Blade Runner: Neo-Noir Dystopian Science Fiction Film


นิยามสั้นๆ เกี่ยวกับหนังเรื่อง Blade Runner คือฟิล์มนัวร์ยุคใหม่ ด้วยภาพมืดหม่น ฝนตกจนหนาวเหน็บ หมอกควัน สีซีดจางแทบเป็นขาวดำ เรื่องราวและฉากว่าด้วย dystopian มันคือคู่ตรงข้ามของ utopia หมายถึงดินแดน หรือพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความล่มสลาย ไม่สมบูรณ์แบบ พังทลายทั้งกายภาพและจินตภาพ แม้ว่าตัวเมือง-สถาปัตยกรรมในเรื่องจะงดงาม ทว่าในด้านจิตใจของมนุษย์ยังคงเจ็บปวด ถูกคุกคาม ทำร้าย ถูกกดข่มเหง

อาจารย์เกษียร เตชะพีระ กล่าวถึงกฎอัยการศึกและเสรีภาพเอาไว้ว่า

“ถ้าเราเข้าใจเสรีภาพในเชิงลบ (negative freedom) คือเสรีภาพของปัจเจกบุคคลที่จะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบโดยไม่ถูกขัดขวางจากภายนอก เช่น เสรีภาพที่จะไปชอปปิ้ง เสรีภาพที่จะเที่ยวเตร่ เสรีภาพที่จะดื่มกินเฮฮาสนุกสนาน เสรีภาพที่จะทำมาค้าขาย เสรีภาพที่จะเดินทางท่องเที่ยว ฯลฯ กฎอัยการศึกก็คงไม่เป็นอุปสรรคสร้างความเดือดร้อนอันใดให้ เสรีภาพเชิงลบจึงไปกันได้กับการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิ์แบบ Leviathan ในปรัชญาของ Thomas Hobbes, ไปกันได้กับระบอบอำนาจนิยมที่เน้นจำกัดจำเขี่ยเสรีภาพในพื้นที่สาธารณะโดยเฉพาะทางการเมือง (“คิดต่างได้แต่อย่าแสดงออก”) , แต่คงไปกันไม่ได้กับระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จแบบคอมมิวนิสต์หรือฟัสซิสต์นาซีที่มุ่งคุมล้วงลึกเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวแบบเบ็ดเสร็จ”

ซึ่งหากเรามีมุมมองทางกายภาพทางสังคม เราจึงไม่รู้สึกถึงภัยคุกคาม ทว่าเอาเข้าจริงๆ เราต่างถูกคุกคามและจำกัดเสรีภาพของตัวเองให้อยู่ภายใต้การกักกันของจิต และบางทีในสังคมเราในตอนนี้คงไม่ต่างจากหนัง  dystopian เรื่องนี้

Blade Runner ดัดแปลงจากนิยายขนาดสั้นเรื่อง Do Androids Dream of Electric Sheep ของ Philip K.Dick กำกับโดย Ridley Scott ที่ฝากผลงานในระดับขึ้นหิ้งมามากมายตั้งแต่ Alien (1979) หนังสยองขวัญจากต่างแดนยุคใหม่ที่ทำให้วงการหนังฮอลลีวู๊ดต้องเดินตาม Thelma&Louise (1991) หนังที่ทำให้ปัญหาเฟมินิสต์ถูกหยิบยกมาพูดถึงอย่างกว้างขวาง รวมถึงหนัง Gladiator (2000) ว่าด้วยชนชั้นในยุคกรีกโรมัน ซึ่งได้รับรางวัลออสการ์ และ Black Hawk Down (2001) หนังสงครามที่วิพากษ์ปฏิบัติการทางทหารของอเมริกาที่ล้มเหลว

ในส่วนของ Blade Runner นั้นต้องกล่าวว่าริดเลย์ได้สร้างต้นแบบหนังไซไฟให้กับวงการอีกครั้ง ส่วนตัวหนังสามารถแยกดูได้สองทาง ทางแรกคือดูเพื่อความบันเทิง ก็เป็นหนังไล่ล่าหุ่นยนต์ที่ถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรม แต่ถ้าดูให้ลึกซึ้ง Blade Runner เป็นหนังที่ได้รับการยกย่องถึง “ความเป็นมนุษย์” และเป็นเรื่องท้าทายศีลธรรมของผู้ทรงศีล หรืออาจจะรวมถึงผู้สร้างโลกใบนี้ขึ้นด้วยน้ำมือของตนได้อย่างน่าขบคิด

ตัวหนังเริ่มขึ้นที่ริค (Harrison Ford) ตำรวจหนุ่มใหญ่นอกราชการ ถูกเรียกตัวมาปฏิบัติการลับ ที่เรียกว่า Blade Runner อีกครั้ง เมื่อหน่วยตรวจพบว่า หุ่นยนต์จากบริษัท ไทเรลล์ คอร์เปอร์เรชั่น ผู้สร้างหุ่นยนต์รุ่น Nexus-6 ขึ้นมาเพื่อนำไปใช้งานในอาณานิคมต่างดาว ทุกตัวถูกตั้งโปรแกรมให้มีอายุใช้งานได้เพียงสี่ปีก็จะตายลง หรือถูกทำให้ตาย การฆ่าหุ่นยนต์ไม่ใช่การประหาร แต่เป็นการเกษียณอายุการทำงาน หุ่นยนต์สี่ตัวได้แอบเดินทางกลับมายังบนโลกโดยไม่ทราบสาเหตุ ทางหน่วยลับจึงต้องใช้ริคออกไปตามหา

เมื่อริคออกไปสอบสวนที่บริษัท ได้พบกับดร.เอลดอน ไทเรลล์ โดยดร.เอลดอล ได้ทดสอบหุ่นรุ่นนี้ที่มีอยู่บนโลก นั่นคือตัวราเชล (Sean Young) ให้กับริคได้ดู ริคพบว่า Nexus-6 นั้นเป็นหุ่นที่มีความเหมือนคนเป็นอย่างมาก มันเป็นการโคลนนิ่งมนุษย์ลงไปในหุ่น ไม่ว่าจะระดับสมอง พฤติกรรม ความคิด สุดยอดนวตกรรมที่สุดก็คือ มันทำให้หุ่นยนต์เชื่อว่าตัวเองไม่ใช่หุ่นยนต์ พวกเขามีชีวิต มีเลือด มีเนื้อ มีความทรงจำ มีครอบครัว มีพ่อ มีแม่ โดยเฉพาะความทรงจำเกี่ยวกับอดีตนั้นทำให้พวกเขาเชื่อว่า พวกเขาไม่ได้แตกต่างจากมานุษย์ทั่วไป เป็นมนุษย์จริงๆ เป็นเลือดและเนื้อ ลมหายใจ

จุดนี้นี่เองที่ Blade Runner เริ่มฉีกออกไปไกลจากนิยายวิทยาศาสตร์อื่นๆ ไม่ใช่ตรงที่หุ่นยนต์อยากเป็นมนุษย์ แต่เป็นเรื่องในระดับ “ความเท่าเทียม” หนังไม่ได้ต่อสู้เพื่อให้หุ่นยนต์จะได้รับการยอมรับในฐานะมนุษย์ แต่มันเป็นหนังที่จู่โจมศีลธรรมมนุษย์อย่างเราว่าตกลงแล้วเราแทบไม่มีระบบศีลธรรมในตัวเองเลย เมื่อเราแยกมนุษย์ออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งหุ่นยนต์ ดังนั้นกฎที่ Nexus-6 ต้องทำลายตัวเองในสี่ปี จึงเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลสำหรับหุ่นบางตัว มนุษย์สามารถทารุณหุ่นยนต์ได้ ขณะเดียวกันอาชญากรรมที่หุ่นยนต์ทำต่อมนุษย์กลายเป็นอาชญากรรมขั้นร้ายแรง

Blade Runner ตั้งคำถามที่แสนสาหัส ตรงที่ว่า เมื่อเราแยกความเป็นมนุษย์ของแต่ละฝ่ายออกจากกันได้แล้วเมื่อไหร่ เราก็จะพบว่าเราจะใช้กฎหมายใดๆ กับมนุษย์ฝ่ายตรงข้ามเหล่านั้นอย่างไรก็ได้ ไม่ว่ากฎหมายนั้นจะโหดร้ายเพียงไร ก็สมควรที่จะต้องจัดการให้สิ้นซาก ในฉากที่ราเชลพบริค ทั้งสองเกิดพบว่าราเชลอาจจะปลอดภัย เมื่อเธอจำยอมตามที่ริคเสนอ แม้เรื่องความรักและความซื่อสัตย์ มันเหมือนกับว่าแม้เธอจะเป็นหุ่นที่จะต้องถูกทำลาย แต่ถ้ายืนข้างมนุษย์อย่างริคซึ่งเป็นคนดี เธอจะได้รับการปกป้อง

ในฉากตอนใกล้ปิดเรื่อง เป็นฉากสำคัญราวกับฉากจบของละครเชกสเปียร์ เมื่อรอยหนึ่งในหุ่นยนต์ที่ต้องการอิสระภาพจากผู้ที่ให้กำเนิด ต่อสู้กับริคจนริคพลาดกำลังตกตึก รอยดึงริคขึ้นมาเป็นการช่วยชีวิต ประจวบกับเวลาในตัวของรอยกำลังจะดับลง เขากล่าวถ้อยคำสะเทือนใจ ซึ่งตัวแสดงเป็นรอย Rutger Hauer ได้เปลี่ยนแปลงบทโดยที่ผู้กำกับไม่รู้

“ความกลัวนั่นใช่ไหม ที่นำไปสู่ความเป็นทาส”

“ฉันได้เห็นสิ่งที่ผู้คนไม่เชื่อ เรือพิฆาตโหมไฟกลางหมู่ดาวนายพราน ฉันเห็นแสงซีบีมวาบขึ้นใกล้ทานห์เชอร์เกต ห้วงเวลานั้นทุกคนหายไปเหมือนสายน้ำตาในสายฝน ถึงเวลาแห่งความตาย”