A Season To Remember #06

A Season To Remember #06

เมื่อหนึ่งในสามของฤดูผ่านไป

ท่ามกลางเสียงวิจารณ์มากมายเกี่ยวกับสามประสานในแดนหน้า เศาะลาห์ฟอร์มตก เขาเล่นไม่ได้ยอดเยี่ยมเหมือนฤดูกาลก่อน ของปลอม? ขณะเดียวกันมาเน่ก็ร้อนรนเกินไป ตัดสินใจจังหวะท้ายไม่ดี การไม่ยอมต่อสัญญาฉบับใหม่เสียที เหมือนว่ากำลังอยากจะต่อรองเพื่อย้ายทีมไปรีลแมดริด บ้างก็ว่ามาเน่ไม่กินเส้นกับเศาะลาห์หรือแม้แต่ฟีร์มีโนที่ฤดูกาลนี้ต้องลงมาเล่นต่ำ คอยประสานงานกับสองกองหน้า ยังถูกมองว่าฟอร์มตกลงไปมาก

แน่นอนหากนับจำนวนประตูที่ยิงได้ หากเทียบกับฤดูกาลก่อน คงไม่ต้องพูดถึง แตกต่างกันจริง แต่ถ้ามองดูผลการแข่งขัน พวกเขายังไม่แพ้ใครเลยหากนับแต่พรีเมียร์ลีก และประตูที่เสียให้คู่ต่อสู้ก็น้อยลงมาก การเก็บคลีนชีตเป็นเรื่องง่ายๆ บางนัดยิงน้อย แต่กำสามแต้มเอาไว้ในกระเป๋า นัดแล้วนัดเล่า คู่แข่ง แฟนบอลตรงข้าม หรือกองเชียร์บางกลุ่มโดยเฉพาะไทยแลนด์แดนกะลา ยังเอ่ยแบบว่า “เดี๋ยวก็แพ้” เดี๋ยวก็หมดแรง” เดี๋ยวก็ฟอร์มตก” คู่แข่งแช่งชักหักกระดูกยังพอขำๆ ทำใจได้ แต่แฟนบอลของตัวเองนี่สิ จะเอาอะไรกันหนักหนา

เยอร์เก้นเปลี่ยนแปลงสไตล์การเล่นเล็กน้อย พวกเขาไม่เพรสซิ่งบ้าคลั่งเหมือนฤดูกาลก่อน วิธีที่ใช้คือการสร้างกำแพงแก้ว การบังทางส่งบอล หรือสร้างโซนหน้ากรอบประตูไม่ให้มีช่องในการยิง ถ้าคู่แข่งต้องการเข้ามา ต้องอาศัยการชิ่งบอลที่แม่นยำเท่านั้น หรือบังคับให้ยิงระยะไกลจากนอกกรอบเขตโทษในตำแหน่งที่พวกเขากำหนดเอาไว้เท่านั้น

การไม่เพรสซิ่งหนักเหมือนฤดูกาลก่อนทำให้พละกำลังของนักเตะไม่สูญเสียไปมาก ฤดูกาลยังอีกยาวไกล

คริสต์มาส ปีใหม่ และเดือนกุมภาพันธ์

แมนซิตี้ทำแต้มหลุดมือไปสามนัด ทำให้ลิเวอร์พูลมีคะแนนห่างจากพวกเขาถึง 7 แต้ม จากเสียงคำวิจารณ์ต่างๆ มากมายเริ่มหดหาย การเป็นจ่าฝูงทำให้เดอะค็อปเริ่มฝันไกล ไม่ทันปีใหม่ ตั๋วนัดสุดท้ายที่แข่งในแอนฟิลด์กับวูล์ฟแธมป์ตันราคากระโดดไปไกลมาก

แต่อย่างที่แฟนบอลรู้ดีว่าคู่แข่งคนสำคัญไม่ใช่ทีมที่จะดูถูกหรือถอดใจง่ายๆ แมนซิตี้ ของเป๊ป ในฤดูกาลที่แล้วพวกเขาทำแต้มสูงสุดในพรีเมียร์ลีก 100 แต้ม ขุมกำลังของพวกเขายังไม่เปลี่ยนแปลงแถมยังเสริมทัพต่อเนื่องด้วยกองกลางอย่างมาเรซ ซิตี้แข่งกับทีมใดก็ไม่สามารถต้านทานพวกเขาได้ กองหน้าอย่างกุน สเตอริ่ง ซาเน่ ล้วนอยู่ในระดับแนวหน้า พวกเขาทะลวงปราการหลังคู่แข่งอย่างไม่ไว้หน้า ด้วยการประสานงานที่ยอดเยี่ยม กลายเป็นทีมเหนือแชมป์ เล่นเหนียวแน่น และไม่รู้ว่าจะเอาชนะพวกเขาได้อย่างไร

ช่องว่าง 7 แต้ม สำหรับแมนซิตี้ ไม่ใช่เรื่องหนักหนาของเป๊ปเลย แต่เป็นฝ่ายลิเวอร์พูลเสียอีกที่พวกเขาต้องพบกับช่วงเวลาที่ผลการแข่งขันไม่เป็นใจ และถือว่าเดือนกุมภาพันธ์ คือช่วงเวลาที่ทีมพบกับสิ่งที่ต้องเจอ นั่นคือบททดสอบที่แสนยากลำบาก หลังพ่ายนัดแรกในลีกกับแมนซิตี้ ลิเวอร์พูลก็ยืนอยู่บนความจริงของการลุ้นแชมป์ในช่วงเข้าสู่ความยากลำบาก

เสมอเลสเตอร์ในบ้าน ด้วยสภาพอากาศไม่เป็นใจ หิมะตกลงมาทำให้สนามเต็มไปด้วยน้ำแข็ง เสมอเวสต์แฮม เสมอ แมนยูฯ และเสมอเอฟเวอร์ตันที่กูดิสันปาร์ค ไม่นับแมตซ์โกงความตายในการแข่งกับเอฟเวอร์ตันที่แอนฟิลด์ ลูกยิงอันงวยงงของโอริกิ จากการปัดบอลที่ออกไปแล้วมาตกลงตรงหน้า หรือนัดที่ชนะเสปอร์ช่วงท้ายเกม ขณะที่แมนซิตี้ควบตะบึงอัดทีมที่ขวางหน้าไม่ยอมผ่อนแรงจากที่นำอยู่เจ็ดแต้ม กลายเป็นว่าลิเวอร์พูลนำหนึ่งแต้มแต่แข่งมากกว่าหนึ่งนัด และเมื่อเข้าสู่โค้งสุดท้าย การผลัดกันเป็นจ่าฝูงคนละสัปดาห์ระหว่างแมนซิตี้กับลิเอร์พูลก็ดูเหมือนเข้มข้น เป็นการแลกหมัดต่อหมัด ซัดเดนเดต หรือจะเรียกว่ารัสเซียนรูเล็ตก็ไม่ปาน ใครพลาดกะพริบตาก่อนแพ้

ส่วนเชลซี สเปอร์ ที่เคยไล่กดดันในการล่าแชมป์ค่อยๆ ทยอยออกอาการแผ่วปลาย แต้มฉีกห่างออกไปกว้างขึ้นจนทั้งสองทีม รวมถึงอาเซลน่อล กับแมนยูไนเต็ด ที่เปลี่ยนมูริญโญ่มาเป็นโซลชา ต้องแย่งอันดับสามและสี่สำหรับการไปเล่นแชมเปี้ยนลีกฤดูกาลหน้า การได้ไปเล่นแชมเปี้ยนลีกไม่ใช่แค่ศักดิ์ศรี แต่เป็นถ้วยที่ได้เงินค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดได้เป็นกอรปเป็นกำ รวมถึงยังเป็นข้อเสนอดึงดูดยอดนักเตะเข้าสู่ทีมได้ง่าย ดังนั้นการไม่ได้ไปเล่นถ้วยที่สำคัญของยุโรปก็เท่ากับทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ตรงหน้านั่นเอง

ตลาดฤดูหนาวไม่มีใครเพิ่ม และการทิ้งถ้วยลีกคัพ กับเอฟเอคัพ

ตลาดซื้อขายนักเตะในฤดูหนาวเริ่มขึ้นวันที่ 1 มกราคม และมีเวลาอีกสามสิบวันที่จะซื้อนักเตะเพิ่มเติม หรือผ่องถ่ายนักเตะที่ไม่ได้ใช้งานออกไป เป็นที่ทราบดีว่าเยอร์เก้น คล็อปป์ ไม่ค่อยพิศมัยการซื้อนักเตะระดับท็อปในช่วงดังกล่าว แม้เขาจะมีข้อยกเว้นว่าจำเป็นต้องซื้อจริงๆ เช่นเวอร์จิล ฟาน ไดจ์ ในฤดูกาลก่อน ส่วนฤดูหนาวในเวลานี้ ถือว่าเงียบเหงาโดยสิ้นเชิง ไม่มีแม้แต่ข่าวลือว่าจะเป็นคนโน้น คนนี้ คนนั้น บางคนถึงกับเพ้อถึงดีลฟีร์เคียร์ที่เจมส์ เพียซ นักข่าวหนังสือพิมพ์เอคโค่สายลิเวอร์พูลฟันธงไปแล้วว่า พีร์เคียร์กับลิเวอร์พูลเกมโอเวอร์ ไม่มีการไปต่อ

ลิเวอร์พูลไม่ซื้อใครเพิ่มแต่ปล่อยให้นาแทเนียล ไคลน์ ซึ่งเพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บ ยืมตัวไปยังบอร์นมัธ และขายโดมินิก โซลันกี้ ที่ไม่มีโอกาสแทรกขึ้นชุดใหญ่ได้ไปให้กับทีมเดียวกัน การปล่อยตัวไคลน์แม้จะสร้างปัญหาใน Squad สำหรับตำแหน่งกองหลังในเวลาต่อมาพอสมควร จนแฟนบอลบางคนรู้สึกว่าทำไมจึงรีบปล่อยตัวไคลน์ออกไปเร็ว เมื่อโกเมซบาดเจ็บ รวมถึงเทรนด์ ทำให้พวกเขาต้องใช้เจมส์ มิลเนอร์มายืนในตำแหน่งดังกล่าวแทน รวมถึงเมื่อเวอร์จิลโดนแบน พวกเขาต้องใช้ฟาบิญโญ่มายืนในตำแหน่งเซ็นเตอร์ แต่สิ่งที่ไม่น่าเชื่อคือพวกเขาผ่านช่วงเวลาแบบนี้ไปได้ โดยไม่เกิดปัญหาใหญ่ จะบอกว่าโชคดี หรือพยายามที่จะทำในสิ่งที่มีอยู่ให้ดีที่สุด ซึ่งผมรู้สึกได้เลยว่าเยอร์เก้นไม่เคยที่จะรู้สึกว่า โอย นักเตะบาดเจ็บ ชั้นจะต้องทำฉันท์ใด เยอร์เก้นไม่เคยบ่นแม้แต่น้อย

รวมถึงการส่งตัวสำรองลงเล่นในบอลถ้วยทั้งสอง แม้ว่าฤดูกาลนี้จะเป็นฤดูกาลที่เยอร์เก้นจำเป็น หรืออย่างน้อยคว้าสักแชมป์นึงมาให้ได้ แต่ดูเหมือนบอลถ้วยภายในประเทศทั้งสองใบยังเป็นอะไรที่ไม่พร้อม แมนซิตี้ประกาศจะคว้าสี่ถ้วยรางวัล และพวกเขาก็เอาจริงคือส่งตัวจริงลงทุกนัด แต่เหลือบไปมองตัวสำรองของแมนซิตี้คุณก็จะรู้ว่า นั่นคือตัวจริงระดับท็อปสำหรับทีมอื่นได้เลย เยอร์เก้นไม่ได้พูดว่าทีมยังไม่พร้อมสำหรับทุกถ้วย เพียงแต่เขาทำในสิ่งที่ถูกต้องต่างหาก และการเน้นสี่ถ้วยมันมากเกินไปสำหรับทีมที่เขาเพิ่งสร้างไม่ถึงสองฤดูกาล

Semi-Final UEFA Champions League 2019

ในรอบควอเตอร์ไฟน่อล การจับสลากแบ่งสายได้ถูกกำหนดมาตั้งแต่รอบ 16 ทีมสุดท้ายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อลิวเอร์พูลพบกับปอร์โต ทีมที่รอเล่นในรอบเซมิไฟนอลก็คือแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด หรือบาร์เซโลนา รอบ 16 ทีมสุดท้าย ยูไนเต็ดพบกับ PSG ในเลกแรกยูไนเต็ดพลาดท่าแพ้ PSG คาบ้าน ใครๆ ต่างคิดว่า ยูไนเต็ดคงไม่รอด แต่เมื่อกลับไปเล่นที่ปารีส ยูไนเต็ดเล่นเกมสุดยอดเอาชนะ PSG ไปได้ 1-3 ประตูรวมสองนัด 3-3 ยูไนเต็ดพลิกเข้ารอบด้วยกฎประตูทีมเยือน

ส่วนรอบสิบหกทีมสุดท้ายของบาร์เซโลนาพบกับลียง บาร์เซโลนาจบสองเลกด้วยการเอาชนะลียงไปได้ 5-1 กลายเป็นเต็งหนึ่งของรายการคู่กับแมนเชสเตอร์ซิตี้ มาถึงรอบควอเตอร์ไฟน่อล บาร์เซโลนาพบกับยูไนเต็ด บิ๊กแมตซ์ UCL เพิ่มระดับความมันส์อย่างต่อเนื่อง และเป็นอีกครั้งที่ยูไนเต็ดแพ้คาบ้านด้วยสกอร์ 0-1 ทว่ายูไนเต็ดยังพกความมั่นใจไปที่คัมป์นู พวกเขาปรายพยศ PSG มาแล้วในรอบก่อน ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยก็เป็นไปได้ แต่บาร์ซ่าซึ่งเคยผิดหวังกับการตกรอบเมื่อฤดูกาลที่แล้วอย่างเจ็บปวดกับโรม่า ไม่ยอมให้ความฝันของพวกเขาจบลงได้ง่ายๆ พวกเขากำจัดผีแดงลงหลุมอย่างราบคาบด้วยสกอร์ 3-0 สองนัด 4-0 ไม่เสียประตูเลย

ดังนั้นคู่แข่งในรอบเซมิไฟนอลของลิเวอร์พูลก็คือบาร์เซโลนา ซึ่งกลายมาเป็นเต็งหนึ่งเดี่ยวๆ เนื่องจากยูเวนตุสพลาดท่าต่อพลังหนุ่มให้กับอาหยักซ์ ส่วนแมนเชสเตอร์ซิตี้ก็จบสิ้นเส้นทางด้วยการโดนสเปอร์มาจมเรืออย่างเจ็บแสบ ด้วยสกอร์ 4-4 สปอร์ชนะด้วยกฎทีมเยือน

รอบเซมิไฟนอล สเปอร์ พบ อาหยักซ์ และ บาร์เซโลนา พบ ลิเวอร์พูล

นั่นหมายความว่าศิษย์เก่าของบาร์เซโลนาจะได้โคจรมาพบกับทีมเก่า และต้องกลับมาเผชิญหน้าแฟนบอลที่เคยชื่นชอบพวกเขาอีกครั้งที่แอนด์ฟิลด์ สิ่งนั้นต่างกันตรงที่สีเสื้อของพวกเขาเปลี่ยนไป คนแรกซัวเรส ที่แฟนบอลเดอะค็อปรักและเทิดทูน ด้วยการเล่นที่ทุ่มเท การยิงประตูที่เหนือชั้น แต่พฤติกรรมของซัวเรสนั้นยากที่จะควบคุม เขาโดนแบนหลายนัดจากการกัดหูคู่แข่ง และยังมีเรื่องเหยียดผิวนักเตะฝ่ายตรงข้าม จนทีมต้องออกโรงปกป้องเขาจากความผิด การย้ายไปบาร์เซโลนาของซัวเรสแม้จะจากกันด้วยดี แต่เขาก็ทิ้งร่องรอยแห่งหลุมบ่อเอาไว้ในทีมอย่างมากมาย ฤดูกาลหลังที่ไม่มีซัวเรส เราเหลือสเตอริดห์ที่เจ็บไปทุกส่วนของร่างกาย เราเหลือสเตอริ่งที่เพิ่งเติบโต และยังไม่สุกงอม เด็กอายุขนาดนี้ต้องแบกความกดดันทั้งทีมก็คงไม่ไหวเป็นไปไม่ได้ นอกจากนั้นเรามีคูตินโญ่ที่กำลังเก่งขึ้นแต่ก็คล้ายสเตอริ่งที่ยังไม่สุกงอม ลูคัส เลว่า กองกลางที่แสนภักดี แต่เขาก็ช้าลงตามอายุ

การจากไปของเจอร์ราด และ แอกเกอร์ ยิ่งขุดหลุมบ่อแห่งความจริง และสุดท้ายเราต้องฝากความหวังกับแรมเบิร์ต บาโลเตลี่ ชาน ลัลลนา ลอฟเลน โอริกิ และโมเรโน

เยอร์เก้น คล็อปป์ พยายามที่จะเก็บคูตินโญ่ เอาไว้ในทีมให้นานที่สุด จึงมีการต่อสัญญาระหว่างคูตี้กับลิเวอร์พูลออกไปอีกห้าปี โดยในสัญญาไม่มีค่าฉีกสัญญา คล็อปป์ต้องการสร้างทีมโดยมีคูตี้เป็นแกนหลัก การต่อสัญญามั่นใจได้ว่าจะไม่มีใครฉกตัวเพลย์เมคเกอร์อนาคตไกลคนนี้ไปได้ ยกเว้นตัวเขาเองไม่อยากอยู่เพื่อสโมสร แต่ในที่สุดเพลย์เมคเกอร์หมายเลขสิบของลิเวอร์พูลผู้สร้างผลงานระดับท็อปในยุคของเยอร์เก้น จนเป็นที่เตะตาบาร์เซโลนาที่ต้องเสียเนย์มาไปให้ PSG พวกเขาเริ่มเดินเกมต้องการตัวคูตี้อย่างจริงจังผ่านสื่อท้องิ่นของพวกเขา ตั้งแต่เริ่มฟุตบอลโลก ลิเวอร์พูลเริ่มรู้ชะตากรรมแล้วว่านักเตะเองก็ต้องการไปจากสโมสร ทางเดียวที่จะทำให้การย้ายทีมเป็นไปได้ คูตี้ต้องทำให้เห็นว่าเขาต้องการย้าย และเขาก็เล่นบทดังกล่าวอย่างตรงๆ จนในที่สุดเขาก็ย้ายออกจากลิเวอร์พูลในช่วงตลาดหน้าหนาวปี 2018 ด้วยค่าตัวสถิติอันดับสอง

การจากไปของคูตินโญ่สร้างผลกระทบไม่น้อยต่อลิเวอร์พูล แต่ถ้าเราทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมาจริงๆ เยอร์เก้นนั่นแหละที่ไม่เคยบ่นเรื่องนี้ออกมาในสาธารณะเลย เขาคว้าตัวเวอร์จิล นักเตะเป้าหมายหลักที่เคยพลาดไปในช่วงซัมเมอร์ เสียคูตี้ได้เฟอร์จิล ด้วยความสัตย์จริง ถึงตอนนี้แฟนบอลไม่ได้คิดถึงคูตี้อีกแล้ว

ดังนั้นในทีมบาร์เซโลนาชุดนี้ที่มีซัวเรส กับคูตินโญ่ ทีมในฝันของนักเตะอเมริกาใต้ทุกคน แต่สำหรับแฟนลิเวเอร์พูล เดอะค็อปรู้ดีว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงได้ เจมส์ เพียซเขียนข่มขวัญทั้งสองก่อนเกมเลกแรกว่า สำหรับเขาแล้วทั้งสองคนนี้ยังไปไม่ถึงระดับตำนานของลิเวอร์พูล ไม่แม้แต่ใกล้เคียง

First Leg: Barcelona vs Liverpool

มันเป็นเกมที่ใหญ่ แต่ถ้าเทียบตัวผู้เล่นแล้ว ลิเวอร์พูลนั้นเป็นเหมือนเด็กน้อยไปเลย ไวนาดุม ที่ลงมาแทนฟีร์มีโน นักเตะจากนิวคาสเซิลที่ตกชั้น ยังไม่รวมเด็กขายตั๋วที่ตกงานอย่างโรเบิร์ตสันถูกซื้อมาจากทีมที่ตกชั้น (อีกแล้ว) โจ โกเมซ ดาวรุ่งเพิ่งหายเจ็บกลับมา เฮนเดอร์สัน กัปตันอาแปะของเหล่าแฟนหงส์แดงประเทศไทยที่มองนกลิเวอร์เป็นหงส์ซะงั้น (นิคเนมในภาษาอังกฤษคือ The Reds นะจ๊ะ) ฟาบินโญ่นักเตะบราซิลที่ไม่ติดไปบอลโลก 2018 ที่พอจะขู่ให้พวกเขากลับได้คือสองแนวรุก มาเน่ กับ เศาะลาห์ แต่สองคนนี้ก็โดนกล่าวหาว่าฟอร์มตกในต้นฤดูกาล หรือกองกลางอย่างเกียต้านั่นก็เพิ่งเล่นได้เข้าระบบ สุดท้ายที่ทำให้พวกเขากังวลใจได้บ้างเวอร์กิล กับอลิซน เท่านั้น แต่ก็อดหยามหยันไม่ได้ว่าใช้เงินสร้างทีม เพราะทั้งสองค่าตัวระดับโลก 

บาร์ซ่ายอมรับว่าพวกเขาเตรียมรับมือกับลิเวอร์พูลมาอย่างดี และกำลังจะเล่นตามซิตี้ที่ปราบเราได้ในเกมเหย้าของพวกเขา ปิเก้ศึกษาการเล่นของเศาะลาห์ พวกเขารู้วิธีที่หยุดเหล่านักเตะลิเวอร์พูล ยิ่งเล่นในสนามคัมป์นูอันยิ่งใหญ่ พวกเขายิ่งมั่นใจมากกว่าเดิม

แล้วก็เป็นแบบนั้นจริงๆ บาร์ซ่าได้ประตูรวดเร็วจากการส่งของอัลบา ตัดหลังมาติปไปเข้าเท้าซัวเรซที่พุ่งเข้าวินแบบหมดจด เวอร์จิล และอลิซนได้เพียงยืนดู นักวิจารณ์หลายคนมองว่าเวอร์จิลพลาดที่ไม่ตามไปประกบซัวเรซตอนออกตัว แต่จังหวะนี้ อัลบาคิลเลอร์พาสส์ได้อย่างสวยงามและรวดเร็ว กลายเป็นประตูขึ้นนำ ซัวเรซอดีตนักเตะลิเวอร์พูลแสดงอาการดีใจอย่างสุดเดช ไถลตัวแสดงออกถึงความดีใจอย่างไม่เก็บอาการ และนั่นคือสิ่งที่ซัวเรซเลือก

ลิเวอร์พูลพยายามตั้งเกมขึ้นบอล มีจังหวะยิงหลายทีตั้งแต่ มาเน่ เศาะลาห์ รวมถึงมิลเนอร์ ถ้าไม่ยิงออกนอกกรอบ สเตเจนปัดป้องไปได้หมด ทำยังไงก็ยิงไม่เข้า จนมาถึงครึ่งหลัง ลิเวอร์พูลก็โชคร้ายมาเสียประตูอีกครั้งเริ่มจากลูกยิงด้วยเข่าของซัวเรส ไปชนคาน แนวรับลิเวอร์พูลชะงักไปหมด แต่เมสซีที่วิ่งตามมาไม่หยุดวิ่งเขาได้บอลลากไปยิงแบบสบายๆ ทำให้บาร์ซ่านำห่างเป็นสองศูนย์

ประตูปิดกล่องในนาที 82 ก็เกิดขึ้นจากการทำฟาวของฟาบินโญ่บริเวณกรอบเขตโทษ ไม่ต้องเดาว่าเมสซีคงเป็นผู้ยิงฟรีคิก แล้วก็จริง ลูกบอลโค้งเข้าหาสามเหลี่ยมกลายเป็นประตูอย่างเจ็บปวดที่สวยงาม สามประตูต่อศูนย์ สกอร์เริ่มห่างออกไปทุกที และถ้าพวกเขาไม่มีอะเวย์โกลมาช่วยเพื่อทำงานในนัดที่สองให้ง่ายขึ้น โอกาสกลับไปสู่รอบชิงชนะเลิศเหมือนการปีนเขาเอฟเวอร์เรสโดยปราศจากเครื่องช่วยหายใจ

จบเกมลิเวอร์พูลพ่ายไป 3-0 ประตูที่เศาะลาห์ยิงชนเสา และเดมเบเล่ซัดโล่งๆ ตรงตัวอลิซน ก่อนหมดเวลา ถือเป็นการเจ๊ากันระหว่างความโชคดีและโชคร้าย

แม้อยากคร่ำครวญสถิติในเกม ยิง 15 เข้ากรอบ 4 ครองบอลมากกว่าเจ้าบ้านถึง 53% แต่ไม่มีสักประตู ผลการแข่งขันก็โหดร้ายแบบนี้ บางนัดที่ได้รับชัยชนะมายังเล่นแย่กว่านัดที่แพ้แบบนี้เลย

มองอย่างเซียน สามประตูต่อศูนย์นั้นบาร์เซโลนาเข้ารอบไปแล้วเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ แม้ยังเหลือ 90 นาทีที่แอนฟิลด์ แต่ลิเวอร์พูลต้องการผลการแข่งขันในระดับซูเปอร์สเปเชียล ถ้าต้องการชนะ พวกเขาต้องยิงสี่ลูกและไม่เสียประตูเลย หรือถ้าพวกเขาเสียหนึ่งประตูในบ้าน จะต้องยิงเพิ่มเป็นห้า คำถามว่า ทีมอย่างบาร์เซโลนาจะปล่อยให้คุณยิงเขาถึงสี่ หรือห้าลูกหรือ

Second Leg: This is Anfield

ในงานแถลงข่าวก่อนเกมที่แอนฟิลด์
นักข่าวจากคาตาลุนญ่า: “คุณคล็อปป์ครับ, อะไรที่คุณอยากเปลี่ยนแปลงในเกมๆ นี้?”
คล็อปป์: “ก็ต้องเป็น ผลการแข่งขันสิครับ”

ทุกคนหัวเราะครืนทั้งห้องส่ง นักข่าวชื่นชอบมุกของบอสส์ พวกเขาคงคิดว่าบอสส์ใหญ่แห่งลิเวอร์พูลเป็นคนตลกดี แต่ไม่มีใครคิดว่าเขาพูดจริง

หนึ่งสัปดาห์ก่อนที่ลิเวอร์พูลจะได้แก้มือกับบาร์เซโลนา คืนวันเสาร์พวกเขาต้องลงแข่งกับนิวคาสเซิล ที่เซ็นต์เจมส์พาร์ค ทุกคนรู้ดีว่าเส้นทางลุ้นแชมป์ของพวกเขายังอยู่ถ้าหากชนะนัดนี้ ไม่มีคำว่าเสมอหรือแพ้ ลิเวอร์พูลส่งชุดใหญ่ลงแข่ง และกว่าจะได้ผลการแข่งขันก็เป็นช่วงนาทีท้าย จากโอริกิ เป็นการโกงความตายอีกนัด อาร์โนลด์ไม่โดนใบแดงจากการแฮนด์บอล บอลชนคาน และท้ายเกมเหมือนลิเวอร์พูลจะทำอะไรนิวคาสเซิลไม่ได้แล้ว ฟาบินโญ่เรียกฟาวทั้งที่ไม่ควรได้ฟาว ตอนแรกอาร์โนลด์จะเป็นคนเปิด แต่เวอร์จิลที่อยู่ในแนวรับของนิวฯ เห็นว่าพวกเขาตั้งแนวรับเพื่อป้องกันการโยนเข้ามาด้วยเท้าขวา เวอร์จิลจึงตะโกนให้ชาชิรีเป็นคนผ่านบอลแทน ลูกผ่านด้วยเท้าซ้ายของชาชิรีพุ่งเข้าหาประตู แล้วโอริกิก็ขึ้นโหม่งโดดๆ กลายเป็นประตูชนะไปในที่สุด

แต่นัดนี้พวกเขาต้องเสียเศาะลาห์ที่ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะจากการปะทะกับผู้รักษาประตู เขาถูกหามออกจากสนาม แต่หลังจบเกม เศาะลาห์นอนดูเพื่อนเล่นในห้องแต่งตัว ไม่ได้ถูกส่งไปยังโรงพยาบาล และสามารถเดินทางกลับไปพร้อมกับเพื่อนร่วมทีม

ลอฟเลน ซึ่งสนิทกับเศาะลาห์ทวีตข้อความว่า เจ้านี่มันปีศาจไม่เป็นอะไรมาก แฟนบอลโล่งใจภาพจำเมื่อครั้งที่เศาะลาห์ไม่อยู่จนจบในทีมนัดชิงกับรีลแมดริด ยังตามหลอกหลอนชวนขวัญผวา อะไรมันจะเดจาวูขนาดนั้น

ส่วนการตรวจเช็คอย่างละเอียดจะทำหลังจากกลับสู่ลิเวอร์พูล เพื่อให้มั่นใจว่าเศาะลาห์ไม่ได้เป็นอะไรมาก ผลของการตรวจอย่างละเอียด ในวันรุ่งขึ้น แฟนบอลต่างหายกังวลใจได้เปราะหนึ่ง แต่ทีมแพทย์ไม่ยอยากเสี่ยง จึงแนะนำว่าเศาะลาห์ควรจะต้องพักอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์

ข่าวร้ายอันดับที่สองระหว่างซ้อมเซคชั่นสุดท้ายก่อนเกมพบบาเซโลน่า ฟีร์มีโนมีอาการบาดเจ็บเล็กน้อย มีข่าวลือว่าเขาอาจจะต้องปิดฉากจบฤดูกาลเกียต้าไปก็เป็นได้ แต่ทางสโมสรก็ปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริงฟีร์มีโนยังไม่ถึงกับปิดฤดูกาล เพียงแต่ทางสโมสรไม่อยากให้อาการบาดเจ็บลุกลามไปมากกว่านี้

นั่นหมายความว่าเลกที่สองกับบาเซโลน่า ลิเวอร์พูลจะปราศจากสองนักเตะคนสำคัญ เยอร์เก้น คล็อปป์กล่าวว่า “สองนักเตะตัวทำประตูที่เก่งที่สุดในโลกไม่พร้อมลงสนาม และเราต้องยิงถึง 4 ประตูในการเล่นกับบาร์เซโลน่า นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่เราก็จะพยายามกัน ถ้าเราทำมันไม่สำเร็จ, พวกเราก็มาร่วมกันปิดฉากความผิดหวังนี้ให้สวยงามที่สุดด้วยกันเถอะ”

บาร์เซโลนามีประสบการณ์จากฤดูกาลที่แล้ว ที่พวกเขาเอาชนะโรม่าในบ้านได้ 4-1 แต่นัดที่สองกลับพ่ายโรม่า 3-0 ตกรอบ ประสบการณ์นี้ทำให้พวกเขาคงไม่ทำอะไรที่ผิดพลาดเหมือนอดีต มันคงได้รับการเตือนสติก่อนเริ่มเกม ยิ่งมองสภาพแวดล้อมพวกเขาแล้วเต็มไปด้วยความสบายมากๆ เพราะพวกเขาเป็นแชมป์ลาลีก้าเป็นที่เรียบร้อย ดังนั้นในเกมสุดสัปดาห์ พวกเขาจึงส่งตัวสำรองลงเล่นทั้งหมด ผลปรากฎว่าพวกเขาแพ้ไป 0-2 แต่ผลการแข่งขันในลาลีก้าไม่ส่งผลกระทบอันใดกับทีม การได้พักตัวจริงจึงสมเหตุสมผล เพราะการบดกับลิเวอร์พูลจำเป็นต้องใช้พละกำลังมากมายกว่าปกติแน่นอน ยิ่งมารู้ว่าสภาพทีมลิเวอร์พูลนั้นไม่มีสองกองหน้าตัวจริง ความมั่นใจของบาร์ซ่าน่าจะเต็มเปี่ยม

Never Give Up

ทางฝั่งเครื่องจักรสีแดง ลิเวอร์พูลนั้นรอการต้อนรับบาร์เซโลนาอย่างใจจดใจจ่อ แม้แฟนบอลจะรู้ว่าพวกเขาตามบาร์ซ่าอยู่สามประตู แต่การต้อนรับผู้มาเยือนเดอะเรดจัดเต็มไม่มีอ่อนข้อ สองข้างทางก่อนรถบัสแล่นสู่สนามเต็มไปด้วยแฟนบอลลิเวอร์พูล พลุควันสีแดง เสียงร้องเพลงเชียร์ Allez Allez Allez ดังกระหึ่ม บรรยากาศทั้งเมืองเต็มไปด้วยความคึกคัก

แพทย์ยังไม่อนุญาตให้ โม เศาะลาห์ ลงสนามในวันนี้กับบาร์เซโลนา แม้จะไม่มีอาการกระทบกระเทือนทางสมอง เขาทำได้แค่นั่งเชียร์เพื่อนร่วมทีมข้างสนาม

แต่ใครจะคิดว่าโมปรากฏตัวในสนามด้วยเสื้อยืดสีดำลายสกรีนอักษรสีขาวตัวใหญ่เขียนคำว่า “Never Give Up” (อย่ายอมแพ้) นี่คือ Big Move ที่ก่อพลังงานอันมหาศาล หากมองย้อนไปไม่กี่สัปดาห์ เศาะลาห์เพิ่งขึ้นหน้าปกหนังสือ Time ในฐานะ 100 บุคคลผู้ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ใช่แค่การสวมเสื้อ หรือประกาศมอตโต้อันแรงกล้า ทว่ามันบอกถึงการเติบโตทางจิตใจของโมอย่างแท้จริง ถ้าคุณจำวันที่เขาบาดเจ็บที่แขนในนัดชิงเมื่อปีก่อน อาการอ่อนแอของเขาเซาะไปถึงจิตใต้สำนึกเพื่อนร่วมทีม นั่นคือการบั่นทอนความเชื่อมั่น บั่นทอนพลังใจ

วันนี้ไม่เป็นแบบนั้นแล้ว เขาบอกเพื่อนๆ ผ่านประโยคเดียวสั้นๆ ว่า ไปลุยกัน ไม่มีฉันแต่เราจะสู้โดยไม่ยอมแพ้ ทีมจะได้รับชัยชนะด้วยพวกเขาทั้งหมด ไม่ใช่ฉันคนเดียว แต่เป็นทุกคน อย่ายอมแพ้กับโชคชะตา อย่ายอมแพ้กับความสิ้นหวัง เชิดหน้า และสู้ต่อไป เหนืออื่นใด มันแสดงให้เห็นถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

Momentum

“เราพยายามที่จะสานต่อฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมที่เราทำได้ที่บาร์เซโลนา ทุกสิ่งทุกอย่างที่ดีๆ ที่เราทำได้ที่นั่น และก็พยายามที่จะเอาชนะในเกมโดยก้าวไปทีละก้าว”

ก่อนเกมไม่มีใครรู้หรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้น มันอาจจะเป็นอีกวันหนึ่งที่เล่นดี และชนะ แต่ทีมอาจไปไม่ถึงฝัน ผลการแข่งขันก็อีกแบบ ชีวิตก็อีกมุม ความฝัน ความต้องการ บางทีมันก็ไม่ได้เดินมาประจวบกัน ในเวลาที่เราต้องการ หรือบางทีมันก็ไม่เคยมาถึงเลย แต่ทั้งหมดมันจะไม่เกิดขึ้นถ้าเราไม่มีศรัทธา ไม่มีความเชื่อ และที่สำคัญยังไม่ลงมือทำ

ลิเวอร์พูลได้ประตูแรกจากความผิดพลาดของอัลบ้า ที่โหม่งบอลคืนหลังพลาด มาเน่ซึ่งจ้องอยู่แล้วขยับเข้าในเพื่อครองบอล ก่อนจะต่อให้เฮนโด้ที่ควบมาตรงกลางกรอบเขตโทษ ก่อนจะใช้เท้าซ้ายแปบอลไปยังกรอบประตู แต่สเตอเจนไม่พลาด เขาปัดบอลของเฮนโด้ออกมาได้ แต่โอริกิที่วิ่งประครองมาจากด้านหลังได้บอลที่ปัดออกมาแล้วใส่สกอร์ให้ลิเวอร์พูลขึ้นนำในเวลาไม่ถึงสิบนาที

เมื่อได้ประตูแรกเร็วตามที่หวัง ลิเวอร์พูลก็ไม่ได้เร่งเกมเพื่อต้องการประตูที่สองอย่างรวดเร็ว พวกเขารู้ว่าบาร์ซ่าจ้องที่จะเล่นงานด้วยลูกสวนกลับ ดังนั้นการเดินเกมรุกจำเป็นที่จะต้องสุขุมเยือกเย็น ส่วนบาร์ซ่าเองที่เป็นฝ่ายครองเกมเพื่อบุก พวกเขารู้ดีว่าหากได้สักหนึ่งประตู ทุกอย่างก็จบเกม แต่เกมนี้ทั้งเวอร์จิล มาติป ฟาบินโญ่ ไม่ยอมให้แนวรุกของพวกเขาทำงานง่าย โดยเฉพาะอลิซน ช่วยเซฟจังหวะสุดท้ายมากมายจนไม่เสียประตูในครึ่งแรก

เป็นอีกครั้งที่เราต้องเสียผู้เล่นระหว่างการแข่งขัน โรบิร์ตสันปะทะนอกเกมกับซัวเรซจนบาดเจ็บ เริ่มครึ่งหลังลิเวอร์พูลเปลี่ยนไวนาดุมลงมาแทน แล้วโยกมิลเนอร์ไปเป็นแบ๊คซ้าย

โชคดีที่จินี่ไม่ต้องไปเล่นตำแหน่ง False 9 เหมือนเกมแรกอีกแล้ว ตำแหน่งที่เขาโดนจับตายและเล่นไม่ออก วันนี้เขามาเล่นในตำแหน่งกองกลางที่ถนัดกว่า แล้วก็เป็นการเปลี่ยนตัวที่ถูกต้อง เมื่ออาโนลด์เปิดบอลเลียดจากฝั่งขวา ไวนัดดุมวิ่งจากแถวสองกรอบเขตโทษซัดบอลเต็มแรงลูกพุ่งเข้าหาประตูสเตอเจ้นผวาล้มตัวหมายปัดบอลแต่ซองแตกรอดแขนเข้าไป ลิเวอร์พูลตามมาสองประตูด้วยประตูรวม 3-2

ไม่กี่นาทีถัดมาไวนัดดุมคนเดิม แต่คราวนี้ชาชิรีเปิดบอลจากฝั่งซ้ายเข้ามากลางกรอบเขตโทษอย่างแม่ยำ ไวนัดดุมพุ่งโหม่งไม่ยั้ง ลิเวอร์พูลยิงประตูที่สามเพื่อตีเสมอ 3-3 เวลานี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ โดนยิงหนึ่งลูก หรือยิงเพิ่มหนึ่งลูก เวลานี้ลิเวอร์พูลไม่ได้เสียเปรียบทีมมนุษย์ต่างดาวอีกแล้ว เสียงเชียร์ในแอนฟิลด์ยิ่งกระหึ่มขึ้น คูติญโญ่ถูกเปลี่ยนตัวออก ซัวเรสโดนโห่จนไม่สามารถแสดงผลงาน เมสซีกำลังฝันถึงรอบชิงชนะที่ฝันสลาย กลายเป็นภาพเดจาวูกับโรม่า ยิ่งเผชิญหน้ากับอดีตผู้รักษาประตูจากกรุงโรม ปราการแก้วที่เซฟแล้วเซฟเล่าจนพวกเขาเริ่มจะท้อ

นาทีที่ 79 ลิเวอร์พูลได้ลูกเตะมุม อาโนลด์เดินไปที่มุมธงเพื่อตั้งบอล บอลอีกลูกที่ถูกเตะเข้ามาถูกเตะออกไป ชาชิรีทำท่าจะเดินมาเปิดมุมแทน กองหลังบาร์ซ่ากำลังตั้งแนวรับ สเตอเจ้นตะโกนสั่งให้ยืนตำแหน่ง ไม่มีใครมองที่บอลซึ่งตั้งอยู่ที่มุมเลย มีเพียงปิเก้ที่ยืนใกล้ประตูที่สุด อาโนลด์เดินออกมา จังหวะนั้นเขาวิ่งกลับไปเตะบอลที่มุมธงด้วยลูกเลียด บอลกระดอนพื้นเบาๆ หนึ่งเด้ง โอริกิที่ยืนอยู่แถวเสาแรกมองบอลอยู่แล้ว ก่อนจะค่อยๆ บังคับเท้าเน้นให้บอลตรงกรอบในมุมสูงสเตอเจ้นสะดุ้งเข้ามาปิดมุมเช่นเดียวกับปิเก้ที่พยายามจะใช้ศีรษะสะกัดบอล แต่สายไปเสียแล้วลูกนี้กลายเป็นประตูที่สี่ ทำให้ลิเวอร์พูลได้เปรียบขึ้นนำหนึ่งประตูอย่างมหัศจรรย์

หลังจากนั้นบาร์ซ่าแทบทำอะไรไม่ได้ ลิเวอร์พูลปิดเกมอย่างหมดจด สิ้นเสียงนกหวีดเฮนโด้ซึ่งบาดเจ็บตั้งแต่พักครึ่ง เขาต้องวิ่งเข้าห้องพยาบาลให้หมอฉีดยาแก้ปวด แล้วยังต้องปั่นจักรยานอีกสิบนาทีเพื่อให้ยาออกฤทธิ์ให้เร็วที่สุด ล้มตัวลงนอนบนผืนหญ้าทันที ภารกิจได้ลุล่วง มิลเนอร์ถึงกับหลั่งน้ำตาท่ามกลางสแตนด์เดอะค็อปอย่างไม่อาย

มันเป็นการพลิกนรกกลับมาชนะอย่างที่ไม่มีใครคาดมาก่อน สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้ และเกิดขึ้นจริงไม่ได้ฝันไป เสียงเพลง You’ll Never Walk Alone ไม่เพียงปลุกปลอบวิญญาณ แต่ช่วยให้พวกเขาไม่สูญเสียความมั่นใจ องค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ นอกสนามอย่าง Never Give Up ของโม สร้างแรงบันดาลใจ หลังเกมนี้เสื้อพร้อมข้อความดังกล่าวกลายเป็นที่นิยมในหมู่แฟนเดอะเรด คล็อปป์ให้สัมภาษณ์ว่าเขาไม่เห็นลูกเตะมุมของอาโนลด์ รู้อีกทีบอลก็ไปตุงตาข่ายแล้ว

หลังเกมคล็อปป์ให้สัมภาษณ์ว่า “ผมพูดแบบนี้ไปบ่อยมากแล้ว สิ่งที่ทำให้มันมีโอกาสเป็นไปได้จริงๆ เนี่ย เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผมพูดกับเด็กๆ ก่อนเกมว่า ‘ผมไม่คิดว่ามันเป็นไปได้หรอกนะ แต่มันเป็นเพราะว่าพวกคุณ ผมจึงคิดว่าเรามีโอกาส สิ่งที่ทำให้มันเป็นไปได้ก็เพราะว่าพวกเขามีหัวจิตหัวใจที่แข็งแกร่ง”

ลิเวอร์พูลกลับไปชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมเปี้ยนลีกอีกครั้ง หลังจากที่สิบสองเดือนก่อนต้องเจ็บช้ำ เป็นการกลับไปที่สมภาคภูมิ คู่แข่งนัดชิงของพวกเขาก็คือทีมร่วมประเทศ “ท็อตแน่ม” ที่พลิกกลัมาชนะอาหยักซ์ช่วงนาทีท้ายเช่นกัน

เยอร์เก้น คล็อปป์ ยังไม่เคยชนะในบอลถ้วยมาก่อน อย่างน้อยหกรายการตลอดการเป็นผู้จัดการทีม และสำหรับการคุมลิเวอร์พูลเขาพลาดบอลถ้วยมาแล้วสามนัดชิง เริ่มจากลีกคัพแพ้แมนซิตี้จากการดวลจุดโทษ ยูโรป้าแพ้เซบีญ่าไป 1-3 และยูฟาแชมเปี้ยนลีกแม้รีลแมดริด บ้างก็ว่าคล็อปป์ต้องคำสาป ต้องมนตร์อาถรรพ์ การกลับมาชิงชนะเลิศอีกครั้งที่สนามเหย้าของแอตเลติโก้แมดรด ที่กรุงแมดริด เหมือนเป็นชะตากรรม อาถรรพ์ยังคงดำเนินต่อไป หรือไม่มีหรอกอาถรรพ์บ้าบอ บทสรุปของพวกเขาจะเป็นอย่างไร อนาคตเท่านั้นที่รู้

Leave a Reply

Close Menu
×

Cart

%d bloggers like this: