Collin Matthews: เสียงของความว่างเปล่า


url

สิ่งหนึ่งที่ผมอยากกล่าวความในใจของตัวเองก็คือ เมื่อฟังเพลงคลาสสิกมาถึงจุดหนึ่งแล้ว ผมพบว่าเรื่องที่จะเขียนถึงนั้นยากขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึงการหาแผ่นหรือเพลงมาฟังก็ยากขึ้นตามลำดับ คีตกวีบางคนผมอยากจะเขียนถึง แต่ก็ต้องรอให้ได้เพลงของเขามาครบชุดจึงจะเขียนออกไปทีเดียว เพื่อที่เรื่องราวจะได้มีความเป็นเอกเทศ แต่การควานหาบางแผ่นนั้นยากเย็นแสนเข็ญ จนผมเองก็หมดปัญญาไปหลายเพลา บางครั้งก็ต้องหยิบแผ่นที่มีอยู่ หรือเพลงที่มีอยู่มาเขียนถึงในแบบลูกผสม แต่กระนั้นผมเชื่อว่า เพลงที่ผมพยายามแนะนำถ่ายทอดให้ท่านผู้อ่านได้อ่านกันนั้น ผมพยายามรวบรวมแนวคิดทางการทำงานของคีตกวี เพื่อถ่ายทอดออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมให้ได้มากที่สุด

หนึ่งในหลายอัลบัมที่ผมชอบมาก แม้ฟังยาก หายาก และคิดว่าข้อมูลต่างๆ ก็มีไม่มากนัก ดังนั้นสิ่งที่พอทำได้คือการเขียนถึงอย่างจริงจัง เพื่อจุดกระแสให้ท่านผู้อ่านได้ลองเสพย์ดนตรีแนวทางใหม่ๆ แม้ดนตรีนั้นอาจจะอยู่เหนือกาลเวลา

ในฉบับนี้ผมขอนำเสนอผลงานของ Collin Matthews คีตกวีร่วมสมัยชาวอังกฤษ เกิดที่ลอนดอนในปี 1946 เรียนที่มหาวิทยาลัยน๊อตติงแฮม และซัสเซ็กซ์ โคลินได้เล่นและศึกษาดนตรีของ บริเทน, โฮลสต์, มาห์เลอร์ ทำให้แนวคิดทางดนตรีของโคลิน แมทธิวส์ มีลักษณะดนตรีในแบบสมัยใหม่

หลังยุคคลาสสิกเป็นต้นมา เพลงบรรเลงร่วมสมัยเริ่มเข้าสู่ยุคโมเดิร์น บริเทนเป็นผลพวงทางดนตรีในยุคดังกล่าว โลกใหม่เปิดประตูรับสิ่งใหม่ๆ โลกยุคอุตสาหกรรมเติบโตอย่างรวดเร็ว เหล็ก น้ำมัน รถยนตร์ เป็นผลพวงของการขยายตัวของทุนนิยม การพูดถึงเสรีภาพ การปกครองระบอบต่างๆ การเริ่มต้นเข้าสู่พันธสัญญาทางการเมือง โลกเกี่ยวข้องเป็นหนึ่ง และต่อสู้กับโลกที่ล้าหลัง การเลิกทาส การแบ่งสีผิว การต่อสู้เพื่อความเสมอภาคทางเพศ การเข้าสู่สังคมสมัยใหม่ เป็นความตื่นตัวที่ทำให้ทุกประเทศเปลี่ยนแปลง สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นเหมือนหมุดหมายของประวัติศาสตร์โลกยุคใหม่ที่เคลื่อนตัวอย่างรุนแรง เศรษฐกิจทุนนิยมกำลังแปรเปลี่ยนและเขย่าโลกใบนี้ใหม่ทั้งหมด ดังนั้นปรัชญาทางดนตรีของยุคโมเดิร์นจึงรับใช้การข้ามผ่านเข้าสู่ยุคดังกล่าวอย่างเต็มตัว เราจะเห็นได้ว่าตัวบทเพลงเริ่มไม่บรรยายภาพความสวยงามในชนบท แต่บรรเลงภาพเมืองสมัยใหม่เข้ามาแทนที่ เสียงเพลงพื้นบ้านถูกแปรให้เหลือเพียงสัญลักษณ์บางเบา เสียงเครื่องจักรทำหน้าที่แทนเสียงของยุคสมัย ความเงียบ ความเฉื่อยเนือยของโลกก้าวหน้า

อาจกล่าวได้ว่าการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมมีส่วนเปลี่ยนแปลงดนตรีไปมากถึงมากที่สุด ผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่สอง และนำพาโลกไปสู่สงครามเย็น ยุคอวกาศ เป็นการปิดฉากยุคโมเดิร์นที่มองว่าโลกต้องการสิ่งอำนวยความสะดวก ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำหลังสงครามโลกครั้งที่สอง อเมริกันดรีม ครอบครัวที่อบอุ่น มีบ้าน มีรถยนตร์ มีข้าวของเครื่องใช้ทันสมัย จบสิ้นลง

รูปแบบทางศิลปะเปลี่ยนแปลงไปตามภาวะสังคม ดนตรีเองก็อยู่ในกระแสของความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การมองโลกในมุมมองสวยสดถูกลดทอนลง ศิลปะยุค Post-Modern ถือกำเนิดขึ้น โดยเฉพาะสถาปัตยกรรม ได้ลดทอนรายละเอียดอันงดงามให้เหลือน้อยที่สุด บางครั้งโครงสร้างทางดนตรีเองก็ค้นพบว่า มันสามารถลดรูปแบบให้เหลือน้อยนิด อาทิเช่นศิลปะคิวบิค ซึ่งตัดทอนรายละเอียดของภาพวาดให้เหลือเพียงเลขาคณิตย์ แล้วเมื่อผลงานออกไปสู่สังคมได้รับความนิยมอย่างไม่เคยมีมาก่อน จนมาสู่ยุค 60 Minimalist มีอิทธิพลขึ้นมา นอกจากจาะลดทอนแล้ว ยังเหลือรายละเอียดเพียงน้อยลงไปอีก แม้สังคมไทยจะเพิ่งตื่นเต้นความงามในแบบ “น้อยแต่มาก” เมื่อสิบกว่าปีนี้ ทว่ามันสามารถทำความเข้าใจได้ง่าย

Colin-Matthews-composer-002

ดนตรีของ Collin Matthews เองนั้นได้อิทธิพลมาจากศิลปะในยุคใหม่ ในอัลบัมชุดนี้รวบรวมผลงานของเขาเอาไว้ด้วยกันห้าบทเพลง ซึ่งทุกเพลงต่างเกี่ยวร้อยกันผ่านทางวิญญาณในแบบมินิมัลลิสต์ เพลงแรกในแทรค 1-3 Divertimento for Double String Quartet คอนเซ็ปต์ของเพลงยังคงรักษาแนวทางของดนตรีร่วมสมัยอย่างเหนียวแน่น ที่น่าสนใจก็คือบทเพลงเขียนถึงอารมณ์ความรู้สึกเศร้า ดนตรีมีความเงียบและทรงอำนาจไม่น้อย ตลอดเพลงเต็มไปด้วยพื้นผิวดนตรีที่ไม่เรียบเหมือนผิวพระจันทร์ แต่เพลงก็ดำรงไว้ซึ่งความแรงขับที่มีพลัง ในต้นเพลงเห็นได้ชัดว่าเพลงของโคลินมีระนาบดนตรีที่แตกต่างไปจาก บาร์ตอก บริเทน หรือ มาห์เลอร์ อยู่มาก แต่ก็ใช่ว่าเขาแหวกแนวไปจนถึงสุดขั้ว เพราะยังคงรักษาอารมณ์ดนตรีให้เข้าถึงผู้ฟังได้

เคยมีนักฟังเพลงถามว่า คีตกวีรุ่นใหม่สนใจคนฟังหรือไม่ เพราะดนตรีที่นำเสนอออกไปมักจะมีลักษณะที่เข้าใจยาก น่าอึดอัด เต็มไปด้วยความเงียบ คำถามนี้มีนักวิจารณ์ดนตรี หรือตัวคีตกวีเองตอบเอาไว้หลายที่แตกต่างกัน สำหรับผมแล้วมองว่าดนตรีสมัยใหม่ส่วนใหญ่ พยายามหลีกเร้นจากแนวทางของเพลงในอดีตให้มากที่สุด นักแต่งเพลงยุคใหม่ไม่ได้พึ่งพิงกับอำนาจเดิมของผู้อุปถัมป์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเจ้านายชั้นสูง เพลงที่แต่งจึงมีลักษณะที่รับใช้ชนชั้นนำ

เมื่อสังคมเปลี่ยนบทบาท ผู้อุปถัมป์นักดนตรีและคีตกวีเป็นคนชั้นกลาง โดยเฉพาะในสมัยใหม่นี้ ผู้อุปถัมป์มาจากแวดวงศิลปะ ดังนั้นสิ่งที่ศิลปินแสดงออกจึงมองไปที่แนวคิดและคุณค่าที่แตกต่างจากอดีต คีตกวีมีความเป็นอิสระที่จะเขียนเพลง โดยไม่ต้องสนใจว่าผลงานของเขาจะเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง แต่พวกเขามุ่งนำเสนอผลงานที่วิจิตรมากกว่าจะเดินตามรูปรอยของอดีต เพราะหากมองเห็นคีตกวีในอดีตเกือบทั้งหมดแล้วก็มุ่งเน้นสร้างสิ่งใหม่ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นโมสาร์ท บีโธเฟ่น บราห์ม ชูเบิร์ต

เพลงที่สอง แทรคที่4 Oboe Quartet No.1 บทเพลงมีลักษณะที่หวือหวา เครื่องสายและโอโบต่างเล่นย้อนแยงและไล่อฮาร์โมนี่กัน การสอดรับของเครื่องดนตรีเต็มไปด้วยความร้อนแรง ในท่วงทำนองเศร้า เชื่องช้า บอกเล่าเรื่องราวความรู้สึกที่ลึกซึ้งของด้านมืดแห่งความเศร้า

เพลงที่สาม แทรคที่ 5 Triptych (Schubert Ensemble) เป็นเพลงที่ผมชอบมากเพลงหนึ่ง โดยเฉพาะรูปแบบ Piano Quintet เปียโนที่เล่นสอดประสานกับเครื่องสายได้อย่างลงตัวและปล่อยให้มีท่อนที่เครื่องสายเรื่อยไหลเป็นพื้นหลัง แล้วมีเปียโนอิมโพรไวส์

เพลงที่สี่ แทรคที่ 6-10 Five Concertinos for Wind Quintet ในเพลงนี้สร้างความแตกต่างขึ้นบนพื้นผิวของเพลง ในมูฟเม้นต์แรกเราจะเห้นบทบาทของโอโบที่สร้างสีสันอันน่าสนใจ โดยโครงสร้างของเพลงเป็นเพลงสั้นๆ เรียงร้อยเข้าด้วยกัน บทเพลงนี้น่าสนใจมากตรงที่เครื่องเป่ามีบทบาทในการนำเสนออย่างมาก เพื่อให้ได้ซึ่งเสียงที่เต็มไปด้วยคลื่นของความสร้างสรรค์

เพลงที่ห้า แทรคที่ 11-16 String Quatet No.2 ท่วงทำนองสับสนและเต็มไปด้วยความเร้าอารมณ์ ดนตรีเร่งเร็ว ขณะที่ท่วงทำนองเนิบช้าทรงพลัง ทำให้นึกถึงสตริงคว็อตเต็ตของโชติโควิชอย่างมาก

เพลงของ Collin Matthews ในอัลบัมนี้บ่งบอกได้อย่างดีว่า บทเพลงสมัยใหม่ รื้อทิ้งโครงสร้างดนตรีเดิม แต่อีกนัยยะหนึ่ง เขาสามารถดรงค์ท่วงทำนองบทเพลงเอาไว้ เหมือนที่เราพยายามจะค้นหาสุ้มเสียงใหม่ๆ บทพื้นที่อันว่างเปล่า และ Collin Matthews นั้นก็ได้ยึดพื้นที่ดังกล่าวได้อย่างน่ามหัศจรรย์