The Walking Dead Season 1: ปฐมบทอนาธิปไตย เมื่อโลกไร้ระเบียบ


หากจะกล่าวได้ว่าหนังสยองขวัญมักไม่ได้รับการเหลียวแลให้อยู่ในอันดับหนังคลาสสิกเสียเท่าไหร่ จนกว่าจะมีใครสักคนที่เป็นซือแป๋แห่งแวดวงภาพยนตร์จะมายกพวกเขาขึ้นหิ้ง ว่าไปแล้วแนวทางของหนังสยองขวัญได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของผู้กำกับชั้นยอดหลายต่อหลายคน พวกเขาทำหนังราคาถูก ต้นทุนต่ำ ด้วยหนังสยองขวัญเกรดบี อาจจะถึงเกรดซีไม่ว่าจะเป็น Night of the Living Dead ของ จอร์จ โรเมโร่ หรือ Bad Taste ของปีเตอร์ แจ๊คสัน หนังเกรดต่ำโดยเฉพาะหนังสยองขวัญมักจะมีมุมมองของความรุนแรงเป็นลำดับแรก และตามมาด้วยภาพความตายที่สยดสยอง เหนืออื่นใดคนดูขาโหดต่างก็เรียกร้องให้ภาพเหล่านั้นมากขึ้น คงหนีไม่พ้นภาพสยดสยองเลือดนองเต็มจอ

จึงทำให้หนังสยองขวัญหลายเรื่องยังวนเวียนที่จะขายความรุนแรงเพียงอย่างเดียว แล้วปล่อยให้แกนเรื่องเป็นเพียงแนวความคิดที่ตื้นเขิน ทว่าเสน่ห์ของหนังสยองขวัญ โดยเฉพาะหนังเกี่ยวกับซอมบี้ ในยุคหลังได้พัฒนาตัวเรื่องหลักไปไกลกว่าหนังในแนวเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น Zombiland หรือ Shaun of The Dead ตัวหนังกัดจิกเรื่องทุนนิยมได้อย่างแสบสันต์ ผสมผสานอารมณ์ขันลงไปในหนังได้อย่างลงตัว

จนมาถึงหนัง Series The Walking Dead ที่เริ่มฉายทางโทรทัศน์ ในปี 2010 ว่าไปแล้วผมก็ยังไม่ได้ชมอย่างจริงๆ จังๆ นัก จนกระทั่งซื้อแผ่นดีวีดีมาดูทั้งชุดก็พบว่า The Walking Dead มีความน่าสนใจที่จะนำมากล่าวถึงไม่น้อย และการที่เป็นหนังชุดทำให้คนเขียนบทสามารถสอดใส่เรื่องราวมากมายลงไปในหนังได้อย่างดุเด็ดเผ็ดมันกว่าหนังจอเงิน 

The Walking Dead เริ่มต้นตำนานเมื่อตำรวจหนุ่ม ริคส์ กริมส์ (Andrew Lincoln) ถูกคนร้ายยิงบาดเจ็บกลายเป็นเจ้าชายนิทรา เขาตื่นขึ้นมาพบว่าโลกที่เขาเคยอยู่ได้เปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง เขาตื่นขึ้นในโรงพยาบาลซึ่งร้างผู้คน และเมื่อเดินออกมาพบว่ามีซากศพมากมายนอนเรียงรายจำนวนมากด้านหลังโรงพยาบาล สภาพของบ้านเมืองราวกับไม่มีคนควบคุมสิ่งใด ไร้สิ่งมีชีวิต เขาพบกับหญิงที่กลายเป็นซอมบี้ขาดครึ่งตัว ลากตัวเองไปตามพื้น และเมื่อเขากลับไปที่บ้านของตัวเอง พบว่าลูกและเมียไม่อยู่ที่นั่นแล้ว ชายผิวดำกับลูกสองคนช่วยเขาเอาไว้ และบอกเล่าเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความสับสนให้เขาฟัง

ใน The Walking Dead สิ่งหนึ่งที่ผู้ชมจะต้องเผชิญหน้ากับตัวหนังอยู่ตลอดเวลาก็คือ ความขัดแย้งในความคิด ศีลธรรม กฎหมาย ล้วนหมดสิ้นไปไม่มีเหลือ หากกล่าวให้ถูก สิ่งที่หนังพยายามฉายภาพก็คือสภาพบ้านเมืองที่กลายเป็นอนาธิปไตย ซอมบี้ได้เข้ามายึดกุมอำนาจของมนุษย์ไม่ให้สามารถใช้กลไกการปกครองได้เหมือนเดิม การยึดกุมของซอมบี้ไม่ได้สร้างรัฐถาธิปัตย์เหมือนการปฎิวัติ แต่เป็นไปในลักษณะ “โกลาหล” (Chaos) พวกเขาไม่สามารถสั่งการใดๆ ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมาย ไม่มีกองกำลังทหารออกมาปกป้องย เพราะเหล่ากองทัพรวมถึงตำรวจในอาชีพของริคส์ก็ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์แบบนี้ได้ นั่นหมายความว่าผู้คนต้องเผชิญภัยไปกับความสิ้นหวังต่อระบบที่เคยมีอยู่ มีเพียงทางเดียวถ้าไม่เอาตัวรอด ก็ต้องกลายเป็นซอมบี้ที่ไม่มีกฎอะไรเลยนอกจากกระหายเลือดเนื้อชีวิตแบบสดๆ ของมนุษย์ 

ริคส์เชื่อว่าภรรยาและลูกของเขายังมีชีวิตอยู่เพราะพวกเขารื้ออัลบัมรูปเก็บไปด้วย เขาอยู่กับสองพ่อลูกสักพักก็แยกจากไป ริคส์เดินหน้าเข้าเมืองแอตแลนต้า ที่นั่นทำให้เขาพบว่ามันเป็นกับดักสำหรับมนุษย์ที่มีชีวิต เพราะทั้งเมืองมีแต่ซอมบี้ ทว่าเขาก็โชคดีที่ได้พบกับกลุ่มคนที่มีชีวิตอยู่ และคนกลุ่มนี้นำพาให้เขาไปพบครอบครัวที่หนีออกมาตั้งกลุ่มปกป้องตนเอง

รวมถึงเชนเพื่อนรักที่เป็นตำรวจด้วยกัน ซึ่งหลงรักเมียของริคส์ และทั้งคู่ก็เกิดความสัมพันธ์กันขึ้นท่ามกลางความโกลาหลนี้ 

The Walking Dead พยายามจะออกแบบให้เราเห็นถึงวันที่โลกไร้กฎระเบียบ และเมื่อมนุษย์ต้องมารวมกลุ่มกันอย่างหลวมๆ พวกเขาเริ่มสถาปนาอำนาจของตัวเองขึ้นเป็นลำดับ คนที่มีลักษณะเป็นผู้นำ มีความแข็งแกร่ง เสียสละ และเล่นการเมืองเป็นกลายเป็นผู้นำขึ้นมา การทำตัวให้มีคุณธรรมเหนือกว่าคนอื่น มีความชอบธรรมที่เขาต้องแบกรับ แม้สิ่งที่ผู้นำจะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด หรือให้ความหวังลมๆ แล้งๆ ก็ตามผู้คนที่สิ้นหวังก็ยังเชื่อมั่นผู้นำเหล่านั้น แล้วท้ายทีสุดแล้ว พวกเขาก็พบว่าในห้วงเวลาแบบนี้ หลักประกันว่าอนาคตแขวนอยู่ที่ไหนก็ยิ่งเคว้งคว้าง มากกว่ามองเห็นจุดหมายเรืองรอง

ดังนั้นหนังเรื่อง The Walking Dead จึงมิใช่หนังที่จะเสนอความรุนแรงของการฉีกกินเนื้อเพียงอย่างเดียว แต่หนังยังลงลึกถึงระดับขั้นของชนชั้นในหมู่คนที่รอดชีวิต ความหวังของพวกเขาคือหาพื้นที่ที่ปลอดภัย พวกเขาคิดจะกลับเข้าเมืองอีกครั้ง ไปยังศูนย์ CDC (Centers for Disease Control and Prevention) ซึ่งเป็นที่ที่วิจัยเกี่ยวกับเชื้อโรค แต่เมื่อไปถึงสิ่งที่เขาพบกลายเป็นการพังทลายของโลกอย่างจริงแท้ ไม่เหลือภาพลวงตา มีแต่ความจริงที่โหดร้าย ไม่มีที่ใดรอดพ้นไปจากอนาธิปไตย และความขัดแย้ง พวกเขายังคงต้องค้นหาสิ่งที่หายไปตรงหน้า นั่นคือความหวัง