Dunkrik และเพลงสงครามเพลงอื่นๆ

dunkirk-poster

ผู้อ่านหลายท่านคงได้ชมภาพยนตร์มหากาฟย์สงครามโลกครั้งที่สองเรื่องยุทธการ Dunkrik ของผู้กำกับคริสโตเฟอร์ โนแลน กันบ้างแล้ว ต้องยอมรับว่าภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวอยู่เหนือความคาดหมายมาก เพราะแรกสุดตอนที่โนแลนประกาศสร้างหนังประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สอง แฟนหนังส่วนใหญ่ก็มีเครื่องหมายคำถามเกิดขึ้นมากมายว่าหนังเรื่องนี้ของโนแลนจะออกมาอย่างไร เพราะหากไล่ตามลำดับหนังของผู้กำกับชาวอังกฤษ-อเมริกัน ผู้นี้แล้ว ถือว่าเป็นผู้กำกับเลือดใหม่ที่มีสไตล์การสร้าง เขียนบท ที่ไม่ธรรมดาเลย อย่างเช่น Batman: The Dark Knight ในฉากที่ให้คนคุก กับชาวเมืองก็อตแธมป์ เป็นผู้เลือกที่กดระเบิดเรืออพยพของใคร มันเป็นการเลือกระหว่างให้ใครจะอยู่ หรือใครจะตาย โดยมีเงื่อนไขว่าหากการเลือกที่จะอยู่ คนที่อยู่ต่อมือจะต้องเปื้อนเลือดในฐานะฆาตกร หรือแนวคิดเรื่องความฝันใน Inception ที่ซับซ้อนซ่อนฝันหลายชั้น จนมาถึงทฤษฎีควอนตัมและอวกาศใน Interstellar ที่เล่นกับห้วงเวลาที่แสนวกวน

ส่วนในสมรภูมิแห่ง Dunkrik ที่โนแลนกำกับและเขียนบทขึ้นมานั้น อาจกล่าวได้ว่าเป็นภาพยนตร์สงครามที่ไม่ได้เจริญรอยตามหนังสงครามโลกครั้งที่สองเรื่องอื่นใด โนแลนประกอบสร้างหนังขึ้นมาสามองก์ด้วยกัน องก์แรกคือ The Mole องก์ที่สอง The Sea และองก์ที่สาม The Air โดยแยกทั้งสามส่วนผ่านคนละห้วงเวลาที่สลับเหลื่อมล้ำกันในเหตุการณ์เดียว

Dunkrik นำเสนอภาพของสงครามโดยตัวสงคราม ผ่านความตายของทหารจำนวนมากในฉากที่เครื่องบินทิ้งระเบิดบนชายหาดและสะพานหิน สงครามไม่ใช่เรื่องของปัจเจกแต่เป็นมวลรวมของการมีชีวิตอยู่หรือตาย ความตายจะเกิดกับใครก็ได้โดยไม่เลือก การทิ้งระเบิด เรือโดนถล่มและจมน้ำ ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่ไม่แยกแยะว่าใครคือใคร ขณะเดียวกันในฉากของนักบินที่ผู้ชมไม่เห็นหน้า และผู้ชมก็กลายเป็นหนึ่งตัวละครในห้องเครื่องนักบินแคบๆ แทน ส่วนวีรกรรมของสงครามนั้นตกอยู่ในกำมือของประชาชนที่เข้าร่วมไปช่วยเหลือทหาร ทั้งที่พวกเขาต่อต้านสงคราม ดังนั้น Dunkrik จึงเป็นหนังสงครามที่ไม่ได้เชิดชูวีรกรรมแบบทหารหาญ Dunkrik มิได้สดุดีภารกิจการถอยทัพว่าคือชัยชนะ แต่ขณะเดียวกันทางการเมือง การถอยและไม่สูญเสียกลายกลับเป็นชัยชนะไปได้ ความย้อนแยงเช่นนี้เองทำให้ตัวละครของ Dunkrik อยู่ในฐานะก้ำกึ่งวีรบุรุษ ทหารหรือประชาชนตัวเล็กๆ ที่ไม่ได้ต้องการสิ่งตอบแทนใดๆ และตอนจบด้วยการทิ้งภาพเครื่องบินไร้น้ำมันบินชมทัศนียภาพก่อนจะร่อนลงจอดบนชายหาดยาวเหยียด และเป็นการเผยใบหน้าครั้งแรกของนักบินที่โดนจับเป็นเชลย

ผู้เขียนเชื่อว่าท่านที่ได้ชมหนังเรื่องนี้คงกำลังแย้งว่าเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Dunkrik มิใช้เพลงบรรเลงแบบเทรดดิชั่นที่เราคุ้นเคยกันในหนัง มันไม่ได้บรรเลงด้วยวงออร์เคสตร้าด้วยซ้ำ แต่เป็นเพลงในแนว Ambient ที่บรรเลงด้วยซินธิไซเซอร์ ซึ่งจริงดังว่า แต่คอลัมน์เพลงคลาสสิกผู้เขียนไม่อยากจำกัดตัวเองกับเพลงคลาสสิกเดิมๆ แต่อยากจะมองหาเสียงใหม่ๆ หรือแนวการฟังที่จะทำให้เราไปไกลได้มากกว่าดนตรีที่อยู่ในกรอบที่จำกัด

เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Dunkrik ประพันธ์โดย Hans Zimmer ชาวเยอรมัน เจ้าของรางวัลออสการ์เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องดังอย่าง The Lion King รวมถึง Gladiator ที่โด่งดัง สไตล์การประพันธ์เพลงของ Hans Zimmer มีลักษณะล่องลอย คล้ายแนวนิวเอจผสานกับเวิร์ลมิวสิก โดยขับเน้นโทนต่ำเพื่อดึงให้เสียงมีความลึกลับสับสน จนกลายเป็นที่ชื่นชอบของผู้กำกับอย่างโนแลน จนผูกปิ่นโตใช้กันมาหลายต่อหลายเรื่อง

ใน Dunkrik ผู้ฟังจะสัมผัสได้ว่าเพลงได้เข้ามามีส่วนร่วมกับบรรยากาศของหนังสูงมาก เนื่องจากตัวหนังจะมีบทพูดที่น้อยมาก การนำเสนอทางด้านภาพและเสียงจึงมีส่วนสำคัญในการทำให้ภาพหนังกับเพลงตรึงผู้ชมเข้าด้วยกัน ในระหว่างที่ชมภาพยนตร์

หากเปรียบเทียบกับดนตรีที่ ฮันส์ ซิมเมอร์ ทำใน Gladiator นั้นมองเห็นภาพที่แตกต่างกันอย่างเด่นชัด ใน Gladiator ความสำคัญของเมโลดี้ทำให้การสร้างเสียงประสานที่ไม่ได้ต้องการครอบคลุมโทนของหนัง แต่เน้นการบรรยายายความรู้สึกให้จับใจอารมณ์ ขณะเดียวกันผู้เขียนเทียบเคียงกับผลงานเรื่อง Blackhawk Down ซิมเมอร์ผสมผสานงานแบบ Gladiator เข้ากับงานในยุคใหม่ๆ เช่น The Dark Knight หรือ Interstellar

เพลงใน Blackhawk Down ดูมีความสับสนวุ่นวายมากกว่า เอ็กโซติกกว่า มีความเป็นเวิร์ลมิวสิกสูง ด้วยภาวะรูปแบบหนังสงครามที่แตกต่างกัน ขณะที่ Dunkrik ให้ความรู้สึกเงียบ เวิ้งว้าง น่าสะพรึง ที่เวียนวนกลับไปซ้ำๆ เปรียบดังการรุกคืบที่มองไม่เห็นเพราะความตายที่จะเกิดกับใครเมื่อไหร่ก็ได้โดยไม่มีการเตือน การใส่เสียงเข็มนาฬิกาเดินกระชั้นเข้าไปในธีมทำให้รู้สึกถึงห้วงลมหายใจถี่รัว รุกเร้า และเต็มไปด้วยความว้าวุ่นที่จะต้องตัดสินใจบางอย่าง

ในเพลง Variation 15 (Dunkirk) เป็นการเรียบเรียงเพลงของท่าน เซอร์ เอ็ดเวิร์ด อันการ์ และเบนจามิน วอลล์ฟิช เข้าด้วยกัน ในรูปแบบเพลง New Age ทำให้ผู้เขียนนึกถึงผลงานเพลงของ Vangelis ซึ่งได้รสชาติ บรรยากาศที่แปลกไปจากที่เป็นอยู่ไม่น้อย

และเพลงสุดท้าย End Titel ก็เช่นกัน มีส่วนผสมในแบบ Chariot of Fire ที่มี pattern ซ้อนทับระหว่างเสียงที่มีลักษณะเคลื่อนไหวเป็นจังหวะ คล้ายการบิน หรือการวิ่ง ประกอบกับความเวิ้งว้าง ความเงียบ และจบลงอย่างสงบ

นอกจากเพลงจากหนังเรื่อง Dunkrik แล้ว เพลงคลาสสิกที่เกี่ยวกับสงครามนั้นถูกประพันธ์ขึ้นนับไม่ถ้วน รวมถึงห้วงเวลาในการประพันธ์ด้วย หากพูดให้ง่ายเพลงที่นำเสนอต่อสงครามนั้นมีท่วงทำนองของมันโดยเฉพาะ เพลงที่บรรเลงถึงการออกศึกสงครามคงไม่พ้นท่วงทำนองเพลง Marches ส่วนเพลงมาร์ชนั้นก็แบ่งเป็นสองแบบง่ายๆ ที่เราคุ้นเคยก็คือ Festival March มีทำนองที่สง่างามเกรียงไกรและร่าเริง ใช้บรรเลงนำขบวนสวนสนามในงานพิธีที่สำคัญ เช่น งานฉลองชัยชนะ หรือการปลุกใจก่อนออกศึก และ Funeral March ที่บอกอยู่แล้วว่าเป็นท่วงทำนองที่เศร้าสลด ส่วนมากใช้บรรเลงเดินนำขบวนแห่ศพ

ผู้เขียนอยากแนะนำเพลง Festival March ที่โด่งดังและคุ้นหูเช่นเพลง Colonel Bogey March ซึ่งเรามักจะได้ยินกันเสมอในวงดุริยางค์ในงานมหกรรมกีฬาต่างๆ ส่วนเพลง Pomp and Circumstance Marches, Op. 39: March No. 1 in D ของ Sir Edward Elgar เป็นเพลงมาร์ชอีกเพลงที่คุ้นเคย ส่วน 1812 Overture ของท่านไชคอฟสกี้ นั้นถือเป็นเพลงสงครามที่ฮิตสำหรับคอเพลงคลาสสิกและเล่นเครื่องเสียง นอกจากความดุดันของเพลงแล้ว การยิงปืนใหญ่กลางบทเพลงเป็นจุดขายของเพลงนี้อย่างไม่ต้องสงสัย มันได้กลายเป็นเพลงที่คนเล่นเครื่องเสียงต่างหาแผ่นที่บันทึกเสียงการยิงปืนใหญ่กันจริงๆ มาฟังกัน จนบางครั้งเข็มจากแผ่นเสียงอาจจะกระโดดเด้งขึ้นมาก็มี The Ride of the Valkyries ของท่านริชาร์ด วากเนอร์ เป็นอีกเพลงที่ได้รับการพูดถึงว่าเป็นเพลงมาร์ชที่โด่งดัง ได้รับการมาเรียบเรียงเสียงประสานบรรเลงในรูปแบบต่างๆ มากมาย

ในช่วงท้ายผู้เขียนขอแนะนำเพลงแห่งสงครามที่มีท่วงทำนองช้า เศร้า กินใจ และเศร้า กันบ้าง เริ่มด้วยเพลง ของ Samuel Barber: Adagio for Strings ซึ่งได้ถูกนำไปเรียบเรียงเสียงประสาน และประกอบภาพยนตร์เรื่อง Platoon หนึ่งในหนังสงครามที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่ง

เพลงต่อมาเป็นบทเพลงของ Leoš Janáček คีตกวีชาว Czech กับบทประพันธ์ Violin Sonata ยานาเช็คประพันธ์เพลงนี้ตอนที่เขากำลังสนใจแต่งเพลงในแนวแชมเบอร์ ช่วงเวลาที่เขาแต่งเพลงนี้เป็นช่วงเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แม้จะไม่ใช่เพลงสงครามโดยตรงแต่ห้วงเวลาของการแต่งเพลงเป็นจุดหมายสำคัญ แม้เขาจะเขียนความทรงจำเอาไว้ว่าบทประพันธ์นี้เกิดขึ้นด้วยเสียงที่เขาได้ยินคือเสียงเหล็กที่กระหน่ำลงบนหัว หากลองฟังเพลงนี้จะพบว่าเพลงนี้ของยานาเช็คช่างเต็มไปด้วยความเศร้าตรม และตั้งคำถามต่อห้วงเวลาที่แสนสาหัส ความตาย และการสูญเสีย

และขอตบท้ายด้วยบทเพลง Cello Concerto Op. 85 ของเอ็ดเวิร์ด อัลการ์ ซึ่งเพลงแรกแต่งขึ้นในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เป็นเชลโลโซนาต้าที่มีชื่อเสียงมากที่สุดบทเพลงหนึ่ง และมีผู้นำมาบรรเลงจำนวนมาก นักเชลโลที่บันทึกเสียงบทเพลงนี้จนเป็นที่โด่งดังมากๆ ก็คือแจ็คการีน ดู เป นักเชลโลสาวชาวฝรั่งเศส

จากสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสู่สมรภูมิดันเคิร์ก ภาพจดจำของสงครามคือความสูญเสีย สิ้นหวัง แม้ท้ายสุดจะเฉลิมฉลองด้วยบทเพลงมาร์ช แต่ก็ไม่อาจหยุดความโศกาในงานศพของผู้คนที่ไม่อาจหวนคืน และนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งชองภาพใบหน้าเพลงสงคราม

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s