สิเหร่

จิระภัทร อังศุมาลี

aka: สิเหร่

จิระภัทร อังศุมาลี เกิดที่จังหวัดภูเก็ต นามปากกา ‘สิเหร่’ ได้มาจากชื่อเกาะเล็กๆ เกาะหนึ่งที่ติดกับเกาะภูเก็ต ญาติมีที่ดินอยู่ริมทะเลเป็นสวนยาง ตอนเด็กๆ เคยสร้างกระต๊อบอยู่บนเนินผา เหมือนนิยายเรื่องโลกียชนของ จอห์น สไตน์เบ็ค 

เขาคือนักเขียนรุ่นใหญ่คนหนึ่งของวงการ งานของเขาผ่านเข้ารอบซีไรต์หลายครั้ง เช่น นวนิยายเรื่อง ‘คราบ’ รวมเรื่องสั้น ‘วิปริต’ ขณะที่อีกตัวตนหนึ่งของเขา…ถ้าดนตรีแจ๊สเป็นศาสนา เขาก็คงเปรียบได้กับเจ้าลัทธิ งานเขียนบอกเล่าเรื่องราวของดนตรีแจ๊สของ ‘สิเหร่’ ถูกจัดเป็นงานคลาสสิกไปแล้ว… บางทีการแนะนำเขามากไปกว่านี้อาจเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย

จากบุปผาชน สู่ครูสอนศิลปะ

จิรภัทร อังศุมาลี เรียนจบชั้นมัธยมต้นที่โรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย และจบ ปวช. จากโรงเรียนอาชีวศิลปศึกษา เมื่อปี ๒๕๑๔ จากนั้นกลับไปเป็นครูสอนศิลปะที่โรงเรียนประศาสน์วิทยาในภูเก็ต ๑ ปี ก่อนจะเข้ามาทำงานในหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตยช่วงก่อนเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาฯ หลังจากนั้นได้ร่วมทำงานกับนิตยสารอีกหลายฉบับ ทั้งรายสัปดาห์ รายปักษ์ และรายเดือน เขาเริ่มเขียนบทกวีมาตั้งแต่สมัยเรียนศิลปะ ตามด้วยเรื่องสั้น นวนิยาย และสารคดี นอกจากนี้นังเขียนบทความเกี่ยวกับดนตรี

‘สิเหร่’ เป็น ฮิปปี้กลุ่มแรกๆ ในเมืองภูเก็ต เขาไว้ผมยาว หนวดเครารุงรัง ชอบแต่งชุดดำ คนจีนในภูเก็ตช่วงนั้นเป็นสังคมอนุรักษ์นิยม ยึดถือธรรมเนียมเก่าอยู่มาก เวลาเดินเที่ยวในเมือง ก็จะถูกมองด้วยแววตาเหยียดหยาม คงเป็นเพราะผู้ชายคนแรกๆ ที่ไว้ผมยาวไม่โกนหนวดเครา แล้วคงท่าทางกวนตีนด้วย เรื่องก็เลยไปกดดันกับคุณแม่ที่รับราชการ คล้ายทำไมไม่ตักเตือนลูกชาย แม่ตอบว่า คุณก็ไปบอกมันเองสิให้ตัดผมโกนหนวด ฉันไม่เกี่ยว สิเหร่ก็เลยกวนตีนหนักขึ้น ไปงานศพสวมเสื้อใส่เสื้อยืดสีสด ไปงานแต่งใส่เสื้อผ้าดิบกางเกงดำไปเลย มันดี

คนแบบเราไม่ใช่คอมมิวนิสต์ เราเป็นคนค่อนข้างจะเสรีนิยมด้วยซ้ำไป เราดูหนัง เราฟังเพลง เราสูบกัญชา เพียงแต่เรารักความเป็นธรรม คือเราไม่ใช่คอมมิวนิสต์แน่นอน ให้ผมเข้าป่าก็ไม่เอา ทำไมต้องให้เราเข้าป่า ผมยังอยากดู ยังอยากฟังเพลง ชีวิตผมเป็นแบบนี้

ช่วงปี 1981 คือช่วงที่ใช้ชีวิตเดินทางยาวนาน เริ่มจากไปหาเพื่อนที่โตรอนโต แล้วเราก็ขับรถเข้าเควเบก มอนทรีออล เซ็นต์จอหน์  ไต่ไปตามเทือกเขาแอปปาเรเชี่ยน  จากนั้นบินมาปารีส ใช้ชีวิตที่นี่เป็นจุดหาเงิน ด้วยการวาดาพเหมือนนักท่องเที่ยวหน้าพิพิธภัณฑ์จอร์จปอมปิดู พอได้เงินสักก้อน ก็ซื้อตั๋วรถไฟท่องไปตามเมืองต่างๆในยุโรป จำได้ว่าเข้ามืดวันนึง รถไฟถึงสถานีที่แฟรงค์เฟิร์ต เรารอให้สว่าง นั่งบนม้ายาวในสถานี มีกลุ่มคนหนุ่มสาวสี่หรือห้าคนนั่งอยู่ตรงร้านกาแฟที่มีเก้าอี้นั่งนอกร้าน ตอนนั้นหดหู่ แล้วเหงาจับใจลึกๆ เพราะส่วนใหญ่ที่ผ่านมาจะท่องไปคนเดียว เลยเขียนจดหมายถึงเพื่อนบางคนที่กรุงเทพ ตอนเขียนน้ำตาแม่งหยดลงบนกระดาษ เพิ่งรู้สึกว่า ตัวเองไม่ใช่นักเดินทางแท้จริงอีกแล้ว ดีที่พวกเขาเข้ามาทักทาย ผู้หญิงในกลุ่มถามว่า นายร้องไห้เหรอ เราก็อาย แต่ก็คุยกันสนุก พวกเขาชวนไปพักด้วย ก็เลยหายหดหู่ไปช่วงหนึ่ง  พอกลับมาปารีส เย็นวันนึงยืนบนดาดฟ้าจอร์จ ปอมปิดู พระอาทิตย์กำลังตก จำได้ตอนนั้นตัวสั่น แล้วร้องไห้ ต้องเดินหลบออกไป มันเหงาสัตว์เลยละ รู้เลยว่าความเหงาจริงๆนั้นมันเป็นยังไง เลยตัดสินใจกลับกรุงเทพฯ

ไปทรานไซบีเรีย ไปช่วงปลายปี 1986 เป็นการเชิญของบริษัทท่องเที่ยว มีเปลว สีเงินร่วมอยู่ด้วย ไปกันแค่สามคนกับแล้วมีไกด์รัสเซียเป็นคนรับผิดชอบตลอดการเดินทางจนกว่าจะออกจากรัสเซีย ช่วงนั้นกอร์บาชอฟเพิ่งเป็นประธานาธิบดี รัสเซียยังไม่ถึงกับเปิดประเทศ เส้นทางจากมอสโค ไปจบที่อีร์คูส เมืองที่มีทะเลสาปไบคาน จากนั้นขึ้นรถไฟแยกจากเส้นทรานไซบีเรียเข้ามองโกลเลีย แล้วไปจบที่ปักกิ่ง ก่อนจะนั่งรถไฟต่อไปยังกวางโจว แล้วสิ้นสุดที่ฮ่องกง นั่งสายไซบีเรียไม่ยาวนักหรอก เพราะทรานไซบีเรียเต็มต้องจากเซ็นปีเตอร์เบร์กไปสุดวลาดิวอชสต็อค ต้องนั่งรถไฟสมัยนั้น 6 คืน

He Said

“คุณหลอกคนที่เสพงานศิลปะของคุณไม่ได้”

God Bless the Child มันปวดร้าว มันไม่ค่อยมีทางออก เพลงนี้เป็นเพลงเก่า เพลงที่ร้องกันในโบสถ์ แล้วพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ คล้ายๆ กับว่าผู้ใหญ่ทุกคนควรจะปกป้องเด็กๆ นั่นคือหัวใจ เพราะเด็กๆ และเยาวชนคืออนาคตของชาติ คุณควรต้องให้โอกาสกับเด็กๆ ควรจะเปิดทางให้เด็กๆ ที่เป็นเยาวชนได้เดินไปในทางที่เขาเป็นอยู่

สิเหร่,

สัมภาษณ์โดย ประชาไทย

Facebook
Google+
Twitter