5 สิ่งเกี่ยวกับ จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท ที่คุณอาจจะยังไม่รู้


5 สิ่งเกี่ยวกับ จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท ที่คุณอาจจะยังไม่รู้

1

จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท เกิดวันที่ 18 กันยายน 2535

ซึ่งเป็นวันเกิดวันและเดือนเดียวกับ แลนซ์ อาร์มสตรอง นักแข่งจักรยานชาวอเมริกัน และ เกรทา การ์โบ นักแสดงชาวสวีเดน ในยุคหนังเงียบของฮอลลีวูด

จิดานันท์ เกิดที่กรุงเทพ และใช้ชีวิตวัยเด็กที่ปากน้ำ สมุทรปราการ

เป็นลูกสาวคนที่สี่ในครอบครัว มีพี่สาวสามคน ครอบครัวเป็นบ้านคนจีน อาศัยตึกแถว ประกอบอาชีพขายของ พ่อแม่จะกวดขันให้เรียนหนังสือตลอด

เธอเป็นผู้คนในหลายจังหวัด อายุสิบสอง ย้ายจากบ้านเกิดไปที่จังหวัดเชียงใหม่ เริ่มต้นใช้ชีวิตวัยรุ่นที่นั่น หลังจากนั้นก็ย้ายบ้านอีกหลายครั้งจนนับไม่ถูกว่ากี่ครั้ง

2

หลายคนอาจจะไม่ทราบว่า จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท เลือกเรียนภาษาสำคัญภาษาหนึ่งของโลก นั่นคือภาษารัสเซีย เธอให้เหตุผลสามข้อที่น่าสนใจว่า

หนึ่ง เพราะคิดว่ามีคนรู้ภาษานี้น้อย น่าจะหางานง่าย แล้วผลลัพธ์เป็นไง ตอนนี้ทำงานก็ไม่เห็นได้ใช้ภาษารัสเซียเลย

สอง เพราะมีคนบอกว่ามันยาก เลยอยากไปลองโดน แล้วผลลัพธ์เป็นไง ยาก-มาก-มาก บ้าเอ๊ย

สาม เพราะชอบวิธีการดำรงชีวิตของคนประเทศนี้ รู้สึกมันแปลกประหลาด สวยงาม แข็งแกร่ง แล้วผลลัพธ์เป็นยังไง หลังจากได้เรียนรู้เกี่ยวกับพวกเขา ก็ยังชอบผู้คนและประเทศนี้อยู่นะ คนรัสเซียแปลกประหลาดและก็สวยงามด้วย เป็นคนที่เข้มแข็งอดทนต่อความยากลำบาก สภาพอากาศ ความเหน็บหนาว และพวกเขาก็มีใจรักในศิลปะ การแสดง ดนตรี วรรณกรรม

อาจจะมีบางส่วนที่เหยียดเพศหรือหัวรุนแรงบ้าง ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

3

หากพูดถึงความรักและความตายของคุณ คิดถึงอะไร

ไม่รู้ ถามอะไรยากจัง

การพยายามกำหนดนิยามเป็นสิ่งที่ยากลำบาก เพราะนิยามมันต้องพูดถึงสิ่งนั้นอย่างรอบด้าน ถูกต้อง ครบองค์ประชุม ฉันว่าฉันกำหนดสิ่งที่ถูกต้องขนาดนั้นสำหรับเรื่องใหญ่อย่างความรักและความตายไม่ได้หรอก
เอาเป็นว่าเรามา “พูดถึง” ความรักและความตายกันดีกว่า

ถ้าพูดถึงความรัก จิดานันท์คิดถึงอะไร
ในแต่ละช่วงวัยของชีวิตจะคิดถึงความรักในมุมมองที่ต่างกันนะ เหมือนจำได้ว่าตอนเด็กกว่านี้จะมองความรักอีกแบบหนึ่ง แต่ตอนนี้ก็มองอีกแบบ คิดว่าพอโตกว่านี้ก็จะมองแบบอื่น
ในตอนนี้มองว่าความรักเป็นสิ่งที่มีพลังในการบังคับมนุษย์
คนเรามักจะถูกความรักบงการให้ทำตัวแปลกๆ ทั้งที่ไม่ได้อยากจะทำแบบนั้น เหมือนถูกความรักมอมยาจนทำแบบอื่นไม่ได้ ทั้งที่คิดด้วยหลักเหตุและผลแล้วไม่ควรทำ แต่สุดท้ายก็ทำอยู่ดี

ถ้าพูดถึงความตาย จิดานันท์คิดถึงอะไร
อันที่จริงมันคือปัญหาใหญ่ของมนุษย์ทุกคนนะ เพราะเราไม่รู้ว่าหลังผ่านความตายไปจะเกิดอะไรขึ้น จะเป็นไปตามความเชื่อของศาสนาไหน มันจะมีพระเจ้า หรือมันจะเป็นการเวียนว่ายตายเกิด หรือว่าจะไม่เป็นอะไรเลย แค่หายไป แค่จบลง

เราไม่รู้ ไม่มีใครเลยที่รู้แน่ว่าเรากำลังจะไปไหน ไม่มีใครมีข้อพิสูจน์
เอาจริงๆ เป็นการใช้ชีวิตที่เสี่ยงมากนะ คือทุกคนจะไปเจอมันแน่ๆ ไม่มีทางหลบเลี่ยง แต่ดันไม่รู้ว่ามันคืออะไร และไม่มีทางรู้
พอคิดถึงความตายคุณจะมีคำถามข้อหนึ่งที่ต้องถามแน่ๆ คือ เราจะต้องไปเริ่มใหม่มั้ย

พอคิดเรื่องไปเกิดใหม่ เราก็ไม่คิดว่าในชาติหน้าเราจะสะดวกสบายไร้ปัญหาไง มันต้องไปเจอปัญหาแบบเดิมๆ ที่เราเจอในชาตินี้ซ้ำอีก ต้องเกิดใหม่เพื่อไปเรียนหนังสือในโรงเรียน ไปเครียด ไปรถติด ไปเจอปัญหาในที่ทำงาน พูดง่ายๆ คือไปเป็นทุกข์ แล้วก็เกิดชาติต่อไปอีก เพื่อไปเจอความห่วยของชีวิตอีก วนเวียน เจออีกเรื่อยๆ ชาติแล้วชาติเล่า แล้วเมื่อไหร่มันจะจบ พอคิดแบบนี้ก็จะเริ่มกลัว เริ่มรู้สึกว่าหนทางข้างหน้าเป็นทุกข์ที่ยาว
นานมากๆ

หรือว่าเราจะไม่เกิดใหม่แล้ว ประวัติศาสตร์โลกมีมาแล้วเป็นพันๆ ปี และจะมีต่อไปเรื่อยๆ อีกนานแสนนาน แต่ตัวเรามีสิทธิได้ใช้ชีวิตอยู่แค่ช่วงเวลาสั้นๆ นี้แล้วก็สลายไป เวลาอีกตั้งยาวนานในอนาคตจะเลื่อนไหลไปโดยไม่มีเราอีกแล้ว และก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยมีเรามาก่อน พอคิดแบบนี้มันจะเหงาๆ เหมือนมันว่างโหวงชอบกลอยู่ในอก

พอคิดถึงความตายมากๆ ก็จะแบบ “โอย ฟังดูน่ากลัวจัง เลิกคิดถึงมันดีกว่า คิดถึงชีวิตตอนนี้คงจะดีกว่า”

ซึ่งการคิดแบบในเครื่องหมายคำพูดด้านบนนั่นน่ะ มันเหมือนกับว่า เรากำลังเดินทางสู่จุดหมายที่จะต้องเจอแน่ๆ แต่เราไม่รู้ว่าจุดหมายนั้นคืออะไร จะมีอันตรายแก่เราไหม แล้วเราก็ขี้เกียจกังวล เลยบอกว่า เฮ้ย ช่างมันเถอะ ดูวิวข้างทางกันดีกว่า
.
ฟังดูหนีความจริงเนอะ…
แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไงกับปัญหาเรื่องความตาย มันเป็นหัวข้อที่สับสนอยู่มาก

4

เรื่องสั้นเรื่องแรกของคุณที่เขียนคือเรื่องอะไร ตีพิมพ์ที่ไหนหรือไม่ รวมถึงคุณผ่านรางวัลอะไรมาบ้าง ช่วยเล่าอธิบาย

เรื่องสั้นเรื่องแรกจริงๆ คือเรื่องที่เขียนตอนมัธยมต้น แน่นอนว่าห่วยเสียจนไม่ควรจะส่งไปตีพิมพ์ที่ไหน และอาจจะไม่เรียกว่าเรื่องสั้นด้วยซ้ำ หลังจากนั้นก็เขียนเรื่องสั้นมาอีกเรื่อยๆ ส่วนใหญ่ลงในอินเทอร์เน็ตตามเว็บบอร์ดของเด็กๆ เรื่องแรกที่ได้ตีพิมพ์เป็นจริงเป็นจังคือเรื่องผีชื่อ “ปากของแม่เป็นวงกลม” และ “ใครพูดคนแรก” ทั้งสองเรื่องได้ตีพิมพ์พร้อมกัน ในหนังสือชื่อ “เสียงของความเงียบ” สำนักพิมพ์ตะวันส่อง

ถ้ารวมรางวัลทั้งหมดที่เคยได้รับ / ได้เข้ารอบสุดท้าย / ได้รางวัลชมเชย ฯลฯ รวมรางวัลจากเวทีเล็กๆ น้อยๆ กรุบกริบต่างๆ ก็เคยได้เข้ารอบมาถึง 25 รายการ แต่ถ้าเอาแค่ที่ดูมีน้ำมีเนื้อหน่อย ขอยกมาสัก 4 รายการ ดังนี้ค่ะ

1. นวนิยายรางวัลดีเด่น Young Thai Artist Award 2016

2. เรื่องสั้นยอดเยี่ยมรางวัลนายอินทร์อะวอร์ดประจำปี 2558

3. เรื่องสั้นเข้ารอบสุดท้ายรางวัลนายอินทร์อะวอร์ดประจำปี 2557

4. รวมเรื่องสั้นรางวัลดีเด่น Young Thai Artist Award 2013

ล่าสุดหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มก่อนหน้านี้ “สิงโตนอกคอก” ได้เข้ารอบลองลิสต์ซีไรต์ค่ะ และได้รับรางวัลซีไรต์ในที่สุด และ เป็นนักเขียนซีไรต์ที่อายุน้อยที่สุด

5

สำหรับจิดานันท์ เหลืองเพียรสมุทได้เปิดใจสัมภาษณ์มาแล้วห้าคำถาม ตอนนี้มีอะไรบ้างที่นักอ่านยังไม่รู้

ก็คงมีเยอะ มีอะไรเยอะเลยแหละที่คุณไม่รู้เกี่ยวกับฉัน

เวลาอ่านหนังสือ คนอ่านจะจินตนาการภาพคนเขียนไว้แบบหนึ่ง ซึ่งภาพนั้นจะผิดไปจากตัวจริงเยอะ พอไปเจอตัวจริงของคนเขียน ส่วนใหญ่จะอกหักนะ

แรกๆ อาจจะยังไม่อกหัก แต่พอติดตามเฟสบุ๊คกันไปเรื่อยๆ ก็อาจจะมีความรู้สึกว่า คนเขียนไม่เหมือนที่เราอยากให้เป็นแล้ว ทำไมเขาแสดงความคิดเห็นผิดจากที่เราหวังให้เขาเป็น อาจจะผิดหวังต่อเขา

ฉันเองก็มีเหตุการณ์แบบนี้บ่อยนะ คิดภาพนักเขียนไว้แบบหนึ่ง พอถึงเวลาจริง ไปเจอตัวนักเขียนแล้วเขาไม่ใช่แบบที่คิดไว้

ในอนาคต เหตุการณ์แบบนี้มันอาจจะเกิดขึ้น ระหว่างคุณกับจิดานันท์

งั้นเรามาตกลงกันดีกว่า

สมมติตอนนี้ฉันสบตาคุณนะ แล้วฉันก็จะพูดกับคุณ ไม่ใช่พูดกับใครก็ตามที่แวะมาอ่านเพจแบบรวมๆ นะ ฉันพูดกับคุณแบบตัวต่อตัว พูดว่า

ถ้าสักวันหนึ่ง ฉันไม่เป็นแบบที่คุณคิด

โปรดเมตตาต่อฉันในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

ฉันต้องขอความเมตตาเพราะฉันเปราะบางเหลือเกิน

#วันหนึ่งความทรงจำจะทำให้คุณแตกสลาย #porcupinebook