Utopia

Utopia


Sir Thomas More

ทำไมยังต้องอ่าน Utopia ของเซอร์โธมัส มอร์ ทั้งที่เรื่องนี้ เขียนมานานถึง 484 ปีมาแล้ว เรียกได้ว่ามันเป็นวรรณกรรมที่ได้รับการกล่าวขานมานาน เป็นอมตะนิรันดร์ สิ่งที่ผู้อ่านจะได้อะไรจากยูโทเปียนั้นอาจจะต้องอิงอยู่กับบริบทการเมืองในสมัยนั้นเป็นตัวตั้ง

มอร์เป็นชาวลอนดอนโดยกำเนิด เขาเกิดวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 1478 เป็นบุตรของจอห์น มอร์ อาชีพทนายความ ในเวลาต่อมาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้พิพากษา ในช่วงวัยประถมเขาเข้าเรียนในโรงเรียนอันดับหนึ่งของลอนดอน โดยเรียนกับพระคาร์ดินัล จอห์น มอตัน และศึกษาต่อยังมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด ภายใต้การสอนอาจารย์โธมัส ไลนาเคอร์ กับวิลเลียม โกรชิน นักมนุษยนิยม และนักปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญภาษากรีกของอังกฤษจากยุคเรอเนสซองส์ โดยมอร์ยังเข้าเรียต่อในโรงเรียนกฎหมายลินคอล์นส์ อินน์ โดยสอบได้เนติบัณฑิตในเวลาต่อมา

เส้นทางชีวิตของมอร์นั้นถือว่าได้เดินไปบนเส้นทางรุ่งโรจน์ทางด้านวิชาการ เขาเป็นคนที่มีชื่อเสียง ฉลาดและเต็มไปด้วยไหวพริบสติปัญญา เหตุการณ์ครั้งสำคัญของมอร์คือการที่เขาสาบานตนเป็นนักบวชในนิกายคาร์ธูเซียน จนได้รับใช้ใกล้ชิดกับราชวงศ์ และทำให้พบกับอีเรสมัส บุคคลที่เป็นกุญแจสำคัญของขบวนการมนุษยนิยม ซึ่งตอนพบกันครั้งแรกมอร์มีอายุ 20 ปี ส่วนอีเรสมัสอายุ 33 ปี ทั้งคู่สร้างงานในภาษาละตินด้วยกันอยู่จำนวนหนึ่ง

บทบาททางการเมืองของมอร์ที่สำคัญคือ เขาสมัครเป็นสมาชิกรัฐสภา และมีส่วนในการคัดค้านการนำเงินไปใช้ในสงครามของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 7 เมื่อพระองค์ถูกต่อต้าน ทำให้พระองค์โกรธมอร์เป็นอย่างมาก จึงทรงแก้แค้นโดยจับบิดาของมอร์ไปเข้าคุก มอร์ต้องหนีภัยการเมืองไปสักระยะหนึ่ง จนกระทั่งพระเจ้าเฮนรี่ที่ 7 สวรรคตอย่างกระทันในปี ค.ศ. 1509 เขาจึงกลับมามีบทบาททางการเมืองอีกครั้งในตำแหน่งที่ปรึกษาทางกฎหมายให้กับพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 และยังมีส่วนร่วมในการเปิดเจริญสัมพันธ์ทางการค้ากับต่างประเทศ และเปิดเส้นทางการค้าขาย ทำให้เขาถูกกล่าวหานิยมต่างชาติ กระแสต่อต้านต่างชาติถึงกับทำให้วิลเลี่ยม เช็คสเปียร์ เขียนละครล้อเลียนมอร์เลยทีเดียว

มอร์มีความใกล้ชิดกับพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 และพระนางแคเธอรีน เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเลขานุการส่วนพระองค์ นอกจากงานทางการเมืองแล้ว งานทางด้านศาสนาของมอร์ก็ไม่เคยทิ้ง จนมาถึงจุดขัดแย้งเมื่อพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ทรงต้องการหย่ากับพระนางแคเธอรีน พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ต้องการให้มอร์สนับสนุนพระองค์ในเรื่องนี้ แต่มอร์ผู้เคยยืนเคียงข้างพระเจ้าเฮรี่ที่ 8 มาตลอดชีวิต และต่อสู้เพื่อพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 มาหลายกรณี เขากลับไม่สามารถช่วยพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ได้ เนื่องจากขัดต่อหลักศาสนา ซึ่งเรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปพิจารณาถึงประวัติของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ด้วย

พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ไม่ได้ถูกคาดหมายที่จะขึ้นครองบัลลังค์แต่อย่างใด ทว่าพระเจ้าเฮนรี่ที่ 7 หรือเจ้าชายอาเธอร์ ซึ่งเป็นพี่ชายของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 สวรรคตกระทันหัน เจ้าชายอาเธอร์สมรสกับพระนางแคเธอรีน ซึ่งพระนางเป็นเจ้าหญิงแห่งสเปน การสมรสจะเป็นการเชื่อมโยงสองราชวงศ์ของอังกฤษและสเปนเข้าด้วยกัน แต่ติดปัญหาที่ว่าทั้งสองอาณาจักรนับถือคริสต์ศาสนาเดียวกัน ที่มีข้อห้ามให้บุรุษที่จะแต่งงานกับพี่สะใภ้ของตน สเปนจึงได้ขอให้พระสันตปาปาจูเลียสที่ 2 ประมุขของคริสตจักรทั้งมวล ได้ขอให้ยกเว้นกฎข้อนี้เป็นกรณีพิเศษ ทั้งสองจึงได้สมรสกัน พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 กับพระนางแคเธอรีนมีความสุขในชีวิตแต่งงานในช่วงระยะต้น ต่อมาพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ต้องการสมรสใหม่กับแอนน์ โบลีนน์ ด้วยเหตุผลว่า พระนางแคเธอรีนไม่สามารถมีบุตรให้แก่พระองค์ได้ แม้ทั้งสองจะถือกำเนิดธิดามาสองพระองค์แล้ว ช่วงเวลาดังกล่าวมิตรระหว่างสเปนกับอังกฤษไม่ได้เป็นที่ต้องการของประชาชนอีกต่อไป และประเด็นสุดท้ายพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 รู้สึกว่าพระนางแคเธอรีนในช่วงหลังหมกมุ่นศาสนามากเกินไปจนทำให้พระองค์เบื่อหน่าย

ถ้าพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ต้องการองค์รัชทายาทกับ แอนน์ โบลีนน์ แต่ถ้าพระองค์ต้องการรัชทายาท พระองค์ต้องอภิเสกสมรสกับแอนน์ โบลีนน์ก่อน นี่จึงเป็นสาเหตุที่พระองค์ต้องการหย่ากับแคเธอรีน พระองค์จึงได้ติดต่อกับสันตปาปาคลีเม้นต์ที่ 7 เพื่อให้สันตะปาปาประกาศว่าการสมรสของพระองค์กับพระนางแคเธอรีนเป็นโมฆะ เนื่องจากการสมรสดังกล่าวขัดต่อหลักการของศาสนา ซึ่งข้อเรียกร้องนี้ของฝั่งอังกฤษก็ถือว่าหนักแน่นและมีเหตุผลอยู่ไม่น้อย ส่วนทางฝั่งสเปนยืนยันว่าไม่เป็นโมฆะ พระสันตปาปา นั้นเป็นหลานของพระนางแคเธอรีน ไม่สามารถโอนอ่อนต่อความต้องการของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ได้ ทำให้พระองค์ต้องพึ่งมอร์โดยแต่งตั้งให้มอร์รับตำแหน่งอัครเสนาบดี ซึ่งเป็นฆาราวาสคนแรกที่ก้าวสู่ตำแหน่งนี้อย่างไม่เต็มใจนัก

จุดจบของมอร์คือการถูกประหารชีวิตหน้าหอคอยแห่งกรุงลอนดอน ในวันที่ 6 กรกฏาคม ค.ศ. 1535 แม้โทษของเขาอย่างมากก็เพียงถูกยึดทรัพย์ หรือจำคุกตลอดชีวิต กฎหมายที่เพิ่งผ่านสภาเพื่อคืนอำนาจทั้งมวลให้แก่กษัตริย์ กลายเป็นจุดที่ทำให้มอร์ไม่สามารถฝ่าฝืนกฎหมายได้ การลาออกของเขาในตำแหน่งอัครเสนาบดี และไม่เห็นพ้องการหย่าของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 คือจุดขัดแย้งที่รุนแรงและสร้างความแตกหักให้กับพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 กับมอร์จนถึงที่สุด

สำหรับหนังสือเรื่องยูโทเปีย เขียนขึ้นครั้งแรกด้วยภาษาละติน จนกระทั่งปี ค.ศ. 1551 จึงได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ กล่าวกันว่า ยูโทเปียเป็นการเขียนเลียนแบบ Republic ของเพลโตแต่เป็นการปรับปรุงให้ยูโทเปียมีความเป็นไปได้มากกว่า Republic กลวิธีการเขียนของมอร์นั้นเริ่มต้นด้วยจดหมายที่มีชื่อตัวละครจริงๆ สถานที่จริงๆ แต่ขณะเดียวกันชื่อของ เมือง “ยูโทเปีย” นั้นก็แปลว่าไม่ได้มีอยู่ ชื่อแม่น้ำอะนิเดอร์ ก็แปลว่า ปราศจากน้ำ หรือชื่อนครอะมอโรต์ แปลว่ามัว

วิธีการเล่าเรื่องของยูโทเปียจะเป็นการเล่าผ่านบทสนทนาระหว่างมอร์ กับราฟาเอล ฮิทโลเดย์ ซึ่งราฟาเอล ในภาษาฮีบรู หมายถึง “พระเจ้าได้ทรงรักษา” ส่วนนามสกุล ฮิทโลเดย์ ในภาษากรีกหมายถึง “ไม่มีความหมาย” หรือ “ไร้สาระ”

การใช้กลวิธีขับเคลื่อนตัวเรื่องด้วยภาพจริงและเรื่องแต่งทำให้มอร์สามารถวิพากษ์วิจารณ์ สังคม กฎหมาย เศรษฐกิจ รวมถึงปัญหาต่างๆ ของยุคที่เขาอยู่ได้อย่างอิสระ ขณะเดียวกันเรื่องราวในยูโทเปียไม่ใช่เหตุผลของการทำให้เมืองดังกล่าวเป็นเมืองอุดมคติ ในสายตามอร์มันเป็นการสร้างขึ้นเพื่อเปรียบเปรยเมืองในยุคของเขามากกว่า การอ่านยูโทเปียจึงไม่ใช่การมองเห็นคุณภาพของเมืองความฝัน แม้ว่าคนในยูโทเปียดูเหมือนจะมีความสงบสุข มอร์ไม่ได้สร้างให้ชาวเมืองยูโทเปียกำเนิดขึ้นมาเป็นคนดีโดยธรรมชาติ ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าบทที่ว่าด้วยการลงโทษ กระบวนการกฎหมาย และเรื่องอื่นๆ นั้นก็ยังมีผล แม้กฎหมายของยูดทเปียจะมีไม่มาก ขณะเดียวกันข้อปฏิบัติ ข้อบังคับ โดยเฉพาะในเรื่องศีลธรรม ดูจะเป็นความหนักหน่วงมากทีเดียว

ยูโทเปียของมอร์เป็นที่นิยมในหมู่นักปฏิวัติสายสังคมนิยมรุ่นใหม่นำไปพูดถึงเสมอ ด้วยรูปแบบที่พวกเขามองว่ามอร์ได้สร้างชุมชนสังคมนิยมแห่งอนาคตขึ้นมาให้เห็นถึงภาพที่ชัดเจน การเป็นสังคมเกษตร ปฏิเสธความรวยจนโจมตีคนรวยที่ขูดรีด และเอาเปรียบในเรื่องผลประโยชน์ โดยมองว่าความฟุ่มเฟือยเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

สิ่งที่ยูโทเปียละเลยไปก็คือเรื่องวิทยาศาสตร์ เพราะมอร์ไม่ได้เขียนถึงเลยแม้แต่น้อย มอร์เป็นนักปรัชญาสมัยคลาสสิก เขาก็คงเป็นห่วงว่าผู้คนจะนำเอาวิทยาศาสตร์ไปใช้อย่างผิดๆ (คุ้นๆ ไหม) การที่จะมีเมืองใดเป็นแบบยูโทเปียก็ดูเหมือนจะเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ เพราะยูโทเปียไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อให้กลายเป็นเมืองในฝัน แต่มันถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นภาพเพื่อการวิพากษ์เมืองที่เกิดขึ้น ยูโทเปียของมอร์จึงไม่ใช่ยูโทเปีย ทว่าเป็นบทวิพากษ์สังคมนั่นเอง

Leave a Reply

Close Menu
×
×

Cart