Trois couleurs: Rouge: ลมหายใจอุบัติซ้ำของการดำรงอยู่

File created with CoreGraphics

คัตเอาท์โฆษณาหมากฝรั่ง ภาพนางแบบหันข้าง นัยน์ตาเศร้า มองออกไปสุดสายตา ฉากหลังเป็นสีแดงร้อนแรง คัตเอาท์นี้ถูกนำมาเป็นภาพโปสเตอร์สำหรับโปรโมตหนังไตรภาคอันเป็นตอนสุดท้ายของ Trois couleurs: Rouge สีแดงบนธงชาติฝรั่งเศสนั่นหมายถึงภราดรภาพ อันมีความหมายว่า “ความเป็นพี่น้อง” หากตีความตามมอตโตของคำนี้จึงมีความหมายโดยรวมถึงความสามัคคี ความเป็นปึกแผ่น แต่ก่อนจะเข้าสู่โหมดภราดรภาพได้นั้น สิ่งที่ต้องจัดการยากยิ่งกว่า นั่นก็คือเสรีภาพ และความเสมอภาค หากทั้งสองประการไม่ได้บังเกิดขึ้น ภราดรภาพก็ดูจะเลือนหาย

Trois couleurs: Rouge เริ่มเรื่องได้น่าสนใจอย่างมาก ด้วยภาพสายโทรศัพท์ (พร้อมเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น) จากนั้นก็วิ่งไปสู่ใยแก้วนำแสง ซึ่งเชื่อมโยงต่อไปยังเครือข่ายมากมาย สายใยแก้วนำแสงถูกลากลงไปยังทะเลเพื่อเชื่อมต่อการสื่อสารจากประเทศหนึ่งสู่อีกประเทศหนึ่ง การสื่อสารสมัยใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นในช่วงกลางทศวรรษที่ 90 โทรศัพท์ไร้สาย คลื่นความถี่ การเชื่อมโลกทั้งใบเข้าด้วยกันด้วยการสัมผัสเพียงปลายนิ้ว ผู้ชมจะได้เห็นว่าสิ่งที่ยุโรปกำลังเผชิญหน้าในช่วงเวลานั้นก็คือ การรวมยุโรปเข้าด้วยกัน แต่อุปสรรคสำคัญก็คือการสื่อสาร หนังได้ตั้งคำถามตั้งแต่เริ่มก่อนจะเข้าสู่ตัวเนื้อเรื่องหลัก ซึ่งเล่าเรื่องคู่ขนานระหว่าง วาเลนติณ (Iréne Jacob) นางแบบสาว นักศึกษาชาวสวิส เธอรับงานถ่ายแบบเดินแบบ กำลังไปได้ดีในอาชีพนี้ ขณะเดียวกันคนรักของเธอต้องทำงานโดยเดินทางไปทั่วยุโรป ทั้งสองติดต่อกันทางโทรศัพท์ เล่าเรื่องความสัมพันธ์ที่เริ่มจะร้าวฉานของความรักผ่านบทสนทนาอันเย็นชา ขณะเดียวกันหนังเล่าเรื่องคู่ขนานของออกุสนักศึกษากฎหมายที่กำลังสอบเป็นผู้พิพากษา เขากำลังเรียนและมีความรักกับหญิงสาวสวย วาเลนติณกับออกุส อาศัยอยู่ในละแวกเดียวกัน ทว่าทั้งสองไม่เคยรู้จักหรือพบกัน ทั้งสองเดินสวนทาง หรือไปในสถานที่เดียวกันทว่าต่างคนต่างมีชะตากรรมของตัวเอง

คืนหนึ่งวาเลนติณเสร็จจากงานเดินแบบ เธอขับรถไปชนกับหมานามริตา เธอพามันไปส่งคืนเจ้าของโจเซฟ เคิร์นซึ่งเป็นอดีตผู้พิพากษาเกษียณก่อนอายุราชการ ชายแก่ไร้รักเก็บตัวเดียวดายในบ้าน เขาดักฟังโทรศัพท์ของเพื่อนบ้าน และล่วงรู้ความลับของครอบครัวที่สามีมีชู้ พ่อค้ายาเสพติด คู่รักที่กำลังเลิกลา เมื่อวาเลนติณไปปรากฏตัวในวันที่เธอขับรถชนหมาของเขาบาดเจ็บ เขาไม่แยแสกับสิ่งที่เกิดขึ้น ความเย็นชาของอดีตผู้พิพากษาทำให้วาเลนติณนำหมาไปรักษาด้วยตัวเธอเองและเลี้ยงดูมันพักใหญ่จนกระทั่งมันวิ่งได้แล้วกลับไปหาเจ้าของ

ฉากที่วาเลนติณตามหมากลับไปยังบ้านของอดีตผู้พิพากษา และเธออพบความจริงเรื่องดักฟังโทรศัพท์ ทำให้ญิงสาวยอมรับไม่ได้ เพราะมันเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่น เธอมองว่ามันเป็นการกระทำที่น่าสมเพช ส่วนเคิร์นคิดว่าแม้เขาจะสอดแนม-สอดรู้เรื่องราวคนอื่น ทว่าเขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เขาแค่ฟังมัน รับรู้มัน ขณะเดียวกันวาเลนติณรู้สึกกระอักกระอ่วน ทว่าเธอปรารถนาจะเปลี่ยนแปลง (นี่คือความขัดแย้งของบุคคลที่หนังทำได้อย่างแนบเนียน) โดยความจริงไม่มีทางที่ใครสักคนจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ความขัดแย้งนี้น่าสนใจตรงที่ว่า สังคมมนุษย์มองหาความยุติธรรม (อยู่ตลอดเวลา) การตั้งตนให้อยู่ภายใต้กฎหมาย โดยมีผู้พิพากษาเป็นผู้พิจารณาคดีนั้น เมื่อถึงจุดหนึ่ง ความสงสัยต่อกระบวนการยุติธรรมบังเกิดขึ้น เพราะอะไรความยุติธรรมจึงถูกสั่นคลอน เหตุเช่นนี้มิได้เกิดขึ้นช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งของประวัติศาสตร์ ทว่ามันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ความยุติธรรมคืออะไรจึงกลายเลี่ยนเป็นภาวะที่แสนเดียวดาย เพราะความยุติธรรมไม่สามารถขจัดปัญหาทางสังคมได้อย่างที่สังคมต้องการ แล้วถ้ามันล้วงลึกเข้าไปตัดสินความเป็นส่วนตัว ความยุติธรรมยิ่งเบาหวิวไร้ค่าลงไปทุกขณะ เคิร์นสารภาพว่าตอนที่เขาเป็นผู้พิพากษา เขาไม่ใช่อรหันต์ ดังนั้นเขามีอารมณ์ความรู้สึก เขาตัดสินคดีความพลาด (ลองกลับไปชม Trois couleurs Blanc)

Trois couleurs: Rouge ของ Krzysztof Kieślowski หนังปิดฉากไตรภาคสามสี เป็นการรวบยอดแนวความคิดอันน่าหลงไหลของภาพยนตร์อย่างมหัศจรรย์ คริสทอฟมองว่าบริบทของหนังไม่ควรจะถูกจำกัดอยู่เพียงขอบเขตของเรื่องเล่า ทว่าอาณาจักรของหนังมันขยายใหญ่ดุจเดียวจักรวาลซึ่งขยายตัวออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง หากท่านผู้อ่านกลับไปชม La double vie de Véronique ของเขาจะพบว่า การดึงบางส่วนของหนังเรื่องนี้กลับมาอีกครั้ง ตั้งแต่เพลงประกอบหนังที่เขาใช้เพลงของคีตกวีชาวดัชต์ Van Den Budenmayer และการเล่าเรื่องของนักศึกษากฎหมายที่กำลังสอบเป็นผู้พิพากษาก็มีชีวิตคู่ขนานกับอดีตของเคิร์น ความเหมือนที่แตกต่างนี้น่าตื่นตะลึงไม่น้อย รวมถึงภาพของบูเดนมาเยอร์ปรากฏมาแวบหนึ่งที่บ้านของเคิร์น แล้ววาเลนติณไปซื้อแผ่นซีดีเพลงนี้ที่ร้านซีดีเมกกาสโตร์

รวมถึงในตอนท้ายของเรื่อง เรือเฟอร์รีอับปางกลางช่องแคบอังกฤษ เรือลำดังกล่าวมีผู้รอดชีวิตด้วยกัน 7 คน จากผู้โดยสารพันกว่าคน ห้าในผู้รอดชีวิตนั้นคือจูลี่ จาก Bleu โดมินิกและคาร์โล จาก Blanc และวาเลนติณกับออกุส ใน  Rouge ผู้คนซึ่งประสบปัญหาของตน ไม่เคยเกี่ยวข้องต่อกัน ไม่เคยพบกัน ไม่เคยรู้จักมักจี่ไม่ว่าทางใด ทว่าหลายชีวิตลงเรือลำเดียวกัน ประสบกับอุบัติเหตุเฉียดตายเดียวกัน ชะตากรรมนี้นำพาคนทั้งหลายให้มาอยู่ในเหตุการณ์ไม่คาดฝัน พวกเขาดุจดังภราดรภาพทางสังคมที่รวมกันเป็นหนึ่ง

ตอนจบไตรภาคจึงมากด้วยคำถามที่แสนหวาน การรอดตายจากเรืออับปาง ราวกับการเกิดใหม่ จุดเริ่มต้นนั้นคือการอุบัติซ้ำของลมหายใจ ชะตากรรมมนุษย์มิได้เจาะจงเพียงลำพังแต่ร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว