Pink Floyd: Wish You Were Here


โดย Panu Boonpiputtanapong

ปกอัลบั้ม Wish You Were Here (1975) ของวงดนตรี Pink Floyd
ออกแบบโดย สตอร์ม ธอร์เกอร์สัน (Hipgnosis)

ธีมหลักของงานออกแบบปกอัลบั้มคือคำคำหนึ่ง นั่นก็คือคำว่า “absence” (การไม่มีตัวตน, การหายตัวไป) ซึ่งเป็นธีมที่อุทิศให้กับ ซิด แบร์เร็ตต์ อดีตมือกีต้าร์/นักร้องนำ นักแต่งเพลงและผู้ก่อตั้งวงที่มีอาการป่วยทางจิตจนต้องระเห็จออกจากวงและหายตัวไปจากเพื่อนพ้องและสาธารณชนหลังจากวงประสบความสำเร็จและเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาได้ไม่นาน

ในวันที่ 5 มิถุนายน ปี 1975 ขณะที่สมาชิกวงดนตรี Pink Floyd กำลังบันทึกเสียงร้องประสานของเพลง Shine On You Crazy Diamond ในสตูดิโอแอบบี้โรด ลอนดอน จู่ๆ ชายคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นที่นั่นด้วยสภาพที่ไม่น่าโสภานัก ด้วยร่างกายอ้วนฉุ เสื้อผ้าเก่าโทรม ผมและคิ้วถูกโกนจนเกลี้ยง ท่าทีที่ประหลาดพิลึกพิกล ผุดลุกผุดนั่งไม่อยู่สุข ไม่มีใครในนั้นรู้จักเขา ทุกคนต่างงุนงงสงสัยว่าผู้ชายคนนี้เป็นใครและเข้ามาทำอะไรที่นี่ จนเวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง ริชาร์ด ไรท์ จึงตระหนักขึ้นมาได้ว่าผู้ชายคนนี้คือเพื่อนรักของพวกเขาที่เคยร่วมก่อตั้งวงดนตรีวงนี้ขึ้นมา อันที่จริงเขาเป็นคนตั้งชื่อวงดนตรีวงนี้ด้วยซ้ำ เขาคือ ซิด แบร์เร็ตต์ นั่นเอง! ทันทีที่รู้ ทุกคนในที่นั้นต่างพากันตกตะลึง โรเจอร์ วอเทอร์ส ถึงกับกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ เดวิด กิลมัวร์ เองก็ร้องไห้เช่นเดียวกัน สักพัก เมื่อซิดได้ยินเพลง Shine On You Crazy Diamond ดังขึ้น เขาถามอ้อมแอ้มขึ้นมาว่า “จะให้ฉันเล่นกีต้าร์ตอนไหน?” แน่นอนว่าไม่มีใครเอากีต้าร์ให้เขาเล่น พวกเขาได้แต่บอกกับซิดว่า “เสียใจด้วยเพื่อน เราอัดพาร์ตกีต้าร์ไปหมดแล้ว” น่าประหลาดที่เขาปรากฏตัวขึ้นมาอย่างปุบปับทั้งๆ ที่ไม่มีใครพบเห็นเขามาหกเจ็ดปีแล้ว ซึ่งบังเอิญเหลือเกินที่มันเป็นวันเดียวกับที่สมาชิกวง Pink Floyd กำลังบันทึกเสียงเพลงที่แต่งขึ้นเพื่ออุทิศให้เพื่อนผู้หายหน้าไปอย่างซิดกันอยู่ ซึ่งเหตุการณ์นี้ส่งผลให้วงตัดสินใจปรับเปลี่ยนช่วงท้ายของเพลงนี้จนมันกลายเป็นแบบที่ได้ยินกันในที่สุด

อนึ่ง ถ้าตัดคำว่า “on” และ “crazy” ออกจากชื่อเพลงเพลงนี้ และเอาอักษรตัวหน้าของคำที่เหลือมารวมกัน (Shine, You, Diamond) ก็จะได้คำว่า Syd (ซิด) ซึ่งเป็นชื่อของเขานั่นเอง

กลับมาที่ปกอัลบั้ม แล้วอะไรล่ะที่จะเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงการไม่มีตัวตน? จะทำปกแผ่นเสียงเป็นสีขาวว่างๆ ก็ไม่ได้ เพราะ เดอะ บีทเทิลส์ เอาไอเดียนี้ไปใช้กับ White Album ของพวกเขาไปเรียบร้อยแล้ว สุดท้ายธอร์เกอร์สันเลยคิดไอเดียการ “ซ่อนปก” ขึ้นมา โดยสมัยนั้น แผ่นเสียงมักจะถูกหุ้มด้วยแผ่นพลาสติกใสๆ บางๆ เหมือนกระดาษแก้วที่ใช้หุ้มกล่องซีดีแบบทุกวันนี้ เขาเลยเปลี่ยนไปใช้พลาสติกสีดำทึบแทน เพื่อให้คนซื้อมองไม่เห็นซองแผ่นเสียงข้างใน ซึ่งตามหลักการคนซื้อจะต้องแกะพลาสติกหุ้มออกเพื่อจะเอาแผ่นเสียงที่เขาต้องการข้างในออกมา แต่ก็มีบางคนที่ค่อยๆ ใช้มีดกรีดตรงขอบแล้วค่อยๆ เลื่อนเอาแผ่นเสียงออกมาเหมือนกัน ดังนั้นทุกวันนี้มันก็จะมีคนที่ยังมีอัลบั้มแผ่นนี้อยู่โดยที่มีพลาสติกสีดำหุ้มอยู่แล้วก็ไม่เคยได้เห็นภาพบนปกอัลบั้มนี้เลยด้วยซ้ำ แบบนี้พอจะเรียกว่าปกอัลบั้มนี้ “หายไป” ได้ไหม?

ซึ่งปกที่ถูกซ่อน (หรือหายไป) นี้น่าจะเป็นงานออกแบบที่ไม่ตรงกับหลักการตลาดที่ไหนในโลก (ที่สินค้าจะต้องเป็นเป้าสายตา, สีสันสดใส, ชื่อมองเห็นได้โดดเด่นชัดเจน) เพราะคนซื้อไม่มีทางมองเห็นข้างในของมันเลย ซึ่งก็เป็นที่แน่นอนว่าทางค่ายเพลงก็ต้องบนอย่างไม่สบอารมณ์ว่า ถ้าทำอย่างงี้แล้วทำไมยังจะต้องทำปกอัลบั้มสวยๆ พิมพ์ภาพสีแพงๆ ลงไปทำไมอีก? ในเมื่อไม่มีใครได้เห็นมันเลย ซึ่งนับเป็นโชคดีที่เมื่อธอร์เกอร์สันนำไอเดียนี้ไปเสนอกับสมาชิกวงพิงก์ฟลอยด์รวมถึงทีมงานอื่นๆ พวกเขากลับชื่นชอบมันเอามากๆ จนถึงกับยืนขึ้นปรบมือรอบโต๊ะเลยทีเดียว

ภาพปกอัลบั้มข้างในเป็นภาพชายในชุดสูทสองคนกำลังจับมือกัน ซึ่งฟังดูก็คงไม่แปลกอะไร ถ้าชายคนทางขวามือของภาพไม่ได้กำลังลุกเป็นไฟอยู่! ภาพนี้ได้แรงบันดาลใจมาแนวคิดเกี่ยวกับคนที่มีแนวโน้มจะปกปิดความรู้สึกของตัวเองเพราะกลัวการถูกปฏิเสธ และพยายามหลีกหนีให้พ้นไปจากความกลัวการเจ็บปวด (หรือในสำนวนที่ว่า “ถูกแผดเผา” จากความสัมพันธ์) นอกจากนั้นมันยังไปพ้องกับคำว่า Shine On อันเป็นชื่อเพลงในอัลบั้มที่เป็นสำนวนเปรียบเปรยถึงอัจฉริยะที่สาดแสงเจิดจ้าแผดเผาตัวเองจนไหม้เป็นจุณไป และคำว่า “ถูกเผา” ก็ยังเป็นสำนวนในวงการดนตรีที่ใช้กับศิลปินที่ถูกปฏิเสธส่วนแบ่งทีเขาควรได้จากลิขสิทธิ์เพลงของตนเอง ซึ่งเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ความฉ้อฉลของธุรกิจดนตรีและค่ายเพลงในยุคนั้นอีกด้วย

ภาพนี้ถูกถ่ายในโรงเก็บของของวอร์เนอร์ บราเดอร์ส ชายทั้งสองเป็นสตันท์แมนผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานอยู่ในวงการหนังฮอลลีวูด โดยชายที่ตัวลุกเป็นไฟนั้นใส่ชุดกันไฟอยู่ใต้สูท และสวมวิกและหมวกกันไฟอยู่บนศีรษะ ถ่ายกันเพียงเทคเดียว แต่ในระหว่างการถ่ายทำเกิดอุบัติเหตุลมเปลี่ยนทิศ พัดเปลวไฟมาโดนหน้าของเขาจนหนวดไหม้เป็นแถบ สุดท้ายพวกเขาต้องเปลี่ยนตำแหน่งกันจึงถ่ายต่อได้ (และอาศัยกลับฟิล์มเอาทีหลัง) ถ้าดูให้ดี ตรงกรอบขวามือของภาพจะทำเป็นลูกเล่นให้มีรอยไหม้เหมือนไฟลามมาโดนด้วย (เก๋ซะ!)

ส่วนปกหลังเป็นภาพของชายไร้หน้าที่ธอร์เกอร์สันเรียกว่า “Floyd salesman” ที่กำลังขายวิญญาณอยู่กลางทะเลทราย ในภาพ ข้อมือและข้อเท้าของเขาไม่มีอยู่ มองดูเหมือนกับเป็นชุดที่ว่างเปล่า ซึ่งก็เป็นธีมเกี่ยวการหายไปหรือการไม่มีตัวตนเช่นเดียวกัน และการไร้หน้าไร้ตัวตนของคนในภาพนี้ก็เป็นสัญลักษณ์แฝงถึงความหน้าไหว้หลังหลอก ความไร้ศีลธรรม ไร้ศักดิ์ศรีของคนในธุรกิจดนตรีเช่นเดียวกัน (ภาพคนในชุดสูทที่ว่างเปล่านี้ ธอร์เกอร์สันน่าจะได้แรงบันดาลใจมาจากงานของจิตรกรเซอร์เรียลลิสต์ชาวเบลเยียมชื่อดังอย่าง เรอเน มากริตต์ (Rene Magritte) นั่นเอง)

แต่อย่างไรก็ดี เพื่อทำให้แผ่นเสียงแผ่นนี้เป็นที่จดจำได้ของคนซื้อ (ตามความต้องการของฝ่ายขาย) ธอร์เกอร์สันเลยต้องทำป้ายชื่อวงและชื่ออัลบั้มเพื่อติดบนซองแผ่นเสียงอีกทีนึง ซึ่งป้ายนี้เป็นรูปการ์ตูนที่วาดโดย จอร์จ ฮาร์ดี้ โดยเลียนแบบมือของปกหน้าที่กำลังจับกันอยู่บนหน้าปกด้านใน

ปกอัลบั้ม Wish You Were Here ถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 9 ของปกอัลบั้มยอดเยี่ยมตลอดกาลของนิตยสาร Rolling Stone ปี 2011