อนึ่ง คิดถึงเป็นอย่างยิ่ง: ความไร้เดียงสาแบบคนชั้นกลาง


อนึ่ง คิดถึงอย่างยิ่ง เป็นหนังประเภทแฟรนไชส์ คล้ายๆ กับหนังซีรีส์แต่ไม่ได้มีความต่อเนื่องเกี่ยวข้องกัน หนังแบบนี้จะเห็นได้บ่อยๆ ในภาพยนตร์ การ์ตูน และเกม เช่นหนัง “ศุกร์สิบสาม” ที่มีหลากหลายภาครวมถึงเหล่า “บ้านฝีปอบ” ที่ยังมีคนทำให้ดูอีกไม่มีวันตาย ข้อดีของหนังแนวแฟรนไชส์ก็คือ คนดูจะรู้ว่าตัวเรื่องของหนังเรื่องนั้นว่าจะนำเสนอเนื้อหาอะไรบ้างก่อนเข้าชม อย่างศุกร์สิบสามก็เป็นการลุยฆ่าล้างผลาญของเจสัน หน้าจอภาพยนตร์เต็มไปด้วยเลือด ส่วนบ้านผีปอบก็เป็นการวิ่งหนีผีกันอุตลุตนั่นเอง

ส่วน “อนึ่ง คิดถึงอย่างยิ่ง” ของบัณฑิต ฤทธิ์ถกล ก็เช่นเดียวกัน บัณฑิต เพิ่งจะสร้างหนังแฟรนไชส์อย่างบุญชูออกมาเมื่อปีที่แล้ว ปีนี้ก็จัด “อนึ่งฯ” ตามออกมาในเวลาที่ค่อนข้างเร็ว จะบอกว่าตลาดหนังวัยรุ่นยังดีอยู่ก็คงไม่ผิด และหนังแนว “อนึ่งฯ” นั้นคนดูก็เข้าใจอยู่แล้วว่าตัวหนังเล่าเรื่องชีวิตวัยรุ่นช่วงมัธยมปลาย จนถึงมหาวิทยาลัย ใครเข้าไปดูก็คงได้รำลึกถึงความหลังฝันหวานในวัยนี้กันถ้วนหน้า

บัณฑิต ฤทธิ์ถกล เป็นผู้กำกับอาวุโสที่คร่ำหวอดในวงการภาพยนตร์มานาน เขาเป็นคนทำหนังที่มีฝีมือคนหนึ่ง ทำได้ทั้งหนังตลก และหนังชีวิต หนังที่สร้างชื่อใหับัณฑิตก็คือ “ด้วยเกล้า” , “บุญชู” , “สิบสี่ตุลาสงครามประชาชน” นอกจากนั้นเขายังสร้างตำนานนักแสดงคู่ขวัญอย่าง “จินตหรา” และ “สันติสุข” ซึ่งถือเป็นดาราคู่ขวัญคนสุดท้ายของวงการภาพยนตร์ไทยไปเสียแล้ว มาถึงยุคนี้ดาราภาพยนตร์คู่ขวัญแทบจะไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลย “อนึ่งฯ คิดถึงมาก” ซึ่งเป็นหนังตอนแรก ผมจำเนื้อเรื่องไม่ได้แล้ว รู้แต่ว่าต่อมานักแสดงอย่าง “สายฟ้า” กับ “ต่าย สายธาร” ก็ดังมากจากเรื่องนี้ แต่สายฟ้ากับต่ายก็ไม่ได้เป็นพระเอกนางเอกคู่ขวัญอย่างที่จินตหรากับสันติสุขทำได้

“อนึ่ง คิดถึงเป็นอย่างยิ่ง” เล่าเรื่องช่วงเด็กมัธยมหกเทอมสุดท้าย เมื่อทุกคนสอบเข้ามหาวิทยาลัยกันได้แล้ว ต่างก็แยกย้ายไปเรียนตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ภายหลังจากนั้นโรงเรียนเก่าของพวกเขาและเธอได้เลิกการสอน โรงเรียนต้องปิด เพราะมูลนิธิที่สนับสนุนโรงเรียนไม่สามารถยื้อชะตากรรมการขาดทุนลงได้ จึงขายที่ดินให้นายทุนไปทำห้างสะดวกซื้อ พวกเขาและเธอจึงใช้ช่วงเวลาที่เหลือไปรำลึกความหลังที่โรงเรียนเก่า แต่ด้วยอารมณ์รักโรงเรียนอย่างสุดซึ้ง พวกเขาและเธอจึงตัดสินใจทำทุกวิถีทางที่จะเอาโรงเรียนกลับคืนมา

อ่านพล๊อตแล้วเราก็รู้ได้ทันทีว่าตอนจบจะเป็นอย่างไร แต่ระหว่างทางของหนัง บัณฑิตได้สอดแทรกเรื่องราวความรัก ความผูกพัน ความตลกขบขัน ความเปิ่น มิตรภาพ รวมถึงความขัดแย้งทางความคิดของเด็กสองกลุ่มคือเด็กศิลป์ฯ กับเด็กวิทย์ฯ ลงไปอย่างจุใจ ต้องยอมรับว่าบัณฑิตกำกับการแสดงดาราวัยรุ่นให้เล่นกันได้อย่างกลมกลืนเป็นธรรมชาติ แม้บางคนจะเล่นหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกก็ทำได้ดี บทพูดบทสนทนาฮาแตกก็ทำได้ดี ยกเว้นก็ตอนที่ต้องพูดอะไรที่ลึกซึ้ง ตัวละครมักพูดจาแบบคนเขียนบทจับยัดมาพูด ซึ่งกลายเป็นส่วนเกินของหนังไปเลย กลายเป็นความแปลกแยกที่ไม่เข้ากันไปโดยปริยาย

ปัญหาของหนังเรื่องนี้เริ่มขึ้นจากโลเคชั่นของโรงเรียน ซึ่งดูเหมือนโรงเรียนในชนบท แต่มีรถไก่ย่างชื่อดังมาส่งอาหารถึงที่ การสร้างโลกของหนังจึงไม่สามารถชักจูงให้คนดูเข้าไปมีส่วนร่วมได้ตั้งแต่เริ่มต้น ปัญหาต่อมาหนังแยกออกเป็นสองส่วนชัดเจน ส่วนแรกคือ เรื่องราวความสนุกสนานของวัยรุ่น ส่วนที่สองคือปัญหาสังคมที่เกิดขึ้น ในส่วนแรกของหนังผ่านไปได้โดยไม่ต้องออกแรง หนังดูสนุก ฉากที่ตัวละครวิ่งหนีผีคนดูรอดูด้วยความตลก แต่เมื่อหนังเข้าสู่โหมด (Mode) ที่ต้องแก้ไขปัญหาตัวบทกลับเบาโหวงเหวง เพราะดูอย่างไรก็ไม่สามารถทำให้คนดูเชื่อว่าเด็กทั้งสองกลุ่มนี้จะช่วยโรงเรียนให้กลับมาเปิดการเรียนการสอนได้อย่างไร

การเผชิญหน้าของปมขัดแย้งทางความคิดเต็มไปด้วยความเปราะบาง และบางครั้งพวกเขาก็ไม่ได้ใส่ใจกับมันมากนัก แม้พยายามแล้วก็ยังไม่ดีพอ แต่การหาทางออกของผู้กำกับด้วยการลากจูงระบบทุนนิยม (ใหม่) มาสู้กับทุนนิยมสามานย์ ตามที่หนังพยายามจะทำให้เห็นนั้น กลับยิ่งตอกย้ำความกระอักกระอ่วนใจต่อคนดูเข้าไปอีก โดยเฉพาะฉากที่เด็กหนุ่มสาวตัวละครเอกซึ่งเป็นคนชั้นกลางแบบเด็กกรุงเทพฯ ต้องเผชิญหน้ากับคนงานก่อสร้าง ซึ่งเป็นคนใช้แรงงานจากต่างจังหวัด คนงานต้องกลายมาเป็นผู้ร้ายจำเป็น (ในสายตาของคนดู) หนังพยายามแบ่งแยก “ความจริง ความงาม ความเลว” ให้เด่นชัด เด็กนักเรียนที่ต่อสู้เพื่อโรงเรียนเก่าเท่ากับ “ความดี” ส่วน คนงานก่อสร้างเป็นผู้รับใช้ทุนนิยมสามานย์เท่ากับ “ความเลว” ผมคิดว่าฉากนี้สร้างความปั่นป่วนต่อผมไม่น้อย ดูแล้วก็สะอึกจนพูดไม่ออก ที่พูดไม่ออกก็เพราะว่ามันทำให้เห็นช่องว่างระหว่างชนชั้นนั้นถ่างไกลออกไปจนสุดกู่ และหนังยิ่งแย่ลงไปอีกโดยการทำให้คนงานก่อสร้างโยนเก้าอี้นักเรียนลงมาจากชั้นสอง มันทำให้ผมนึกว่าคนงานพวกนี้มารื้อบาร์เบียร์ หรือโรงเรียนกันแน่ 

ผมคิดว่าบัณฑิตน่าจะเลือกนำเสนอพล๊อตอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง ปัญหาเด็กวัยรุ่น กับการต่อสู้เพื่อโรงเรียน ที่จริงตัวละครหลายตัวสามารถสร้างปมแห่งความขัดแย้งได้อย่างดี แต่บัณฑิตกลับเลือกใช้พล๊อตที่ใหญ่เกินตัวละครจะนำพาไปได้ เมื่อตัวละครเล็กเกินกว่าจะแก้ปัญหา หนังจึงดูไม่สนุกอย่างที่ผู้กำกับหวังเอาไว้ ครั้นจะทำหนังวัยรุ่นล้วนๆ ก็กลัวว่าจะถูกครหาจากนักวิจารณ์แต่เมื่อนำปัญหาที่ใหญ่มาสวมลงไป กลับยิ่งทำให้หนังน่าผิดหวัง

ดูหนังเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงหนังเรื่อง Local Hero ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก หนังอย่าง Local Hero พูดน้อย ต่อยหนัก และมองปัญหาได้ลึกซึ้ง โดยไม่ต้องพูดออกมามากๆ  ผมเชื่อว่าบัณฑิตคงไม่อยากสูญเสียอัตตาในการทำหนัง แต่อย่างไรก็ตามผมอยากเห็นผู้กำกับแยกโหมดการทำงานให้ชัด ผมชื่นชอบ “สิบสี่ตุลาสงครามประชาชน” แล้วก็ชอบ “บุญชู ภาคแรก” เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เราก็จะไม่สูญเสียอัตตาที่แท้จริง