requote ตัวเอง ถึง “ยูโทเปียชำรุด”


เรื่องและภาพโดย Joe Chalat

วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา
“ถ้าถามว่าอ่านอะไรมา เรื่องเป็นยังไง อ่านแล้วสกัด theme ออกมาได้มั้ย บอกเลยว่าไม่ค่อยได้ 55555 สิ่งที่เราจดจำจากหนังสือเล่มนี้ได้ มันคือสภาวะอารมณ์และความรู้สึกแบบเพียวๆ” – ข้าพเจ้า requote ตัวเอง ถึงหนังสือ “ยูโทเปียชำรุด” โดยพี่ชาย-วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศาคุยกับพี่ก้อยกันว่า เออ ถ้ามันได้ซีไรต์ (หรืออย่างน้อยก็เข้าชิง) ก็คงจะเจ๋งไปเลยเนอะ เพราะมันเป็นงานที่เราไม่อยากให้ถูกปล่อยผ่านไปเงียบๆ เลยหวะ ส่วนตัวอยากให้มันได้รับการ mention ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง อย่างน้อยก็เรื่องภาษา ซึ่งเรารู้สึกว่าสำบัดสำนวนในเล่มนี้มันสุดตีนมากๆ มันละเมียดละไมกับสิ่งรอบตัว ชอบที่ทุกอย่างถูกพรรณนาเหมือนมีชีวิตไปหมด ทั้งรูปธรรม นามธรรม เกิดเป็นบุคลาธิษฐานที่รายล้อม ทั้งปลอบประโลมอย่างปราณีและร้อยรัดเราจนเจ็บปวด ไหนจะการพาลงไปสำรวจด้านดำมืด ซึ่งผู้เขียนก็พาเราดิ่งลงไปลึกมากๆ (เหมือนรถไฟเหาะที่ไม่มีรางความชันต่ำให้คนเล่นได้พักทำใจ) ไอ้ความละเมียดในการพรรณาทำให้มันถูกสำรวจได้อย่างละเอียดละออขึ้นเยอะเลย

อีกอย่างที่ชอบคือ layer ในการเล่าที่เป็นเชิงซ้อน ชวนสับสนบ้างในบางทีแต่ก็เวิร์คมากๆ เช่นกัน มันทำให้เราผู้อ่านไม่ถูกจัดวางให้เป็นบุคคลที่ 1 หรือ 2 หรือ 3 แต่บางทีก็เหมือนถูกกลืนไปเป็นส่วนหนึ่งของเรื่อง มีส่วนร่วมในการกระทำอันดำมิดและเงียบเชียบบางอย่างของตัวละครในหนังสือ บางครั้งเราเป็นอากาศธาตุ เราเป็นเหมือนธุลีที่แทรกอยู่ตามเรื่องราวของพวกเรา บางทีเป็นคน บางทีไม่ใช่คน การเลือกเล่าเชิงซ้อนแบบนี้ทำให้รู้สึกเหมือนได้สำรวจยูโทเปียแบบไม่โจ่งแจ้งเกินไป โจ่งแจ้งในที่นี้ก็เช่น สำรวจมันในลักษณะของ theme ซ้ำซาก ที่เราก็ไม่ได้อะไรกลับไปนอกจากคติประเภท “มีเกิดก็ต้องมีดับ” หรือ “ไม่มีความสวยงามใดที่เป็นนิรันดร์” ซึ่งคงมีแนวโน้มจะเป็นแบบนั้นมากๆ ถ้าเราสำรวจมันผ่าน narrative ปกติ กลายเป็นท่าทีเชิงซ้อนของมันทำให้เรารับรู้ยูโทเปียในเชิงของภาวะอารมณ์ความรู้สึก มากกว่าในเชิงของคติคำสอนที่จะกลายเป็นแค่วลีไปในที่สุด พูดตรงๆ ว่าอ่านจบนี่จำเรื่องเป็นเนื้อๆ ไม่ค่อยได้นะ ถามว่าอ่านอะไรมา เรื่องเป็นยังไง อ่านแล้วสกัด theme ออกมาได้มั้ย บอกเลยว่าไม่ค่อยได้ 55555 สิ่งที่เราจดจำจากหนังสือเล่มนี้ได้ มันคือสภาวะอารมณ์และความรู้สึกแบบเพียวๆ ขณะนี้อ่านจบมาพักใหญ่ แต่ใจมันยังสั่นลึกๆ อยู่เหมือนกัน

บางบทก็เวิร์คกับเรา บางบทไม่เวิร์คกับเรา บางบทเพลินๆ และบางบทชอบมากๆ สุดท้ายเมื่อมองในภาพรวมแล้ว มันออกมาเป็น collection ที่น่าจดจำ โดยเฉพาะเมื่อมันถูกตบท้ายด้วยเรื่องสั้นสุดขีดคลั่งอย่าง “โรงแรมอัลฟ่าวิลล์” และเขย่าเราเบาๆ ให้สั่นเทิ้มอีกครั้งด้วยบทส่งท้ายอย่าง Joni Mitchell ในปีนัง ความรู้สึกมันเหมือนตอนอ่านถึงหน้า 187 ใน South of the Border, West of the Sun เลย คือลำพังมันเป็นฉากที่เรียบง่ายธรรมดา แต่การได้อ่านทุกสิ่งทุกอย่างก่อนหน้านี้ ทำให้อารมณ์ความรู้สึกถูกเขี่ยพังทลายไปหมดเพราะเหตุการณ์ธรรมดานี่หละ บางทีชีวิตมันก็เปราะบาง และชำรุดกันได้ง่ายๆ เพียงนี้ แล้วท้ายที่สุดแม่งก็เหลือเราคนเดียวที่ต้องแบกรับ”จักรวาลแห่งการมอดไหม้”ไปโดยลำพัง เหมือนหน้า 187 ของหนังสือเล่มนั้นที่ตัวละครต้องซ่อนความพินาศใต้สีหน้าปั้นสุข และชินชากับมันไปตลอดกาล

แนะนำๆๆๆ รีบหามาครอบครองและขอให้เพลิดเพลินกับภาษางามๆ ที่พาไปสำรวจความเจ็บปวดของชีวิต และความป่วยไข้ของมนุษย์ได้อย่างโลดแล่น หนังสือเหลือน้อยเต็มทีครับผม

ป.ล. ที่ Fueang Nakhon Books (ร้านหนังสือเฟื่องนคร) ยังมี แต่เหลือเล่มเดียวเน้ออออ ถ่ายให้ดูซะเลยว่าซื้อที่นี่นะ! 55555 

 — with Wiwat Filmsick Lertwiwatwongsa at เฟื่องนคร Coffee & Books.