Harman/Kardon: AVR 370


สำหรับผู้เขียนแล้วคงไม่มีอะไรมีความสุขไปมากกว่าได้ดูหนัง ฟังเพลง ในเวลาที่กลับจากทำงานหรือวันหยุดพักผ่อน ยิ่งถ้าได้เครื่องเสียงดีๆ มีคุณภาพ ตอบสนองความต้องการทุกฟังค์ชั่น ยิ่งทำให้ชีวิตเติมเต็มมีความสุข และถ้าท่านผู้อ่านกำลังมองหารีซีฟเวอร์ที่จะตอบสนองท่านอย่างที่สุดแล้ว คงจะมองข้าม Harman/Kardon: AVR 370 ไปไม่ได้เด็ดขาด

Harman/Kardon เป็นผู้ผลิตเครื่องเสียงที่ไม่เคยหยุดยิ่ง เน้นการพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ตลอดเวลา และที่สำคัญมีแนวทางของตัวเองชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องความหนักแน่น ความดุดันของเสียง อันเป็นเอกลักษณ์ที่ติดตัวมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ดังนั้นหากท่านผู้อ่านชื่นชอบแนวเสียงที่เอนเอียงไปในทางดังกล่าว ย่อมไม่ผิดหวังกับ Harman/Kardon เป็นแน่ และสำหรับ รีซีฟเวอร์รุ่นใหม่ Harman/Kardon: AVR 370 ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปจากรุ่นเดิมอยู่พอสมควร ดังนั้นในการทดสอบครั้งนี้ ตัวผู้เขียนเองก็ตื่นเต้นที่ได้ทดสอบไปพร้อมกันกับผู้อ่านด้วย

รูปลักษณ์ภายนอก

สิ่งที่อยู่ในกล่อง Harman/Kardon: AVR 370 ชิ้นแรกคือตัวเครื่องซึ่งมีน้ำหนัก 8 กิโลกรัม เบางลงกว่ารีซีฟเวอร์ตัวก่อนของฮาร์แมน มากๆ สร้างความแปลกใจตอนยกออกจากกล่อง เท่าที่ทราบคือมีการเปลี่ยนหม้อแปลงไฟจากเดิมที่เป็นขดลวดซึ่งทำให้มีน้ำหนัก ส่วนรุ่นใหม่น้ำหนักตัวลดลงไปเป็นอย่างมาก ชิ้นที่สองรีโมตคอนโทรลหลัก ชิ้นที่สาม รีโมทคอนโทรลโซนที่สอง ชิ้นที่สี่ไมค์สำหรับ EzSet/EQ เพื่อปรับแต่งเสียงอัตโนมัติ สายไฟ IEC เสาอากาศวิทยุ เสาอากาศไว-ไฟ และคู่มือ

Harman/Kardon ยังคง รูปลักษณ์เฉพาะของตนไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม กล่าวคือยังเน้นการออกแบบให้ตัวเครื่องเป็นสีดำ ดูเคร่งขรึม ดุดัน โดยการเล่นสีดำสองแบบ คือดำเงาในส่วนบนที่เป็นแผงหน้าจอ และสีดำด้านครึ่งล่าง ตัวแท่นตะแกรงโลหะสีดำ เผยให้เห็นวงจรภายในเครื่อง รูปลักษณ์ของเครื่องสวยงามในแบบมินิมัลลิสต์ การออกแบบน้อยเรียบง่ายทำให้ตัวเครื่องดูสวยงาม มีสไตล์ที่สามารถใช้ไปได้อย่างยาวนานโดยไม่ต้องกลัวว่าจะตกรุ่น และตัวเครื่องสีดำทำให้พรางตัวเครื่องไม่ให้รบกวนสายตาเวลาที่ชมภาพยนตร์เรื่องโปรด

โวลุ่มอยู่ด้านขวาขนาดเหมาะมือ โดยเจาะลึกเข้าไปในตัวถัง เมื่อเปิดเครื่องแสงสีน้ำเงินอ่อนจะบอกสถานะของการทำงาน พร้อมกับหน้าปัตย์ของเครื่อง ต้องบอกว่าการออกแบบของเครื่องงดงามมาก ด้านซ้ายตรงกลางเป็นปุ่มเปิดปิด มุมซ้ายล่างเมื่อดันฝาเล็กๆ ออกมาจะเป็นที่ช่องเสียบไมค์ USB และ HDMI ช่วยเพิ่มความสะดวกในการต่อแกตเจ็ตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมือถือ ไอแพด กล้องถ่ายรูป และกล้องวีดีโอ

ด้านหลังเครื่องยังคงจัดเรียงช่องเสียบต่างๆ อย่างเป็นระเบียบ โดยสายไฟสามารถถอดเปลี่ยนได้ พัดลมระบายอากาศอยู่ใกล้กับสวิตซ์เปิดปิด ควรจะวางตัวเครื่องในที่สามารถระบายอากาศได้ดี และไม่มีฝุ่นละออง แถวด้านบน เริ่มจากช่องเสียบสายรับส่งสัญญาณไว-ไฟ และเน็ตเวิร์ค ถัดมาเป็นช่องเสียบ HDMI ขาเข้า จำนวน 7 ช่อง และขาออกอีก 2 ช่อง ซึ่งจัดมาอย่างเต็มพิกัด

แถวถัดมาตรงกลางเป็นช่องเสียบสายอนาล็อคทั้งภาพและเสียง ซึ่งทาง Harman/Kardon ยังคงจัดช่องทางต่างๆ เอาไว้ครบถ้วนไม่ว่าจะเป็นโคแอค ออฟติค อนาล็อคสองแชลแนล วีดีโอ และและคอมโพเน้นต์ ท่านที่มีเครื่องเล่นเก่าๆ มีช่องทางต่อสายเข้าเครื่อง 370 ได้โดยไม่ต้องหาซื้อเครื่องใหม่

และแถวสุดท้ายเป็นช่องเสียบสายลำโพงทั้ง 7 แชลแนล และสายซับวูเฟอร์เอาท์ รวมถึงมี Pre-Out ที่มีครบทุกแชลแนล ซึ่งสามารถต่อไปยังพาวเวอร์แอมป์ สำหรับท่านที่อยากจะได้พลังเสียงที่เพิ่มขึ้น หรืออยากได้แนวเสียงที่แตกต่างออกไป

การจัดเรียงช่องถือว่าทำให้การต่อสายต่างๆ ได้ง่ายขึ้น และไม่สับสน ข้อนี้หลายท่านอาจจะไม่ได้นึกถึงมากนัก แต่ถ้าคนที่เคยเล่นเครื่องเสียงมาระยะหนึ่งแล้ว การต่อสายต่างๆ กับรีซีฟเวอร์นั้นไม่ง่ายอย่างที่คิดเลยนะครับ และยังไม่รวมเมื่อต่อเสร้จแล้วต้อง Install เข้าไปในชั้นวาง หากการจัดการสายข้างหลังไม่ดีทำให้งานเหล่านี้ยากยิ่งขึ้น

ความแตกต่างของ Harman/Kardon: AVR 370 กับรุ่น AVR 270 นอกจากกำลังวัตต์แล้ว สิ่งที่ต่างกันก็คือ รุ่น 370 ติดตั้ง Wi-Fi มากับตัวเครื่องเลย ทำให้การเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้สะดวกขึ้น

คุณสมบัติภายใน

ในฐานะที่เคยใช้เครื่องฮาร์แมน มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่อินทิเกรตแอมป์ จนถึงรีซีฟเวอร์ สิ่งที่ผู้เขียนพบในตัวผลิตภัณฑ์ของ Harman/Kardon ก็คือ ความเรียบง่าย และคุณภาพที่ไม่เคยเปลี่ยน ดังนั้นมาตรฐานนี้จึงเป็นสิ่งที่ลือชื่อ และแข็งแกร่ง ของบริษัทมาโดยตลอด ผู้เขียนจำได้ว่าอินทิเกรตของ Harman/Kardon ที่ผู้เขียนเคยใช้มีอายุไม่น่าต่ำกว่า 20 ปี ปัจจุบันยังใช้งานได้อยู่ แม้จะผ่านการซ่อมและเปลี่ยนอาหลั่ยบางตัวก็ตาม

สำหรับ Harman/Kardon: AVR 370 ตัวนี้ คุณสมบัติของตัวเครื่องค่อนข้างครบครันทีเดียว แม้ว่าปัจจุบันเทคโนโลยีภาพและเสียงจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กระนั้นการที่เครื่องรองรับฟอร์แมตต่างๆ ได้ จะต้องก้าวให้ทันผู้ใช้งาน แล้วยังต้องรองรับผู้ใช้ที่มีซอร์สเก่าๆ ด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับการออกแบบ ในตัว Harman/Kardon ตัวนี้โดยรายละเอียดคร่าวๆ รองรับระบบภาพและเสียง THD, Dolby Pro Logic, Dolby Digital, DTS รองรับเทคโนโลยี 4K รองรับระบบภาพเสียง 3D สามารถรองรับแหล่งข้อมูลทั้งบลูเรย์ ดีวีดี HDTV

นอกจากนั้นยังสามารถใช้งานร่วมกับ iPod, iPhone และ iPad ผ่าน Airplay ด้วยความสามารถของพลังเสียง กำลังวัตต์ 125 Watt 7.2 แชลแนล แล้วยังสามารถเล่นในแบบหลายโซน หากว่าท่านที่ใช้ลำโพงหลักเพียง 5.1 แชลแนล แชลแนลที่เหลืออีกสองเล่นในโซนอื่น กำลังวัตต์นั้นเพียงพอต่อการขับลำโพงทุกตัว แม้แต่ตัวที่ขับยากที่สุด กระนั้นหากไม่พอใจในพลังเสียงยังสามารถต่อช่อง Pre-Out ไปยังพาวเวอร์แอมป์ ได้ครบทุกแชลแนลเลยทีเดียว คุณสมบัติที่เอ่ยมาทั้งหมดนั้นเป็นเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เมื่อทราบดังนั้นแล้วเราเริ่มมาลองฟังเสียงกันจริงๆ ดีกว่า

ทดลองฟัง

ผู้เขียนทดสอบ Harman/Kardon: AVR 370 ด้วยการทำงานผ่านสาย HDMI เป็นหลัก ผู้เขียนเชื่อว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่ในเวลานี้เปลี่ยนแปลงการใช้งานด้วยสาย HDMI กันหมดแล้ว เพราะมันทั้งสะดวก ไม่สิ้นเปลืองสายเพราะเล่นได้ทั้งภาพและเสียง และในยุคปัจจุบันมีสาย HDMI ดีๆ ออกมาในตลาดจำนวนมาก เมื่อต่อสายต่างๆ เรียบร้อยแล้ว จึงเสียบสายไฟต่อจากนั้นจะต้องต้องเปิดสวิทซ์ที่ด้านหลังก่อนไฟจึงเข้าเครื่อง โดยไฟสีแดงจะสแตนด์บาย เมื่อกดปุ่ม On/Off ด้านนอก จะเปลี่ยนจากไฟสีแดงเป็นสีฟ้า

ก่อนจะเริ่มเล่นผู้เขียนลองไล่ฟังค์ชั่นต่างๆ ทีละฟังค์ชั่น บนรีโมตของ Harman/Kardon: AVR 370 จะระบุซอร์สต่างๆ มาให้เลย หากจะต่อสายเข้าช่องต่างๆ ควรจะอ่านคู่มือก่อน จะได้สะดวกต่อการใช้งานผ่านรีโมตและใช้งานได้ทรงประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ท่านผู้อ่านสามารถตั้งค่าทั้งภาพและเสียง ผ่านรีโมตได้ทันทีอย่างสะดวกรวดเร็ว โดยใช้ปุ่มฟังค์ชั่น Audio Effects, Video Modes และ Surround Modes ทั้งสามปุ่มนี้เมื่อเปิดเข้าไปจะพบรายละเอียดการปรับตั้งเปิดขึ้นที่หน้าจอโทรทัศน์ สามารถปรับโทนเสียง โทนภาพ หรือเลือกเซอร์ราวด์ในแบบต่างๆ ได้ ผู้เขียนชอบที่ทาง Harman/Kardon: AVR 370 มีโหมดเสียงให้เลือกไม่มากนัก แต่เป็นโหมดที่จำเป็น เพราะเท่าที่ผู้เขียนใช้งานโหมดเสียงสังเคราะห์ เช่นเสียงจาก Hall หรือสเตเดียม เป็นโหมดที่ผู้เขียนไม่เคยเปิดใช้เลย ดังนั้นการตัดให้เหลือแต่ตัวเด่นๆ จึงเป็นสิ่งที่ดีมากต่อการเลือกใช้

จากการเปรียบเทียบระหว่างการให้ตัวเครื่องเลือกโหมดเสียงที่ดีที่สุดให้ กับเราลองเลือกรูปแบบเสียงเอง ผู้เขียนพบว่าเสียงที่ตัวเครื่องเลือกให้นั้นเหมาะกับซอร์สนั้นๆ และหนังเรื่องนั้นๆ อยู่แล้ว จากนั้นผู้เขียนจะลองปรับปรุงเสียง ค่าที่มาจากโรงงานจะเป็นค่าตรงกลาง ไม่ว่าจะเสียงเบสหรือเสียงแหลม แต่ก่อนจะปรับเสียง ผู้เขียนเข้าไปตั้งค่าความถี่ของซับวูเฟอร์ก่อน โดยกดที่ปุ่ม AVR ที่อยู่ด้านล่างสุดด้านซ้ายของรีโมต จากนั้นให้เลือก Speaker Setup แล้วก็เลือก Manual Setup เมื่อเข้าไปแล้วตัวเครื่องจะแสดงแชลแนลที่ใช้ ไม่ว่าจะเป็น 5.1 7.1 หรือ 7.2 ผู้เขียนเลือกลำโพงซับตั้งค่า 80 Hz จากนั้นปรับค่านี้ให้ตรงกับลำโพงซับวูเฟอร์ โดยไม่แตะต้องการตั้งเสียงในโหมดแมนนวล (หรือบางคนอาจจะชอบตั้งค่าจากตรงนี้ก็ไม่ผิดนะครับ) ท่านผู้อ่านอาจจะทดลองว่าชอบแบบไหนมากกว่ากัน

เมื่อตั้งเสร็จแล้วผู้เขียนกลับไปตั้งค่า Speaker Setup อีกครั้ง ผู้เขียนลดเสียงเบสลงเล็กน้อย แล้วเพิ่มเสียงแหลมขึ้นไปจนเกือบ 80% เมื่อลองฟังพบว่าเสียงกลางที่ได้ฟังดูกว้างขึ้น บุคลิกของ Harman คือความดุดัน และให้เสียงเบสที่หนักแน่น ดังนั้นการเพิ่มเสียงแหลมขึ้นไปจึช่วยให้เสียงมีความสมดุลย์ขึ้น

ตั้งค่าจนพอใจแล้วก็มาลองตั้งเสียงผ่าน EzSet/EQ กันครับ ผู้เขียนคิดว่านี่เป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมมากอันหนึ่งในการที่จะตั้งระบบการทำงานของลำโพง เริ่มด้วยการนำเอาไมค์ EzSet ไปเสียบที่ด้านหน้าตัวเครื่อง และลากสายไปยังจุดที่นั่งฟัง ผู้เขียนขอแนะนำว่าถ้ามีขาตั้งกล้อง ให้วาง EzSet บนขาตั้งกล้อง โดยใช้ความสูงเท่ากับจุดที่เรานั่งฟัง เมื่อตั้งไมค์เรียบร้อยให้ใช้รีโมตกดที่ AVR ไปที่ Speaker Setup เลือก Automatic Setup เลือกจำนวนลำโพงที่ใช้ในระบบ และก่อนจะกดไปสู่การทำงานเพื่อปรับเสียง ต้องแน่ใจว่าในห้องต้องเงียบกริบ ถ้าเป็นไปได้ควรปิดแอร์คอนดิชั่นด้วยก็ดี

ใช้เวลาสักเล็กน้อยเครื่องก็จูนเสร็จ และคำนวนระยะให้แบบอัตโนมัติ เมื่อเซ็ตติ้งเสร็จแล้วผู้เขียนอยากให้ผู้อ่านลองฟังด้วยหูตัวเองอีกครั้งว่าชอบเสียงที่เครื่องเซ็ตมาให้หรือเปล่า รวมถึงการดีเลย์ในแชลแนลลำโพงหลังว่าเรียบเนียนแค่ไหน หากไม่พอใจก็เข้าไปที่ปุ่ม Speaker Setup ทีนี้จะเลือกปิดเปิดโหมด EzSet ได้ทันที หรือ จะลองปรับจูนด้วยหูอีกทีก็ไม่มีปัญหา ผู้เขียนว่าทุกครั้งควรปรับจูนด้วยหูจะเป็นการดีที่สุด แต่อย่างไรก็ตามในโหมด Speaker Setup ควรจะปรับ Dolby Volume ไปที่ Medium เสมอ เพราะจะช่วยกำหนดเสียงตรงกลางไม่ให้ดังเกินไป

ทางด้านวีดีโอโหมด ผู้เขียนมักจะไม่แตะต้องด้านภาพมากนัก เพราะถึงที่สุดแล้วภาพจากต้นทางหากมาไม่ดีก็ยากที่จะปรับปรุง และผู้เขียนอยากได้ภาพที่มาจากต้นฉบับ

อุปกรณ์ที่เพิ่มเข้ามาใน Harman/Kardon: AVR 370 ก็คือบลิวด์อิน Wi-Fi ซึ่งแน่นอนครับว่าการเพิ่มเข้ามานี้ทำให้ Harman/Kardon: AVR 370 มีความสะดวกขึ้นในการอัพเดตโปรแกรมได้สะดวก แต่สิ่งที่ผู้เขียนคิดว่าสะดวกสบายที่สุดคือการฟังเพลงจากไอจูน ผ่าน Airplay การเล่นเพลงผ่าน Airplay ไม่ต้องต่อสาย USB แต่ฟังเพลงผ่านไว-ไฟ ได้เลย เพียงแต่เข้าไปตั้งเน็ตเวิร์คที่ System เลือก Network Setting>Wireless>Search AP จากนั้น Harman/Kardon: AVR 370 จะค้นหาสัญญาณไว-ไฟ จากเราเตอร์ เมื่อพบแล้วก็ให้คลิกเข้าไป ใส่พาร์ดเวิร์ด ให้ใช้ตัวเลขบนรีโมตป้อนพาสเวิร์ด ตัวรีโมตตรงตัวเลขถ้าจะทำงานต้องกดไปที่ Activity เมื่อใส่พาสเวิร์ดแล้วรอสักครู่นะครับ การทำงานต้องใช้เวลานิดหนึ่ง ไม่เหมือนสมาร์ทโฟน หรือคอมพิวเตอร์ เมื่อต่อกับไว-ไฟ ได้แล้ว ให้เข้าไปยัง iPod ที่ใช้เน็ตเวิร์คเดียวกัน ลองดูที่ไอพอดนะครับจะมีเครื่องหมายแอร์เพลย์ เพื่อเลือกให้เปลี่ยนลำโพงจากตัวเครื่องไปที่ HK เท่านี้ก็สามารถฟังเพลงจากไอพอดแบบไร้สาย

Harman/Kardon: AVR 370 ตัวนี้ผู้เขียนพบว่ามันเหมาะกับการดูหนัง 60% ฟังเพลง 40% กำลังวัต 125 วัตต์ ต่อแชลแนล มากพอที่จะขับลำโพงทุกตัวที่มีอยู่ในตลาดปัจจุบัน หรือถ้าท่านผู้อ่านมีเซ็ตลำโพงอยู่แล้ว เกิดไม่แน่ใจว่าจะเหมาะกับลำโพงหรือไม่ ผู้เขียนแนะนำว่าถ้าเป็นไปได้ควรสอบถามว่าร้านบางร้านมีตัวเดโมมาลองดูก็น่าจะเวิร์คนะครับ รับรองว่าไม่อยากถอดปลั๊คส่งคืนเป็นแน่ ถ้าใครต้องการรายละเอียดมากๆ ลำโพงที่แมตชิ่ง ผู้เขียนแนะนำว่าลำโพงความไวต่ำเหมาะกับมันพอสมควร แต่ถ้าต้องการความสะใจแบบขาร็อค ผู้เขียนขอแนะนำฮาร์แมนกับลำโพง Cerwin เข้าคู่กันสำหรับขาร็อคแอนด์โรล รับรองว่าได้ความสดของเสียงและเบสที่ลงลึก

นอกจากดูหนังฟังเพลงแล้ว Harman/Kardon: AVR 370 ยังเล่นเกมได้สะอารมณ์สมจริง ท่านที่ชอบเกมคงต้องหาโอกาสใช้ Harman/Kardon: AVR 370 จะได้ประสบการณ์ในพลังเสียงที่ไม่เหมือนใคร

แม้ Harman/Kardon: AVR 370 จะเหมาะกับดูหนัง แต่เท่าที่ผู้เขียนทดสอบกับการฟังเพลงจากแผ่นซีดี โดยเฉพาะเพลงร็อค เพลงแจ๊ส ทั้งบรรเลงและร้อง ล้วนแล้วสามารถไปได้กับชุดที่มีอยู่ เสียงกลางที่เป็นธรรมชาติ แม้จะแข็งไปนิดหนึ่ง แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นจุดที่ใหญ่โตมากนัก เมื่อเทียบกับคุณสมบัติทางด้านการดูหนังแล้ว ผู้เขียนเชื่อว่าเป็นรีซีฟเวอร์ที่คุ้มค่ามากที่สุดตัวหนึ่งในตลาด

หากท่านผู้อ่านต้องการเครื่องที่มีกำลังขับดี เสียงดุดัน พลังล้นเหลือ และการใช้งานที่ไม่ยาก Harman/Kardon: AVR 370 คือตัวเลือกแรกๆ เลยทีเดียว