โดย นิวัต พุทธประสาท

Part 1 / Part 2 / Part3

เกริ่นนำ

สวัสดีผู้เข้าร่วมโครงการเขียนดิสโทเปียทุกท่าน ก่อนอื่นผมขอออกตัวก่อนว่าความรู้ใดๆ เกี่ยวกับวรรณกรรม อันเป็นทั้งทฤษฎี ปฏิบัติ ไม่อาจจะอ้างอิงได้ในการบรรยายครั้งนี้ ผมได้ครุ่นคิดมาตลอดเดือนก่อนที่จะมาถึงวันอบรมนี้ว่าจะเริ่มแนะนำ หรือมอบประสบการณ์ในการเขียนให้พวกท่านได้อย่างไร เพราะผมมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า การเป็นนักเขียนนั้นไม่มีวิชา ไม่มีทฤษฎี และไม่สามารถสอนกันได้ ดังนั้นในวันนี้ผมจะเป็นเพียงผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ การทำงานตามรูปแบบที่ผมถือปฏิบัติมาโดยตลอดการเขียนหนังสือ

ผมเริ่มเขียนหนังสือจริงจังตั้งแต่ปี 2534 จนถึงปัจจุบัน รวมแล้ว 24 ปี เขียนเรื่องสั้นเกือบๆ สองร้อยเรื่อง ทั้งที่ตีพิมพ์ตามหน้านิตยสาร รวมเป็นเล่ม รวมถึงยังไม่เคยตีพิมพ์มาก่อน นิยายขนาดสั้นยาวอีกห้าเรื่อง มีผลงานเป็นหนังสือเล่มแล้วเก้าเล่ม และยังมีผลงานอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่งจากการเขียนคอลัมน์

ทั้งหมดทั้งมวลที่เอ่ยมาไม่ได้ต้องการอวดอ้าง แต่ผมอยากบอกว่าอย่างแรกสุดของการเป็นนักเขียนคือการมีวินัยในการเขียน การตั้งเป้าหมาย การทำตามเป้า นั่นคือการเขียน และจบด้วยการเขียนให้สำเร็จตามเป้า ฟังดูง่าย แต่เป็นสิ่งที่ต้องอดทนค่อยๆ ทำ ผมอยากแนะนำว่าเราจะเขียนหนังสือได้ดีเมื่อเราไม่คิดว่า เราจะเขียนสิ่งที่ขายได้ ผลงานเขียนสร้างสรรค์ไม่ต้องสนใจอุปทาน อุปสงค์ ไม่ต้องสนใจเรื่องตลาด (ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายการตลาดของสำนักพิมพ์) เป้าหมายของมันคือการเขียนในสิ่งที่อยากเขียนมากที่สุด แต่เราจะทำอย่างไรให้สิ่งที่เราอยากเขียนมากที่สุดเข้าถึงคนอ่านได้ด้วย อันนี้ก็คือการค่อยๆ สร้างงานในแบบฉบับตัวเอง มันต้องเริ่มจากที่เราสนใจนำเสนออะไร

หลักแรกที่ผมยึดเสมอเมื่อเขียนหนังสือสักเรื่อง ไม่ว่าเรื่องสั้นหรือนิยายก็คือ “คุณกำลังนำเสนออะไร” ตอนลงมือเขียนคุณเคยคิดถึงหัวข้อนี้ไหม คุณต้องการบอกอะไรในเรื่อง ต้องการสื่อสารสิ่งใดกับผู้อ่าน คำถามนี้มันจะแว่วอยู่ในหัวของคุณ และมันจะทำให้คุณไปถึงจุดหมาย จนไปถึงตอนจบได้ตั้งแต่วันที่คุณเริ่มคิดเค้าโครงเรื่องของมันได้

“ประเด็นที่ต้องการนำเสนอ” จะสร้างโครงเรื่องคร่าวๆ ขึ้นมาในหัว จากนั้นคุณต้องเริ่มจดรายละเอียดลงในสมุดบันทึก สมุดบันทึกจะช่วยคุณได้มาก เพราะคุณจะลืมเรื่องราวดีๆ ไปขณะที่คุณคิดถึงเรื่องอื่นๆ ดังนั้นอย่าให้เค้าโครงดีๆ หายไปต่อหน้า คุณต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับโครงเรื่องโครงเรื่องที่คุณจะเขียนถึง

ข้อมูลในการนำมาเขียน

(ภาพประกอบ หน้า 3) ว่าด้วยที่มาของข้อมูลประสบการณ์การเขียน

ข้อมูลในการนำมาเขียนจะมาจากอะไรได้บ้าง นักเขียนหลายคนได้มาจากประสบการณ์ชีวิต นักเขียนหลายคนได้มาจากข่าวหนังสือพิมพ์ นักเขียนบางคนตั้งตุ๊กตาขึ้นมาเพื่อสร้างเรื่องราวขึ้น เพื่อตอบคำถามกับสิ่งยากๆ หรือตั้งคำถามเกี่ยวกับโลก สังคม การเมือง ศาสนา ความอยุติธรรม ความดี ความเลว ความรัก ความชอบ ความเกลียด ความยากจน ความรวย ความฟุ่มเฟือย สิ่งแวดล้อม ศิลปะ และอื่นๆ มากมาย

ประสบการณ์ชีวิตเป็นข้อมูลตรง เป็นข้อมูลชั้นที่หนึ่ง ฟังดูดีใช่ไหมครับ ข้อมูลชั้นหนึ่งก็คือชีวิต ประสบการณ์ชีวิตของผู้เขียนโดยตรง เช่นประสบการณ์จากวัยเยาว์ ประสบการณ์การเดินทาง การลงพื้นที่เก็บข้อมูล ประสบการณ์การทำงาน ครอบครัว ประสบการณ์ที่เราไปประสบด้วยตนเอง นักเขียนที่ใช้ประสบการณ์ตรงเขียนส่วนใหญ่เช่นเฮมมิงเวย์ งานบางชิ้นของดูราส์ อย่างนักเขียนไทย งานบางชิ้นของมนัส จรรยงค์ ศรีบูรพา เสกสรรค์ ประเสิรฐกุล เป็นต้น หากสังเกตว่าถ้าให้นักเรียนหรือเด็กๆ แต่งเรื่องสั้นๆ ก็มักจะได้เนื้อหาที่เป็นประสบการณ์ของเขาเช่นเขียนถึงชีวิตประจำวันง่ายๆ เช่นตอนเช้าตื่นนอนขึ้นมาอาบน้ำแปรงฟันไปโรงเรียน เขาจะเล่าประสบการณ์ง่ายๆ ได้ ดังนั้นถ้าเราจะให้นักเขียนเยาวชนเขียนถึงประสบการณ์ชีวิตโดยตรงเขาก็จะทำได้ยาก เพราะอายุก็มีส่วนทำให้พวกเขาประสบกับเหตุการณ์ตรงๆ ได้ยาก แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนนะครับ อันนี้ก็ไม่ได้เจาะจงลงไปว่าเป็นแบบนี้ทั้งหมด

ข้อมูลชั้นสอง อันนี้สำคัญเพราะนักเขียนไม่จำเป็นต้องไปประสบเหตุการณ์จริงแล้วจึงจะเขียนเรื่องเหล่านั้นได้ ข้อมูลชั้นสองเป็นข้อมูลที่ได้จากการอ่านหนังสือ ท่องบทกวี สังเกตการณ์ ติดตามสถานการณ์ จากการบอกเล่า จากปากสู่ปาก จากการดูหนัง ฟังเพลง ดูสารคดี

การติดตามสถานการณ์เราอาจจะไม่ต้องลงไปยังพื้นที่ ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับคนในพื้นที่ แต่อาจจะเข้าไปติดตามข่าวจากสื่อต่างๆ

ส่วนการสังเกตการณ์นั้น เช่นผมไปนั่งในร้านกาแฟ แล้วบังเอิญเห็นภาพหญิงสาวคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามาสั่งกาแฟ จากนั้นยกถ้วยกาแฟไปนั่งที่โต๊ะ เหมือนเธอรออะไรอยู่ โทรศัพท์ดังขึ้น เธอคุยแล้วร้องไห้ ผมอาจจะจับเหตุการณ์นี้มาเขียนใหม่ โดยเค้าโครงมาจากเหตุการณ์ที่ผมเห็น

หรืออีกตัวอย่างหนึ่งเช่นถ้าผมจะทำเรื่องเกี่ยวกับโรงพยาบาล ถ้าผมทุ่มเทกายลงไปสมัครทำงานเป็นเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเพื่อเก็บข้อมูล อันนี้ผมถือว่าเป็นข้อมูลตรงนะครับ แต่เมื่อใดผมขอทางโรงพยาบาลเข้าไปนั่งสังเกตการณ์ ติดป้าย Visitor เข้าไปดูการตรวจ การผ่าตัด อันนี้ถือว่าเป็นประสบการณ์ทางอ้อม มันเหมือนคุณอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง แต่เป็นการอ่านที่สมจริงเท่านั้น คุณไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับอาชีพนั้นๆ

สำหรับผมแล้วการได้มาซึ่งข้อมูลด้วยวิธีใด ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ไม่ใช่ประเด็น ไม่มีอันไหนดีกว่าอันไหน เพราะสุดท้ายแล้วมันขึ้นอยู่กับว่าเราจะรวบรวมข้อมูลให้เข้ากับโครงเรื่องได้อย่างไรต่างหาก แล้วถ้ามีใครสักคนบอกว่า การเป็นนักเขียนจะต้องใช้ข้อมูลตรง ต้องใช้ประสบการณ์จริงเขียน ถึงจะเหมือน ผมขอบอกคุณว่า #ผิด หรืออาจจะพูดว่า #ไม่ถูกทั้งหมด ยิ่งงานเขียนในแนวแฟนตาซี แนววิทยาศาสตร์ ไซไฟ ดิสโทเปีย ประสบการณ์ชั้นต้นแทบจะเป็นส่วนผสมที่เจืออยู่เท่านั้น

เมื่อได้ข้อมูล ได้ประเด็นที่จะเขียน ได้โครงเรื่องที่จะสานต่อเหตุการณ์ คุณรู้ไหมว่าการทำให้นิยายดำเนินไปได้นั้นสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ #ตัวละคร อันนี้ยอมรับว่าเมื่อก่อนตอนที่เขียนหนังสือใหม่ๆ ผมให้ความสำคัญกับตัวละครไม่มากนัก แต่งานเขียนในยุคใหม่ๆ การเทความสำคัญไปที่ตัวละครนั้นเป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้โครงเรื่อง โดยเฉพาะถ้านักเขียนคนไหนสนใจความเป็นมนุษย์ เราจะสามารถสร้างตัวละครที่น่าสนใจขึ้นมาได้เลย

สรรพนาม

(ภาพประกอบ หน้า 4, 5 และ 6)

สรรพนามบุรุษที่ 1 ผม ฉัน กู ข้าฯ ข้าพเจ้า เรา พวกเขา (พหูพจน์)

สรรพนามบุรุษที่ 2 คุณ มึง แก พวกคุณ พวกแก พวกมึง

สรพพนามบุรุษที่ 3 เธอ เขา มัน หล่อน พวกเขา

การเลือกใช้สรรพนามมีผลต่อการดำเนินเรื่องเป็นอย่างมาก ทำไมเราต้องเลือกตัวละครที่จะเล่า ความสำคัญตรงนี้จะบอกว่าเราต้องการเล่าอะไร ตัวละครสำคัญ หรือตัวเอกจะเป็นผู้สำสาส์นไปสู่ผู้อ่าน

หากเลือกบุรุษที่ 1 ตัวละครในเนื้อเรื่องจะต้องทราบเหตุการณ์ทั้งหมด จะต้องเผชิญกับเหตุการณ์ด้วยตัวเอง ข้อจำกัดของการใช้สรรพนามบุรุษก็คือ ผู้เล่าไม่สามารถใช้เจโตปริยญาณ (การหยั่งรู้ถึงจิตใจของคนอื่น) ได้ ดังนั้นผู้เล่าจะไม่สามารถเล่าถึงจิตใจตัวละครตัวอื่นได้เลย ยกเว้นแต่จะคาดเดาเอาเอง แต่ข้อดีของการใช้สรรพนามบุรุษที่หนึ่งก็คือ ตัวเนื้อเรื่องเหมือนประสบการณ์จริงของผู้เล่าเรื่อง หรือผู้เขียน สามารถทำให้แนบเนียนเหมือนเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นริง และคนอ่านเหมือนอ่านเรื่องที่เพื่อนเล่าให้ฟัง

บุรุษที่ 2 ส่วนใหญ่นักเขียนมักไม่เลือกที่จะใช้มากนัก เพราะหากใช้แล้วจะเป็นเทคนิคที่ผู้เล่าต้องเข้าไปนั่งในใจของคนอ่าน นั่นหมายถึงว่าเมื่อผุ้อ่านอ่านงานที่ผุ้เขียนด้วยสรรพนามบุรุษที่สอง นั่นเท่ากับว่าผู้อ่านได้เข้าไปในเหตุการณ์นั้นด้วย ข้อดีของการใช้สรรพนามบุรุษที่สองก็คือ ตัวเนื้อเรื่องถ้าสามารถสร้างบรรยากาศให้ได้ถึงจุด ผู้อ่านจะอินกับตัวเรื่องมากกว่าบุรุษที่ 1 เสียอีก แต่ข้อเสียก็คือ หากใช้จนเลยเถิดมันจะทำให้ไม่สามารถบอกได้ว่าเสียงเล่านั้นมาจากไหน มาจากตัวละครตัวใดกันแน่ แต่ในงานเขียนยุคใหม่ๆ เสียงเล่ามีหลากหลาย และไม่จำเป็นที่จะต้องรู้ที่มาของเสียงเล่าก็ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันต้องมีตัวบทที่รองรับเหตุผลของเสียงเล่าอันไร้ที่มาที่ไปนั้นด้วย

บุรุษที่ 3 นิยายส่วนใหญ่จะเล่าโดยผ่านบุรุษที่สาม ไม่ว่านิยายเทศ หรือนิยายไทย นิยมใช้การเล่าเรื่องในแบบนี้มากกว่าแบบอื่นๆ ข้อดีก็คือ ผู้เขียนเหมือนยืนอยู่ในตำแหน่งพระเจ้า สามารถล่วงรู้ได้ถึงทุกเหตุการณ์ ทุกสถานการณ์ สามารถหยั่งใจตัวละครได้โดยไม่ต้องมีคำอธิบายใดๆ นักเขียนเล่นบทพระเจ้า ข้อด้อยของการใช้บุรุษที่สามก็คือความสมจริง ถ้าหากนักเขียนไม่สามารถทำให้โลกของนิยายถูกสร้างขึ้นมาจากโครงสร้างที่สมจริงได้ก็จะกลายเป็นนิยายที่ดูไม่สมจริงนั่นเอง

Part 1 / Part 2 / Part3

ภาพประกอบ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

About นิวัต พุทธประสาท

นิวัต พุทธประสาท ปัจจุบันเป็นนักเขียนอิสระ มีคอลัมน์ประจำที่ Hamburger และ The Wave Magazine แล้วยังเป็นช่างภาพสมัครเล่น โดยภาพถ่ายนักเขียนได้ตีพิมพ์ตามหนังสือพิมพ์ - นิตยสาร สนใจเรื่องราวสังคม การเมือง ชีวิต ขณะเดียวกันก็ชื่นชอบดนตรีคลาสสิก แจ๊ส ชอบดูหนัง นอกจากนั้นยังสนใจเรื่องเครื่องเสียง แผ่นเสียงมากเป็นพิเศษ นิวัตมีผลงานทั้งเรื่องสั้น นิยาย และบทความ ผลงานที่ตีพิมพ์รวมเล่มแล้วได้แก่ ไปสู่ชะตากรรม, ใบหน้าอื่น,​วิสัยทัศน์แห่งปรารถนาและความตาย, ขอบฟ้าเหตุการณ์, ลมหายใจอุบัติซ้ำ, แสงแรกของจักรวาล, หิ่งห้อยในสวน และ ความโดดเดี่ยวทั้งมวลที่ไม่มีใครสังเกตเห็น

หมวดหมู่

Alternative Writers, บทความ, สารคดี, สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม, Fiction Extended

ป้ายกำกับ

, , , , , , , , , , , , ,