Film Socialisme: พื้นที่ใหม่ของอดีตนิวเวฟ


บางทีคุณอาจจะเคยได้ยินชื่อนี้มาจากที่ไหนสักแห่ง ชื่อของชายคนหนึ่งนามว่า ฌอง-ลุค โกดาร์ (JLG) เป็นได้ทั้งบิดาแห่งหนังฝรั่งเศส เป็นได้ทั้งเทพเจ้าของฟิล์มยุคใหม่ เป็นได้ทั้งชายแก่ขี้โมโห เป็นได้ทั้งมนุษย์ที่ไม่เคยหมดไฟ และมีอะไรทำให้เราทึ่งได้เสมอ งานภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยความเนี้ยบทางความคิด ภาพที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่อลังการ ทว่ากลับมีความรู้สึกดิ่งลึก น่าค้นหา สีสันของภาพขาวดำในยุคเริ่มต้น จนถึงหนังสีที่มีความงดงามเกินกว่าจะบรรยาย และการเล่าเรื่องที่ขาดห้วง กระโดด แต่สุดท้ายกลายเป็นหนึ่งเดียวแห่งโศกนาฎกรรม

ผู้กำกับคนนี้เป็นมากกว่าผู้กำกับ หลายคนเลิกทำหนังไปแล้วเพราะหมดไฟ คนอายุขนาด JLG หากยังทำหนังอยู่คุณก็ต้องตามไปดูว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ และหนังเรื่องล่าสุดของเขา Film Socialisme สร้างเมื่อ 2010 เป็นข้อต่อหนึ่งที่ทำให้เราเข้าใจว่า สุดท้ายแล้วการกลับไปสู่การเป็นหนังทดลองนั้น มีคุณค่ามากกว่าที่จะมองหาความลงตัว หรือเล่าเรื่องด้วยโครงสร้างในแบบเดิมๆ

แน่นอนว่าหนังทดลองก็มีรูปแบบซ้ำเดิมในแบบของมัน (Cliché) แต่กระนั้นการก้าวของ JLG ผ่านจากยุคฟิล์มขาวดำ มาถึงฟิล์มสี และโลกยุคใหม่คือดิจิตอล ทำให้การสร้างหนังเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก เราอาจจะไม่พูดถึงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของหนัง เพราะมันไม่สามารถบอกได้ว่าหนังควรเป็นอย่างไร ควรหาทุนแบบไหน หรือหนังจะต้องเข้าถึงคนดูในแบบมหาชน ดังที่ฮอลลีวู๊ดต้องการให้หนังเป็นสื่อทางวัฒนธรรมที่ทรงพลัง

หนังแบ่งออกเป็นสามองก์ องก์แรก Des choses comme ça (Such Things) เล่าเรื่องผ่านตัวละครที่เป็นอาชญากรสงคราม พนักงาน UN ที่เกษียรแล้ว สายลับรัสเซีย และแพตตี้ สมิท

Film Socialisme เล่าเรื่องในแบบ Road Movie เพียงแต่ว่ามันไม่ได้เล่าเรื่องด้วยการขับรถไปบนถนนอย่างที่คุ้นเคย ทว่าการเดินทางในครั้งนี้เป็นการเดินทางบนเรือสำราญ ที่มีห้องพักในแบบโรงแรม ร้านอาหารหรูหรา บ่อนคาสิโน ผู้ชมได้พบกับการตัดสลับระหว่างเสียงในพื้นที่สาธารณะบนเนื้อที่จำกัด เรือสำราญที่ท่องอยู่บนทะเลเมดิเตอเรเนียน ผู้คนจำนวนมากที่มีหลากหลายเชื้อชาติ ขณะที่หนังยังคงมีตัวละครหลักเล่าเรื่องผ่านบทสนทนาที่ตัดไปกับฉากต่างๆ ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน ตัวละครเข้าฉากกับนักแสดงที่เป็นตัวประกอบจำเป็นได้อย่างกลมกลืน ตัวละครพูดถึงความสุขที่ปรารถนากลับคืนมาสู่ยุโรป วึ่งนับวันมันได้ห่างไกลไปจากพวกเขา

การแทรกซึมของพวกเขาเหมือนการเข้าไปสู่ความจริงที่ถูกสมมติขึ้น เสียงลมพัดเข้ามาที่ไมค์ ไม่ต่างที่เราอัดวิดีโอแบบสมัครเล่น ภาพและสีถูกจัดให้กลายเป็นศิลปะ ประภาคารส่องแสงในความมืดใกล้ชายฝั่ง 

องก์ที่สอง Notre Europe (Our Europe) เล่าเรื่องของเด็กผู้หญิง และน้องชายของเธอ เป็นการเรียกร้องหาคำตอบอย่างจริงจัง เกี่ยวกับเสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพ ซึ่งเป็นมอตโต้ของฝรั่งเศส

เมื่อหนังกลับสู่ฝั่ง และเล่าเรื่องในแบบที่โกดาร์ถนัด ทำให้หนังเต็มไปด้วยความท้าทาย ความเศร้าหดหู่ ความต้องการที่จะหลุดพ้นไปจากสภาพเดิม กล้องตั้งนิ่งตัวละครเล่าเรื่อง ภาพย้อนแสง ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆ ทำให้ภาพการแสดงเหมือนไม่ได้อยู่ในหนัง แต่ได้เดินออกมาพูดคุยเสียยิ่งกว่าสารคดี 

องก์สุดท้าย Nos humanités (Our humanities) หนังพาผู้ชมเข้าำปสู่อารยธรรม ตำนาน อียิปต์, ปาเลสไตน์, โอเดสซา, เฮลลาส, เนเปิล และบาร์เซโลนา 

หนังทั้งสามองก์เหมือนจะไม่ต่อเนื่อง หรือเกี่ยวข้องกันเลย แต่มันก็เป็นบทสรุปของตัวหนังที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ของยุโรปกับฝรั่งเศส ความเจ็บปวดร้าวต่อเหตุการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้น สงครามการแย่งชิงอำนาจ ความตาย การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมสงคราม กลายเป็นแผลเป็นที่ไม่เคยจางหายไปจากยุโรป ความเจ็บปวดนี้คงยังกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึก ทั้งคลั่งชาติ อำนาจนิยม ความโลภ มันฝังแน่นเต็มเปี่ยม มองหาความหลุดพ้นไม่เจอ แต่สิ่งนั้นบอกชาวยุโรปว่าเขาไม่เคยลืมความเจ็บปวด

การตั้งคำถามอดีตเป็นความเจ็บปวด เพราะเอาเข้าจริงๆ การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นกลับไม่ทำให้ความสุขคืนกลับมาได้ และนับวันมันยิ่งเดินหน้าไปสู่ความเศร้าสร้อยระยะไกล การหลีกหนีของพวกเขาคือเรือสำราญ แต่เมื่อกลับสู่ฝั่ง ความเจ็บปวดนั้นก็หวนกลับมา ความงดงามของ Film Socialisme คือการเชื่อมโยงสังคมเข้าด้วยกัน และเล่าความจริงที่เจ็บปวดนั้น อย่างตรงไปตรงมา

Film Socialisme จึงเป็นดังการเดินทางกลับไปสู่รากเหง้าของอดีต new wave ที่ท้าทายนักทำหนังอิสระทั่วโลก และเรียกร้องให้หนังคืนสู่การเป็นหนังที่ควรจะเป็น บางทีมันอาจจะเป็นเพียงดอนคิโอเต้ ผู้พิชิตมังกรยักษ์ ดังภาพใกล้ตอนจบของหนังก็เป็นได้ และกราฟฟิกตัวหนังสือตอนจบที่กล่าวว่า “When the law is unfair, justice precedes law”