เมื่อ “ใบหน้า” ของเรา กลายเป็น “อื่น”


เรื่องและภาพ โดย Nam Aree 

1378747_10201489587453928_2003207201_n

…เมื่อส่องกระจก หลายครั้งที่ข้าพเจ้ามองเห็นใบหน้าอันหลากหลายซ่อนอยู่ในตัวเอง โชคดียังเป็นของข้าพเจ้า แต่ละใบหน้าดำรงอยู่อย่างประนีประนอม เอกภาพในตัวตนจึงดำรงอยู่ และความรักที่มีอยู่ก็ทำให้ความสัมพันธ์กับใบหน้าอื่นทั้งของตนเองและของผู้อื่นไม่ใช่เรื่องเลวร้ายจนเกินไป…

“ใบหน้าอื่น” ของนิวัต พุทธประสาท เสนอเรื่องราวชีวิตของ ‘ผม’ ซึ่งเป็นภาพแทนของบุคคลที่ถูกสังคมตราหน้าว่าเป็น “ตัวปัญหา” ได้อย่างถึงแก่น ชีวิตครอบครัวที่แตกแยก ความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา แรงกดดันจากครอบครัวและสังคม ค่านิยมที่กำหนดมาตรฐานชีวิต ระบบการศึกษาที่ไม่นำพาต่อความเข้าใจชีวิต ทั้งหลายทั้งมวลล้วนผลักดันให้ ‘ผม’ แปลกแยกไปจากผู้อื่น และในท้ายที่สุดแปลกแยกจากตัวเอง

การที่ข้าพเจ้าได้ใกล้ชิดเด็กๆ มานานหลายปี จึงพอทำให้ได้เรียนรู้ปัญหาของพวกเขาอยู่บ้าง และชวนสะเทือนใจยิ่งเมื่อปัญหาเหล่านั้นโดยมากเป็น “ผู้ใหญ่” ที่สร้างมันขึ้นมา และเด็กก็เป็นเหมือนหุ่นเชิดที่ครอบครัวและสังคมบงการชีวิตให้เป็นไป จะมีน้อยคนนักที่แกร่งพอที่จะหลุดพ้นจากพันธนาการนี้ คืออย่างน้อยมีโอกาสเลือกใช้ชีวิตอย่างที่อยากจะเป็น มีความรักเป็นรากฐานให้พอมีความสุขกับการใช้ชีวิตอย่างไม่กลวงเปล่าจนเกินไป
เมื่อได้อ่าน “ใบหน้าอื่น” ข้าพเจ้าจึงรู้สึกเหมือนได้นั่งคุยกับเพื่อนผู้มีประสบการณ์ชั้นครูว่าด้วยการเติบโตของเด็กและเยาวชนในสังคมที่มีเงินตราและความสำเร็จเป็นหมุดหมายมากกว่าความรักในสิ่งที่ทำ ทำในสิ่งที่รัก และการแสวงหาความหมายแห่งชีวิต สำหรับข้าพเจ้า “ใบหน้าอื่น” เสนอความเป็นจริงเกี่ยวกับการศึกษาไทย สังคม และปัญหาของเยาวชน เป็นวรรณกรรมที่เสนอความจริงได้จริงกว่าสิ่งที่เรารับรู้และคิดว่าคือความจริงในโลกเสมือนจริงที่เราอาศัยอยู่

บางทีอาจจะถึงเวลาแล้ว ที่ผู้ที่ใส่แว่นตาแห่งมายาภาพจนคุ้นชิน ต้องถอดแว่นตาออก เปิดใจยอมรับปัญหาและความเลวร้ายโดยเฉพาะในระบบการสร้างเด็กและเยาวชนในบ้านเราทั้งในสถาบันครอบครัวและนโยบายการศึกษา

ปัญหาที่ถูกปกปิด เก็บซ่อน มันจะคงเป็นปัญหาต่อไป แต่ปัญหาที่ถูกตีแผ่ เปิดให้เห็นทุกซอกทุกมุมถึงราก การก่อตัว ปัจจัยแห่งการดำรงอยู่ แม้จะยังแก้ไขในทางปฏิบัติไม่ได้ แต่อย่างน้อยเราก็ได้เรียนรู้จากมัน และพอมีความหวังว่าสักวันมันจะมีทางออก แม้จะเป็นเพียง “อุดมคติ” ก็ตาม…
………………..

“คนรุ่นเราเมื่อถึงเวลาแต่งงาน จะต้องนึกถึงความรักความเข้าใจเสียก่อน ถึงจะร่วมกันครองเรือน”

“นั่นมันอุดมคติเกินไป” ผมแย้ง
“ใช่ อุดมคติเกินไป ถ้าไม่อย่างนั้นปัญหาการหย่าร้างยังจะเกิดขึ้นต่อไปอีก คนรุ่นพ่อแม่เราบางคู่ถูกจับแต่งงานด้วยเหตุผลทางธุรกิจหนึ่งล่ะ บางคู่แต่งเพราะถึงวัยต้องแต่ง บางคู่เพียงสนุก อะไรทำนองนั้น เมื่อมาถึงยุคของเรา ปัญหาต่างๆ ถึงคราวถูกวิเคราะห์ไปยังแก่น หากเราอยากกลับไปเป็นเช่นอดีต เราไม่จำเป็นต้องรักใครอย่างจริงแท้ แต่งงาน มีลูก เพื่ออะไร สืบพันธุ์? พอวันหนึ่งความเสแสร้งนั้นถูกเผยออก จึงไม่มีวันที่เราจะหลุดพ้นจากสภาพเก่าๆ นั้นได้ อนาคตของยุคเราไม่ใช่แค่สี่ห้าปี แต่ยืดยาวถึงยี่สิบปี ปัญหานั้นจึงก่อขึ้น จะว่าเรื่องนี้เป็นอุดมคติมันก็ใช่อีก แต่ถ้าไม่หวังอะไรเราก็จะไม่มีจุดมุ่งหมาย…”…
“ความรักไม่มีคำว่าล้าหลัง ความรักเป็นอารมณ์ในขณะเวลานั้น เป็นปัจจุบัน และความรักมีจุดจบของมัน”
(นิวัต พุทธประสาท, 2556: 87-88)