La nuit américaine หรือในชื่อภาษาอังกฤษ Day for Night กำกับการแสดงโดย François Truffaut เขาเป็นยอดผู้กำกับหนังชาวฝรั่งเศสที่มีผลงานที่โดดเด่นคนหนึ่งของโลก เขาสร้างหนังได้หลากหลายแนว ไม่ว่าหนังระลึกย้อนความหลังในวัยเยาว์ (The 400 Blows) หนังอีโรติก–โรแมนติค (Jules and Jim) หนังการเมือง–อนาคต (Fahrenheit 451) หนังตลก–โรแมนติก (Stolen Kisses) จนมาถึง La nuit américaine เขาได้แนวคิดในการสร้างหนังเบื้องหลังหนังขึ้นมา

รูปแบบหนังเรื่อง La nuit américaine เราเรียกวิธีการนี้ว่า Metafiction หมายถึงผู้สร้างได้สร้างตัวเนื้องาน เพื่ออธิบายให้ผู้ชมได้เห็นว่าเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นมาได้อย่างไร อย่างเช่นภาพยนตร์สารคดีเบื้องหลังการถ่ายทำสารคดีสัตว์โลก เราจะได้พบว่า เบื้องหลังกองถ่ายที่ไปถ่ายสารคดีสัตว์ต้องทำงานอย่างไรบ้าง มันเหมือนกับว่าผู้ชมได้ชมหนังอีกเรื่องซ้อนอยู่ในหนังอีกเรื่องหนึ่ง หนังที่ผู้ชมดูในชั้นแรก บอกเล่าเรื่องราวของหนังอีกเรื่องที่เป็นเบื้องหลัง ดังนั้นการสร้างงานในแบบเมตาฟิกชั่นจึงทำให้ตัวงานมีมากกว่ามิติเดียว

La nuit américaine เป็นเหมือนเบื้องหลังหนัง และเป็นหนังบูชาครูไปในตัว โดยเรื่องนี้ทรูฟโฟต์ได้แสดงเป็นผู้กำกับของเรื่องเองด้วย ผู้ชมจำนวนหนึ่งอาจจะมองว่าการนำเรื่องของผู้กำกับ เรื่องราวภายในกองถ่าย เบื้องหลังดารานักแสดงมาเปิดเผยผ่านตัวหนัง จะทำให้หนังกลายเป็นหนังส่วนตัว แต่โดยแง่ของความเป็นมนุษย์แล้ว หนังเรื่องนี้ไม่ใช่รายการแฉ เหมือนดังที่รายการทีวีสมัยนี้นิยมกัน เพราะมันอยู่ห่างไกลจากนิยามนั้นมาก ทว่าหนังเรื่องนี้กลับเป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่สนใจก้าวเข้ามามีบทบาทในเบื้องหลังการสร้างภาพยนตร์ เพราะหนังได้ฉายภาพให้เห็นความเป็นไป และเราจะได้รู้ว่าเบื้องหน้าหนังที่สวยหรู บางครั้งต้องแลกด้วยความยากลำบากทั้งทางกายและจิตใจอย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

หนังเริ่มต้นด้วยฉากบนถนนที่เต็มไปด้วยผู้คนที่ขึ้นมาจากรถไฟใต้ดินรวมถึง อัลโฟน (Jean–Pierre Léaud) กล้องแพนไปตามถนนจนกระทั่งอัลโฟน เดินไปพบกับ อเล็กซานเดรีย (Jean–Pierre Aumont) ผู้เป็นพ่อ แล้วอัลโฟนก็ตบเข้าที่หน้าของอเล็กซานเดีย เสียงคัตดังออกมาจากหลังกล้อง ผู้กำกับสั่งให้ถ่ายฉากนี้อีกครั้ง โดยตะโกนบอกว่าตัวแสดงประกอบตัวใดบ้างที่ยังเล่นพลาด และควรจะเพิ่มแอคชั่นตรงจุดไหน หนังใช้ฉากแรกนี้เพียงฉากเดียวก็สามารถดึงคนดูให้เข้าสู่โลกที่ผู้กำกับสร้างเอาไว้

ภาพยนตร์เรื่อง La nuit américaine เป็นเบื้องหลังกองถ่ายทำหนังเรื่อง Je Vous Présente Paméla (Meet Pamela) เราจะเห็นได้ว่าหนังสองเรื่องได้เริ่มเดินทางคู่ขนานกันไปบนตัวเรื่องที่เราดู โดยตัวเนื้อเรื่องของ Je Vous Présente Paméla ว่าด้วยว่าด้วยเรื่องราวของจูเลีย เบเกอร์ (Jacqueline Bisset) ดาราสาวอังกฤษ เดินทางมาพร้อมอัลโฟน สามีหนุ่มที่เพิ่งแต่งงาน ทั้งสองเดินทางมาพบอเล็กซานเดรียผู้เป็นพ่อและแม่ เมื่อจูเลียมาถึง เขาพบว่าเขาตกหลุมรักพ่อสามี ด้วยเหตุการณ์นี้ทำให้เรื่อง Je Vous Présente Paméla กลายเป็นโศกนาฏกรรมในแบบละครกรีกที่มักจะลงท้ายด้วยตัวละครจะพบกับหายนะและความเจ็บปวด

ขณะเดียวกันเรื่องราวคู่ขนานในกองถ่ายต่างก็ดำเนินไปพร้อมกับตัวหนังที่พวกเขาแสดง บางครั้งโลกทั้งสองใบนี้ที่มีเส้นบางๆ กั้นอยู่ กลับวิ่งเลยมาทาบทับกัน จนยากที่จะบอกว่าเรื่องใดกันแน่ที่เป็นจริง เรื่องใดกันแน่เป็นเรื่องแต่ง บางครั้งปัญหาในกองถ่ายกลายเป็นปัญหาชีวิต อุปสรรคทั้งหลาย ความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาว ความคิดที่แตกต่าง ความชอกช้ำทางจิตใจ ฉุดรั้งให้ปัญหามากมายเกิดขึ้น

ทรุฟโฟต์ได้นำเสนอภาพชีวิตในวงการมายา ซึ่งพวกเขาต่างก็ต้องดิ้นรนเพื่อไขว่คว้าหาความฝัน ภาพฝันของเฟอร์รานด์ ผู้กำกับหนังในเรื่องซึ่งทรุฟโฟต์สวมบทด้วยตัวเอง ตอนกลางคืนเขาฝันเห็นภาพวัยเด็กของตนปรากฏขึ้นในถนนมืดหม่น แล้วฝันถึงความฝันนี้ซ้ำๆ ถึงสามหน ฝันในแต่ละหนค่อยๆ เผยให้ผู้ชมเห็นว่าเด็กคนนั้นไปที่ไหน ไปทำอะไร และเมื่อภาพฝันนั้นปรากฏทำให้คนดูถึงกับอมยิ้ม เพราะเด็กคนนั้นถือไม้เท้าเดินไปที่โรงหนัง เขาใช้ไม้เท้าเพื่อขยับแผ่นป้ายล้อเลื่อนที่ติดใบปิดหนังเรื่อง Citizen Kane ของ Orson Welles มาใกล้ๆ จนเอื้อมมือเข้าไปหยิบมันได้ จากนั้นก็ขโมยภาพใบปิดหนังหายไปในถนน ยังไม่นับรวมถึงฉากที่มีพัสดุส่งถึงเขา เมื่อแกะห่อออกมันเป็นหนังสือที่เขียนถึงผู้กำกับหนังชั้นนำหลายเล่มตั้งแต่หลุยส์ บุลเย็ล, ฌองลุค โกดาร์ เป็นต้น

แรงบันดาลใจในหนังถือเป็นสิ่งสำคัญอันยิ่งยวดที่ทรุฟโฟต์นำออกมาให้ผู้ชมได้เห็น เพราะมันมีคุณค่าต่อการต่อยอดทางความคิด โดยเฉพาะในขบวนการทางความคิดที่เป็นระบบ คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า การค้นพบเรื่องใดก็ตามเป็นคนแรกย่อมถือว่าเป็นผู้ชนะ แน่นอนงานสร้างสรรค์ทุกคนล้วนต้องการสำเร็จด้วยความเป็นต้นแบบ (original) ทว่าในทางความคิดแล้ว ไม่มีงานสร้างสรรค์ใดในโลกเลยที่จะไร้แรงบันดาลใจ นั่นหมายความว่างานศิลปะแม้บริสุทธิ์เพียงไรก็ไม่อาจจะก้าวข้ามแรงบันดาลใจไปได้ สิ่งนี้คือสิ่งที่ทรุฟโฟต์ตระหนักถึง และเขาก็ได้เลียนรู้จากประสบการณ์การทำหนัง

เมื่อหนังเรื่องนี้จบลงที่การปิดกล้อง อุปสรรคที่เกิดขึ้นมากมายทำให้ผู้ชมระลึกได้ว่า ปัญหาทุกปัญหามีทางออกของมัน แม้ว่าจะแก้ปัญหาบางประการได้ทว่าปัญหาใหม่อาจจะมีผลกระทบต่อปัญหาใหม่ มนุษย์เป็นสิ่งมหัศจรรย์ถ้าพวกเขาเดินหน้าแก้ทุกสิ่งด้วยสติปัญญา La nuit américaine บอกเราว่าไม่มีปัญหาใดแก้แล้วจะไม่เกิดปัญาใหม่ แต่เราจะไม่ยอมทำอะไรเลยหรือ แล้วปล่อยให้ปัญหาเหล่านั้นทับถมเราจนตาย ซึ่งแน่นอนว่าเราจะไม่เลือกที่จะเป็นในแบบหลังอย่างแน่นอน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

About นิวัต พุทธประสาท

นิวัต พุทธประสาท ปัจจุบันเป็นนักเขียนอิสระ มีคอลัมน์ประจำที่ Hamburger และ The Wave Magazine แล้วยังเป็นช่างภาพสมัครเล่น โดยภาพถ่ายนักเขียนได้ตีพิมพ์ตามหนังสือพิมพ์ - นิตยสาร สนใจเรื่องราวสังคม การเมือง ชีวิต ขณะเดียวกันก็ชื่นชอบดนตรีคลาสสิก แจ๊ส ชอบดูหนัง นอกจากนั้นยังสนใจเรื่องเครื่องเสียง แผ่นเสียงมากเป็นพิเศษ นิวัตมีผลงานทั้งเรื่องสั้น นิยาย และบทความ ผลงานที่ตีพิมพ์รวมเล่มแล้วได้แก่ ไปสู่ชะตากรรม, ใบหน้าอื่น,​วิสัยทัศน์แห่งปรารถนาและความตาย, ขอบฟ้าเหตุการณ์, ลมหายใจอุบัติซ้ำ, แสงแรกของจักรวาล, หิ่งห้อยในสวน และ ความโดดเดี่ยวทั้งมวลที่ไม่มีใครสังเกตเห็น

หมวดหมู่

แสงกระทบฟิล์ม, Beauty is a Rare Thing, Comedy, Drama, Film, Romance

ป้ายกำกับ

, , ,