2 กุมภาพันธ์ 2556: วันที่ 2: Fin Fin Fin

รังสิตแจ๊สออร์เครสตร้า

รังสิตแจ๊สออร์เครสตร้า

วันที่สองผมนัดเพื่อนเอาไว้สองคนมาชมงาน คนหนึ่งเป็นนักเขียนนามจักรพันธ์ กังวาฬ ประจำกองบรรณาธิการหนังสือสารคดี และนักเขียนเรื่องสั้นที่มีฝีมือ เรื่องสั้นทั้งสองเล่มของเขาเข้ารอบรางวัลซีไรต์มาแล้ว ส่วนอีกคนเป็นนักเขียน นักปฎิบัติธรรม วิจักร พาณิชย์ และ อ.เฟย์ หนึ่งในพิธีกรรายการเดว่า

รายแรกมางาน TIJC ครั้งแรก กังวลใจในเรื่องที่ว่าหน้าเวทีมีที่นั่งหรือเปล่า เพราะพาญาติที่สุขภาพไม่แข็งแรงและเดินไม่สะดวกมาด้วย ซึ่งตรงจุดนี้เป็นจุดสำคัญเหมือนกันนะครับ การอำนวยความสะดวกให้กับคนพิการเป็นสิ่งที่ผู้จัดควรเตรียมการเอาไว้ในอนาคต ผมเองบอกว่าสถานที่ไม่ลำบากนัก และมีเก้าอี้นั่ง ถ้ามาตั้งแต่ก่อนการแสดงจับจองที่นั่งได้เลยไม่ต้องห่วง

ในวันที่สองของเทศกาลถือเป็นวันไฮไลต์ และเป็นวันเสาร์เป็นวันหยุดงาน ฝ่าจราจรมาจากกรุงเทพฯไม่หนักหนาเท่าคืนวันศุกร์ โชคดีที่ทางผู้จัดเพิ่มเก้าอี้มากขึ้น ทำให้รองรับคนดูได้มากกว่าวันแรก แต่กระนั้นผมยังอยากให้มีพนักงานคอยถามคนดูที่เป็นผู้ใหญ่ หรือสูงวัยว่าหาที่นั่งหรือยัง แล้วพาไปที่นั่งที่ว่าง ซึ่งบางครั้งที่นั่งเหลือแบบฟันหลอก็ไม่ค่อยมีใครกล้าเข้าไปนั่งด้วย

วงดนตรีวงแรกของวันที่สองคือวงรังสิตแจ๊สออร์เครสตร้า นำโดย อ.เด่น อยู่ประเสริฐ วงขึ้นมาเซ็ตอัพและเล่นตรงเวลาดีมากครับ คนดูไม่ต้องรอนาน การเล่นเป็นวงแรกของงานย่อมมีอาการเสียวนิดๆ ในหลายเรื่อง เช่นความไม่พร้อมของฝ่ายต่างๆ ตั้งแต่เครื่องเสียงจนถึงไฟ แต่เท่าที่ดูมาแทบไม่มีอะไรติดขัดเลย อ.เด่นแนะนำวง และเริ่มบรรเลงเพลงที่นักศึกษาประพันธ์เอง ซึ่งน่าทึ่งมาก คอนเซ็ปต์ต่างจากวงศิลปากร แต่ก็ท้าทายมาก เพลงแรกผมจำชื่อไม่ได้ แต่ลีลาคล้ายๆ กิลล์ อีแวนต์ ในชุด Out of the cool ซึ่งไม่ธรรมดาครับ สิ่งที่ผมเห็นจากวงนี้คือมีความมุ่งมั่น ฝึกซ้อมมาอย่างดี มีอาการตื่นเต้นบ้างเล็กน้อยในเพลงแรก แต่เมื่อได้แสดงก็ละลายหายไป เสียงประสานยอดเยี่ยม เพลงที่นักศึกษาประพันธ์อาจจะฟังไม่สมบูรณ์มากนัก แต่ต้องยอมรับว่าเก่งมาก ส่วนไฮไลต์ที่สุดของวงรังสิตแจ๊สน่าจะเป็นเพลงสุดท้ายที่ปล่อยพื้นที่ให้พี่ทรัมโบนโซโลอิมโพไวส์ชนิดที่ลืมหายใจ ลีลาของพี่เค้ามีแววซูเปอร์สตาร์ไม่น้อย

Siam Cubano Band

Siam Cubano Band

วงต่อมาค่อนข้างน่าแปลกใจครับ เพราะเป็นวงอาชีพแถมเล่นในแนวทางเพลงละติน คิวบา นั่นคือวง สยามคิวบาโน่ นำวงโดยมือคีย์บอร์ด รุ่ง เจริญชัย, มือกีตาร์ สมพล ผดุงแสง, มือกลอง เลสเตอร์ เอสเตบาน, มือเบส วีรชิต ตั้งสมุทร  ส่วนเซ็คชั่นเครื่องเป่าได้แก่ เกียรติพัฒน์ สิงห์รุ่ง เล่นทรัมโบน, วัชระ อัจฉริยะวรานนท์ เล่น ทรัมเป็ต และ ดนตรา คุณเกตุภัย เล่นแซกโซโฟน-และร้อง ซึ่งเป็นหญิงสาวคนเดียวในค่ำคืนนี้ ที่เรียกเสียงปรบมือได้มากทีเดียว ส่วนเซ็กชั่นเครื่องเคาะได้แก่ ดุสิต ณ สงขลา และร้องนำโดย กวิน พุชชัยนิมิตร (ปล.ชื่อนามสกุลผู้เล่นผมอาจจะสะกดผิดนะครับ เพราะแปลงมาจากภาษาอังกฤษ)

วงสยามคิวบาโน่ เล่นเพลงในแนวลาติน โซล ฟังก์ ซัลซา ใครที่คุ้นเคยกับเพลงในชุดบัวนาวิสต้า คงพอนึกภาพออก และวงอาจจะเล่นไปจนถึง World Music เป็นวงที่เล่นสนุก นักร้องไม่ติดขัดเรื่องภาษาเท่าไรนัก (ฟังไม่ออก)(ฮา)

ในสองวันนี้ที่ชมผมจับคอนเซ็ปต์หลักของวงที่มาเล่นจะมีสี่แนวทางด้วยกัน แนวทางแรกคือวงนักศึกษา แนวทางที่สองวงอาจารย์ แนวทางที่สามคือวงมืออาชีพแบบไทย และแนวทางสุดท้ายวงมืออาชีพจากต่างประเทศ เท่าที่ชมวงมืออาชีพของไทยพบว่า แต่ละวงมีความสามารถไม่แพ้ต่างประเทศ อาจจะมีติดเรื่องสไตล์เท่านั้นที่ไม่ค่อยลงตัว แต่โดยรวมผมชอบดูวงไทยมืออาชีพและมองเห็นแนวทางพัฒนาเพลงของตัวเอง

เช่นเดียวกับวงสยามคิวบาโน่ เล่นเพลงแต่งเองหนึ่งเพลง ซึ่งใช้เนื้อร้องไทย และเรียบเรียงเสียงประสานเป็นเพลงในแบบคิวบา ผมฟังแล้วไพเราะดีนะครับ ผมคิดว่าถ้าค่ายเพลงกำลังขาดแคลนพลังสร้างสรรค์ เพลงในแนวทางแบบนี้ยังเป็นแนวทางที่น่าสนใจไม่น้อย ถ้าใครชอบเพลงสไตล์บรรณ บราซิล น่าจะชอบ ผมคิดว่าเล่นได้ถึงใจกว่าบรรณในบางเพลงเสียอีก

ส่วนเพลงที่สะกดคนดูคงจะหนีไม่พ้นการ Cover เพลงของราชินีลูกทุ่ง อย่างพุ่มพวง ดวงจันทร์ ในเพลงที่ชื่อว่า “นักร้องบ้านนอก” เพลงนักร้องบ้านนอก ประพันธ์เนื้อโดยไวพจน์ เพชรสุพรรณ ศิลปินแห่งชาติ สาขาดนตรี ไวพจน์แต่งเพลงนี้ได้ลึกซึ้งกินใจ เข้าใจความรู้สึกของสาวบ้านนอกเดินทางเข้ากรุง เพื่อไปสมัครเป็นนักร้องเพลงลูกทุ่งได้อย่างดี เพลงต้นฉบับถ่ายทอดโดยพุ่มพวง ดวงจันทร์ ในเวอร์ชั่นลาตินเธอทำได้ดีมากไร้ที่ติ เพลงนี้เป็นเพลงที่ร้องยากมากเพลงหนึ่ง เพราะจะมีจังหวะขัดอยู่ในหลายจุด ซึ่งต้องบังคับลมหายใจเพื่อร้องประโยค-วลีที่เชื่อมคำสั้นๆ เข้าด้วยกัน และเป็นเพลงที่ต้องสวมอารมณ์คตวามรู้สึกของนักร้องบ้านนอกลงไปในเพลงด้วยจึงจะทำให้สมบูรณ์

ผมเคยคุยกันในหมู่เพื่อนฝูงในเรื่องวงการเพลงเมืองไทยซึ่งดูเหมือนว่าเทคโนโลยีมากขึ้น เครื่องไม้เครื่องมือมากขึ้น แต่เพลงไทยกลับถอยหลังลงคลอง และมีเพียงค่ายเพลงใหญ่ๆ ที่ครอบงำตลาดอยู่โดยไม่กล้าแหกไปทำเพลงคุณภาพ แม้เราจะมีวงดนตรีอินดี้มากมายแต่ถ้าถามว่ารากเพลงไทยพัฒนาไม่ต่อเนื่อง มันขาดห้วงไป และไม่สามารถเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันเข้ามาได้

ถ้าใครเป็นแฟนเพลงลูกทุ่งสมัยที่เครื่องดนตรีอย่างอิเลคโทนยังมาไม่ถึง วงดนตรีลูกทุ่งไม่ต่างจากวงบิ๊กแบนด์เลยทีเดียวนะครับ ทั้งเครื่องเป่า เครื่องเคาะ เป็นวงดนตรีที่มีสีสัน เล่นเพลงสด และมีชีวิตชีวามาก แต่ปัจจุบันถูกลดลงไปใช้เครื่องไฟฟ้าทั้งอัดเสียงและออกคอนเสิร์ต เพราะถ้าสังเกตเพลงลูกทุ่งหยุดพัฒนารูปแบบดนตรีมานานมากแล้ว ทั้งที่ตัวนักร้องอย่างปัจจุบัน ต่าย อรทัย, ไมค์ ภิรมย์พร, มนตร์สิทธิ์ คำสร้อย, อ๊อด โอภาส ฯลฯ ต่างมีศักยภาพที่ยอดเยี่ยม

นอกเรื่องมานานเพราะต้องการบอกว่า วงสยามคิวบาโน่ ได้มองหาทางออกให้เพลงลูกทุ่งอีกทางหนึ่งเช่นกัน ไม่ใช่ว่าการนำเพลงลูกทุ่งมาสวมเพลงลาตินไม่ ไม่ใช่การละลายเพลงของรากหญ้าให้คนกรุงฟัง แต่ผมมีความคิดว่า เพลงลูกทุ่งเองก็พัฒนามาจากเพลงในแนวแจ๊สนิวออร์ลีน ดังนั้นมันควรต่อยอดไปให้เห็นฝั่ง และพัฒนาก้าวไปข้างหน้า

น้องดลตาร้องเพลง “นักร้องบ้านนอก” เวอร์ชั่นคิวบาได้อย่างยอดเยี่ยมนะครับ แม้จะเทียบรุ่นพี่อย่างพุ่มพวง หรือ ต่าย อรทัย ซึ่งมีสายมาจากเพลงลูกทุ่งแท้ๆ แต่เธอก็มีแนวทางของเธอเอง และควรต่อยอดนำเพลงลูกทุ่งในอดีตมาคัพเวอร์อีกนะครับ

DSC_0883

วงที่สามของค่ำคืน วงเดนนี่เซ็กเต็ต ซึ่งเป็นวงของคณาจารย์มหาวิทยาลัยรังสิต อันประกอบไปด้วย อ.เด่น อยู่ประเสริฐ (เปียโน) ธีรัส เหล่าวีระพาณิชย์ (แซกโซโฟน) ช้างต้น กุลจารัตน์ (กีตาร์) เธียรวัฒน์ ตุลบุตร (เบส) ณภัส ปริยากิจสรัญ (กลอง) และ นิค ฮาร์เวียร์ (ทรัมโบน) รับเชิญจากสหรัฐ

ผมชมวงอ. เด่นมาตลอดสามปี สิ่งที่พบคือเป็นวงที่มีฝีมือมาก ทีมเวิร์คดีมาก เล่นเข้าขากันจนไม่เห็นรอยต่อ และมักนำเพลงที่ประพันธ์เองมาแสดง รวมถึงเพลงที่ลูกศิษย์แต่งมาบรรเลงด้วย ในครั้งนี้ทางวงได้เชิญนิค ฮาร์เวียร์ ให้โซโล ซึ่งไม่ค่อยเห็นบ่อยนักในเวลาปกติของวงแดนนี่ แม้แต่ตัว อ.เด่นเองก็มักจะไม่เล่นเกินไปจากที่คิดเอาไว้ พูดตามแบบ อ.เจตนา นาควัชระ คือ แกไม่เล่นกายกรรมซึ่งนั่นแหละครับที่ผมชอบ บางคนอาจจะมองว่าการแสดงดนตรีจำเป็นที่จะต้องสอดใส่อารมณ์ความรู้สึก ต้องแสดงการพังเครื่องดนตรี หรืออะไรที่รุนแรง แต่ในกรณีของวงแดนนี่แล้ว ทุกคนแสดงได้อย่างสมบูรณ์ โดยไม่ต้องแสดงอะไรมาก เพียงเท่านี้ก็มีความสุขแล้วครับ

Eddie Gomez

Eddie Gomez

วงสุดท้ายของวันอันเป็นไฮไลต์ที่ทุกคนตั้งตารอคอยคือ Eddie Gomez Trio หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมผู้ฟังจึงตื่นเต้นกับ EGT กันจัง ประการแรก ป๋าเอ็ดดี้ เป็นตำนานบทหนึ่งที่ยังเหลืออยู่ แกโลดแล่นบนเส้นทางสายแจ๊สตั้งแต่ยุค 60 กับยอดตำนานอย่าง บิลล์ อีแวนส์, ลี โคนิส, แจ๊ค เดอโจเน็ตต์, แกรี่ มูลิแกน, ชิค โคเรีย, ชาร์ล มิงกัส ฯลฯ ประการที่สอง การเป็นคนเบส มักอยู่เบื้องหลังผู้นำวงอื่น และเมื่อมาเป็นผู้นำวง ย่อมต้องมีอะไรดีๆ มาฝากผู้ฟังเสมอ และประการสุดท้าย แกมาเล่นที่เมืองไทยครั้งแรก และไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้ชมอีกเมื่อไหร่

วงของป๋าเอ็ดดี้ประกอบไปด้วย Stefan Karlsson เล่นเปียโน และ Billy Drummond เล่นกลอง

ยอมรับว่าผมไม่เคยฟังเอ็ดดี้ โกเมส ในการเป็นผู้นำวงมาก่อน เพราะซีดีที่แกเล่นหาซื้อยากเอาการ แต่ก็ฟังแกเสมอที่เล่นให้กับบิลล์ อีแวนส์ เพราะผมชอบบิลล์ เป็นการส่วนตัว แม้แกจะมาเล่นให้บิลล์ในยุคหลังก็ตาม ไม่ใช่ทรีโอคลาสสิก แต่อย่างลืมว่าแกต้องมีอะไรดีสักอย่างที่บิลลืเลือกแกไปเล่น ถ้าผู้อ่านจำได้ในช่วงที่สก๊อต ลาฟาโร มือเบสของวงเสียชีวิตกะทันหันเนื่องจากอุบัติเหตุรถยนตร์ ก็ทำให้บิลล์ อีแวนส์แทบจะเลิกเล่นเปียโน เขาอยู่ในอาการโศกเศร้า ติดเหล้าและยาเสพย์ติดหนักขึ้น จนกระทั่งกลับมาฟรอมวงใหม่และป๋าเอ็ดดี้ ก็ต่างจาก ลาฟาโรมาก อาจจะคนละสไตล์ด้วยซ้ำ ผมเคยได้ยินแฟนเพลงเมืองไทยถึงกับไม่ชอบในตัวป๋าก็มี แต่ผมเองก็ยังฟังแกเล่นให้บิลล์อย่างมีความสุขดีนะครับ

ยิ่งมาฟังแกบรรเลงให้ชมต่อหน้า ผมถึงกับบอกว่านี่มันเทพเบสชัดๆ เก่งมาก และแสดงได้ดีมาก แกเล่นเหมือนไม่ต้องใช้ความพยายามมากนัก ทั้งลีลา การแสดง ลูกเล่น ออกมาจากความสามารถล้วนๆ ขณะที่มือกลองอย่าง บิลลี่ ดรัมมอนด์ ก็แสดงให้ผู้ชมเห็นแล้วว่า การเล่นกลองแจ๊สจะต้องเล่นอะไรบ้าง แกตีเบามาก แต่เป็นการเบาที่มีจังหวะแม่นยำ เสียงฉาบของแกมีมิติวิญญาณ ทุกเม็ดเต็มไปด้วยคุณภาพ แกเลือกตีบางจุด เพื่อให้เสียงกลอง-ฉาบออกมาไม่เหมือนกัน รสนิยมของแกเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับนักกลองครับ ผมขอยืนยันได้ว่าถ้าท่านต้องการเห็นนักกลองที่เก่งๆ สักคน บิลลี่คือหนึ่งในนั้น

ส่วนสเตฟาน คาร์ลสัน เล่นเปียโนในมาตรฐาน และเขาพยายามที่จะแปรเปลี่ยนโน้ตที่เราคุ้นเคยให้กลายเป็นอื่น ซึ่งทำให้เกิดรสชาติใหม่ๆ ที่น่าค้นหาดี

เมื่อการแสดงจบเอ็ดดี้ โกเมสและวงต้องอังกอร์ถึงสองหน และคนดูให้เกียรติ์แกด้วยการยืนปรบมืออย่างยาวนาน

การแสดงจบลงด้วยอารมณ์ Fin มากๆๆๆๆ ครับ ผมคิดว่าวันนี้ทุกวงเล่นกันได้ดีในสไตล์ของตัวเอง ผู้ชมอิ่มเอิบไปตามๆ กัน

ในการแสดงวันที่สามผมไม่ได้มาชมเพราะติดธุระครอบครัวไม่ว่าง ซึ่งก็น่าเสียดายที่ไม่ได้ชมวงของมหิดลเล่น

ปีหน้าพบกันใหม่นะครับกับงานเทศกาลแจ๊สที่ดีที่สุดในเมืองไทย

เก็บตกหลังงาน

สิ่งที่ชอบมากในงานนี้คือ

1.ที่เมนสเตจเสียงดีมาก เสียงจากวงทรีโอเต็มวง ส่วนวงที่เล่นวงใหญ่เสียงไม่ดังเกิน รายละเอียดดี และเป็นธรรมชาติ

2.รักษาเวลาในการแสดงได้ดี

3.การแสดงหลากหลาย และยังรักษาธรรมเนียมเดิมของรายการเอาไว้

สิ่งที่อยากให้แก้ไข

1.วันแรกแมลงเยอะมาก ผมสงสารนักดนตรีบนเวทีที่ต้องคอยปัดไล่แมลงเวลาแสดง

2.ที่นั่งน้อยไปนิดในวันแรก และควรจะมีพนักงานพาคนสูงอายุหรือคนพิการไปหาที่นั่ง หรือคอยจัดที่นั่งให้

3.บางมุมของสนามมืดไปหน่อย

4.อาหารยังไม่หลากหลาย หลายคนอิจฉามุมสปอนเซอร์ 🙂

Join the conversation! 3 Comments

  1. ขอบคุณนะคะ หนูดีใจม้ากมากเลยค่ะ

    ปล. -หนูชื่อ ดนตรา ที่มาจากคำว่า ดนตรี+-มนตรา น่ะค่ะ“เเต่จะพิมว่าอะไรก็ดีใจหมดล่ะคร้าบบบ~

    ตอบกลับ
  2. 555 ไม่ต้องเเก้หรอกค่าาา สบายๆ

    ตอบกลับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

About นิวัต พุทธประสาท

นิวัต พุทธประสาท ปัจจุบันเป็นนักเขียนอิสระ มีคอลัมน์ประจำที่ Hamburger และ The Wave Magazine แล้วยังเป็นช่างภาพสมัครเล่น โดยภาพถ่ายนักเขียนได้ตีพิมพ์ตามหนังสือพิมพ์ - นิตยสาร สนใจเรื่องราวสังคม การเมือง ชีวิต ขณะเดียวกันก็ชื่นชอบดนตรีคลาสสิก แจ๊ส ชอบดูหนัง นอกจากนั้นยังสนใจเรื่องเครื่องเสียง แผ่นเสียงมากเป็นพิเศษ นิวัตมีผลงานทั้งเรื่องสั้น นิยาย และบทความ ผลงานที่ตีพิมพ์รวมเล่มแล้วได้แก่ ไปสู่ชะตากรรม, ใบหน้าอื่น,​วิสัยทัศน์แห่งปรารถนาและความตาย, ขอบฟ้าเหตุการณ์, ลมหายใจอุบัติซ้ำ, แสงแรกของจักรวาล, หิ่งห้อยในสวน และ ความโดดเดี่ยวทั้งมวลที่ไม่มีใครสังเกตเห็น

หมวดหมู่

ดนตรี, บทความ, Beauty is a Rare Thing, jazz, Jazz Mania, Life & Style, Music, Music Expresso, Music Review

ป้ายกำกับ

, , , , , , , , , , ,