โดย นิวัต พุทธประสาท

Part 1 / Part 2 / Part 3

องค์ประกอบของนิยาย (โครงสร้างของนิยาย)

(ภาพประกอบหน้า 10, 11 และ 12)

1.เรื่องที่จะเล่า คุณกำลังจะเล่าเร่องอะไร จุดหมายของเรื่อง สิ่งที่คุณต้องการจะสื่อ นี่คือความสำคัญ คุณจะบอกอะไรกับคนอ่าน ห้ามพูดว่าจะเขียนเก็บไว้อ่านคนเดียว เพราะมันไม่ช่วยให้ดีขึ้น

2.ตัวละคร นี่คือคนสำคัญของคุณ ตัวละครเอกที่คุณต้องการนำเสนอ ไม่ว่าเขาจะเป็นคนดี คนเลว ตัวร้าย เพื่อนพระเอก เพื่อนนางเอก ตัวประกอบ พวกเขาคือคนที่คุณกำลังพูดถึง คนที่คุณกำลังทำให้นวนิยายของคุณกลายเป็นภาพสมมติทางสังคม มันอาจจะไม่ใช่คนอย่างเดียว เรามักมีตัวละครเป็นสัตว์เสมอๆ ตั้งแต่นกจนถึงปลา

3.ฉาก ฉากทำให้งานเขียนของคุณมีสไตล์ ฉากที่เข้ากับตัวเรื่อง โดยเฉพาะเรื่อง Dystopia ฉากมีความสำคัญเท่าๆ กับตัวละคร ฉากจะทำให้นิยายของคุณทรงพลังหรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่ที่ๆ ตัวละครเดินผ่าน คุณสามารถเพิ่มคุณค่าของฉากลงไปได้ไม่ยั้ง หากคนทำหนังอิจฉานิยาย เขาอิจฉาการบรรยายฉากที่ไม่มีที่สิ้นสุด ละเอียดละออ และมันคือความงดงาม

4.องค์กอบทางศิลปะ เทคนิค และอื่นๆ องค์ประกอบทางศิลปะของผมหมายถึงการตัดฉาก การจัดวางความพอเหมาะพอควรระหว่างเรื่อง เส้นบางๆ ระหว่างหนังสือแบบ Pulp Fiction หรือ นิยายคลาสสิก อีโรติค หรือโป๊เปลือยราคาถูก ทางกลับกันคุณอาจจะทำให้โป๊เปลือยราคาถูกกลายมาเป็นศิลปะก็ได้ แล้วถีบให้พวกอีโรติกแบบเดาษดื่นกลายมาเป็นของราคาถูก นั่นคือการจัดวางองค์ประกอบในเรื่องของคุณ เส้นแบ่งนี้ต้องการองค์ประกอบที่ไม่ใช่แค่ภาษา การจัดวางแต่ละฉากแต่ละฉาก คุณจะเอาส่วนไหนขึ้นก่อน ตอนจบ ตอนกลาง และตอนปลาย คุณจะสลับการเล่าเรื่องของตัวละครแต่ละคน คุณจะบรรยายฉากเพียงอย่างเดียวโดยปราศจากบทพูด

5.ภาษา ภาษาเป็นสื่อกลางที่นำพาให้คุณกับคนอ่านสามารถเข้าใจกันได้ แม้ผมจะให้ความสำคัญกับมันไม่มากนัก แต่อย่าลืมว่านิยายยังต้องการภาษา เล่าเรื่องของคุณให้ง่าย ตัดคำให้กระชับ หลีกเลี่ยงคำเชื่อมรกรุงรัง อย่าเยิ่นเย้อ อย่าคิดเล่นภาษามากจนไม่สมดุลย์กับเรื่อง หาความลงตัวกับภาษา หรือหากคุณเป็นนายของภาษาแล้วคุณคิดจะล่นแต่คำ นั่นก็อาจสร้างสไตล์ได้ แต่คนอ่านส่วนใหญ่ก็ยังชอบที่จะอ่านเอาเรื่อง

6.การดำเนินเรื่อง มันควรอยู่ในเรื่องเทคนิค แต่ผมแยกออกมาเพื่อจะบอกว่ามันมีความสำคัญไม่น้อย ผมอยากให้ทุกคนลองดูว่า การขึ้นต้นเรื่องมันจำเป็นต้องเล่าตั้งแต่แรกหรือเปล่า คุณคิดว่ามันควรจะเริ่มจากจุดไหน และจะเชื่อมแต่ละแากอย่างไร นิยายมีเคล็ดลับที่ไม่ลับอยู่ข้อหนึ่งก็คือ คนเขียนใหม่ๆ มักติดอยู่กับการบรรยายที่จบไม่ลง เพราะเขาลืมไปว่ามันไม่จำเป็นต้องบรรยายต่อเนื่องจนหมด มันแค่ต้องการแค่การเล่าเรื่อง แล้วตัดฉาก เพื่อไปขึ้นฉากใหม่ ไม่จำเป็นต้องเล่าจนจบ

กลวิธีการเปิดเรื่อง

(ภาพประกอบหน้า 13)

การเขียนนวนิยายเคล็ดลับอยู่ที่สองสามหน้ากระดาษแรก ว่าคุณจะเอาคนอ่านให้อยู่หรือเปล่า บางคนให้โอกาสนักเขียนเพียง “ย่อหน้าเดียว” ด้วยซ้ำ คุณต้องทำทุกอย่างเพื่อให้นักอ่านตรึงอยู่กับหน้ากระดาษ และตัวอักษร ไม่มีนักอ่านคนไหนทนอ่านงานหน้าเบื่อถึงร้อยหน้าเพื่อจะพบว่าหน้าที่ร้อยหนึ่งสนุกมาก พวกนักอ่านไม่ทนถึงขนาดนั้น เพราะมีนิยายอีกหลายร้อยเล่มรอคิวให้พวกเขาอ่านอยู่อย่างไม่หยุดยั้ง ดังนั้นจงทำนิยายของคุณให้น่าอ่านตั้งแต่บรรทัดแรก

เอาล่ะ ไม่มีใครรู้หรอกว่าแบบไหนถึงน่าตื่นเต้น ทีนี้ลองหันไปดูหนังฮอลลีวู๊ดกัน ตอนเปิดเรื่องหนังบู๊ พวกเขาใส่ฉากไล่ล่าสุดมันลงไปตั้งแต่ต้น ส่วนหนังดรามา พวกเขาก็เริ่มที่จุดหักเหของตัวละคร ทีนี้คุณกำลังเขียนนิยายสไตล์ไหนล่ะ

สไตล์ของคุณคืออะไร แต่ละคนไม่เหมือนกันใช่ไหม กลวิธีการเปิดเรื่องคือทำให้น่าสนใจ

ทำให้น่าสนใจคืออะไร

นี่เป็นความลับ

เรามาดูว่านักเขียนเปิดเรื่องกันอย่างไรบ้าง

มูราคามิ เปิดเรื่อง South of The Border, West of The Sun (หน้า 14)

“วันเกิดของผมคือวันที่ 4 มกราคม 1951 สัปดาห์แรกของเดือนแรกของปีแรกของครึ่งหลังของศตวรรษที่ยี่สิบ ผมเดาว่าคงคล้ายกับอนุสรณ์บางอย่าง พ่อแม่จึงตั้งชื่อให้ผมว่า ฮาจิเมะ ซึ่งแปลว่า ‘เริ่มต้น’ นอกเหนือจากนี้แล้วผมเหมือนเด็กทั่วไปร้อยเปอร์เซ็นต์”

เป็นไงบ้างครับ การเปิดเรื่องน่าสนใจไหม สำนวนนี้แปลโดยโตมร ศุขปรีชา เพียงแค่ไม่กี่ประโยคเราก็รู้แล้วว่าตัวละครนี้เกิดเมื่อไหร่ และมีชีวิตพิเศษอย่างไร โดยเน้นเรื่องช่วงเวลาของครึ่งหลังศตวรรษที่ยี่สิบ มันบ่งบอกว่าตัวเรื่องต่อไปมันคงอีรุงตุงนังเกี่ยวกับอิทธิพลของปีเกิด ชีวิต สังคม ความเป็นอยู่

Crime and Punishment: Fyodor Dostoyevsky

“ยามบ่ายที่ร้อนอบอ้าวของเดือนกรกฎาคม ชายหนุ่มเดินออกจากห้องพักในแฟลตในซอยสะตอลยานีไปที่ถนน เหมือนกับมีความลังเลใจอะไรสักอย่างหนึ่ง เขาเดินช้าๆ ไปทางสะพานโคคูชกิ้น

เคราะห์ดีที่เขาสามารถหลีกหลบเจ้าของห้องเช่าที่ตรงบันไดได้ ห้องพัของเขาเป็นห้องใต้หลังคาของบ้าน 5ชั้น ลักษณะเหมือนตู้กับข้าว”

การเปิดเรื่อง “อาชญากรรมและการลงทันฑ์” ของดอสโตยเยียฟสกี้ เพียงไม่กี่บรรทัดบอกกับเราแล้วว่าตัวเอกของเรายากจนข้นแค้น อาศัยอยู่ห้องใต้หลังคา ชอบทำตัวลึกลับ หลบหน้าเจ้าของบ้านเช่า ซึ่งทำให้ผู้อ่านได้เห็นภาพของตัวละครเอกในทันทีที่เรื่องเปิดขึ้นมา

Lady Chatterley’s Lover: DH. Lawrence

ชู้รักเลดี้ชัตเตอร์เลย์ก็เช่นกัน เปิดเรื่องด้วยการพรรณาถึงสภาพชีวิตจิตใจของตัวละครเอก สงคราม การเป็นอยู่ และกายภาพของตัวละคร เราจะเห็นว่านักเขียนจะไม่เก็บงำอะไรเอาไว้เลย ยกเว่นเงื่อนที่จะซ่อนเอาไว้ในภายหลัง ผมจะอธิบายว่า การเปิดเผยบางฉากไปเลยนั้นจะช่วยให้เรื่องมีเสน่ห์มากขึ้น

Dystopia

หลังจากที่เราพยายามสร้างสรรค์ผลงานมาระยะหนึ่งแล้ว เราเริ่มที่จะอยากขยับ หรือยกมาตรฐานงานเขียนของเราขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง นั่นก็คือสามารถเขียนหนังสือได้หลากหลายรูปแบบมากขึ้น รูปแบบการเขียนในแบบ Dystopia เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ท้าทายความสามารถของนักเขียน

ในการอบรมครั้งนี้ได้มีการตั้งหัวข้อนี้มาด้วย ทำให้ผมกลับมาครุ่นคิดว่าผมจะเสนอหัวข้อนี้อย่างไร ประเด็นแรกก็คือ ผมคิดว่าถ้าจะเขียนนิยายในแนวดิสโทเปีย ในแบบฉบับของเรา จะต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง อย่างแรกผมอยากมองหาตัวอย่างที่อยู่ใกล้ๆ ตัว เพื่อให้คุณได้มองเห็นภาพว่างานเขียนในแบบดิสโทเปียอาจจะไม่ต้องทำเต็มรูปแบบก็ได้ ลองอ่านเรื่องสั้นของผม “แสงแรกของจักรวาล”

ผมเขียนเรื่องนี้ในโลกหลังยุคอุตสาหกรรม ฉากของผมเป็นฉากถนนเพชรเกษม 69 มีรถไฟฟ้าพาดผ่าน ย่านนั้นเป็นย่านอุตสาหกรรม เต็มไปด้วยมลพิษ สารตกค้าง กัมมันตรภาพรังสี ผมบรรยายฉากตึกผุกร่อน พังทลาย อากาศพิษทำให้ผู้คนย้ายหนี โครงการอพยพผู้คนไปดาวอังคารกำลังเริ่มต้น ตัวเอกของเราพบว่าเธอต้องสูญเสียคนรักจากการสำรวจ

ผมเสนอว่าการเขียนงานในแนวดิสโทเปียนั้นฉากมีความสำคัญมาก หัวใจของดิสโทเปียอยู่ที่ฉาก เพราะตัวเนื้องานนั้นยืนอยู่บนพื้นของดินแดนที่อันตราย ทุกข์ทน ถูกกระทำให้ทุกข์ระทม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องอิงอยู่บนหลักความจริงที่เสามารถเป็นไปได้ เราไม่ได้เขียนงานที่เป็นวิทยาศาสตร์ แต่เรานำเสนอโครงสร้างเรื่องเล่าภายใต้การล่มสลายของเมืองในยุคหลังอุตสาหกรรม หลังสงครามนิวเคลียร์

สิ่งที่ผมอยากแนะนำก็คืออย่าเขียนฉากหรือโลกอนาคตที่เป็นวิทยาศาสตร์มากเกินไป ผมคิดว่ามันควรจะต้องทำให้คนอ่านพอที่จะสัมผัสถึงฉากนั้นได้จริงๆ ต้องไม่ไปไกลจนถึงขั้นสร้างโลกใหม่ ผมมองว่าถ้าไปไกลเกินไป การสร้างโลกนิยายจะทำได้ไม่ถึง โลกใบนั้นจะทำให้น่าเชื่อถือน้อยลง

นอกจากนั้นการเขียนอาจจะไม่ใช่งานเขียนในแบบดิสโทเปียทั้งเล่มก็ได้ อย่างเช่น ในเรื่องความโดดเดี่ยวทั้งมวลที่ไม่มีใครสังเกตเห็นของผม ในภาคที่สาม ตัวละครตกลงไปอยู่ใน “แดนเนรเทศ” ซึ่งเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยบรรยากาศน่าพิศวง หนาว เย็น หมอก เวิ้งว้าง หนืดเหนอะ และขยับเขื้อนร่างกายได้ลำบาก

คือผมใช้ฉากดิสโทเปียเพียงแค่ครึ่งภาคของภาคสามเท่านั้น ซึ่งผมคิดว่ามันไม่จำเป็นต้องเล่าเรื่องทั้งเรื่องด้วยแนวดิสโทเปีย และมันก็ใช้ได้ผลสำหรับเนื้อเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน เช่นการถูกผีอำ การตกอยู่ในความฝัน

ผมขอเพิ่มเติมในด้านดิสโทเปียนิดนึง หลังจากที่มีผู้ร่วมฟังเสวนาได้แลกเปลี่ยนเรื่องนี้ เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากต่อข้อถามว่า โยโทเปีย กับ ดิสโทเปียนั้น เกิดขึ้นเพราะผู้อ่านหรือนักเขียนกันแน่ ปราบดา หยุ่น ตอบได้ดีมากโดยเฉพาะคำตอบที่ว่านิยายยุโทเปียได้จบสิ้นลงแล้วเมื่อนิยายเรื่องยูโทเปีย ของเซอร์โทมัสมอร์ได้เขียนขึ้น และเป็นไปได้ไหมที่ยูโทเปียจะเป็นของฝั่งผู้กุมอำนาจ หรือฝั่งที่กุมชัยชนะในการกำกับดูแลรัฐ รวมถึงควบคุมประวัติศาสตร์ให้อยู่กับพวกเขา ส่วนดิสโทเปียก็จะอยู่ในฝั่งของผู้ถูกกดขี่ ดังคำที่เราเคยได้ยินอยู่บ่อยๆ ว่า “นรกของคนอื่น”

ขณะเดียวกันเรื่องราวของดิสโทเปียอาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องมีฉากผุพังล่มสลายก็ได้ แต่เป็นฉากบ้านเรือยสวยงาม แต่ความสวยงามนั้นถูกกดขี่อยู่ในตัว อยู่ภายใน เป็นการทำร้ายกันผ่านจิตใจ

เคล็ดลับอื่นๆ

1.ความคลุมเครือ ความกำกวม ไม่แจ่มชัด #ดี ทำไมถึงดี เป็นเพราะโลกนิยายอาจจะไม่ต้องการคำตอบที่ชัดเจน ความคลุมเครือทำให้คนอ่านสร้างจินตนาการเพิ่มเติมไปได้ไกลกว่าชัดเจน มันทำให้เรื่องดูมีเสน่ห์มากขึ้น แต่ต้องมีความพอดี เพราะไม่เช่นนั้นมันจะกลายเป็นน่ารำคาญ

2.สัญลักษณ์ สัญลักษณ์ในนิยายเป็นเหมือน Items ให้กับคนอ่านได้เก็บ สัญลักษณ์นั้นอาจจเกิดจากความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ได้ สัญลักษณ์จะเกิดจากการที่ผู้เขียนไม่ต้องการอธิบายบางเรื่องให้แจ่มชัด หรือเพื่อหลบหลีกการตีความ หรือบางครั้งเราใช้มันในฐานะที่มีพลังมากกว่าพูดออกไปตรงๆ

3.ตัวละครลับ ตัวละครลับเป็นตัวละครที่ถูกซ่อนเอาไว้ เหมือนตัวขโมยซีน บางทีอาจไม่ตั้งใจก็ได้

4.เพลง หนัง ศิลปะ ประวัติศาสตร์ ข้อมูล ตัวเลข สร้างเสน่ห์ให้กับนิยายได้เสมอ

5.ไม่ควรเฉลยสิ่งที่ทิ้งเอาไว้ให้คิด ไม่จำเป็นอย่าใส่เชิงอรรถ นิยายไม่ใช่สารคดี ปล่อยให้คนอ่านได้ค้นคว้า

6.ผมมักมีหนังสือสามเล่มนี้อยู่กับตัวเวลาเขียนหนังสือ 1.พจนานุกรม 2.คลังคำ รวมคำและสำนวน และ 3.ภาษาร่างกาย

7.การตัดฉาก

8.อย่ายืดเรื่อง หรือยืดเยื้อ เดินเรื่องให้เร็วกระชับ

บทสรุป

เรามาถึงตอนสุดท้ายของนวนิยายแล้วนะครับ ตอนจบของนิยายนั้นจะต่างจากตอนจบของเรื่องสั้น เรื่องสั้นเราอาจจะหักมุม เราอาจจะจบแบบไม่คาดฝันได้ โดยส่วนตัวผมชอบให้นิยายจบลงแบบนิ่งๆ เหมือนการหายใจ บางคนอาจจะชอบหักมุม หรือมีบทสรุปว่าเรื่องทั้งหมดจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หรือชีวิตข้างหน้าเป็นอย่างไร ผมชอบให้มันจบแบบเรียบๆ ชีวิตดำเนินต่อไป

ผมเองก็คงบอกไม่ได้ว่าจบแบบไหนดี เพราะทั้งหมดทั้งมวลเราต้องดูว่านิยายทั้งเรื่องเป็นอย่างไร วิธีที่เซฟที่สุดก็คือวิธีที่ผมบอกไปข้างต้น อย่าไปตัดสินตัวละคร อย่าไปลงโทษตัวร้ายในเรื่อง อย่าจบแบบนิทานที่บอกว่าเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า จงทำให้นิยายเป็นภาพของมนุษย์ และชีวิต

Part 1 / Part 2 / Part 3

ภาพประกอบ

Download PDF ภาพประกอบทั้งหมด Dystopian Fiction

Download PDF เนื้อหาทั้งหมด Dystopian Fiction Text

Join the conversation! 2 Comments

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

About นิวัต พุทธประสาท

นิวัต พุทธประสาท ปัจจุบันเป็นนักเขียนอิสระ มีคอลัมน์ประจำที่ Hamburger และ The Wave Magazine แล้วยังเป็นช่างภาพสมัครเล่น โดยภาพถ่ายนักเขียนได้ตีพิมพ์ตามหนังสือพิมพ์ - นิตยสาร สนใจเรื่องราวสังคม การเมือง ชีวิต ขณะเดียวกันก็ชื่นชอบดนตรีคลาสสิก แจ๊ส ชอบดูหนัง นอกจากนั้นยังสนใจเรื่องเครื่องเสียง แผ่นเสียงมากเป็นพิเศษ นิวัตมีผลงานทั้งเรื่องสั้น นิยาย และบทความ ผลงานที่ตีพิมพ์รวมเล่มแล้วได้แก่ ไปสู่ชะตากรรม, ใบหน้าอื่น,​วิสัยทัศน์แห่งปรารถนาและความตาย, ขอบฟ้าเหตุการณ์, ลมหายใจอุบัติซ้ำ, แสงแรกของจักรวาล, หิ่งห้อยในสวน และ ความโดดเดี่ยวทั้งมวลที่ไม่มีใครสังเกตเห็น

หมวดหมู่

Alternative Writers, นิตยสารเรื่องสั้น, บทความ, สารคดี, สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม, Book Review, Fiction Extended

ป้ายกำกับ

, , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,