดยไม่จำกัดเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ โดยให้ความสำคัญกับการออกเสียงสูงต่ำ โดยเหมือนกับว่าท่วงทำนองนั้นไม่ต่างจากเสียงร้อง ซิมโฟนีหมายเลข 23 จึงมีความไพเราะงดงามชวนฟัง และเต็มไปด้วยถ้อยคำของสำเนียงจากชนเผ่าที่แตกต่าง

มาถึงซีดีแผ่นที่สอง ชุด Wartime Music Vol.3 ซีดีแผ่นนี้บรรจุซิมโฟนีหมายเลข 24 โอปุสที่ 63 และซิมโฟนีหมายเลข 25 โอปุสที่ 69 อาจจะกล่าวได้ว่าผลงานของมายาคอฟสกี้มีสองแนวทางคูู่ขนานกัน ทางหนึ่งเป็นดนตรีในแบบเร้าอารมณ์ความรู้สึก (dramatic) และอีกโลกหนึ่งคือดนตรีจิตวิทยาแบบซีเรียส ในซิมโฟนีที่ 22 และ 23 เป็นเพลงที่แต่งในช่วงเวลาแห่งสงครามที่มีพลังในแง่โหยหาความสุขสงบ ขณะที่ซิมโฟนีหมายเลขที่ 24 มายาคอฟสกี้อยู่ในภาวะสุกงอม ต่อสภาพสงครามโลกครั้งที่สองอย่างถึงขีดสุด ดนตรีในซิมโฟนีหมายเลข 23 จึงเป็นเหมือนดนตรีที่บรรยายภาพสงครามความโหดร้าย ความเศร้า การสูญเสีย นักวิจารณ์ดนตรีกล่าวว่ามันเป็นแนวดนตรีแบบ Dramatic-Epic ซึ่งทรงพลังมาก ในระหว่างที่แต่งซิมโฟนีบทนี้เขาได้เขียนลงในสมุดบันทึกเดือนตุลาคม 1942 ว่า “ได้รับข่าวเศร้า Derzhanovsky เสียชีวิตแล้ว” เดร์ซนอฟสกี้เป็นเพื่อนรัก นักแต่งเพลง และผู้พิมพ์โฆษณานิตยสารดนตรีของมอสโคว การตายของเดร์ซคอฟสกี้ทำให้เขาเจ็บปวดหัวใจ โดยอุทิศซิมโฟนีหมายเลขที่ 24 ให้กับเพื่อนรักที่จากไป และระหว่างร่างโครงสร้างซิมโฟนีหมายเลข 24 ข่าวการเสียชีวิตของรัคมานินอฟยิ่งก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อการประพันธ์เพลงนี้เพิ่มขึ้น มันทำให้มายาคอฟสกี้ได้นำเสนอผลกระทบต่อสงครามอันไม่อาจยอมรับได้ โดยเฉพาะความชอกช้ำแห่งความพ่ายแพ้ที่ไม่สามารถทดแทนกันได้ แนวทางของเพลงจึงมีอิทธิพลดนตรีในแบบวีรบุรุษผู้กล้า และเรื่องราวโศกนาฎกรรม โดยเฉพาะในมูฟเม้นต์ที่สามนั้นแสดงให้เห็นถึงพลังที่ยิ่งใหญ่ของผู้กล้าในสงครามที่ต้องสละชีพของตน

ส่วนซิมโฟนีหมายเลข 25 เป็นซิมโฟนีบทแรกของมายาคอฟสกี้ที่แต่งขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เขาเริ่มวางโครงร่างในปี 1945 โดยนำเสนอลมหายใจอันเงียบงันของมนุษย์ในสนามรบที่เต็มไปด้วยความป่าเถื่อนของสงคราม ซิมโฟนีบทนี้จึงเป็นดังการเกิดซ้ำของรัสเซียที่จะกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง ในมูฟเม้นต์แรก (Adagio) เปิดขึ้นโดยปฏิเสธรูปแบบเดิมของซิมโฟนี เขาได้สอดใส่ภาพแห่งสันติภาพอันเยือกเย็นด้วยเสียงเบสโน๊ตของเชลโลและดับเบิลเบส ในมูฟเม้นต์ที่สอง (Moderato) เป็นเหมือนประวัติย่อของเพลงสั้น มายาคอฟสกี้วางโครงสร้างดนตรีในแบบสามส่วนอีกครั้ง ส่วนแรกและส่วนสุดท้ายท่วงทำนองจะนิ่งเรียบไม่เร่งเร้า ซึ่งเล่าเรื่องด้วยความสบายไร้กังวนก่อนจะหวนไปสู่ดนตรีวอลซ์ในแบบดนตรีพื้นบ้านแบบรัสเซีย และมูฟเม้นต์สุดท้าย (Allegro impetuoso) ท่วงทำนองช้าที่งดงาม และค่อย ๆ เพิ่มความหึกเหิมของจิตใจที่แข็งแกร่ง ซิมโฟนีจบลงด้วยความรัก ความงาม มันเป็นดนตรีที่สืบหาสันติภาพมาสู่โลก และต่อต้านสงครามอันโหดร้ายอย่างถึงที่สุด

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

About นิวัต พุทธประสาท

นิวัต พุทธประสาท ปัจจุบันเป็นนักเขียนอิสระ มีคอลัมน์ประจำที่ Hamburger และ The Wave Magazine แล้วยังเป็นช่างภาพสมัครเล่น โดยภาพถ่ายนักเขียนได้ตีพิมพ์ตามหนังสือพิมพ์ - นิตยสาร สนใจเรื่องราวสังคม การเมือง ชีวิต ขณะเดียวกันก็ชื่นชอบดนตรีคลาสสิก แจ๊ส ชอบดูหนัง นอกจากนั้นยังสนใจเรื่องเครื่องเสียง แผ่นเสียงมากเป็นพิเศษ นิวัตมีผลงานทั้งเรื่องสั้น นิยาย และบทความ ผลงานที่ตีพิมพ์รวมเล่มแล้วได้แก่ ไปสู่ชะตากรรม, ใบหน้าอื่น,​วิสัยทัศน์แห่งปรารถนาและความตาย, ขอบฟ้าเหตุการณ์, ลมหายใจอุบัติซ้ำ, แสงแรกของจักรวาล, หิ่งห้อยในสวน และ ความโดดเดี่ยวทั้งมวลที่ไม่มีใครสังเกตเห็น

หมวดหมู่

ดนตรี, Classical Music, Music Expresso

ป้ายกำกับ

, , , , ,