The Hunger Games: Catching Fire


โปรดตามหาวิหคเพลิงแห่งหัวใจคุณ

ทำไมมนุษย์ทั่วทั้งโลกนี้ถึงได้ต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ แม้จะถูกทำให้หวาดกลัวต่อชะตากรรมและความตาย ทว่ามนุษย์ทุกยุคต่างมีเป้าหมายปลดเปลื้องพันธนาการที่คล้องคอเราทั้งนามธรรมและรูปธรรม นั่นเป็นที่มาของวีรกรรมแห่งวรรณกรรมที่ว่าด้วยเสรีภาพ เสมอภาพ และภราดรภาพ ทั้งยุคเก่ายุคใหม่ยังคงเขียนถึงอย่างแหลมคม

The Hunger Games เป็นนิยายจากปลายปากกาของ Suzanne Collins ในภาคแรกของหนังเล่าเรื่องเมืองในอนาคตนามพาเนม ซึ่งมีเขตปกครองอยู่ 13 เขต แต่ในปัจจุบันเหลือเพียง 12 เขต เนื่องจากเขตที่ 13 ได้หายสาบสูญไปจากแผนที่และความทรงจำของผู้คนเนื่องจากการก่อกบฎ กบฎแห่งเขต 13 ได้ถูก Capital หรือรัฐบาลกลางปราบปรามอย่างหนักจนได้รับความพ่ายแพ้ ชัยชนะอย่างเด็ดขาดของแคปปิตัล ทำให้รัฐบาลทหารของประธานาธิบดีสโนว์ มีความชอบธรรมในการกระชับอำนาจมากขึ้น และเพื่อเป็นการข่มขู่ผู้ที่จ้องจะล้มล้างการปกครอง ทางการได้จัดเกมโชว์ The Hunger Games ขึ้นโดยออกกฎให้เขตปกครองทั้ง 12 เขตส่งตัวแทนมาแข่งขันเขตละหนึ่งคู่ ชาย-หญิง ผู้ที่รอดจากเกมจะมีเพียงหนึ่งเดียว และพวกเขาจะได้รับเกียรติยศยิ่งใหญ่จากเมืองหลวง โดยไม่ต้องถูกเรียกมาสังเวยเป็นบรรณาการอีก

The Hunger Games จึงเป็นเหมือนเกมมอมเมาอันชั่วร้าย ที่ข่มขวัญให้ผู้คนทั้งหลายกลัว เกมได้รับการถ่ายทอดไปทั่วประเทศ พวกเขาเอาตัวรอดด้วยความเลือดเย็น เห็นแก่ตัว ซึ่งทำให้ผู้คนในแต่ละเขตได้เห็นถึงความชั่วร้ายของกันและกัน เมื่อเราเห็นการเอาตัวรอดของเพื่อนมนุษย์อย่างเลือดเย็น เราก็อ่อนแอไปโดยพลัน

เมืองหลวงของพาเนมเป็นที่อยู่อาศัยของชนชั้นกลางและชั้นสูง พวกเขาเป็นผู้ขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจ โดยการรีดนาทาเร้นแรงงานจากทั้งสิบสองเขต หากใครต่อต้านหรือแข็งขืนก็จะถูกกองกำลังทหารปราบปรามอย่างรุนแรง ขั้นรุนแรงคือประหารชีวิตต่อหน้าสาธารณะ

ในภาคสองของ The Hunger Games ตอน Catching Fire เป็นหนังภาคต่อที่มีความเข้มข้นอย่างถึงที่สุด อาจจะกล่าวได้ว่าหนังเลยขอบเขตของหนังไซไฟ-แฟนตาซีไปไกลมาก หากเทียบกับหนังแนวเดียวกันอย่างแฮรี่ พล็อตเตอร์ พ่อมดน้อย ที่เล่นกับการไขปริศนาคนร้าย ทว่า Catching Fire เป็นการฉายภาพของการเอาตัวรอดของ แคตนิสส์ (Jennifer Lawrence) และพีต้า (Josh Hutcherson) ซึ่งรอดพ้นจากเกมในภาคที่แล้ว ด้วยความดรามาของคนในประเทศพาเนม แต่นั่นหาใช่ชัยชนะของประชาชนเขต 12 ไม่ เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้ว รัฐบาลของสโนว์ยังเฝ้าติดตามพวกเขาอย่างใกล้ชิด

หากเปรียบประเทศพาเนมต้องบอกว่าหนังทำออกได้อย่างดี มันเป็นการเปรียบเปรยภาพของคนชั้นกลางทั่วโลกได้อย่างแสบสันต์ พวกเขามีเศรษฐกิจที่รุ่งเรืองเป็นแกนกลางขับเคลื่อนประเทฝส มีชีวิตที่ดูเหมือนมีเสรีภาพ มีทางเลือก สามารถคิดสร้างสรรค์ สามารถไปในที่ใดได้อย่างเสรี พวกเขายักไหล่แล้วพูดว่า ประเทศพาเนมมีอิสระทั่วทั้งผืน จนมองไม่เห็นว่าตัวเองนั้นได้ถูกมอมเมาจากสื่อเพียงฟากเดียวของรัฐ โดยพวกเขาเสพย์ติดเรื่องราวอันแสนเศร้าสร้อยในแบบนิยายโรแมนติคจากยุคกลาง

แก่นกลางของ Catching Fire นั้นอยู่ตรงที่แคตนิสส์เริ่มเห็นแจ้งต่อสัจธรรม เธอเริ่มมองเห็นภาพลวงตาของเสรีภาพที่ได้รับว่าไม่ได้มีอยู่จริง และเริ่มที่จะไม่ยินยอมต่อการถูกกดขี่ การไปเล่นเกมมีแต่ตายกับตาย เหล่าผู้ปกครองก็พยายามจัดฉากให้เธอเดินไปสู่ความตายนั้นเพื่อไม่ให้ขบวนการของผู้ต่อต้านลุกฮือ แต่การที่แคตนิสส์เป็นที่นิยมในหมู่คนชั้นกลาง เธอกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ ภาพลักษณ์ของเธอกินใจ เมื่อเธออยู่ต่อหน้ากล้องที่ถ่ายทอดสดไปทั่วแคปปิตัล ผู้ชมคนชั้นกลางใจอ่อนต่อภาพของเธอ การเดินทางไปสิบสองเขตของเธอปลุกให้ประชาชนลุกฮือต่อต้านระบบ เกิดจราจลตามเมืองต่างๆ แต่ข่าวถูกปิด ไม่ต้องการให้ออกไปสู่สาธารณะ เราจะเห็นว่าหนังแฟนตาซีธรรมดาเรื่องหนึ่งกลับเติมความเข้มข้นด้วยภาวะทางความคิดของตัวละครที่ไม่ยอมจำนน

การพัฒนาตัวละครใน The Hunger Games มีผลต่อหนัง มันสร้างอิทธิพลให้กับตัวเรื่องหลัก เป็นแรงบันดาลใจของคนที่สิ้นหวัง ฉากที่ชาวเมืองชูสามนิ้วขึ้น พวกเขาถูกลากไปทุบตี กักขัง จนไปถึงประหารชีวิต สร้างความสะเทือนใจอย่างมาก มันเหมือนกับว่าสัญลักษณ์ทางสันติวิธีกลายเป็นแรงขับดันให้กับอำนาจของสโนว์และเหล่ากองทัพที่มีอาวุธครบมือ

แม้ว่า Catching Fire จะยังมิใช่ตอนจบของหนังไตรภาคเรื่อง The Hunger Games ทว่า มันเป็นหนังที่ทรงพลัง และสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะกับประเทศที่ถูกกานสิทธิเสรีภาพแห่งความคิด จนทำให้เราอดใจติดตาม The Hunger Games: Mockingjay – Part 1 ไม่ได้