Matador: ช่องว่างของความเจ็บปวดคือความตาย


เปโดร อัลโมโดวาร์เป็นผู้กำกับอีกคนที่ผลิตซ้ำตัวละคร ผ่านภาพยนตร์หลากเรื่องของเขา โดยการตอกย้ำให้เห็นถึงชีวิตและเลือดเนื้อของตัวละครมิใช่แค่ตัวที่ถูกสร้างขึ้นจากนิยาย หรือจากในหนัง มันมิใช่ตัวสมมติที่เราเห็นดาษดื่นทว่าตัวละครของเขานั้นได้ถูกสร้างจากเลือด จากเนื้อ ความมตกต่ำของชีวิต ความไม่สหวังต่อความสำเร็จ รวมถึงความไม่แน่นอนที่เราพบอยู่บนโลกนี้ จะกล่าวได้ว่า หนังเรื่อง Matador เปโดรพยายามสร้างปมความขัดแย้งภายในมนุษย์ซึ่งปมนั้นลึกลงไปยังจิตใจที่ตกต่ำ บางครั้งมันก้าวไปจนเลยไปจากขอบเขตของมนุษย์จะจินตนาการถึง

มาธาดอร์เล่าเรื่องของดีเอโก (Nacho Martínez) นักสู้วัวกระทิงผู้ปลดระวางตัวเองมาเป็นครูฝึกชั้นนำที่มีลูกศิษย์มากมายทั้งชายหญิง เนื่องจากดีเอโกถูกวัวที่เขาล่อชนปางตายจนทำให้ขาของเขาพิการต้องเดินกระเผก การไม่ได้กลับไปสู้วัวในสนามทำให้ชีวิตของดีเอโกนั้นดิ่งจมตกต่ำ เขาคร่ำครวญถึงการต่อสู้ เลือดวัว ความรุนแรง ซึ่งเขาประจักษ์แก่มันแล้วว่าเขาปรารถนาการต่อสู้นั้นสูงสุด ในฉากแรกที่ดีเอโกสำเร็จความใคร่ของตนพร้อมกับชมวีดีโอหนังฆาตกรรมหฤโหดเป็นเหมือนการตอกย้ำให้เห็นว่าชีวิตของดีเอโกได้มาถึงจุดที่ไม่มีอะไรเจ็บปวดไปกว่าความตายอีกแล้ว เขาสามารถสร้างความหฤหรรษ์ให้กับตัวเองด้วยความตาย

ส่วนแองเกล (Antonio Banderas) เด็กหนุ่มซึ่งเป็นลูกศิษย์สู้วัวของดีเอโก ระหว่างบทสนทนาดีเอโกพูดว่าถ้าแองเกลไม่เคยมีอะไรกับผู้หญิง ดูเหมือนว่าเขาอาจจะเป็นโฮโมเซ็กชวล วันต่อมาแองเกลพิสูจน์ตัวเองด้วยการข่มขืนเอวา (Eva Cobo) นางแบบสาวซึ่งเป็นเพื่อนบ้านตรงข้ามของแองเกล แล้วที่สำคัญเอวาเป็นแฟนสาวคนปัจจุบันของดีเอโก การข่มขืนนอกจากไม่สำเร็จแล้ว ยังก่อให้เกิดความผิดบาปในใจต่อแองเกลเป็นอย่างมาก แม่ของแองเกลเคร่งศาสนา เธอบังคับให้แองเกลไปโบสถ์เพื่อสารภาพบาป แต่สำหรับเด็กหนุ่มเขาคิดว่าตนเองปรารถนาเลือกเดินหนทางแห่งความชังมากกว่าความดี ในที่สุดเขาทนต่อการกระทำของตัวเองไม่ได้จึงได้เข้ามอบตัวกับตำรวจ และสารภาพว่าเขาได้ทำการข่มขืนเพื่อนบ้าน เรื่องราวยุ่งเหยิงนี้จึงเริ่มขึ้น ส่วนตัวเอวาไม่อยากเอาตัวเองไปพัวพันกับคดีความ ชีวิตนางแบบของเธอกำลังรุ่งโรจน์ ขณะที่เธอเห็นการกระทำของแองเกลเป็นเพียงความคิดของเด็กหนุ่มไร้เดียงสา เขาแทบจะไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับความรัก หรือเพศสัมพันธ์เลย ระหว่างนั้นตำรวจกำลังตามหาฆาตกรซึ่งมีรูปแบบการสังหารลึกลับ แองเกลเห็นภาพถ่ายที่นักสืบวางเอาไว้บนโต๊ะ เขาสารภาพว่าเขาเป็นฆาตกร และมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีหายตัวไปของหญิงสาวสองคนก่อนหน้านั้น

หนังของเปรโดมักจะก่อขึ้นเป็นโลกที่ดูเหมือนว่าตัวละครทุกตัวนั้นมิได้เป็นตัวละครอื่นไกล พวกเขามักเป็นคนธรรมดาที่เราสามารถพบเห็นได้ทั่วไป ในหนังของเขาตัวละครจะถูกจำกัดให้อยู่ในพื้นที่หนึ่ง อย่างเช่นฉากในห้องของดีเอโก โลกของหนังมิได้มีสภาพในแบบจักรวาล เมื่อขอบเขตของฉากปรากฏชัดเจนขึ้น ผู้ชมได้เรียนรู้ความขัดแย้งของตัวละครและสถานการณ์ได้ในระดับหนึ่ง เหตุการณ์ทั้งหลายเหมือนจะเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ ความบังเอิญเหล่านี้ในช่วงแรกอาจจะทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าหนังไม่สมจริง รวมถึงกระโดดไปมาไม่น่าเชื่อถือ แต่เมื่อพิจารณาถึงเรื่องทั้งหมดที่ทยอยถูกปล่อยออกมาจากเงื่อนงำที่แฝงเร้น เราจะรู้ได้ว่ามันไม่ได้เกิดจากความบังเอิญแม้แต่น้อย ทว่าตัวหนังดำเนินขึ้นเพื่อสร้างสถานการณ์ให้ตัวละครได้อภิปรายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงการแก้ไขสถานการณ์ต่าง ๆ อันเป็นปมที่ผู้เขียนบทและผู้กำกับตั้งใจสร้างมันขึ้นเพื่อจำลองโลกอีกใบให้กับผู้ชม และโลกใบนั้นซึ่งคล้ายเงาสะท้อนของโลกใบจริงที่เราดำเนินชีวิตอยู่นี่เอง

เงื่อนปมทางจิตวิทยาในมาธาดอร์ดูเหมือนมันจะผนวกเอาความเจ็บปวดและความตายมาสาธยายเป็นฉากโศกนาฎกรรมได้อย่างเด่นชัด เมื่อมาเรีย (Assumpta Serna) นักกฎหมายสาวซึ่งในฉากต้น ๆ เรารู้ว่าเธอเป็นผู้สังหารชายหนุ่มที่เธอพามานอนด้วย ด้วยปิ่นปักผมเหล็กแหลมลักษณะคล้ายหอกของมาธาดอร์ เธอเข้ามาช่วยเหลือทางกฎหมายกับแองเกล ทว่าการเข้ามาช่วยของเธอกลับเป็นการทำให้เด็กหนุ่มต้องเสียจริต แต่แองเกลกลับได้รับญาณวิเศษแลเห็นนิมิตรอดีต เขารู้ว่าหญิงสาวที่หายตัวไปสองคนถูกสังหาร และฝังเอาไว้ใต้ต้นไม้ซึ่งมีเห็ดขึ้นบริเวณสวนของโรงเรียนนักสู้วัว

ความสัมพันธ์ระหว่างมาเรียกับดีเอโกกลายมาเป็นความเข้าใจต่อกัน เมื่อคนทั้งคู่เหมือนการประทานพรของพระเจ้า ดีเอโกผู้สูญเสียทุกอย่างจากวัว การมีชีวิตอยู่โดยปราศจากการต่อสู้วัวของดีเอโกคือความเจ็บปวด ทุกวันนี้เขาเฝ้าอยู่ว่าจะมีใครสักคนสังหารเขา หรือถ้าไม่ เขาก็จะสังหารผู้อื่นอย่างไม่รู้จบ ส่วนมาเรียผู้ซึ่งนับถือความกล้าหาญและความแข็งแกร่งของชายชาตรี เธอเองก็ปรารถนาชายที่เข้มแข็งกว่าเธอ เพื่อที่เธอจะไม่ฆ่า หรือถ้าฆ่าก็จะเป็นการสังหารครั้งสุดท้ายในชีวิต

ฉากจบของเรื่องถูกผนวกเข้ากับเหตุการณ์สุริยุปราคาเต็มดวง เป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งความดำมืดซึ่งเคลื่อนที่สู่ดินแดนแห่งแสงแดด ความมืดของคราสเต็มดวง ทำให้ผู้คนหยุดลมหายใจเพื่อเฝ้าดูมัน ขณะเดียวกันมันกลายเป็นฉากความตายของมาเรียกับดีเอโกที่คิดว่าพวกเขาปราศจากลมหายใจดีกว่าทนเจ็บปวดอยู่ในโลกที่ไม่มีใครเข้า เปโดร อัลโมโดวาร์ มักจะตอกย้ำความเจ็บปวดที่ฝังลึกจากในอดีต แล้วย้อนกลับมาทำร้ายตัวตนของมนุษย์ปัจจุบัน เขายังเชื่อว่าทุกเหตุปัจจัยของการมีชีวิต คือผลพวงของการกระทำ แต่เมื่อมนุษย์มาถึงจุดที่ไม่สามารถทนต่อความเจ็บปวดนั้นได้ สิ่งที่ดีที่สุดก็คือปราศจากลมหายใจ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s