Thailand International Jazz Conference 7th (First Day) : Smell Like Coltrane Night


TIJC เป็นงานแจ๊สที่ผู้เขียนปักหมุดเอาไว้ทุกปี ปลายเดือนมกราคมต้องเจอกัน โดยเฉพาะปีนี้ผู้เขียนได้ชมการแสดงครบทั้งสามวัน ถือว่าเต็มอิ่มเลยทีเดียว

ก่อนจะเข้าสู่รายการแสดงอยากชื่นชมว่าฝ่ายประชาสัมพันธ์ในปีนี้ทำได้ดีมาก เพราะก่อนงานคอนเสิร์ตสื่อต่างๆ ได้ให้ความสนใจไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ เวบไซต์ เฟชบุ๊ค จนกระทั่งรายการเรื่องเล่าเช้านี้ และเป็นไปตามคาดคือปกติวันแรกของรายการจะมีคนดูน้อย ปีนี้วันแรกมีคนชมมากกว่าทุกปี และในวันวันเสาร์อาทิตย์ผู้คนมากมายจนหาที่นั่งบนเก้าอี้ไม่ได้เลย คนอายุมากอย่างผู้เขียนจึงต้องปูผ้านั่งชมกันไป สิ่งที่ต้องชมในปีนี้อีกประการคือ ร้านค้า ร้านอาหารคุณภาพดีขึ้นกว่าปีก่อนมากมาย ถือว่ามีการปรับปรุงที่ดีตามลำดับ

มาถึงเรื่องคุณภาพเวทีและเสียง ทางทีมงาน TIJC ยังรักษามาตรฐานของเวทีและคุณภาพเสียงได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นเวทีแจ๊สคอนเสิร์ตที่มีระบบเสียงสุดยอดมาก รวมถึงเวที Oval ที่ผู้เขียนได้มีโอกาสไปชมในช่วงเย็น คุณภาพเสียงดีกว่าปีที่แล้วมาก อยากให้รักษาสิ่งเหล่านี้ต่อไป

โปรแกรมการแสดงในช่วงค่ำคืนยังคงเดิมทุกประการคือวงเปิดเป็นการแสดงของวงบิ๊กแบนด์จากสถาบันการศึกษา ต่อด้วยวงอาชีพ ขั้นด้วยวงของคณาจารย์ และจบลงที่วงรับเชิญจากต่างประเทศ ในวันแรกวงแรกเป็นวงศิลปากรแจ๊สออร์เครสตร้า สร้างความคึกคักด้วยการบรรเลงเพลงสแตนดาร์ดแจ๊สเก่าๆ ทั้งบรรเลงและเพลงร้อง สิ่งที่ต้องชื่นชมคือเสียงร้องของนักร้องสาวสวยทั้งสองคนนั้นสร้างความสดชื่นบานให้แก่คนฟังแจ๊สเป็นอย่างมาก การได้ฟังเพลงสแตนดาร์ดแจ๊สเป็นสิ่งที่ยังประทับใจไม่รู้คลาย เหมือนกลับไปพบเพื่อนเก่า และวงก็เล่นกันได้ดีทีเดียว

วงต่อมาส่วนใหญ่จะเป็นวงอาชีพ ทว่าวงที่มาเล่นในค่ำคืนแรกคือวงของคุณภาสกร จะว่าเป็นวงอาชีพก็ไม่เชิงนัก แต่ก็มีประสบการณ์อยู่พอสมควร และเป็นวงแจ๊สฟิวชั่นที่พยายามจะผสมผสานแนวคิดในเรื่องเครื่องดนตรีไทย และเพลงไทยเข้ามาในบทเพลงที่ประพันธ์ อาจจะกล่าวว่าน่าสนใจโดยเฉพาะเพลงสุดท้ายที่ประพันธ์ในแบบคอนแชร์โต้มีความไพเราะงดงาม สะเทือนใจอยู่ไม่น้อย ปัญหาเดียวที่ผู้เขียนเห็นก็คือทางวงมีอาการตื่นเวทีเล็กน้อย ช่วงที่ต้องเล่นจังหวะเร็วๆ เหมือนผสานกันไม่สนิท แต่ข้อนี้จะหายไปเมื่อมีประสบการณ์มากขึ้น

วงที่สามของค่ำคืน เป็นวงจากคณาจารย์มหาวิทยาลัยศิลปากร ต้องบอกว่าการแสดงของคณาจารย์ศิลปาการคราวนี้ เปลี่ยนตัวผู้เล่นจากเพลงแรกจนเพลงสุดท้ายโดยไม่ซ้ำหน้าเลย ไฮไลต์น่าจะอยู่ที่เซคชั่นสุดท้ายของวง ที่ทางวงพยายามผสานเพลงแนวแจ๊สเข้ากับความเป็นไทยโดยใส่กาฟย์ยานีสิบเอ็ดเข้ามา สิ่งนี้เป็นเรื่องที่ท้าทายพอสมควร เพียงอยากจะฝากเอาไว้นิดนึงว่าบทกวีที่นำมาใส่ในเพลงบางครั้งอาจจะต้องมีพลังทางด้านเนื้อหาและพลังทางด้านตัวอักษรไม่น้อย เพราะไม่อย่างนั้นแล้วจะทำให้บทกวีที่นำเสนอนั้นด้อยไปเมื่อเทียบกับแนวคิดของดนตรี

ส่วนเสียงเอื้อน เสียงร้องของน้องแนชนั้นดีทีเดียว เป็นนักร้องที่มีอนาคตไกล และดูมีความกระตือรือร้นที่จะสร้างสรรค์ใหม่ๆ ผู้เขียนขออวยพรให้ประสบความสำเร็จและจะคอยติดตามผลงานต่อๆ ไปนะครับ

วงปิดท้ายในค่ำคืนแรก เป็นวง George Garzone Trio ถือเป็นไฮไลต์ของค่ำคืนแรก ที่ผู้เขียนรอคอย ผู้เขียนเคยฟังแผ่นของจอร์จ กาโซนอยู่สองสามชุด ติดใจวิธีการเป่าของ GG ไม่น้อย เพราะมีความละม้ายคล้ายคลึงกับตำนานแจ๊สอย่าง JC หรือ John Coltrane เลยทีเดียว ยิ่งได้ฟังสดๆ จากการแสดง ยิ่งทำให้เหมือนฟัง JC มาบรรเลงตรงหน้า พลังของป๋า GG นั้นยังไม่ตกหล่นเลย เซคชั่นเบสและกลองก็ไม่เบา ผสานงานกันได้อย่างลงตัว GG แสดงตัวตนออกมาราวกับเป็นร่างทรงของโคลเทรน หากมิเช่นนั้นแล้วจะไม่ให้คิดว่าค่ำคืนนี้ดุจดังค่ำคืนของโคลเทรนคงไม่ผิด เป็นการปิดงานแสดงที่สุดยอดเลยทีเดียว (โดยหวังใจลึกๆ ว่า อานาคตคงได้ฟัง Joe Lavano เช่นกัน (ฮา))