ใบหน้าอื่น: ใบหน้าอันหลากหลาย


บันทึกงานเปิดตัว ใบหน้าอื่น 

Bookmoby หอศิลปะกรุงเทพฯ 5 ตุลาคม 2556

พรรณศิริ อธิคมรังสฤษฏ์ นิวัต พุทธประสาท สิริกัญญา ชุ่มเย็น จักรพันธุ์ ขวัญมงคล กตัญญู สว่างศรี

กตัญญู: เรียนเชิญแขกท่านผู้มีเกียรติทุกท่านครับ ต้อนรับเข้างานเปิดตัวหนังสือแบบสบายๆ นะครับ ด้านนอกเข้ามานั่งด้านในได้นะครับ ด้านในยังมีพื้นที่เหลือ วันนี้เราคุยกันแบบสบายๆ นะครับพี่ต๊ะ

จักรพันธุ์: ยังเข้ามาทันนะครับ เดี๋ยวจะได้เวลาเริ่มแล้ว ขอต้อนรับทุกท่านอย่างเป็นทางการนิดหนึ่งนะครับ วันนี้เรามาเจอกันที่บุ๊คโมบี้ มีวาระคือ เสวนาและเปิดตัวนวนิยายของพี่ปอของเรา

กตัญญู: เล่มแรก เล่มนี้ เขียนนานแล้ว

จักรพันธุ์: เล่มนี้พิมพ์ใหม่

นิวัต: เป็นหนังสือเล่มที่สองและเป็นนิยายเล่มแรก จริงๆ มันมีอีกเล่มหนึ่ง ไปสู่ชะตากรรม เหมือนจะเป็นเล่มที่สาม แต่มันก้ำกึ่งระหว่าง ใบหน้าอื่น กับ ไปสู่ชะตากรรม ที่ออกมาใกล้เคียงกัน

จักรพันธุ์: ผู้อ่านอาจจะงงว่าอะไรก่อนอะไรหลังใช่ไหมครับ

นิวัต: ก็เอา ใบหน้าอื่น เป็นเล่มแรกดีกว่า และ ไปสู่ชะตากรรม เป็นเล่มที่สอง

จักรพันธุ์: เราเรียงผลงานของเราได้ตามใจชอบ

นิวัต: ใช่ครับ (หัวเราะ) ไม่ได้มีนัยยะสำคัญอะไร เล่มไหนออกก่อนก็เหมือนกัน

จักรพันธุ์: ก่อนอื่นต้องขออนุญาตแนะนำหนังสือเล่มนี้ก่อน

นิวัต: เดี๋ยวแนะนำผู้ร่วมเสวนาก่อน

จักรพันธุ์: ได้ครับ แนะนำผู้ร่วมเสวนาก่อน

กตัญญู: ขอต้อนรับเข้าสู่งานอย่างเป็นทางการนะครับ ขอเสียงปรบมือนิดหนึ่งให้กับพี่ปอ สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม ให้กำลังใจพิธีกรสองคนด้วยครับ ตื่นเต้นเหลือเกินวันนี้

จักรพันธุ์: สามท่านที่อยู่กับผมและยู เริ่มจากทางขวา ทางยูครับ

กตัญญู: คนที่อยู่ข้างๆ ผมคือน้องนิว หรือคุณสิริกัญญา ชุ่มเย็น บรรณาธิการ ใบหน้าอื่น น้องนิวจบจากศิลปากร คณะอักษร สาขาการละคร

ครอบครัวปลูกฝังให้เธอรักการอ่านมาตั้งแต่เด็ก เฆี่ยนตีให้เธอรู้จักการอ่านหนังสือ เธอจึงตัดสินใจเดินเข้าสู่แวดวงวรรณกรรม เป็นการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ ไม่รู้ผิดรึเปล่า โดยการชักชวนจากเจ้าของสำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม คือพี่ปอนั่นเอง

ปัจจุบันนอกจากเป็นบรรณาธิการ เธอยังเป็นนักเขียนอิสระ และทำละครเวทีเล็กๆ น้อยๆ อีกด้วยหากมีโอกาส ตอนนี้ก็มีโอกาสทำอยู่ใช่ไหมครับ ดีใจด้วยครับ

จักรพันธุ์: คนต่อไปทุกท่านอาจจะทราบดีแล้ว สุภาพสตรีท่านนี้คือ พี่เฟย์ คุณพรรณศิริ อธิคมรังสฤษฏ์ ใครที่สนใจเรื่องวรรณกรรม คงจะทราบเรื่องเว็บไซต์ faycility.com พี่เฟย์เป็นผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ ทำงานอยู่ในแวดวงการอ่านการแปลมาพอสมควร พี่เฟย์บอกว่าให้แนะนำน้อยๆ แต่เข้าใจว่าทุกคนคงรู้จักผลงานของพี่ดีอยู่แล้ว

สำหรับท่านที่อยู่ตรงกลาง คือพี่ปอ นิวัต พุทธประสาท เป็นนักเขียนครับ ตอนนี้พี่ปอหล่อ ขอแซวนิดหนึ่ง อยากแซวมากเลย ผมตั้งมาเลย

นิวัต: ตั้งแต่เช้าเลยครับ ขนของก็ทรงนี้ (หัวเราะ)

กตัญญู: ขนของก็ทรงนี้ ไม่เปลี่ยนเลยนะครับ เซ็ตมาอย่างดี

จักรพันธุ์: สำหรับท่านที่ไม่ยังทราบ แนะนำตัวหนังสือก่อนว่า ใบหน้าอื่น เคยตีพิมพ์เมื่อ 14 ปีที่แล้ว ปี 42 พิมพ์กับสำนักพิมพ์อมรินทร์ เท่ากับว่านี่เป็นการพิมพ์ครั้งที่สอง ว่าอย่างนั้นได้ไหมครับพี่ปอ

นิวัต: นิดหนึ่ง แนะนำเฟย์ก่อนแล้วกัน รู้จักเฟย์ผ่านทางเว็บไซต์ อ่านงานรีวิวของเขา ชอบ และอ่านมาตลอด เป็นคนทำเว็บไซต์รีวิวหนังสือที่น่าจะดีที่สุด และเราก็หลงกลจนเลือกเล่มที่เขารีวิวมาพิมพ์มาแปล หลายเรื่อง

ส่วนนิว เริ่มรู้จักตอนที่นิวโทร.มาบอกว่าจะทำนิยายเรื่อง ใบหน้าอื่น เป็นละคร เราก็สงสัย เพราะเรื่องนี้ พูดตรงๆ ว่ายากมาก เป็นกระแสสำนึก แต่เออ ทำละครก็ดีเหมือนกัน อยากดูเหมือนกันว่าเป็นยังไง พอไปดูก็โอเค ก็ทำได้นะ ทำได้เหมือนกัน แต่คนที่ไม่ใช่ขาละคร อาจจะแบบ นิดหนึ่ง รู้จักนิวตั้งแต่ตอนที่ทำละคร เลยรู้ว่าอ่านเรื่อง ใบหน้าอื่น มาเยอะมาก คิดว่าถ้ามาร่วมงานกับสำนักพิมพ์น่าจะเวิร์ค ก็ลองดูว่าจะเวิร์ครึเปล่า ก็ดีครับ เป็นคนที่ทำงานละเอียดลออพอสมควร

จักรพันธุ์: อยากให้พี่ปอเล่าถึงนิยายเล่มนี้ ความเป็นมาเป็นอย่างไร 

นิวัต: พิมพ์ครั้งที่สอง บอกเลยนะครับพิมพ์ครั้งนี้เหมือนพิมพ์ครั้งใหม่ เป็นการชำระจากงานพิมพ์ครั้งแรก แต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงโครงเรื่องมากนัก แทบจะไม่เปลี่ยนแปลง มีแค่ฉากสองฉากที่ใส่เข้ามาเพิ่ม ส่วนใหญ่ให้นิวดูรูปประโยค และบางตอนที่มันเลอะๆ เทอะๆ ก็ตัดทิ้งบ้าง

พี่เริ่มเขียนเรื่องนี้ในปี 37 เสร็จเมื่อปี 38 และกลับมาดูอีกทีในปีถัดมา

จักรพันธุ์: ระหว่างนั้นได้ลงในมติชน

นิวัต: ครับ ได้ลงมติชนในปี 40 ส่งร่างที่สองให้มติชน และแปลกใจมาก ส่งไปไม่นานก็ได้ลง รู้สึกดีใจ ต้องยอมรับเลยว่ามีคนอ่านเยอะ ได้แฟนหนังสือเพิ่มจากมติชนอมากเลยครับ ไม่ใช่พอสมควร ค่อนข้างมาก มีแฟนใหม่ๆ ซึ่งบางทีก็ เฮ้ย มติชนมีคนอ่านหนังสือแบบนี้ด้วย มีคนแบบเป็นครู เป็นป้า เขียนจดหมายมาหา เรารู้สึกว่ามันประสบความสำเร็จพอสมควรสำหรับนักเขียนที่ตอนนั้นอายุ 27 มีงานเรื่องสั้นลงตามหน้านิตยสารอยู่บ้าง และมีงานลงในมติชน รู้สึกว่ามันเป็นพลัง ทำให้เราอยากเขียนหนังสือต่อ

พอจบจากมติชน ส่งเล่มนี้ไปให้ทางแพรวพิจารณา ตอนนั้นมีงานพิมพ์กับแพรวอยู่แล้วหนึ่งเล่ม เป็นพ็อกเก็ตบุ๊ค คือรวมเรื่องสั้น วิสัยทัศน์แห่งปรารถนาและความตาย เล่มนั้น พูดตรงๆ ตอนที่พิมพ์ออกมา เขาหวังว่ามันจะพอขายได้ แต่มันก็ขายตามแบบวรรณกรรม เราก็พอจะรู้อยู่แล้ว

แต่ช่วงนั้นโชคดีอย่างหนึ่ง เป็นช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ ไม่ค่อยมีใครออกหนังสือ งานวรรณกรรมไม่ค่อยมี มี วิสัยทัศน์ฯ ออกมา ผมกำลังคิดว่า มันเป็นทั้งเรื่องที่ยากและเป็นเรื่องที่ง่าย ตอนนั้นไม่ค่อยมีใครอยากพิมพ์หนังสือใหม่ แต่พอพิมพ์ออกไปแล้วก็มีคนพูดถึงอยู่พอสมควร จริงๆ เราก็รู้อยู่แล้ว สำนักพิมพ์ใหญ่ เวลาหนังสือมันไม่เดิน มันจะซาๆ นิดหนึ่ง

ระหว่าง ไปสู่ชะตากรรม กับ ใบหน้าอื่น เขาจะพิมพ์เล่มใดเล่มหนึ่ง เขาเลือก ใบหน้าอื่น ผมดีใจที่อย่างน้อยเขาก็เลือก ใบหน้าอื่น มาพิมพ์ แล้วเสียงตอบรับก็อยู่ในระดับหนึ่ง แต่ที่อยากจะเล่าคือ แพรวเปิดตัวหนังสือเล่มนี้ที่ร้านนายอินทร์ มีพวกนักเขียนไปกันเยอะ ผมโดนสับเยอะ เพราะในตัวเรื่องมันเป็นงานแบบกระแสสำนึก พูดถึงความเป็นปัจเจกชน พูดถึงเรื่องราวส่วนตัวของผู้เขียน ในยุคนั้นเป็นช่วงรอยต่อระหว่างวรรณกรรมเพื่อชีวิตกับวรรณกรรมที่กำลังจะเข้าสู่ยุคใหม่ ช่วงปี 40-41 มันเป็นความยากลำบากสำหรับการหนังสือเล่มนี้มาก คือในยุคนั้นถ้าใครไม่เขียนแนวเพื่อชีวิตก็มักจะถูกตีกลับจากแวดวง มันเหมือนต้องพูดถึงชนชั้น ช่องว่างสังคม สนามกล์อฟ การถูกรุกรานของทุนนิยม แต่ในใบหน้าอื่นมันไม่ได้มีแบบนั้น

จักรพันธุ์: ที่ไปอยู่ในช่วงรอยต่อตรงนั้นใช่ไหมครับ

นิวัต: ใช่ครับ เพราะคนจะไม่เข้าใจ เฮ้ย มันเขียนอะไรวะ มันเป็นกระแสสำนึก มันไม่ได้พูดถึงเรื่องราวทางสังคมเลย มันไม่ได้พูดถึงเรื่องทางเศรษฐกิจสังคมอะไรเลย มันพูดถึงตัวมันเองอย่างเดียว

จักรพันธุ์: เป็น individual เป็นปัจเจก

นิวัต: ใช่ครับ บางครั้งมันก็ถูกมองว่ารับใช้แต่ตัวผู้เขียนหรือคนในกลุ่มอย่างที่เราเป็นเท่านั้นเอง ไม่ได้ไปสู่ชนชั้นอื่นๆ ซึ่งเขาก็หวังว่าเราจะเป็นอะไรมากกว่านั้น แต่หนังสือเล่มนี้มันไม่ใช่

จักรพันธุ์: สิ่งนี้คือเสียงวิจารณ์ที่เราได้รับมาในตอนนั้น

นิวัต: ผมก็เฉยๆ เพราะรู้สึกว่าแนวทางการทำเรื่องในตอนนั้น สำหรับผม มันมีเล่มนี้เล่มเดียวแหละ ที่พยายามจะพูดถึงเรื่องปัจเจกชน และพูดถึงความล้มเหลวของมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งสำหรับเรา เรารู้สึกว่ามันเป็นตัวอย่างหนึ่งของมนุษย์ เราอยากให้คนได้อ่านว่าความล้มเหลวแบบนั้นมันนำไปสู่อะไรบ้าง

จักรพันธุ์: ก่อนที่จะเริ่มเล่าเนื้อเรื่อง ขออนุญาตถามพี่เฟย์ก่อน เพราะในนิยายเล่มนี้มันมีบางส่วนที่กล่าวได้ว่าเป็น coming of age อยากให้พี่เฟย์ช่วยอธิบายนิดหนึ่งว่า วรรณกรรมที่เราเรียกกันว่า coming of age มีคุณลักษณะอย่างไร มีความหมายอย่างไร

พรรณศิริ: จะบอกว่า เพิ่งเห็นคำถามที่พี่นิวัตเขียนให้ คือถ้าเห็นคำถามนี้ก่อนจะไม่มา เพราะมันปราชญ์มากเลย coming of age ก็คือช่วงที่เราเปลี่ยนผ่านจากวัยเด็กไปสู่วัยรุ่น และจะต้องผ่านวัยนี้กันทุกคน ไม่ว่าในหนังหรือในหนังสือต่างพูดถึงเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องที่ทุกคนมีประสบการณ์ร่วมกัน

จักรพันธุ์: เราต่างเปลี่ยนผ่านจากช่วงหนึ่งไปช่วงหนึ่งกันทั้งนั้นใช่ไหมครับ

พรรณศิริ: ใช่ค่ะ ด้วยความรู้ของพี่ ด้วยสติปัญญา ก็จะตอบแค่นี้

นิวัต: กว่าจะลากเฟย์มาคุยได้ ด้วยความประทับใจส่วนตัว ก็เลยลากมาคุยด้วย อยากให้มีผู้หญิงมาพูดคุย

จักรพันธุ์: พี่เฟย์ย้ำว่าให้ถามน้อยๆ ให้พูดน้อยๆ ตัวละครใน ใบหน้าอื่น มีคุณลักษณะอย่างที่พี่เฟย์ว่าไหมครับ

นิวัต: มันเป็นความหมกมุ่นของเด็กวัยรุ่นเมื่อ 14 ปีที่แล้ว เรายังอยู่ในช่วงแบบนั้น เมื่อก่อนเราก็ไม่เข้าใจในอะไรบางอย่าง ไม่เข้าใจตัวเราเองด้วยซ้ำ มันถึงออกมาเป็นเรื่องแบบนี้

จริงๆ แล้วนิยายเรื่องนี้มันตั้งคำถามกับตัวเราเองมากกว่า ว่าเราจะไปยังไง ทำยังไง คนรอบข้างมองเราอย่างนี้ คนที่ยังไม่อ่าน นิดหนึ่งนะครับ อย่างตัวที่เป็นพ่อ ตัวที่เป็นแม่ จะมีความคาดหวังกับตัวลูกสูงมาก ตอนที่เราเขียนในเวลานั้น เราไม่เข้าใจพ่อแม่ แต่พอเรากลับมาเป็นพ่อแม่ในตอนนี้ เราจะบอกว่า อืม มันก็…

จักรพันธุ์: น้อยไป

นิวัต: มันเป็นการทำความเข้าใจตัวเราในสมัยนั้น แต่พอเราผ่านมาได้ มันกลับหน้ากลับหลังได้เหมือนกัน อย่างที่เฟย์บอก มันเป็นการเปลี่ยนผ่าน ใครผ่านมันได้ก็ผ่าน จริงๆ เราคิดว่าทุกคนผ่านได้ แต่ผ่านในแบบไหน ผ่านแบบเจ็บปวด ผ่านไปแบบลอยนวล ผ่านไปโดยไม่รู้เลยว่าอะไรเป็นอะไร หรือผ่านไปแล้วไปสู่ทางสายหลักของกระแสสังคมก็ไม่เป็นไร ไม่ได้เป็นเรื่องผิด จะไปทำงานเป็นอะไร ผมว่าไม่ใช่เรื่องผิด ทุกคนมีเส้นทางของตัวเอง เดินไปด้วยทางที่เราเลือก

กตัญญู: ถามทางน้องนิวบ้างครับ เป็นนักศึกษาที่เลือกงานอย่าง ใบหน้าอื่น มาทำเป็นละคร เห็นอะไรใน ใบหน้าอื่น ทำไมถึงเลือก เห็นความหมกมุ่น หรือเป็นเพราะเหมือนตัวเอง 

สิริกัญญา: แรกสุดเลย ได้อ่าน ไปสู่ชะตากรรม ก่อนที่อยากจะทำละครเรื่องนี้ เริ่มจากสนใจตัวงานของพี่ปอ ติดตามอ่าน ไปตามอ่าน ก็ไปเจอ ใบหน้าอื่น พออ่านแล้วก็รู้สึกว่าทุกอย่างมันทับซ้อนกับชีวิตเราหมดเลย ทั้งตัวละคร ทั้งพ่อทั้งแม่ คือไม่ได้เหมือนทั้งหมด แต่มีส่วนผสมทุกอย่าง พ่อที่แบบว่า… แม่ก็มีส่วน พี่ชาย ตัวพระเอก ตัวหญิงสาว หรือแม้แต่ตัวเพื่อนเก่าที่ตัวเอกไปเจอช่วงใกล้ๆ จะจบเรื่อง ก็เป็นตัวหนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่าสังคมเรามันเป็นแบบนี้จริงๆ ช่วงนั้นเราอยู่ประมาณปี 3 ปี 4 เราตั้งคำถามกับอะไรต่างๆ นานา เรื่องวัตถุนิยม เรื่องนู่นนี่นั่น และเราก็รู้สึกว่า นี่แหละ มันควรจะเป็นเรื่องที่ถูกถ่ายทอดออกมา

กตัญญู: พอทำเป็นละครเวทีคงเลือกใช้ฉากต่างๆ ในหนังสือไม่ได้ทั้งหมด การเลือกแต่ละตอนแต่ละฉาก เลือกอย่างไร เลือกจากอะไร

สิริกัญญา: ตอนแรกอยากทำฉากการเสพยา

กตัญญู: คืออยากเสพยา อยากลองดู

สิริกัญญา: ไม่ได้อยากเสพยา วัยรุ่น อาจจะไม่ทุกคน น่าจะมีช่วงชีวิตแบบนั้นบ้าง

เราอยากทำฉากเสพยา ซึ่งในเรื่องมันมีเยอะมาก เราชอบฉากที่มันเป็นความมึนเมา สีสัน แต่เรารู้สึกว่า ถ้าเราทำแล้ว เราต้องจริง ซึ่งมันจริงไม่ได้สำหรับละครเวที เราเห็นข้อจำกัดตรงนั้น ถ้าอย่างนั้นเราก็ลบฉากพวกนั้นออกไป แล้วเลือกเล่าแบบย้อนกลับ ให้พระเอกอยู่ในสถานบำบัด และให้นางเอกกลับมา ซึ่งตรงนี้ไม่มีอยู่ในหนังสือ พระเอกนางเอกกลับมาพูดคุยกัน เป็นการแฟลชแบ๊ค

กตัญญู: ละครเวทีอาจจะแสดงการเสพยาจริงๆ ไม่ได้ แต่ว่าคนเขียนในตอนนั้นเสพรึเปล่าครับ

นิวัต: คือเรื่องนี้

กตัญญู: อันนี้อยู่ๆ ก็แฉลบไปเลย ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เอาซะเลย

นิวัต: เมื่อก่อน ตอนเราเป็นเด็ก เราเห็นผู้ใหญ่สูบบุหรี่ เราก็อยากสูบ เราเห็นผู้ใหญ่กินเหล้า เราก็อยากกินเหล้า แต่ไม่ได้ทำ เราลองกินลองสูบ มันไม่ค่อยเวิร์คเท่าไร อย่างสูบบุหรี่ก็ไม่ค่อยเวิร์ค รู้สึกว่าไม่เหมาะกับตัวเราเองเลย บุหรี่ไม่ได้สูบ แต่เหล้ามาดื่มทีหลัง

กตัญญู: เน้นเสพยา

นิวัต: เสพยานี่ ใช้วิธีเก็บข้อมูล เราใกล้ชิดกับเพื่อนที่เสพยา

กตัญญู: มีสังคมที่เสพยาอยู่รอบตัว

นิวัต: อยู่รอบตัว รู้กับมันทุกอย่าง ยาเสพติดมันจะหาคนเสพได้ง่ายมาก ถ้าเข้าไปวงจรมันแล้ว คุณจะหามันได้ง่ายมาก

กตัญญู: เขาคือใครครับ พ่อแม่พี่น้อง?

นิวัต: พูดไม่ได้ เราอยู่กับเขา มันเป็นความเจ็บปวดเวลาที่มีคนใกล้ๆ กัน ที่เรารู้จัก เสพยา และเราอยู่ใกล้ชิดกับเขา แต่จริงๆ มันไม่ใช่คนเลวร้ายเลยนะ แม่งเป็นคนดีฉิบหายเลย ดีกว่าบางคนด้วยซ้ำ

บางคนคิดว่ายาเสพติดเป็นเหมือนคนที่เลวร้าย ไม่ดี แต่จริงๆ มันไม่ใช่ คนนั้นมีอะไรมากกว่านั้น เป็นคนที่อ่อนไหว เป็นคนที่มีความรู้สึก เป็นคนที่มองโลกในแง่ดี แต่เขาไม่สามารถมีชีวิตอยู่อย่างเราได้ เขาไม่แข็งแกร่งพอ เขาเลยใช้ยาเสพติด เขาต้องการลบความทรงจำอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาเจ็บปวด

เราคิดว่าเราจะเขียนถึงเขาอย่างที่เราเขียน อย่างที่เราอยากจะเห็น  ตัวละคร บางทีทำให้เรารู้สึกเจ็บปวด ทำไมเป็นอย่างนั้น ทำไมไม่เป็นอย่างนั้น แต่เราไม่เคยไปเรียกร้องให้เขาเป็นอะไร เขาก็ต้องดำเนินชีวิตของเขาไป เราจะไม่พยายามไปทำอะไรให้ตัวละครรอดพ้นจากหายนะ หรือรอดพ้นจากผลพวงที่เขาลงมือทำ แต่เราจะทำให้เห็นว่า เขาเองไม่ได้แย่อย่างที่เราคิด เขามีแง่มุมดีๆ มีร่องรอยของความดีบางอย่างอยู่ เขาเป็นพี่ของเรา เป็นน้องของเรา เป็นเพื่อนของเรา เรื่องเหล่านี้มันให้อภัยได้ เรื่องเหล่านี้ในยุคนี้ต้องให้กำลังใจกันมากกว่าที่จะไปกดมันไว้ ไปถีบพวกเขาออกจากสังคม หรือไปดูแคลนเขา มันต้องใช้ความรักมากๆ หน่อย

กตัญญู: แฉลบไปไกลเลยนะครับสำหรับประเด็นนี้ กลับมาที่น้องนิว หลังจากทำละคร อ่านแล้ว อินแล้ว วันนี้กลายมาเป็นบรรณาธิการ รู้สึกยังไงครับ หนักใจไหมครับกับการทำต้นฉบับชิ้นนี้

สิริกัญญา: พี่ปอบอกตั้งแต่แรกแล้วว่าจะไม่ปรับอะไรเยอะ ก็ไม่ได้หนักใจมาก เราอ่านมาหลายรอบ เกินสิบรอบ ถือว่าไม่ได้หนักใจอะไร ที่เปลี่ยนหลักๆ จะเป็นเรื่องบทสนทนา ด้วยความที่ตอนเอาไปทำละคร เราต้องพูด เรายกบทสนทนาจากในหนังสือไปเป็นการพูดคุยกัน แล้วรู้สึกว่า มันยังเหมือนหุ่นยนต์ ด้วยความที่ในวรรณกรรมมันเป็นได้ แต่พอเราพูดกันจริงๆ มันยังดูแข็ง เราก็คิดว่าปรับตรงนี้นิดๆ หน่อยๆ เพื่อให้มันเรียบขึ้น ส่วนอื่นๆ ก็ยังคงเดิมตามที่พี่ปอเขียนไว้ ไม่ได้ปรับเยอะมาก

จักรพันธุ์: ก่อนจะเริ่มงานเปิดตัว เราคุยประเด็นนี้กันพอสมควร อย่างที่นิวบอก อาจจะปรับบทสนทนาต่างๆ ให้ดูเป็นมนุษย์มากขึ้นอย่างนั้นใช่ไหมครับ ทีนี้ตัวบริบทต่างๆ ในเรื่อง  ซึ่งถ้าใครได้อ่าน อาจจะอ่านเมื่อปี 42 หรือได้อ่านในวันนี้หรือวันพรุ่งนี้ จะรู้ว่า มันเป็นบริบทของช่วงเวลาเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว เลยอยากถามความตั้งใจของทั้งคู่ ทั้งบรรณาธิการ ทั้งนักเขียน อะไรที่ทำให้เราตัดสินใจว่าจะคงบรรยากาศแบบนั้นไว้

นิวัต: จะมีคนหนึ่งที่ดูหนังสือเรื่องนี้ คือน้องจุ๊ป เป็น กอง บก. ได้อ่านเรื่องนี้ และมีคำถามกลับมาถึงผมเยอะเหมือนกันว่า ไอ้ช่วงนี้มันเป็นยังไง มันเป็นอย่างนี้รึเปล่า อย่างบางฉาก เวลาเปลี่ยนไป ผมกลับไปดู ในสมัยก่อน เปลี่ยนแปลงไปบ้าง ห้องเรียนคงไม่ได้เป็นอย่างที่เราเขียนบรรยายไว้ แต่ตอนที่ผมเรียนอยู่ มันเป็นตามนั้นเลย แทบจะไม่ได้เปลี่ยนแปลง ฉากร้านโดนัทตรงสยามสแควร์ก็เปลี่ยนไปบ้าง แต่บรรยากาศเดิมๆ ยังอยู่ สยามสแควร์เหมือนเป็นที่ของเรา หรือตัวฉากที่ตัวเอกไปเจอนางเอก ก็เป็นฉากผสมผสานระหว่างที่รามคำแหงกับที่สยามสแคว์

จุ๊ปเขาทักเรื่องเรือไดหมึก เขาทักผมว่ามันเป็นสีเขียวพี่ แสงที่ตัวพระเอกเห็นในฉาก ในเรื่อง เป็นสีเขียว แต่ตอนนั้นที่เราไปดูมันเป็นสีเหลือง เลยไปถามเพื่อนที่ทำประมง เขาบอกมันเพิ่งเปลี่ยนเป็นสีเขียวเมื่อ 2-3 ปีตามเรือเวียดนาม แต่สมัยที่เราเขียนมันยังเป็นสีเหลืองอยู่ เรากลับไปดูข้อมูล อันนั้นก็ยังคงไว้ ถ้าในตอนนี้มันก็คือเรื่องผิด เพราะเขาใช้สีเขียวกันหมดแล้ว แต่คงไว้อย่างนั้น เพราะมันเป็นฉากในสมัยก่อน

หลายๆ ฉากมันเปลี่ยนแปลงไปมากมาย บางที่บางเรื่องเราก็ไม่รู้นะ เขียนตอนนั้น เขียนตอนอายุประมาณ 27 บางเรื่องไม่รู้ก็ปล่อยมันไป คิดว่ามันจะเป็นยังไงก็ต้องเป็นอย่างนั้นแหละ มันคงเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้มากนักหรอก เรามีความฉลาด มีความโง่ มีความบ้า เท่าที่เห็น ก็เป็นแบบนั้นจริงๆ  อยากให้นักอ่านกลับไปดูวัยเยาว์ของเราว่ามันเป็นอย่างไร ฝีไม้ลายมือในวัยเยาว์มันก็เป็นแบบนั้นแหละ มันไม่สามารถชุบอะไรได้มากไปกว่าที่มันเป็นอยู่

กตัญญู: ผมกลับไปอ่าน อ่านแล้ว โอโห ใหญ่โตทั้งนั้นเลย ปรัชญา ศาสนา หรือตัวละครผู้หญิง เป็นเพราะอยากมีแฟนแบบนี้หรือเปล่า ความรู้สึกในตอนที่เขียนเป็นอย่างไรครับ 

นิวัต: ตอนนั้นกำลังอกหักอยู่ เราอยากมีแฟนแบบนี้แหละ แฟนที่จะเข้าใจเราทุกเรื่อง คุยกันได้ทุกเรื่อง แต่จริงๆ ถ้ามีแฟน เราจะรู้ว่าคุยทุกเรื่องไม่ได้หรอก

กตัญญู: อ่านวรรณกรรมเหมือนกับเราหมดเลย อ่านเล่มเดียวกันด้วย บังเอิญเจอกันในร้านกาแฟ อุ๊ย เปิดเผยเนื้อหาบางส่วน ขอโทษทีครับ

นิวัต: เราก็อยากจะเป็นแบบนั้น อยากจะได้ผู้หญิงสักคนที่เข้าใจเรา จะมีรึเปล่าไม่รู้ แต่เป็นตัวละครที่เราสร้างขึ้นมา มันมีบางอย่างวับๆ แวมๆ อยู่ในนั้น

กตัญญู: ความคิดเก่าๆ พลุ่งพล่าน วัยหนุ่ม ใหญ่โต พอมาถึงในวัยนี้ ตอนนี้ คิดอย่างไรกับความรู้สึกในตอนนั้น

นิวัต: คิดว่าเราก็เด็กแหละ แต่ช่างมัน ในวัยนั้นเป็นอย่างนั้นจริงๆ ตอนอายุ 27 คิดแบบนั้นจริงๆ เราอยากจะมีความคิด เราอยากจะเป็นนักปรัชญา เราอยากจะเป็นอะไรมากมายก่ายกอง อยากจะทำให้โลกนี้เต็มไปด้วยความน่าอยู่ เปลี่ยนโลกเยี่ยงนั้นได้ด้วยหนังสือของเรา ตัวอักษรของเรา

ตอนนั้นคิดอย่างนั้นจริงๆ ถามว่าตอนนี้คิดไหม ก็คิด แต่มองโลกในหลายๆ ด้านมากขึ้น บางเรื่องยอมรับเลยว่า อย่างในนิยายเล่มนี้ หากอ่านในเวลานี้ก็จะไม่ซาบซ่านมากนัก เพราะมุมมองความคิดมันก็เปลี่ยนแปลงไปพอสมควร ถามว่ามันทำร้ายเราไหม มีบ้างนะ แต่ไม่มากหรอก เราอยากทำให้เห็นว่าร่องรอยความเจ็บปวดมันอยู่ในนั้นแหละ ปล่อยให้เป็นไปอย่างนั้น มันทำให้เรามีอนุสรณ์อันหนึ่ง ว่าเมื่อก่อนเราคิดแบบนี้นะ และมันจะยังอยู่กับเรา แต่ความคิดก็เปลี่ยนแปลงไปพอสมควร

กตัญญู: หนังสือของพี่ปอหลายๆ เล่มพูดถึงวัยรุ่น มีอนุสรณ์หลายอันหรือครับ หรือได้แรงบันดาลใจอย่างไรถึงเขียนเรื่องวัยรุ่น 

นิวัต: ผมชอบชีวิตวัยรุ่น ชอบชีวิตเด็กๆ ชอบมองคนรุ่นใหม่ๆ

กตัญญู: ชอบมองเด็กๆ

นิวัต: ตอนนั้น ไม่มองเพื่อนรุ่นเดียวกัน มองคนแก่กว่า คือ มีความรู้สึกว่าวัยรุ่นมันมีอะไรเยอะมาก เรื่องนิดหนึ่งมันก็เป็นเรื่องแล้ว และมีเรื่องที่จะเขียนเยอะแยะไปหมด ตอนนี้ก็ยังอยากจะเขียนเรื่องวัยรุ่นอยู่ อยากเขียนเรื่องเด็กอยู่ ยังไม่อยากเขียนเรื่องคนแก่

กตัญญู: เพราะกำลัง coming of age อยู่ในวัยเปลี่ยนผ่าน

นิวัต: ตอนนี้เปลี่ยนผ่านจากวัยกลางคนสู่วัยชรา

จักรพันธุ์: กลางหนุ่มกลางแก่

นิวัต: จริงๆ แล้วตอนนี้ยังรู้สึกว่าเป็นวัยรุ่นอยู่ แต่ร่างกาย โอเค ร่างกายมันห้ามไม่ได้ แต่ใจมันยังสตัฟฟ์อยู่ตรงนั้น การเขียนเรื่องวัยรุ่นทำให้เรามีความสดชื่น เราได้เห็นคนใหม่ๆ ได้สัมผัสกับสิ่งใหม่ๆ พอมันผ่านไป เราเปลี่ยนแปลงไป และนิยายก็ยังอยู่ พอเรากลับไปดู เออว่ะ สมัยวัยรุ่นมีเรื่องไม่เข้าท่าเยอะ และเราก็คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ดีมาก มันเวิร์ค ผมว่าวัยรุ่นถ้าเมื่อไรทำเรื่องไม่เข้าท่า นั่นแหละมันเวิร์ค ถ้าวันไหนมันทำอะไรที่ดีมาก ผมว่ามันดูเรียบง่ายเกินไป ดูชีวิตมันจะไม่มีอะไรมาก

กตัญญู: ในหนังสือเล่มนี้ก็มีอะไรหลายอย่างๆ วัยรุ่นที่ฟังสามารถเสพยาได้ ลองดู

จักรพันธุ์: มีคำถามหนึ่งครับ ฟังพี่ปอแล้วนึกขึ้นได้ ผมอ่านเรื่องนี้ฉบับพิมพ์ครั้งแรก ตอนนั้นเป็นวัยรุ่นกว่านี้ ตอนนี้ก็ยังเป็นวัยรุ่นอยู่ จำไม่ได้แล้วว่าอ่านแล้วรู้สึกอย่างไร เพราะมันก็ผ่านมานาน 

พอมาพิมพ์ครั้งใหม่ ระยะห่างสิบกว่าปี ถ้าวัยรุ่นตอนนี้จะซื้อไปอ่าน ไม่เคยรู้จักพี่ปอมาก่อน ไม่รู้จักนิวัตเพราะเขายังเป็นวัยรุ่น อาจจะชอบนักเขียนอีกแบบหนึ่ง พี่ปออยากบอกอะไรกับกลุ่มผู้อ่านใหม่ๆ กลุ่มนี้บ้าง เพราะเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องของพวกเขา 

นิวัต: ยุคสมัยมันเปลี่ยน ความเฮี้ยวมันก็เปลี่ยนไป ความจริงเรื่องนี้ยังเบามากนะ ถ้าให้เขียนแรงกว่านี้ก็เขียนได้ แต่ช่วงนั้นได้ประมาณนี้

หากเป็นวัยรุ่นในยุคนี้ ก็อาจจะกลับไปดูว่ารุ่นอาเรารุ่นพ่อเรารุ่นน้าเราเฮี้ยวยังไง มันอาจจะเป็นร่องรอยให้เขาเห็นว่า ถ้าเขาเฮี้ยวแบบนั้น ถ้าเขากลับตัวทัน อาจจะกลับมาได้ก็ได้ คิดว่าคงเป็นเครื่องเตือนใจบางอย่างได้เหมือนกัน

จักรพันธุ์: อยากถามพี่เฟย์ ไม่รู้พี่เฟย์จะให้ถามรึเปล่า ถามเรื่อง coming of age นิดหนึ่งครับ ติดใจ ไม่แน่ใจว่าผมเข้าใจถูกรึเปล่า ถ้าเรามอง ใบหน้าอื่น ว่าเป็น coming of age ทีนี้ coming of age แบบไทยจะมีความละมุนละม่อม ซึ่งแตกต่างจาก coming of age ของต่างประเทศรึเปล่า ถ้าใช่ เพราะอะไรถึงไม่เหมือนกัน  

พรรณศิริ: พูดยากนะ พี่ว่ามันไม่ต่างกัน วัยรุ่นที่ไหนมันก็คือวัยรุ่น มันจะเต็มไปด้วยความสับสน เอาแต่ใจ อารมณ์รุนแรง ลองคิดดู ตอนเราเป็นวัยรุ่น เราทะเลาะกับพ่อแม่ ไม่เข้าใจ ทำไมต้องบังคับฉัน แล้วยังมีเรื่องเพื่อนอีก มันคิดเยอะมากเลยนะ

แต่วัยรุ่นไทยอาจจะมีข้อจำกัดเพิ่มขึ้น สมัยรุ่นเราๆ เป็นวัยรุ่น ช่วงนั้นจะมีเรื่องเอนทรานซ์ ซึ่งมันต่างจากยุคนี้ ยุคนั้นหากสอบเอนทรานซ์ไม่ติด ชีวิตมันหมดเลย ซึ่งมันไม่ใช่แบบนั้น แต่ตอนนั้นวัยรุ่นถูกทำให้คิดแบบนั้น แต่ต่างประเทศเขาไม่ซีเรียสขนาดนั้น เขามีมหาวิทยาลัยพอ มันจะไม่มีเหตุการณ์แบบว่า คุณเข้าที่นี่ไม่ได้แล้วไปผูกคอตาย มันจะไม่มี แต่เรื่องการเล่นยา คิดว่ามีเหมือนกันนะ ไม่ได้ต่างกัน เพราะเราคิดว่าเรื่องคนเป็นเรื่องสากล ไม่ว่าที่ไหนปัญหามันก็เหมือนๆ กัน มันอาจจะต่างไปในประเด็นเล็กน้อย

ในอเมริกามีปัญหาผู้หญิงวัยรุ่นชอบกรีดข้อมือ แต่ถามว่าผู้หญิงไทยทำหรือเปล่า ก็ทำ เคยเห็นกันหรือเปล่าไม่รู้ เราเคยเห็น ผู้หญิง สวยมากเลย แต่แขนของเขาจะเป็นรอยแผลเป็น เป็นรอยมีดโกน เราคิดว่าปัญหามันก็คงคล้ายๆ กัน แต่เมืองนอกจะมีหนังพวกนี้เยอะ หนังของเขาแรง แรงแล้วคนรับได้ จะไม่มีปัญหาเรื่องอาละวาด อย่าง ฮอร์โมน ในบ้านเรา จะไม่มีคนลุกขึ้นมาโวยวาย กรี๊ดกร๊าด หนังที่นู่นตัวเขาจะโอเคนะ

กตัญญู: หนังไทยแบบ coming of age ยุคนั้นมีไหมครับ แบบ แตกสี่ เด็กระเบิด

นิวัต: หนังไทยก็เยอะนะครับ ที่เป็นวัยรุ่น คิดว่าเยอะอยู่ จริงๆ หนังฝรั่งเยอะกว่า ทั้งหนัง นิยาย ไทยก็มีบ้าง แต่ยังไม่เยอะมาก ที่เป็นนักเขียนไทยยังน้อยอยู่นะ ยังน้อยอยู่ใช่ไหม

กตัญญู: กลับเข้ามาที่เรื่องนิยาย เมื่อกี้พี่ปอบอกว่าคงเนื้อหาหลายๆ อย่างไว้ แต่ก็มีบางอย่างที่ปรับเปลี่ยนบ้าง ตรงที่ปรับเปลี่ยน ปรับเปลี่ยนเพราะอะไร พอจะแง้มๆ ได้ไหมครับว่ามีอะไรบ้าง 

นิวัต: เพิ่มบางฉากเข้าไป เพิ่มฉากแม่เลี้ยง ให้ดูดำมืด ตอนเขียน บางฉากอัดเข้าไปได้ มันไม่กระโดดมากนัก เพราะในนิยายเล่มเก่าค่อนข้างจะห้วนไปหน่อยหนึ่ง มันขาดอารมณ์ พอแก้เสร็จ มันได้ ก็โอเค แต่ไม่ได้เปลี่ยนอะไรมาก ส่วนใหญ่คงไว้

กตัญญู: ตอนที่แฉลบไปเรื่องยาเสพติด พูดถึงตัวละครที่มีตัวตนอยู่จริง ในคำนำบอกว่า ขอบคุณตัวละครที่โลดแล่นอยู่ในใจ หมายความว่าตัวละครในนี้อาจมีตัวตนจริง

นิวัต: มีตัวตนจริง และหลายๆ คนยังมีชีวิตอยู่ แต่มันจะเป็นการผสมผสานหลายๆ บุคลิกเข้าด้วยกัน อย่างตัวพ่อก็คือพ่อผมนั่นแหละ มีเรื่องหนึ่ง คุณหมูปรียาเล่า หมูนี่คือบรรณาธิการอำนวยการ หมูบอกว่าหลังจาก 14 ปี กลับมาอ่านครั้งนี้ เขามองตัวพ่อเปลี่ยนไป จากที่เราอ่านเมื่อ 14 ปีที่แล้ว คนนี้คือผู้ร้ายแบบในหนัง แต่พอกลับมาอ่าน ตัวพ่อน่าสงสารมากเลย หมูเขาพูด น่าสงสารมาก ยิ่งอ่านตอนท้ายๆ เหมือนพลังชีวิตเขาลดลง ผมกลับไปสังเกตก็เป็นแบบนั้นจริงๆ และรู้สึกว่า เฮ้ย หดหู่ว่ะ แต่เราไม่ได้เปลี่ยนเนื้อหาอะไรตรงนั้นมาก แต่รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ พออายุมากขึ้น อย่างที่ว่า ตัวละครที่เคยเป็นผู้ร้าย กลายเป็นตัวที่เรารู้สึกเห็นอกเห็นใจ พอเวลาเปลี่ยน กลับมาอ่านในอีกมุมมองหนึ่ง ความรู้สึกมันก็ย้อนแย้งกับความคิดที่เคยมีอยู่

กตัญญู: ความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นในตอนที่กลับมาอ่านอีกครั้งใช่ไหมครับ ก่อนหน้านั้นไม่รู้สึกอะไรแบบนี้

นิวัต: ไม่ได้รู้สึกอะไรมาก ตอนเขียนตั้งใจจะให้ตัวพ่ออ่อนในตอนสุดท้าย ค่อยๆ ลดพลังชีวิตลงมา แต่ไม่เคยมีใครสังเกต จนหมูเขาบอก เมื่อก่อนคิดว่าพ่อเป็นผู้ร้ายในนิยาย แต่พอกลับมาอ่าน ตัวพ่อกลายเป็นตัวที่น่าสงสารมากกว่าใคร

จักรพันธุ์: พอฟังพี่ปอเล่า ผมอยากเสริมนิดหนึ่ง เหมือนกับตัวละครพ่อก็มี coming of age ในแบบของพ่อเหมือนกันรึเปล่าครับ พอผ่านเหตุการณ์บางอย่างแล้วก็เปลี่ยนแปลง 

นิวัต: ใช่ครับ ที่เฟย์บอกว่ามันไม่มีเอนทรานซ์แล้ว เด็กไม่ต้องเอนทรานซ์เหมือนในนิยาย เมื่อพ่อเห็นลูกไม่สามารถเป็นอย่างที่ตัวเองคิด สอบไม่ติด การเรียนตกต่ำ พี่ชายก็เป็นอย่างนั้นไป สุดท้ายเขาก็หมดหวังกับชีวิต เขาเข้าใจว่าสุดท้ายมันก็เป็นอย่างนั้นแหละ มันตกต่ำลงไปเรื่อยๆ

จักรพันธุ์: มันก็เป็นเช่นนั้นของมันเอง

นิวัต: ถูกต้องครับ เขาไม่สามารถไปผลักให้สิ่งต่างๆ กลับมาได้ ไม่สามารถปั้นชีวิตใครให้เป็นอย่างที่เขาต้องการได้เลย เขาก็รู้ตัวเขาเองว่ามันล้มเหลว ทั้งสุขภาพด้วย พออายุมากขึ้นจะรู้ว่าสุขภาพมันมีพลังสูงมากในการทำให้ความห้าวหาญลง อันนี้ก็เตือนไว้ด้วย เรื่องสุขภาพ

จักรพันธุ์: ที่ฟังนี่วัยรุ่นทั้งนั้นเลย

นิวัต: ตอนเป็นเกาต์ ชีวิตนี่แม่ง และเวลาไปหาหมอ รอบข้างมีแต่คนแก่ เข้าใจชีวิตคนแก่เลยล่ะ

จักรพันธุ์: เราจะเข้าใจว่าการมีบันไดเลื่อนเพื่ออะไร ทำไมต้องมีลิฟต์ กลับไปคุยเรื่องอื่นดีกว่าครับ คุยเรื่องตัวหนังสือดีกว่าครับ ตอนนี้พิมพ์เสร็จแล้ว จัดจำหน่ายแล้ว หนังสือวางจำหน่ายที่ไหนบ้าง 

นิวัต: ครั้งแรกตั้งใจพิมพ์แค่พันเล่มและจัดจำหน่ายเอง เหมือนตอนที่พิมพ์งานของวิวัฒน์ ยูโทเปียชำรุด แต่พอเราทำเล่มเล็ก ต้นทุนก็ต่ำลง เราให้ทางโรงพิมพ์เสนอราคามา พันเล่มกับพันห้าไม่ต่างกันมาก เลยตัดสินใจพิมพ์พันห้า และถามสายส่งอมรินทร์ว่าส่งไปพันเล่มจะจัดจำหน่ายไหม เขาก็โอเค จัดจำหน่าย เราก็โล่งอก เราเอามาขายเองห้าร้อยเล่ม และให้อมรินทร์จัดจำหน่ายอีกหนึ่งพันเล่ม คิดว่าร้านอมรินทร์มีแน่นอน ถ้าไม่มีในร้าน ก็น่าจะสั่งได้

จักรพันธุ์: หรือถ้าหาไม่เจอ มาบุ๊คโมบี้ก็เจอ

นิวัต: บุ๊คโมบี้เป็นยูโทเปียของหนังสือ ของสำนักพิมพ์เม่น ของผมน่าจะมีเกือบทุกเล่ม คิดว่าหาซื้อไม่ยาก ก็จะมีที่บุ๊คโมบี้เป็นหลัก ร้านนายอินทร์เป็นหลัก แต่ซีเอ็ดไม่แน่ใจ คงไม่มี แต่อาจจะสั่งได้บ้าง

อีกนิดหนึ่ง ใบหน้าอื่น กับ หิ่งห้อยในสวน เป็นทวิภาคของกันและกัน หิ่งห้อยในสวน ก็เขียนแบบ coming of age แต่เขียนในตอนที่โตแล้ว ตัวละครไม่ได้เป็นชุดเดียวกัน แต่มีบางส่วนที่เชื่อมโยงถึงกันกับ ใบหน้าอื่น เรื่องนี้มาเขียนตอนที่เราโตแล้ว มันจะสมูธกว่า แต่มันไม่ค่อยมีเหตุผลหรอกนะ แต่จะมีมุมมองอีกแบบหนึ่งเกิดขึ้น และตัวละครจะเชื่อมโยงถึงกัน อ่านคู่กันได้ ไม่ต่อกันหรอก แต่อ่านคู่กันได้ เชื่อมโยงถึงกันได้

กตัญญู: คือซื้อสองเล่มเถอะ

จักรพันธุ์: จริงๆ ต้องมากกว่าสองเล่ม เพราะอีกไม่นานก็จะถึงฤดูกาลของพวกเรา มีอะไรบ้างครับสำหรับสำนักพิมพ์ของพี่ปอ

นิวัต: ของสำนักพิมพ์ มีต้นฉบับมากองอยู่จำนวนหนึ่ง และเรายังทำไม่ออก ดังนั้นจะพยายามผลักดันต้นฉบับที่มีอยู่ให้ออกในปีหน้า ให้ออกมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตอนนี้ที่อยู่ในมือมีบทกวีของวิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา ในนามปากกา มหาสมุทร เลิศฯ พิมพ์จำนวนจำกัด บทกวีมันขายยาก จะพิมพ์สัก 100-200 เล่ม

แต่เล่มใหญ่ที่สุดที่เราอยากนำเสนอคือผลงานของทินกร หุตางกูร นิยายเล่มใหม่ เขียนเสร็จแล้ว อยู่ในขั้นตอนตรวจแก้ ผมยังอ่านไม่จบ แต่บอกได้ว่าน่าจะเป็นเล่มที่ดีที่สุดของทินกร คุยโม้ไว้ก่อน เท่าที่อ่าน ผมว่าโอเคมาก

จักรพันธุ์: แฟนๆ รอคอย

นิวัต: ไม่น่าผิดหวัง ยังไม่ได้ชื่อเล่ม แต่คิดเรื่องเสร็จแล้ว และในมือยังมีรวมเรื่องสั้นๆ ของวิวัฒน์ อีกเล่มยังบอกไม่ได้

กตัญญู: เป็นของวิวัฒน์อีกเล่ม

นิวัต: ของวิวัฒน์คงมีอีกหลายเล่มครับ และมีของนักเขียนหนุ่ม รุ่นใหม่ เป็นผู้อ่าน ชื่อวิกรานต์ มีต้นฉบับ แต่ยังไม่ได้อ่านเลย

จักรพันธุ์: นี่คือแผนการสำหรับปีหน้า

นิวัต: แผนการปีหน้า

กตัญญู: มีแล้วแต่ยังไม่ได้อ่าน ที่นี่พิจารณางานกันยังไงครับ

นิวัต: บางเรื่องอ่านแล้ว คิดว่าพอไปได้ แต่คงต้องเสริมอีกหลายเรื่อง อ่านคร่าวๆ ผ่านแล้วล่ะ แต่เรื่องที่ให้มามีที่ต้องปรับปรุง และต้องมีเรื่องใหม่ๆ ส่งเข้ามาเพิ่ม

จักรพันธุ์: ในงานมหกรรมฯ ครั้งนี้จะมี ใบหน้าอื่น

นิวัต: ใบหน้าอื่น กับมหาสมุทร เลิศฯ

จักรพันธุ์: บูธหมายเลขอะไรครับ

นิวัต: บูธอัลเทอร์เนทีฟไรเตอร์ หมายเลข S30 อยู่โซน C ชั้น 2 ปีนี้อยู่ชั้นบน

จักรพันธุ์: ผู้เขียนไปทุกวัน

นิวัต: น่าจะทุกวันครับ

จักรพันธุ์: ทักทายได้ใช่ไหมครับ

นิวัต: ทักทายได้ เดี๋ยวนะ หนังสือส่วนใหญ่ถ้าหาไม่เจอ สั่งซื้อดีที่สุด ส่งถึงที่ และราคาถูกกว่า

กตัญญู: พี่ปอกับน้องนิวเป็นตัวแทนคนทำหนังสือรุ่นใหม่ ถ้าจะแนะนำคนรุ่นใหม่ที่อยากจะเข้ามาในแวดวงวรรณกรรม ให้กำลังใจเขา เขาจะหาทางอย่างไร จะทำอย่างไรต่อไปในการเข้าสู่แวดวงนี้ ให้คำแนะนำหน่อยครับ น้องนิวก่อน แล้วเดี๋ยวพี่ปอตบท้ายขายของอีกทีหนึ่งครับ

สิริกัญญา: การเขียนหนังสือ ถ้ามีความตั้งใจจริง ก็ต้องเขียนกันต่อไป ไม่อยากให้ท้อ ถึงแม้เราจะเขียนลงในโซเชียลมีเดีย โอเค มีคนตามมากดไลค์ นู่นนี่นั่น แต่มันอาจจะอยู่ในแวดวงคนรู้จัก คือรู้สึกว่า มันเป็นงานที่ต้องอดทน

กตัญญู: หรือจะส่งมาที่นิตยสาร เรื่องสั้น ก็ได้ อันนี้เป็นรายสะดวกแล้วใช่ไหมครับ

นิวัต: รายสะดวกแล้วครับ

กตัญญู: ผมเขียนส่งไปตั้งนาน ไม่ออกมาสักที มาที่น้องนิว ก็คือเขียนต่อไปนะครับ

สิริกัญญา: มันก็ต้องเป็นแบบนั้น มันเป็นตัวตน ตัวเองก็ยังไม่ได้ขยันมากพอที่จะแนะนำได้ว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เขียนต่อไปเถอะค่ะ เขียนต่อไปเรื่อยๆ อาจให้เพื่อนให้พี่ให้น้องอ่าน มันมีพื้นที่ที่เป็นนิตยสารต่างๆ ให้ลองส่งไป ส่งแล้วจะได้หรือไม่ได้ มันก็เป็นงานที่เราต้องทำ ส่งไปเถอะ ไม่ได้ก็เขียนต่อไป

กตัญญู: สรุปก็คือเขียนต่อไป พี่ปอมีอะไรจะพูดไหม พี่ปอควรจะเป็นคนตอบ อยากฟังพี่ปอมาก

นิวัต: ในตอนนี้ การเป็นนักเขียน มันทั้งง่ายและยากในเวลาเดียวกันเมื่อเทียบกับยุคของพี่ ยุคพี่คือต้องขยันเขียน ขยันทำสำเนาต้นฉบับส่งไปให้แมกกาซีนซึ่งในสมัยก่อนมีมากมายก่ายกอง แต่แมกกาซีนพวกนี้ล้มหายตายจากกันไปหมดแล้ว

กตัญญู: รวมถึงนิตยสาร เรื่องสั้น ไม่ล้มแต่หยุดไว้ก่อน

นิวัต: หยุดไว้ก่อนเพราะขี้เกียจครับ คือกำลังหาอาสาสมัคร ถ้าใครสามารถจัดอาร์ตได้จะเวิร์คมากเลย

กตัญญู: ผมจัดอาร์ตได้ครับ แต่มีค่าใช้จ่ายนิดหน่อย

นิวัต: มาทำฟรีสิ คืออย่างนี้ครับ การเป็นนักเขียนในตอนนี้ทั้งยากและง่าย ง่ายก็คือเรามีโซเชียลมีเดีย มีเฟซบุ๊ค มีบล็อก สามารถเผยแพร่งานของตัวเองได้ง่ายขึ้น ได้ทรงประสิทธิภาพมากขึ้น มีคนอ่านได้มากขึ้น หาแฟนได้มากขึ้น ถ้าเทียบกับสมัยเรา ต้องเขียนและส่งไปทางแมกกาซีนอย่างเดียว ถ้าได้ลงก็ลงไป ถ้าไม่ได้ลงก็ลงถังขยะ ซึ่งก็ต้องอดทน

ในยุคนี้ นักเขียนเกิดง่าย แต่ทำให้ต่อเนื่องทำได้ยาก อย่างที่นิวบอก ต้องทำงานต่อเนื่อง พูดตรงๆ ก็คือว่า เมื่อมันไม่มีบรรณาธิการคอยคัดเลือกเรื่องของเราไปลง เราเขียนเรื่องเสร็จ เราลงในบล็อก ในเฟซบุ๊ค มันก็จบไป มันไม่ได้ผ่านการกรำศึก มันไม่ได้ผ่านการแข่งขันกับนักเขียนที่ส่งเข้ามาด้วยกัน ซึ่งก็เป็นข้อเสียสำหรับนักเขียน ทำให้ขาดแรงจูงใจในการทำงาน

จริงๆ นักเขียนเวลาเขียน มันแข่งกับตัวเอง มันไม่ได้แข่งกับใครหรอก หากเขียนดี เวลาเราเทียบก็คือดีกว่าเรื่องที่เราเขียนมา ถ้าเขียนห่วย ก็คือเราเขียนห่วยกว่าเรื่องที่เขียนมา เอาไปเทียบกับมิลาน คุนเดอรา มันทำไม่ได้อยู่แล้ว มันไม่สามารถ สุดท้ายนักเขียนแข่งกับตัวเองอย่างเดียว เราเขียนห่วยเราก็รู้อยู่แล้วว่าเขียนห่วย แข่งกับตัวเอง แต่พอในยุคนี้มันไม่ต้องแข่ง มันลงไปได้เลย และใช้วิธีหาแฟนหนังสือจากในนั้น

กตัญญู: โพสต์รูปบ้าง ทำเป็นหล่อ ทำเป็นถ่ายหนังสือตัวเองสวยๆ กับกาแฟ ภาพลักษณ์ดีไม่มีใครอ่าน

นิวัต: จริงๆ ไม่ใช่จะทำได้กันทุกคน อย่างน้อยคุณต้องเขียนหนังสือก่อนถึงจะทำอย่างนั้นได้ แต่แนะนำว่านักเขียนรุ่นนี้ มีสนามอะไรก็ส่งไปเลย ไม่ต้องกลัว ยุคที่แล้วมันคือการท้าทายกับบรรณาธิการ เวลาเราส่งเรื่องไป ลงถังขยะก็ไม่กลัว ส่งเรื่องใหม่ไปอีก ลงถังขยะสัปดาห์นี้ก็มีเรื่องใหม่ของเราไปรออยู่แล้ว ไม่อ่านเรื่องของเราให้มันรู้ไป ใช้เวลาประมาณปีหนึ่งก็ได้ลง ถ้าเขียนบล็อกก็เขียนไป แต่อยากจะบอกว่าถ้ามีสนามที่เป็นสิ่งพิมพ์ ควรจะส่งไป

กตัญญู: จะได้ท้าทายตัวเองกับคนอื่นด้วย ท้าทายกับคนที่มาดูงานเรา ไม่ใช่แค่รออย่างเดียวแล้วก็แล้วไป

นิวัต: การได้ตีพิมพ์งานมีความสำคัญมาก มีความสำคัญจริงๆ การได้ตีพิมพ์มันบอกว่ามันผ่านการคัดกรองจากบรรณาธิการ มันมีขั้นตอนของมัน อย่างน้อยก็มีใครสักคนหนึ่งหยิบเรื่องของเราขึ้นมา ไม่ควรมองข้ามเรื่องนี้ แม้เราจะมีบล็อกของเราก็ตาม

กตัญญู: ซึ่งงานชิ้นนี้เกิดจากวัยหนุ่ม ผ่านการคัดทิ้งลงถังขยะมาแล้ว ถึงเวลาขายครับ พี่ปอครับ ขายสักนิดหนึ่ง แนะนำกันนิดหนึ่ง สำหรับวัยรุ่นหรือคนที่โตแล้ว ทำไมต้องอ่าน ใบหน้าอื่น จะชอบมันอย่างไร น้องนิวขอขายด้วยคนครับ เชิญขายครับ น้องนิวก่อน ตบด้วยพี่ปอ มันจะสวยงามกว่า

สิริกัญญา: ได้จ้ะ นิวอ่านเล่มนี้ อ่านเล่มนี้มาหลายครั้ง อย่างที่บอก 20 รอบก็ถึง คืออ่านซ้ำ อ่านทุกครั้งก็จะไม่รู้สึกเหมือนเดิม แต่ทุกครั้งที่อ่านหนังสือเล่มนี้ยังร้องไห้เหมือนเดิม ครั้งแรกๆ เราร้องไห้ เราเสียใจ เราอินกับตัวละคร ทำไมชีวิตมันต้องเศร้าขนาดนี้ คือเราอาจจะไม่ได้เศร้าขนาดเขา แต่มีส่วนที่ทับซ้อนกัน อย่างที่บอก แต่พอเวลาผ่านไป เราทำละครไปแล้ว เราวิจัย เราปล่อยทุกอย่างออกไปหมดแล้ว เรากลับมาอ่านอีก เรารู้สึกว่าเราดีใจที่เราผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ อยากให้ลองอ่าน

จักรพันธุ์: อันนี้เห็นด้วย เพราะรู้สึกอย่างนั้นเหมือนกันตอนอ่าน พี่ปอครับ

นิวัต: เล่มนี้เป็นนิยายเล่มแรก ตอนที่เราเขียน มีคำคำหนึ่งที่ท้าทายเรามาก คือเราจะเขียนมันให้จบยังไง คนที่เขียนนิยายจะรู้ว่า สิ่งที่ยากสุดในการทำนิยายก็คือเขียนมันให้จบ ซึ่งมันยากมาก พูดง่ายมาก แต่เราจะฝ่าด่านตัวละครที่ไม่อยากให้เราเขียนถึงยังไง และผ่านเรื่องเล่าที่เราคิดว่ามันจะนำพาผู้อ่านไปสู่จุดที่เราอยากจะให้ไปสู่หรือเปล่า ค่อนข้างยากมาก

จริงๆ แล้วนิยายเรื่องนี้มันเป็นเหมือนหนึ่งในเรื่องเล่าส่วนตัวของผู้เขียน แม้มันจะไม่ใช่ทั้งหมด แต่มันมีบางส่วนของชีวิตเราอยู่ในนิยายเล่มนี้ คิดว่ามันคงมีอะไรบ้างเมื่ออ่านจบแล้ว แม้เราจะผ่านเวลามาแล้วก็ตาม แต่คิดว่ามันน่าสนใจตรงที่ว่า เราจะได้รู้ว่าเรายังมีชีวิตอยู่ตอนที่หนังสือเล่มนี้ออกมาแล้วถึง 14 ปี เพราะเราอาจจะเป็นหนึ่งในคนที่สูญเสียหรือไร้ลมหายใจก็เป็นได้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s