มิถุนายน 12, 2014

Sting Chair


สติง (Sting) หรือในชื่อจริงว่า กอร์ดอน แมทธิว โธมัส ซัมเนอร์ (Gordon Matthew Thomas Sumner) นักร้อง นักดนตรี นักแต่งเพลงชาวอังกฤษผู้มากความสามารถ ผู้เชี่ยวชาญในเครื่องดนตรีหลากหลาย เขาเป็นที่รู้จักในฐานะนักร้องนำและนักแต่งเพลงตัวหลักของวงดนตรีร็อก The Police และศิลปินเดี่ยวที่มีชื่อเสียงอย่างมาก ผลงานของเขาผสมผสานแนวดนตรีหลากหลาย ทั้ง ร็อก, แจ้ส, เรกเก้, คลาสสิก, นิวเอจ และเวิร์ลมิวสิเกิดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 1951 ใน Wallsend, North Tyneside, Tyne and Wear ประเทศอังกฤษ ตอนวัยเด็กเขาหลงใหลการเล่นกีตาร์สแปนิชที่เพื่อนของพ่อเขาทิ้งไว้ เขาเข้าเรียนที่ St. Cuthbert’s Grammar School ในนิวคาสเซิล ตอนเป็นวันรุ่นเขามักจะแอบเข้าไปเที่ยวไนท์คลับเพื่อเข้าไปฟังการแสดงของศิลปินอย่าง Cream และ จิมิ เฮนดริกซ์ ซึ่งก็ได้ส่งอิทธิพลและแรงบันดาลใจต่อดนตรีของเขาในเวลาต่อมา

หลังจากทำงานเป็นคนเก็บตั๋วรถประจำทาง กรรมกรก่อสร้าง และคนพนักงานสรรพากร เขาก็เข้าเรียนต่อที่ Northern Counties College of Education และจบการศึกษาออกด้านการสอน และเข้าไปเป็นครูที่ St. Paul’s First School ในเครมลิงตันเป็นเวลาสองปี (ว่ากันว่าวิชาที่เขาสอนคือประวัติศาสตร์ และต่อมามันก็เป็นที่มาของเพลงเด่นเพลงหนึ่งของเขาในตอนเป็นศิลปินเดี่ยวอย่าง History Will Teach Us Nothing)

ในช่วงเย็นหลังจากเลิกเรียน และหลังจากการสอน (ในช่วงที่เป็นครูแล้ว) และวันหยุดสุดสัปดาห์เขาฟอร์มวงแจ๊สขึ้นมา และเล่นร่วมกับวงแจ๊สท้องถิ่นในนิวคาสเซิ่ล ซึ่งขาได้ชื่อเล่นใหม่ว่า “Sting” (เหล็กใน) จากการที่เขาชอบสวมเสื้อสเวตเตอร์ลายแถบเหลืองสลับดำเวลาแสดงดนตรี ซึ่งมันทำให้เขาดูเหมือนเป็นผึ้งตัวโต และมันก็กลายเป็นชื่อที่คนรู้จักและเรียกเขาติดปากมาจนทุกวันนี้ แถมยังถูกจดจำมากกว่าชื่อจริงของเขาเสียอีก “แม่ผมเรียกผมว่า สติง ลูกผมก็เรียกผมว่าสติง ผมไม่เคยถูกเรียกว่า กอร์ดอน เลย เผลอๆ ถ้าคุณเห็นผมบนถนนแล้วเรียกผมว่า กอร์ดอน ผมจะไม่หันมาด้วยซ้ำ”

ในเดือนมกราคมปี 1977 สติงย้ายจากนิวคาสเซิลไปลอนดอน เขากับเพื่อนนักดนตรีสองคนอย่าง สจ๊วต โคปแลนด์ (มือกลอง) และ เฮนรี พาโดวานี (มือกีต้าร์ซึ่งต่อมาถูกแทนที่โดยมือกีต้าร์ร่างเล็กแต่ฝีมือจัดจ้านอย่าง แอนดี้ ซัมเมอร์) ฟอร์มวงดนตรีนิวเวฟขึ้นมาวงหนึ่งโดยตั้งชื่อว่า The Police และกลายเป็นวงดนตรีที่ประสบความสำเร็จวงหนึ่งในประวัติศาสตร์ดนตรีร็อก พวกเขาเป็นหนึ่งในวงดนตรีนิวเวฟวงแรกที่ประสบความสำเร็จในวงกว้าง โดยเล่นดนตรีแนวร็อกที่ผสมผสานและได้รับอิทธิพลจากดนตรีหลากแนวอย่าง พังก์, เร้กเก้ และแจ๊ส พวกเขาออกอัลบั้มชุดแรกอย่าง Outlandos d’Amour (1978) ซึ่งกลายเป็นอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในอีกปีถัดมากับเพลงฮิตระเบิดระเบ้ออย่าง Roxanne ที่พูดถึงผู้ชายซึ่งตกหลุมรักโสเภณีนางหนึ่งที่มีชื่อเหมือนเพลง ที่ก็ยังคงโด่งดังและฮิตติดหูนักฟังเพลงมาจนถึงทุกวันนี้

หลังจากนั้นพวกเขาก็เข็นอัลบั้มออกมาอีกสี่อัลบั้มอย่าง Reggatta de Blanc (1979), Zenyatta Mondatta (1980), Ghost in the Machine (1981) ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่ประสบความสำเร็จและมีเพลงฮิตมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอัลบั้มลำดับที่ห้าอย่าง Synchronicity (1983) ที่ผลักให้พวกเขากลายเป็นวงดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดวงหนึ่งของโลก ที่มาพร้อมกับกับเพลงที่ฮิตที่สุดของพวกเขาอย่าง Every Breath You Take เพลงป็อปร็อกที่มีดนตรีเรียบง่ายแต่ไพเราะและเนื้อหาที่งดงามกินใจจนกลายเป็นเพลงอมตะที่ยังคงติดหูคนฟังและถูกเปิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมถึงรีเมคและคัฟเวอร์ไม่รู้กี่เวอร์ชันจนถึงปัจจุบัน (มีเกร็ดเกี่ยวกับเพลงนี้ว่าแท้จริงแล้วสติงแต่งโดยได้แรงบันดาลใจจากตัวละคร Big Brother ในนิยาย 1984 ของ จอร์จ ออร์เวล เขาเปิดเผยว่าหลายคนเข้าใจว่าเพลงนี้ในแง่บวกเป็นการตีความที่คลาดเคลื่อนจากความตั้งใจเดิม ในมุมดั้งเดิมของเขาเนื้อหาเพลงนี้น่ากลัวเอามากๆ อ่านะ!)

ตลอดเวลาที่ร่วมงานกันพวกเขามีเพลงฮิตติดชาร์ตทั้ง UK Chart ในฝั่งอังกฤษและ Billborad ของอเมริกาหลากหลายเพลง และได้รับรางวัลแกรมมีถึงหกครั้ง ขายอัลบั้มไปได้กว่า 50 ล้านอัลบั้ม ชื่อของวงได้รับการจารึกให้เข้าไปอยู่ใน Rock and Roll Hall of Fame ในปี 2003 น่าเสียดายที่หลังจากออกอัลบั้มที่ห้าในปี 1983 พวกเขาก็ตัดสินใจยุบวงและแยกย้ายกันไปทำงานเดี่ยวองตัวเอง

ในปี 1985 สติงออกอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของเขาอย่าง The Dream of the Blue Turtles ที่หันเหแนวทางมาที่ดนตรีแจ๊สมากขึ้น โดยเป็นการร่วมงายของนักดนตรีแจ๊สชั้นนำมากหน้าหลายตา กับเพลงฮิตอย่าง If You Love Somebody Set Them Free, Fortress Around Your Heart และ Love Is the Seventh Wave อัลบั้มประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี มันได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำขาวอัลบั้มขายดีที่สุด และได้รับการเสนอชื่อให้เข้าชิงรางวัลแกรมมีในฐานะอัลบั้มแห่งปี

ในปี 1987 เขาออกอัลบั้มที่สองอย่าง …Nothing Like the Sun ซึ่งเป็นอัลบั้มคู่ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานชิ้นเอกของเขาจนทุกวันนี้ (โดยอัลบั้มชุดนี้เขาอุทิศให้แก่การเสียชีวิตของแม่ของเขาและเหตุการสังหารหมู่ในสงครามการเมืองในละตินอเมริกา) กับเพลงฮิตชั้นเยี่ยมอย่าง We’ll Be Together , Fragile, Be Still My Beating Heart, History Will Teach Us Nothing, Englishman in New York ซึ่งเพลงหลังนี่เป็นเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อให้เกียรติกับ เควนติน คริสป์ นักเขียนและนักเล่านิทานชาวอังกฤษผู้แปลกประหลาดที่เป็นฮีโร่คนหนึ่งของสติง (เขาใช้ชีวิตเป็นเกย์โดยเปิดเผยในช่วงที่สังคมอังกฤษกำลังอยู่ในสภาวะต่อต้านและหวาดกลัวเกย์อย่างมาก ซึ่งทำให้สติงประทับใจจนต้องเขียนเพลงให้) ชื่ออัลบั้มได้มาจากโคลงบทหนึ่งของเชคสเปียร์ อัลบั้มชนะรางวัลอัลบั้มยอดเยีี่ยมของ Brit Awards ในปี 1988

หลังจากนั้นเขาก็ออกอัลบั้มมาอย่างต่อเนื่อง อย่าง The Soul Cages (1991), Ten Summoner’s Tales (1993), Mercury Falling (1996), Brand New Day (1999), Sacred Love (2003), Songs from the Labyrinth (2006), If on a Winter’s Night… (2009), Symphonicities (2010) และล่าสุดในปี 2013 ที่ผ่านมากกับ The Last Ship ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่ประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับจากแฟนเพลงเป็นอย่างดีทั่วโลกไม่เว้นแม้แต่ในบ้านเราด้วย ซึ่งสติงเองก็เคยมาเล่นคอนเสิร์ตในบ้านเราถึงสองครั้งสองคราแล้วด้วย

นอกจากงานดนตรีแล้วสติงยังเป็นนักกิจกรรมที่รณรงค์ต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษย์อย่างต่อเนื่องยาวนานอีกด้วย โดยเขาและภรรยาไปเยือนประเทศยากจนและประเทศโลกที่สามทั่วโลก และตัวเขาและเพื่อนๆ นักดนตรีชื่อดังร่วมกันจัดคอนเสิร์ตเพื่อการกุศลจำนวนนับไม่ถ้วน เขาทำงานร่วมกับองค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชนอย่าง Amnesty จัดคอนเสิร์ตและกิจกรรมทางดนตรี รวมถึงจัดคอนเสิร์ตรวมตัวเฉพาะกิจของวง The Police หลายต่อหลายครั้ง รวมถึงแต่งเพลงที่มีเนื้อหาเพื่อสังคม เพลงที่มีเนื้อหาต่อต้านเผด็จการ และเรียกร้องสิทธิมนุษยชน เพื่อคนยากไร้และด้อยโอกาส เรียกว่าเป็นศิลปินที่มีจิตสำนึกต่อสังคมและเพื่อนมนุษย์อย่างแท้จริง

ชีวิตส่วนตัวเขาไม่นับถือศาสนาและเชื่อในสิ่งที่พิสูจน์ได้ “ผมไม่มีปัญหากับพระเจ้า แต่ผมมีปัญหากับศาสนา ผมเลือกที่จะใช้ชีวิตโดนปราศจากศรัทธาในศาสนา ผมเชื่อในดนตรี มันเป็นสิ่งที่ให้คุณค่ากับชีวิตและบรรเทาจิตวิญญาณของผม”

นอกจากนี้เขายังเป็นนักโยคะที่เคร่งครัดและเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โยคะตรันตระ ว่ากันว่ามันทำให้เขามีน้ำอดน้ำทนในการมีเพศสัมพันธ์อย่างยาวนานเป็นชั่วโมงๆ ได้เลยทีเดียว (น่าสน!)

นอกจากจะเป็นนักดนตรีที่มากพรสวรรค์ ผู้เจนจัดในฝีไม้ลายมือ และเป็นนักกิจกรรมเพื่อสังคมตัวยงแล้วแล้ว เขายังหลงใหลในภาพยนตร์อีกด้วย นอกจากเขาจะทำเพลงประกอบให้หนัง รวมถึงถูกนำเพลงของเขาไปใช้ประกอบหนังหลายต่อหลายเรื่องแล้ว เขายังรักที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของหนัง ด้วยการสวมบทบาทเป็นตัวละครในหนังหลายต่อหลายเรื่องตั้งแต่สมัยยังอยู่ในวง The Police อาทิเช่น Dune (1984) ที่กลาวถึงไปข้างต้น (ซึ่งภาพลักษณ์ในหนังก็กลายเป็นภาพลักษณ์ที่ติดตัวไปอยู่ช่วงหนึ่งจริงๆ) Gormenghast (1984), The Bride (1985), The Adventures of Baron Munchausen (1988), Stormy Monday (1988), Julia and Julia (1988), Saturday Night Live (1991), The Grotesque (1995) Gentlemen Don’t Eat Poets (1997) รวมถึงหนังแจ้งเกิดของผู้กำกับจอมยียวนของอังกฤษอดีตสามีเจ๊แม่ มาดอนน่า อย่าง กาย ริทชี่ ใน Lock, Stock, and Two Smoking Barrels (1998) กับบทบาทเจ้าของผับสุดป๋า ที่โผล่ออกมาในหนังไม่นาน แต่มาดเท่น่าดู รวมถึงรับบทเป็นตัวเองในหนังและแอนิเมชั่นอีกหลายต่อหลายเรื่องอย่าง Bee Movie (2007), Brüno (2009), Still Bill (2009), Do It Again (2010), Life’s Too Short (2011) ฯลฯ

บนเก้าอี้

Eames Aluminum Group Chair (1958)

หรือเรียกในอีกชื่อว่า Management chair

เก้าอี้ Aluminium Group ถูกพัฒนาขึ้นเมื่อปี 1958 สำหรับตกแต่งอาคารพักอาศัยส่วนตัวที่ออกแบบโดย เอียโร ซาริเนน (Eero Saarinen) และ อเล็กซานเดอร์ จิราด Alexander Girard) ในเวลานั้นมันถูกเรียกว่า “Leisure Group” หรือ “Indoor-Outdoor Group” เนื่องจากมันถูกผลิตขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนเฟอร์นิเจอร์คุณภาพดีในท้องตลาด

มันเป็นหนึ่งผลงานของนักออกแบบคู่สามีภรรยาชาวอเมริกันชาร์ลส์ และ เรย์ อีมส์ (Charles and Ray Eames) ที่สร้างนวัตกรรมใหม่ในการนั่งที่สร้างระบบอันยืดหยุ่นแต่มั่นคงแข็งแรงที่เรียกว่า “Sitting Pocket” ที่ช่วยรองรับและโอบอุ้มสรีระของผู้นั่งได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งเกิดจากการทำงานสอดประสานกันระหว่างพื้นที่นั่งอันยืดหยุ่นที่ขึงอยู่ระหว่างโครงสร้างเก้าอี้อันแข็งแกร่งที่ทำจากอลูมิเนียมน้ำหนักเบา ตัวเก้าอี้หมุนได้ 360 องศา พนักพิงลอยตัว ซึ่งเป็นเทคนิคเฉพาะของเก้าอี้ตัวนี้ แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการทางการออกแบบของพวกเขาตั้งแต่ครั้งยังทำเก้าอี้เปลือกโค้ง ซึ่งมันก็ยังคงความแข็งแรงทนทาน สง่างาม มีน้ำหนักเบา และกลายเป็นปฐมบทของเก้าอี้ดีไซน์รุ่นอื่นของเขาไปในที่สุด

เก้าอี้ในชุด Aluminium Group ถูกทำออกมาหลายรุ่นหลายแบบ เหมาะสำหรับการใช้งานในหลากรูปแบบ ทั้งในอาคารและกลางแจ้ง

ตัวเก้าอี้ผลิตจากโครงสร้างอลูมิเนียม ตัวที่นั่งและพนักพิงหุ่มเบาะ และเย็บเป็นปล้องๆ ตัวเก้าอี้สามารถหมุนและปรับเอียงและปรับระดับความสูงได้ด้วยระบบแก๊ส เพื่อให้เหมาะกับการนั่งในทุกสภาวะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

Alternative Writers, ดนตรี, บทความ, Beauty is a Rare Thing, Music, Music Review

ป้ายกำกับ

, , , , , , , , ,