Christopher Nolan: Following


Following เป็นหนังยาวเรื่องแรกของคริสโตเฟอร์ โนแลน ผู้กำกับเชื้อสายอังกฤษ-อเมริกัน ที่นักวิจารณ์ยกย่องว่าเป็นผู้กำกับสมองเพชร เป็นคนเขียนบทที่ฉลาดหลักแหลม เข้าใจขบวนการของหนัง รวมถึงปรัชญาว่าด้วยการมีอยู่อย่างลึกลับของความฉงนฉงาย นั่นหมายถึงว่าเขาได้นำตัวละครธรรมดาตัวหนึ่ง ก้าวเข้าไปเพื่อประสบกับเหตุการณ์ที่พวกเขาจะไม่มีวันลืม ไม่ว่าจะเป็น นักสืบวิว ดอร์เมอร์ (อัล ปาชิโน่) ใน Insomania นักมายากล ใน The Prestige ที่หลงเข้าไปสู่การซ่อนกลของตนเอง แบทแมน ที่ต้องต่อสู้กับด้านดำมืดของจิตใจ วีรบุรุษ หรือศาลเตี้ยใกล้กันเพียงเส้นผมบางๆ จนมาถึง Inception ดอม คอบบ์ (ลีโอนาโด้ ดิคาปริโอ) ปรารถนาตามหาตัวตนในความฝันซ้อนความฝัน รูปแบบในหนังของโนแลนคือการพาตัวละครเข้าสู่ภาวะของการไร้ตัวตน การไร้ตัวตนในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความว่างเปล่า ทว่าเป็นการออกไปตามหาพื้นที่ว่างที่พวกเขาหลงวนเวียนกับอดีตเลวร้ายที่ฝังใจ อาจกล่าวได้ว่าตัวละครของโนแลนมักจมทุกข์จนขยับร่างกายไปไม่ไหว พวกเขาติดกับอดีต อยู่กับฝันร้ายที่ตัวเองเป็นผู้ก่อขึ้น และในบางคนก็หลงติดยึดว่าฝันร้ายที่พวกเขาจะทำลายเป็นภาพจริงๆ

Following สร้างขึ้นในปี 1998 โนแลนเลือกใช้ฟิล์มขาวดำขนาด 16 mm ในการถ่าย จัดไฟดวงเดียว กับแสงธรรมชาติ กล้องเดินแบบแฮนด์เฮลด์ ถ่ายทำในลอนดอน ใช้นักแสดงเพียงไม่กี่คน ในวิกิพีเดียบอกว่าเขาใช้เงินในการถ่ายหนังเรื่องนี้เพียง 6,000 เหรียญสหรัฐ ถูกกว่าหนังไทยบางเรื่องหลายเท่าตัว ถ้าดูหนังเรื่องนี้จบผมบอกได้เลยว่าเงินที่เขาถ่ายทำหนังเรื่องนี้คุ้มค่าเกินกว่าตัวเงินมหาศาล

หนังเรื่องนี้ยังเป็นต้นแบบหนัง “แต่เพียงผู้เดียว” ของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี เป็นเงาร่างของหนัง The Prestige ของเขาเอง หนังเรื่อง Following ผสมผสานรูปแบบหนังแก๊งค์สเตอร์ ฟิล์มนัวร์ และการ Twist Ending Movies ซึ่งนิยมในหนังอาชญากรรม หนังสยองขวัญ และหนังลึกลับ

โนแลนทำหนังเรื่องนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่าตัวบทหนังมีอิทธิพลมากกว่าฉากแอคชั่นบ้าระห่ำ มันนำเสนอความฉงนของตัวบทที่ถูกเรียงร้อยไม่เป็นลำดับขั้น บทหนังจึงมีความจำเป็นมากกว่าภาพหรือฉากไล่ล่า การถ่ายทำด้วยฟิล์ม 16 mm ทำให้ตัวกล้องใกล้ชิดกับผู้ชม ภาพในแบบมิดเดิลวิวดูอึดอัดเล็กน้อย หรือถ้าเป็นฉากระยะไกล ก็เหมือนกับการแอบถ่าย ภาพบนถนนเหมือนไม่ได้ถูกจัดฉาก ตัวละครไม่ผูกติดอยู่กับเงื่อนกาลเวลา เราไม่สามารถรู้ได้ว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่ นักเขียนที่ยังใช้เครื่องพิมพ์ดีด แต่คอมพิวเตอร์ก็ถูกอ้างในบทสนทนา ห้วงเวลาของหนังตัดสลับอย่างจงใจ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภายนอกของตัวละครเป็นเหมือนการกลายร่าง กลายเปลี่ยนจากตัวตนหนึ่งสู่อีกตัวตนหนึ่ง ซึ่งเป็นความจงใจที่จะทับซ้อนบุคลิกภาพของตัวละครให้แตกออกเป็นสองร่าง

ดังนั้น Following แสดงให้เห็นแล้วว่าการตัดสลับฉากไม่ได้ทำให้ตัวเรื่องสูญเสีย คนดูสามารถที่จะรวบรวมเหตุการณ์ของหนังได้ โนแลนตั้งใจให้คนดูได้คิดเองโดยไม่จำเป็นต้องเฉลยทุกสิ่งอย่างจนหมด หากกล่าวว่า Following ซับซ้อนน้อยที่สุด แต่เขากลับเล่นกับความเรียบง่ายแทน ยิ่งซับซ้อนน้อยสิ่งที่สามารถแต่งเติมลงไปได้ก็คือเนื้อหา เหตุผล และการดำรงอยู่ของตัวละคร จึงเป็นภาวะที่ไม่สามารถขับเคลื่อนแรงปรารถนาได้ด้วยตัวเอง แต่เป็นการไหลไปตามกระแสธารของตัวละครอื่น

Following เรื่องราวของนักเขียนตกงาน เขาเสพติดการติดตามผู้คน สะกดรอยพวกเขาไปที่ต่างๆ ยิ่งทำบ่อยก็ยิ่งเลิกยาก แล้วเขาก็ละเมิดกฎที่ตัวเองตั้งเอาไว้ คือตามคนที่เขาสนใจโดยไม่เลิก จนในที่สุดก็ถูกจับได้ และหนุ่มคนที่เขาตามกลับมีโลกที่ดำมืดกว่าเขา นั่นคือเป็นนักย่องเบาที่งัดแงะเข้าไปในบ้านคนอื่น แทนที่จะขโมยของมีค่า กลับขโมยของเล็กๆ น้อยๆ เพราะเขาชอบคาดเดาเรื่องราวชีวิตของคนในบ้านนั้น รวมถึงเขาเข้าไปทำความรู้จักสาวผมบลอนด์ที่เขาแอบสะกดรอยตาม ทว่าเรื่องราวทั้งหมดกลับกลายเป็นการจัดฉากซ้อนการจัดฉาก หรือแม้แต่คนดูก็ไม่รู้ว่าตัวตนของนักย่องเบานามคอบบ์มีตัวตนจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงสิ่งที่เขาจินตนาการเพื่อทดแทนความจิงที่เขาปฏิเสธตัวตน ความกำกลวมเช่นนี้เป็นเสน่ห์ที่หาได้ยาก มันถูกทำให้เลือนหายไปกับฝูงชนดังเช่นฉากจบ

หาก Following เรียงลำดับหนังตามปกติก็คงไม่ก่อให้เกิดแรงกระแทกในตอนจบ แต่ด้วยที่หนังค่อยๆ เผยรายละเอียดไปทีละน้อย ไม่เยิ่นเย้อ ทำให้ตอนจบเต็มไปด้วยพลัง ดังนั้นหากจะกล่าวว่า Following มีดีที่ตัวเนื้อเรื่อง ขณะเดียวกันภาพถ่ายขาวดำทำให้หนังใกล้เคียงฟิล์มนัวยุคเก่า มันก่อให้เกิดความแตกต่างระหว่างหนังที่ไม่มองข้ามหัวใจหลักของภาพยนตร์ นั่นก็คือตัวบทที่แข็งแกร่งดุจหินผา และเหนืออื่นใดมันชวนให้หาหนังของโนแลนกลับมาดูอีกครั้ง