เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นเหมือนกันนะครับที่ทั้งผมและผู้อ่านอาจจะฟังเพลงอะไรสักเพลงพร้อมๆ กัน ผมไม่ได้เป็นผู้รู้อะไรมากไปกว่าที่เป็นอยู่ เพียงแต่ชอบสะสมแผ่นซีดี แผ่นเสียง และฟังเพลง ดังนั้นการค้นหาซาวด์ที่แปลกหู แปลกต่างจึงเกิดขึ้นเสมอ สิ่งที่งดงามที่สุดของการฟังเพลงก็คือ หากวันไหนบังเอิญได้ฟังเพลงไพเราะจับใจ โดยไม่ได้รู้จักตัวศิลปินมาก่อน ทำให้รู้สึกตื่นเต้น ความรู้สึกดังกล่าวคงไม่ต่างจากการได้พบเพชรเม็ดงามที่ซุกซ่อนอยู่ในโคลนตรม ในโลกใบนี้มีเพชรหลากหลายเม็ดที่งดงาม และเพชรก็มีหลากหลายสี เปรียบได้ว่าโลกของเรายังมีความงามทรงคุณค่าที่ยังไม่ได้ค้นพบอีกมากมาย อาจจะพูดได้ว่าต่อให้เราตายไปแล้วหลายชาติ คงจะไม่เพียงพอที่จะค้นหาเพลงแนวใหม่ๆ เสียงใหม่ๆ และศิลปินดวงใหม่ๆ เป็นแน่

ต้องยอมรับอย่างไม่เสียหน้าว่าผมเองเพิ่งจะเคยรู้จัก Ross Edwards เป็นครั้งแรก จากอัลบัม White Ghost Dancing (ระบำภูติเศวต) หากจะกล่าวให้ตรงที่สุดก็คือผมตัดสินใจเขียนถึง Ross Edwards ทั้งที่ฟังเพลงของเขาครั้งแรก 

คงเป็นเพราะว่าหน้าปกซีดีของอัลบัมนี้ดูสวยงาม อบอุ่น และถ้าพลิกๆ ดูหลังปกอัลบัม ผมจึงรู้ว่า Ross Edwards เป็นคีตกวีชาวออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศที่เราไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย คีตกวีรุ่นใหม่ส่วนใหญ่มักจะโด่งดังมาจากทางยุโรป อเมริกา หรือแม้แต่คีตกวีชาวเอเชียเองยังมีจำนวนมากที่โด่งดังในระดับเวทีโลก การที่ออสเตรเลียเป็นประเทศโดดเดี่ยวในทวีปทางแดนใต้เหมือนถูกตัดขาดจากโลกกลายๆ ทั้งที่ออสเตรเลียเองก็มีแนวทางทางศิลปะ วรรณกรรม ภาพยนตร์ และดนตรีที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย

สิ่งหนึ่งที่ผมสนใจเป็นอย่างมากก็คือ ผมอยากรู้ว่าผลงานทางดนตรีในแนวคลาสสิกเคิลของออสเตรเลียจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร เพราะถ้าเรานึกถึงเพลงบรรเลงของจีน ญี่ปุ่น รวมถึงเพลงคลาสสิกแบบไทยจะมีการผสมผสานกลิ่นอายของเพลงท้องถิ่นเข้าไปด้วย เพลงท้องถิ่นอย่างจีน ญี่ปุ่น อินเดีย มีอัตลักษณ์เฉพาะตัวสูง เรียกได้ว่าหากสอดใส่ท่วงทำนองพื้นบ้านเข้าไปในตัวบทเพลงเหล่านั้นก็ย่อมก่อให้เกิดเสียงใหม่ๆ ได้ไม่ยาก ขณะเดียวกัน เพลงพื้นบ้านแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็มีลักษณะเฉพาะเป็นอย่างยิ่ง เช่นดนตรีไทยเดิม ลาว เขมร และพม่า ต่างมีจุดร่วมบนแผ่นดินเดียวกัน ดังนั้นหากจะประพันธ์เพลงแนวคลาสสิกเคิลในแบบไทยย่อมก่อเอกลักษณ์ได้อย่างล้นเหลือ

กลิ่นไอในแบบท้องถิ่น หรือนักวิชาการดนตรีอาจจะแยกย่อยเป็น World Music ท่วงทำนองเพลงบรรเลงในแบบคลาสสิกมีโครงสร้างที่แน่นอนตายตัวของมัน โครงสร้างที่ว่าก็คือการสร้างโน้ตดนตรี เสียงประสาน องค์ประกอบของเพลง และวิธีการประพันธ์ ดนตรีบรรเลงที่เป็นแบบแผนได้รับการสืบทอดมา ดังนั้นการสอดใส่เพลงพื้นบ้านของภูมิภาคเข้าไปย่อมต้องทำให้รูปแบบของดนตรีคลาสสิกมีพื้นที่มากยิ่งขึ้น และขยายอาณาเขตทางดนตรีโดยไม่มีพรมแดนเลยทีเดียว

แต่ถ้าถามถึงดนตรีในแบบออสเตรเลียคืออะไร ผู้ฟังอย่างเราก็ย่อมมีคำถามขึ้นมาในหัวอย่างไม่ต้องสงสัย ผมเองก็นึกไม่ออกว่าดนตรีพื้นบ้านออสเตรเลีย อาจจะอิงกับนิยมชนเผ่าอะบอริจินดั้งเดิมก็เป็นได้ (ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นเช่นนั้น) แต่กระนั้นด้วยการตัดขาดจากวัฒนธรรมในแบบหมู่เกาะ เพลงของออสเตรเลียจึงไม่เป็นที่คุ้นหูมากนัก เมื่อได้อัลบัมนี้มาจึงทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย 

อย่างแรกก็คือผมหวังจะได้ยินเสียงในแบบออสเตรเลียผ่านเพลงคลาสสิก อย่างที่สองผมอยากรู้ว่าแก่นแกนของดนตรีของงออสเตรเลียนั้นอิงแอบอยู่กับสกุลใดในยุโรปหรือไม่ มันน่าตื่นเต้นมากนะครับ เพราะเราเองก็อยากจะรู้ว่าสุดท้ายแล้วรากเหง้าที่ได้รับอิทธิพลมาเป็นอย่างไร 

และอาจจะไม่จริงเสมอไปก็ได้ว่าดนตรีคลาสสิกจากดินแดนอื่นจะต้องสอดแทรกรากเหง้าท้องถิ่นนิยมลงไปให้ชัดเจน แน่นอนครับเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของทัศนคติ รสนิยม รวมไปถึงกลวิธีการประพันธ์เพลง ดนตรี ศิลปะ และวัฒนธรรมที่แท้จริงไม่ต้องการข้อจำกัด 

Ross Edwards เกิด วันที่ 23 ธันวาคม 1943 เขาเติบโตที่ซิดนีย์ เข้าเรียนในโรงเรียนที่ซิดนีย์ รวมถึงสถาบันทางดนตรี ได้รับมาสเตอร์ทางดนตรีที่มหาวิทยาลัย Adelaide และได้รับ ปริญญาเอกทางดนตรีจากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ เรียกได้ว่าเป็นผู้คนจากออสเตรเลียที่ศึกษาดนตรีมาจากพื้นฐานของประเทศ Ross Edwards สามารถประพันธ์เพลงได้ทั้งซิมโฟนี คอนแชร์โต้ แชมเบอร์ เพลงร้อง เพลงสำหรับเด็ก สกอร์ฟิล์ม โอเปร่า และเพลงเต้นรำ 

แนวเพลงของ Ross Edwards ผสมผสานระหว่างยุคโรแมนติก เพลงพื้นบ้าน และเขายังชอบแนวทางเพลงร่วมสมัย

ในอัลบัมนี้เริ่มต้นด้วยเพลงที่เป็นชื่ออัลบัม White Ghost Dancing ดนตรีเริ่มด้วยความหึกเหิม และมีท่วงทำนองที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของบ้านเกิด เพลงเล่าเรื่องของชนเผ่าอะบอริจิน จิตวิญญาณของผืนป่า ผืนน้ำ เมฆ แสง และหมอก เสียงเครื่องเป่าหมายถึงเสรีภาพ ความคำนึงหา เครื่องสายสอดประสานเพื่อร้อยรัดผู้คนจากผืนแผ่นดิน ทั้งชนเผ่า และผู้ที่ไม่ใช่ให้เข้าไปด้วยกันจนเป็นหนึ่งเดียว ขณะที่เสียงประสานของเพลงราวกับเชื่อมจิตวิญญาณทั้งหลายที่ดำรงอยู่ สิ่งเหล่านั้นได้รับการขับขานออกมาเป็นบทเพลง White Ghost Dancing

ต่อเนื่องมายังเพลงที่สอง Veni Creator Spiitus (แทรค 2-3) Ross Edwards เขียนเพลงนี้เสร็จสมบูรณ์ในเดือนธันวาคม 1993 โดยอุทิศให้กับภรรยาของเขา Ross Edwards ได้รับอิทธิพลมาจากเพลงสวดในแบบลาติน โดยเล่นในรูปแบบวง string octet มูฟเม้นต์แรก (Puro e tranquillo) เราจะได้ยินเสียงไวโอลินบรรเลงเดี่ยวไปพร้อมกับวง ในมูฟเม้นต์นี้บรรยากาศของเพลงจะคล้ายกับเสียงที่ลอยล่องมาจากยุค Palestrina (เมืองหนึ่งทางตอนกลางของอิตลีในยุคที่กรีกเรืองอำนาจ) เพลงในกระบวนนี้จึงเป็นเสียงสวดที่เต็มไปด้วยการประดิดประดอย ประณีต ขัดเกลาจนคมกริบ ราวเสียงหึ่งๆ ของผึ้งและพื้นผิวของเสียงแห่งโลกแมลง จนถึงสัญลักษณ์ที่ไม่รู้จบ

ขณะที่มูฟเม้นต์ที่สอง (Ritmico) ท่วงทำนองมีความกระจ่างมากขึ้น แต่ Ross Edwards ยังคงแนวทางของเพลงให้เป็นไปตามวัฒนธรรมของเอเชีย ซึ่งเชื่อมต่อจากกระบวนแรกเอาไว้ และในตอนท้ายของกระบวน เราจะได้ยินท่วงทำนองแห่งเสียงจากกระบวนที่หนึ่งกลับมาบรรเลงในตอนจบ

เพลงที่สาม Concerto for Guitar and Strings (แทรคที่ 4-6) เพลงนี้แบ่งออกเป็นสามมูฟเม้นต์ด้วยกัน Ross Edwards ตั้งใจเขียนเพลงนี้ให้จอห์น วิลเลี่ยม ยอดนักกีตาร์คลาสสิกเคิล และนักประพันธ์เพลงชาวอังกฤษที่เรารู้จักกันดีของยุค แสดงในงาน Darwin international Guitar Festival ปี 1995 นอกจากนั้นเขายังอุทิศเพลงนี้ให้กับจอห์น วิลเลี่ยมด้วย ในมูฟเม้นต์แรกนี้มีลักษณะท่วงทำนองที่เฉพาะตัวเป็นอย่างมาก เทคนิคเสียงเครื่อง สายที่เลียนเสียงแมลงยังถูกนำมาใช้ในเพลงอย่างได้ผล ไลน์กีตาร์มีความโดดเด่น ขณะที่วงเครื่องสียงก็เล่นกันได้อย่างยอดเยี่ยม มูฟเม้นต์ที่สองมีลักษณะโศกเศร้า ครุ่นคำนึง อบอุ่น น่าค้นหา สง่างาม และยังแสดงตัวตนของหัวใจ จิตวิญญาณ ที่ผู้ประพันธ์ต้องการเผยออกมา มูฟเม้นต์สุดท้าย แฝงเอาไว้ด้วยความเริงร่า สดใส ท่วงทำนองเพลงพื้นบ้านโอบอุ้มดนตรีเอาไว้โดยรอบ บางจังหวะทำให้นึกถึงดนตรีของสเปนขึ้นมา ทว่า Ross Edwards ยังสอดประสานเสียงของออสเตรเลียเอาไว้เต็มเปี่ยม

เพลงที่สี่  Mountain Village in a Clearing Mist เพลงนี้ของ Ross Edwards ประพันธ์เสร็จสมบูรณ์ในปี 1973 หลังจากที่ Ross Edwards ได้เข้าศึกษาทางดนตรีจากยุโรป หากจะกล่าวว่านี่เป็นอิทธิพลในแบบยุคมินิมัลลิสต์, อวองการ์ด ซึ่งได้รับอิทธิพลจากนักดนตรียุคใหม่อย่าง จอห์น เคจ, ปิแอร์ บูเลซ์, อาร์โนลด์ โชลเบิร์ก, คาร์ลไฮน์ สต็อคเฮาเซ่น เป็นต้น อิทธิพลดังกล่าวเผยแพร่สู่คีตกวีรุ่นใหม่ ด้วยการเสาะแสวงหาเสียงจาก ‘ความเงียบ’ และคอนเซ็ปต์ของเพลง Mountain Village in a Clearing Mist ก็ไม่ต่างกัน มันเป็นการไต่ระดับทางปรัชญาความคิด เป็นการเดินไปสู่จุดหมายเพื่อก้าวให้พ้นจากขนบธรรมเนียมเก่าของเพลงคลาสสิก ความกล้าหาญนี้มีความสำคัญต่อดนตรียุคใหม่มาก เพราะมันทำให้นักดนตรีได้ค้นพบหนทางใหม่ๆ และผู้ฟังต่างก็ตระหนักว่าเมื่อมาถึงยุคของเรา เสียงดนตรีได้แปรเปลี่ยนไปจนสิ้น Mountain Village in a Clearing Mist จึงกลายเป็นความโดดเด่นของอัลบัมที่นำพาเสียงแห่งขุนเขาอันเงียบกริบไปสู่กลางใจผู้ฟัง ไม่ต่างจากเรานั่งบนหน้าผา ฟังเสียงสายลม เสียงใบไม้ น้ำแข็งละลาย และฝนโปรยพรำ 

เพลงสุดท้ายของอัลบัม Enyato I เขียนขึ้นในปี 1993 สำหรับสตริงควอตเต็ต แต่กระนั้นก็มีสไตล์ในแบบ Maninyas จึงทำให้เพลงนี้ทั้งสองกระบวนเต็มไปด้วยความนุ่มนวล ท่วงทำนองบอกเล่าเรื่องราวความทุกข์โศก และวิญญาณธรรมชาติที่แปรผันสู่ความอบอุ่น Ross Edwards ผสมผสานแนวทางดนตรีระหว่างตะวันตกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างลงตัว ในกระบวนสุดท้ายท่วงทำนองเต็มไปด้ยความรื่นรมย์ของงานเต้นรำ เพลงนี้ของ Ross Edwards แสดงตัวตนความเป็นดนตรีออสเตรเลียอย่างเต็มเปี่ยม 

White Ghost Dancing ของ Ross Edwards เป็นสิ่งยืนยันเต็มเปี่ยมว่า ดนตรีไร้พรมแดน ไร้อิทธิพลแนวทางดนตรี ไร้เชื้อชาติ ไร้วัฒนธรรม แผ่นดินเกิดเป็นเพียงแผ่นดินหนึ่ง มิได้มีความหมายเหนือคำว่า “มนุษย์” มนุษย์คนหนึ่งที่เท่าเทียมกัน เสมอภาคกัน และเป็นมนุษย์ธรรมดาที่มีวิญญาณเสรีชน และแน่นอน White Ghost Dancing คือดนตรีของเสรีชนโดยแท้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

About นิวัต พุทธประสาท

นิวัต พุทธประสาท ปัจจุบันเป็นนักเขียนอิสระ มีคอลัมน์ประจำที่ Hamburger และ The Wave Magazine แล้วยังเป็นช่างภาพสมัครเล่น โดยภาพถ่ายนักเขียนได้ตีพิมพ์ตามหนังสือพิมพ์ - นิตยสาร สนใจเรื่องราวสังคม การเมือง ชีวิต ขณะเดียวกันก็ชื่นชอบดนตรีคลาสสิก แจ๊ส ชอบดูหนัง นอกจากนั้นยังสนใจเรื่องเครื่องเสียง แผ่นเสียงมากเป็นพิเศษ นิวัตมีผลงานทั้งเรื่องสั้น นิยาย และบทความ ผลงานที่ตีพิมพ์รวมเล่มแล้วได้แก่ ไปสู่ชะตากรรม, ใบหน้าอื่น,​วิสัยทัศน์แห่งปรารถนาและความตาย, ขอบฟ้าเหตุการณ์, ลมหายใจอุบัติซ้ำ, แสงแรกของจักรวาล, หิ่งห้อยในสวน และ ความโดดเดี่ยวทั้งมวลที่ไม่มีใครสังเกตเห็น

หมวดหมู่

ดนตรี, Classical Music

ป้ายกำกับ

, , , , ,