Damage: หัวใจที่เปล่ากลวงและความรักที่เติมไม่เต็ม


ถ้าจะพูดว่าหัวใจ และความรักของมนุษย์ไม่เคยถูกเติมเต็ม ฟังดูดรามาหาข้ออ้างให้มนุษย์แสวงหามันไม่รู้จบ ส่วนจะแสวงหาไปจนสุดหนทางเพียงไร มนุษย์แต่ละคนคงมีพื้นที่ว่าง ความกล้าหาญ และชีวิตผจญภัยที่แตกต่างกัน แม้ในที่สุดเราจะต้องร่วงหล่นลงในเหวไร้หุบ มนุษย์ปรารถนาที่จะลองเสี่ยง ซึ่งบางครั้งเราก็อาจจะไม่เข้าใจว่าเหตุใดเราจึงเป็นเช่นนั้น

หนังเรื่อง Damage เป็นหนึ่งในหนังที่ค้นหาคำตอบของความรักที่ไม่เคยถูกเติมเต็ม เซ็กซ์ที่ถวิลหา ความร้อนเร่าของร่างกาย ริมฝีปากฉ่ำหวานของชู้รัก พื้นที่ว่างในช่องโยนีกลายเป็นภาวะที่หาเหตุผลไม่ได้ จนบางคนอาจจะพูดว่า เมื่อเรามีความรัก สมองของเราก็ไร้เหตุผลที่สุด แม้แต่ตาบอดก็อาจจะไม่เพียงพอ

หนังเรื่องนี้เป็นผลงานการกำกับของ Louis Malle ผู้กำกับชาวฝรั่งเศส ซึ่งมีผลงานจำนวนมาก ทั้งภาพยนตร์ทางโทรทัศน์และฟิล์ม เขาทำงานทั้งในฝรั่งเศสและฮอลลีวูด เป็นผู้กำกับคลื่นลูกใหม่ของฝรั่งเศส แม้เขาจะเข้าร่วมกับกลุ่ม nouvelle vague บ้าง ทว่ารูปแบบงานของเขาแตกต่างไปจากผู้กำกับฝรั่งเศสรุ่นเดียวกัน ผลงานที่โดดเด่นคือ Ascenseur pour l’échafaud (1958) ซึ่งผู้ฟังเพลงแจ๊สรู้จักหนังเรื่องนี้เป็นอย่างดีเนื่องจากไมลส์ เดวิดทำดนตรีประกอบที่แสนหม่นเศร้าให้ Atlantic City (1981) และ Au revoire, les enfants (1987)

สำหรับเรื่อง Damage หลุยส์ มาล์ล ดัดแปลงมาจากนิยายของ Josephine Hart นักเขียนสาวชาวอังกฤษที่เป็นโปรดิวเซอร์และผู้ประกาศทางโทรทัศน์ เธอเขียนนิยายเรื่องนี้ตีพิมพ์ในปี 1991 ปีรุ่งขึ้นมาล์ลก็หยิบมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์

สิ่งที่ทำให้หนังเรื่อง Damage น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งก็คือ “ความอื้อฉาว” เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าความดำมืดที่สุดของหัวใจมนุษย์ก็คือความรู้สึกใฝ่ต่ำ ดังนั้นยิ่งอื้อฉาวเท่าไหร่สิ่งนั้นก็ยิ่งเย้ายวนใจนั่นเอง แต่ในแง่ของหนังแล้ว Damage ยังคงปกป้องตนเองเพื่อสำรวจจิตวิญญาณของมนุษย์ที่สลับซับซ้อนเกินกว่าจะทำความเข้าใจเพียงชั้นเดียว

เรื่องราวของหนังเริ่มต้นที่ ดร.สตีเฟ่น เฟรมมิ่ง (Jeremy Irons) หนุ่มใหญ่มีฐานะมั่นคง มีครอบครัวที่อบอุ่นลูกสอง คนโตเป็นชาย ทำงานเป็นบรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์ ส่วนคนเล็กเป็นหญิง เขามีภรรยาที่เข้าใจและรักเขามาก ครอบครัวสมบูรณ์แบบแบบคนชั้นกลางค่อนสูง สตีเฟ่นเป็นถึงรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีอังกฤษ ในงานเลี้ยงคณะทูตเขาพบหญิงสาวสวยดูโดดเด่นเธอชื่อ แอนนา บาร์ตัน (Juliette Binoche) ทั้งสองพบกันเป็นครั้งแรก มันทำให้เขานิ่งตัวแข็ง หญิงสาวคนนั้นเดินเข้ามาแนะนำตัว เป็นลูกครึ่งอังกฤษฝรั่งเศส เธอเป็นแฟน มาติน เฟรมมิ่ง ลูกชายคนโตของเขานั่นเอง

แอนนาโทรศัพท์ถึงสตีเฟ่น และให้ที่อยู่ของเธอเอาไว้ สิ่งนั้นรบกวนจิตใจของเขาเป็นอย่างมาก จนกระทั่งเขาตัดสินใจไปที่อพาร์ตเม้นต์ของแฟนลูกชาย เมื่อทั้งคู่พบกัน สิ่งที่รบกวนใจเหล่านั้นก็กระชากให้เขาและเธอร่วมรักกันอย่างหนักหน่วงดุดัน มาล์ลใส่ใจกับฉากอีโรติกอย่างชนิดที่เรียกได้ว่าเขาเข้าถึงภาวะการร่วมรักโดยไม่จำเป็นต้องเปลื้องเสื้อผ้า เสียงหอบหายใจ การแสดงท่าทางของตัวละครถูกออกแบบให้เคลื่อนไหวอันเป็นสัญลักษณ์เชิงอีโรติก กล้องทิ้งพื้นที่ให้คนดูพิจารณาและจินตนาการต่อ โดยไม่เปิดเปลือยเนื้อในแม้แต่น้อย

ชีวิตของแอนนาแหว่งวิ่น ถูกฉีกขาด ยับเยิน พี่ชายที่เธอรักฆ่าตัวตาย เมื่อรู้ว่าเธอกับแฟนหนุ่มอยู่ด้วยกัน ความตายของพี่ชายแอนนาเป็นไปมากกว่าความรักระหว่างพี่น้อง ชีวิตตั้งแต่วัยเด็กของทั้งสองไม่เคยได้รับความอบอุ่น พวกเขาเร่ร่อนไปตามเมืองต่างๆ ตามครอบครัว มีชีวิตอย่างหงอยเหงา โดดเดี่ยว การหาความรักเพื่อยึดเหนี่ยวจึงรุนแรงยิ่งกว่าอื่นใด ขณะเดียวกันสตีเฟ่นที่ครอบครัวดูเหมือนจะสมบูรณ์แบบ เขาไม่สมควรเอาชีวิตการงานและครอบครัวผาสุขมาแลกกับการเดินบนเส้นด้ายท่ามกลางหน้าผาสูงชันของศีลธรรม ทว่าการได้พบกับแอนนาทำให้เขารู้ว่าแท้แล้วเขาก็เป็นคนมีบาดแผล บาดเจ็บ เห็นแก่ตัว ไร้ศีลธรรม เขาไม่ได้เป็นอย่างที่คนอื่นเห็น เขาไม่ได้เป็นอย่างที่ใครอยากให้เขาเป็น ดังนั้นเขาจึงไม่ใช้แม้เหตุผลที่ดีที่สุด เขาเชื่อในสัญชาตญาณมากกว่าข้อเท็จจริง ถามว่าผิดไหม เราคงตอบแทนเรื่องนี้กับใครไม่ได้ จนกว่าเราจะเผชิญหน้ากับมันเอง

ในตอนท้ายเรื่องหลังความตายของมาติน ในงานศพครอบครัวเดินเข้าไปดูศพในห้อง สตีเฟ่นปิดประตูห้องไม่ให้คนดูเห็น เขาลาออกจากการเป็นรัฐมนตรี จากนั้นเร่ร่อนอยู่ในถิ่นทุรกันดาร สิ่งที่เขานำติดตัวไปด้วยคือภาพถ่ายของทั้งสามคน ที่ร้ายไปกว่านั้นหนังของมาล์ล เลือกที่จะใช้เสียงพูดของสตีเฟ่นในท้ายเรื่องว่า เขาได้พบกับแอนนาอีกครั้งที่สนามบิน แต่เขาไม่ได้ทัก ในตอนที่พบแอนนามีลูกแล้ว เธอกลายเป็นคนธรรมดาในสายตาของเขา นั่นบอกกับคนดูว่าสตีเฟ่นคิดถูกแล้วที่ทำเช่นนั้น แม้มันจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขา แต่เขาก็มีความสุขที่ได้ค้นพบเสรีภาพในตัวเขาเอง

This slideshow requires JavaScript.