11,016 วัน ที่รอคอย

Share on facebook
Share on twitter
Share on google
Share on pinterest
เมื่อลิเวอร์พูลสิ้นสุดการรอคอยแชมป์ลีกสูงสุดนานถึงสามสิบปี เรามาย้อนดูกันว่าสามสิบปีที่ผ่านมาพวกเขาผ่านอะไรมากันบ้าง ย้อนถึงอุปสรรคต่างๆ ก่อนถึงวันที่พวกเขาผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2019-20 ทั้งที่ยังเหลือการแข่งขันอีกถึง 7 นัด
Liverpool

11,016 วัน ที่รอคอย

ปีนี้ผู้เขียนวางแผนจะไปแห่ถ้วยที่ลิเวอร์พูล กำลังจะขอวีซ่า เข้าไปกรอกเอกสารในเวบไซต์ได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็ยังไม่แอปพลาย ก็เกิดวิกฤติไวรัสโคโรนา โชคดีที่ยังไม่จองอะไรไปสักอย่าง ช่วงนั้นต้องรอลุ้นว่าจะได้ไปถึงนัดชิงแชมป์เปียนลีกไหม ถ้าเข้าชิงการแห่น่าจะเกิดหลังนัดชิง แต่ถ้าตกรอบไปก่อนก็จองวันเวลาได้ง่ายขึ้น แล้วช่วงที่ตกรอบ ชปล. เป็นช่วงไวรัสโคโรนาถล่มยุโรปพอดี ลีกทุกลีกหยุดการแข่งขันไม่มีกำหนด จากนั้นสำนักข่าวมากมายคาดการณ์ว่าพรีเมียร์ลีกจะดำเนินการต่อไปอย่างไร มีการคาดการณ์ไปต่างๆ นานามากมายหลายวิถีทาง ขั้นร้ายแรงที่สุดก็คือยกเลิกผลการแข่งขันทั้งฤดูกาล ซึ่งครั้งสุดท้ายที่ทำแบบนี้คือช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่นั่นก็เปิดฤดูกาลไปได้ไม่กี่นัดซึ่งสถานการณ์แตกต่างจากวิกฤติไวรัสโคโรนา อย่างน้อยคือการแข่งขันเข้าสู่โค้งสุดท้ายแล้ว เหลือจำนวนการแข่งไม่ถึงสิบนัด แต่ช่วงแรกของไวรัสโคโรนาทำให้แฟนบอลลิเวอร์พูลไม่อาจคลายความกังวลใจไปได้ เพราะปีนี้ลิเวอร์พูลฟอร์มดีมาตลอดฤดูกาล และยังนำรองจ่าฝูง ทั้งแมนเชสเตอร์ซิตี้ และเลสเตอร์ซิตี้ ที่ผลัดกันครองอันดับสองหลายสิบแต้ม จะว่าไปคะแนนแบบนี้ถ้าเป็นลาลีกาหรือบุนเดสลีกา ก็คงจบไปแล้วไม่มีใครสงสัยว่าลิเวอร์พูลจะพลาดแชมป์อีกคราหรือเปล่า ตั้งแต่ต้นวิกฤติไวรัสฯ ผู้เขียนเคยตั้งข้อสังเกตว่าอย่างไรเสีย ไม่มีทางที่ลีกใหญ่ๆ จะยกเลิกผลการแข่งขันไปได้ เนื่องจากทุกลีกมีข้อผูกมัดอยู่กับรายได้ต่างๆ มากมาย และสโมสรทุกสโมสรมีค่าใช้จ่ายที่สูง การยกเลิกเท่ากับตัดรายได้ของสโมสรไปโดยปริยาย โดยเฉพาะลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดจะหายไปในทันที แล้วมันก็ไม่มีเหตุผลอันใดในการยกเลิกเลยแม้แต่ข้อเดียว ในที่สุดความอึมครึมของลีกหลักก็เริ่มชัดเจนเมื่อยูฟ่าได้เสนอแนวทางการแข่งขันต่อไปให้จบฤดูกาล ทั้งผ่อนปรนเงื่อนไขของเวลา การย้ายการจัดแข่งขันระดับนานาชาติออกไป แม้กระนั้นก็ยังมีบางลีกยกเลิกการแข่งขันไปก็ตาม แต่ลีกหลักของยุโรปมุ่งมั่นที่จะแข่งต่อจนจบ โดยมีบุนเดสลีกาก้าวหน้าที่สุดที่จะกลับมาแข่งต่อ และเป็นลีกแรกที่เปิดก่อนใคร

จนกระทั่งพรีเมียร์ลีกได้ฤกษ์เปิดการแข่งขันต่อ แฟนบอลวิตกว่านักเตะจะฟิตไหม ผลกระทบต่อไวรัสจะส่งผลต่อฟอร์มการเล่นแค่ไหน แน่นอนทุกทีมย่อมประสบมากน้อยต่างกัน แต่นั่นทำให้มันใจว่าการแข่งขันจะแข่งต่อจนจบฤดูกาลตามแผนที่วางเอาไว้ นัดแรกหลังหยุดการแข่งขันช่วงไวรัสโคโรนา ลิเวอร์พูลไปเยือนเอฟเวอร์ตัน (แมตย์ที่ 30) ศึกดาร์บี้แมตย์ที่กูดิสันปาร์มีอันเชล็อตติผู้สร้างพิมพ์เขียวพิชิตทีมของคล็อปป์มาได้หลายครั้ง ตั้งแต่สมัยคุมนาโปลี และเมื่อมาคุมทีมท็อฟฟี เขาก็ยังสามารถยันผลการแข่งขันไม่ให้ลิเวอร์พูลก้าวไปคว้าแชมป์ลีกสูงสุดง่ายๆ ผลเสมอ 0-0 ทำให้ลิเวอร์พูลต้องรอการฉลองแชมป์ต่อไปอีก ขณะที่ซิตีรัวทีมปืนใหญ่ไป 3-0 ในนัดตกค้าง และถล่มเบิร์นลีย์ไป 5-0

นัดที่ 31 ลิเวอร์พูลต้อนรับการมาเยือนของคริสตันพาเลซ ปู่รอย ฮอร์ดสัน อดีตผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลกลับมาเยือนแอนฟิลด์อีกครั้ง แม้ว่าสี่นัดหลังสุดลิเวอร์พูลคว้าชัยต่อทีมปราสาทแก้วได้หมด แต่ชัยชนะที่ได้มาเต็มไปด้วยความลำบากยากเข็ญไม่ใช่น้อย และเสียประตูให้กับคริสตันพาเลซถึงสามประตู นัดนี้ปู่รอย ยังมั่นใจระบบการเล่น 4-5-1 ของตัวเองเมื่อเจอทีมใหญ่ ระบบดังกล่าวของพวกเขาสามารถเอาชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด และเสมออาเซลนอล กับแมนฯซิตี ด้วยการเน้นตั้งรับแนวลึกรอสวนกลับ แต่พวกเขาต้องเสียนักเตะคนสำคัญของทีมไปในช่วงต้นเกมคือวิลฟริด ซาฮา ปีกที่มีความเร็วสูง ครองบอลได้ดี และลงไปช่วยเกมรับได้ นั่นทำให้แผงเกมรับของลิเวอร์พูลไม่ต้องกังวลกับการโจมตีของคริสตัลพาเหรดมากนัก เพราะถ้าตัดซาฮาออกไป แดนหน้าของพวกเขาก็โดดเดี่ยว จนทำให้อายิวศูนย์หน้าตัวเป้าต้องลงมาล้วงบอลเองจากแดนหลัง จนหลายจังหวะเขาต้องตัดเกมทำฟาวหน้าเขตโทษถึงสองครั้ง และหนึ่งครั้งกลายเป็นลูกเบิกโรงจากลูกฟรีคิกสุดเนี๊ยบของเจ้าหนูอาร์โนลด์ แล้วนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คริสตันพาเลซไม่สามารถตั้งรับแล้วรอสวนกลับได้อีกต่อไป จนเป็นที่มาอีกสามประตู แล้วนั่นทำให้เครื่องจักรสีแดงชนะไปด้วยฟอร์มแชมป์ จากนัดนี้ทำให้พวกเขาต้องการอีกเพียงสองแต้มเท่านั้นก็จะทำให้ซิตี ไม่มีโอกาสตามพวกเขาทัน และหมายความว่าคืนต่อมาซิตีจะต้องเอาชนะเชลซีที่สแตมป์ฟอร์ดบริดส์เท่านั้นด้วย ผลเสมอหรือแพ้ ก็เท่ากับว่าพวกเขาได้ประเคนแชมป์ให้ลิเวอร์พูลก่อนที่จะพบกันที่อัลติฮัดสเตเดียม ซึ่งเกมนั้นอาจจะกลายเป็นเกมนัดชิงไปกลายๆ และลองจินตนาการว่ามันจะกลายเป็นสนามรบที่ดุเดือดเพียงใด ถ้าลิเวอร์พูลต้องการไปคว้าชัยที่นั่นกับแชมป์เก่า เพื่อกรุยทางเป็นแชมป์ในรอบสามสิบปี

ในที่สุด 30 ปี, 362 เดือน, 11,016 วัน ที่รอคอยก็จบสิ้น ลิเวอร์พูลก็กลับมาเป็นแชมป์ลีกสูงสุดอีกครั้ง เมื่อเชลซีเอาชนะแมนฯซิตี 2-1 และผลการแข่งขันนี้ส่งลิเวอร์พูลเถลิงแชมป์ก่อนที่พวกเขาจะพบกับแชมป์เก่า

11,016 วัน ที่รอคอยมันยาวนานจนแทบจะไม่สามารถระลึกถึงอดีตได้แจ่มชัด การจากไปของคิงเคนนีอย่างกระทันหัน ด้วยความกดดันมหาศาลต่อความสำเร็จนั้นเท่ากับทิ้งลิเวอร์พูลเอาไว้เบื้องหลัง ห้วงเวลานั้นแม้แต่เซอร์ดัลกกลิชเองก็คงไม่สามารถทำนายอนาคตได้ว่าหลังจากนั้นอีกสามสิบปีลิเวอร์พูลเหมือนเด็กหลงทาง แม้ฤดูกาลดังกล่าวพวกเขาจะได้รองแชมป์ เมื่อแกรม ซูเนสเข้ามาคุมบังเหงียนต่อจากนั้น ดูเหมือนว่าลิเวอร์พูลไม่สามารถกลับไปเหมือนเดิม ซูเนสประสบความสำเร็จเพียงแชมป์เดียวคือ FA cup ในฤดูกาล 1991-92 และจากไปโดยปราศจากความทรงจำที่ดีสำหรับแฟนบอล เมื่อลีกวันเปลี่ยนมาเป็นพรีเมียร์ลีก โลกฟุตบอลอังกฤษกำลังเดินหน้าสู่ธุรกิจระดับโลกอีกแล้ว ขณะที่ลิเวอร์พูลยังยึดหลักบริหารในแบบบู๊ตรูม

Liverpool

รอย อีแวนส์ ผลผลิตจากบู๊ตรูมเข้ามาทำหน้าที่ต่อจากซูเนสต์ ผลผลิตนักเตะเยาวชนอย่างสตีฟ แมคมานามาน และร็อบบี้ ฟาวเลอร์ สองคู่หูมหากาล เหล่าสไปรส์บอยที่ร้อนแรง เหมือนพวกเขาพร้อมที่จะกลับมาทวงบัลลังค์คืน แต่ผลการแข่งขันก็ยังไม่ดีพอ พวกเขาจบอันดับท็อปโฟร์สองฤดูกาลติดต่อกัน ความร้อนแรงของสไปรส์ยังไม่เพียงพอที่จะไล่ล่าแชมป์ รอยอี แวนส์ มือเปล่า ยิงเวลาผ่านไปหลายปี พวกเขายิ่งหลงทาง

การมาถึงของเจอราร์ด อุลลิเยร์ ผู้จัดการทีมชาวฝรั่งเศส นั้นดูกระอักระอ่วน เมื่อลิเวอร์พูลไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าพวกเขาจะเริ่มบทบาทใหม่ หรือรักษาธรรมเนียมเดิมแบบบู๊ตรูม การมีผู้จัดการทีมสองคน กลายเป็นความประหลาดอย่างหนึ่งที่ไม่มีคำใดจะเอ่ยเอื้อนได้หมด ปีมิเลเนียมลิเวอร์พูลโฉมใหม่ ที่ไม่ได้พึ่งพานักเตะเยาวชนเหมือนเมื่อก่อน การจากไปของแมคมานามานแบบฟรีเอเยนต์ส่งผลกระทบพอสมควร แต่ลิเวอร์พูลก็ได้นักเตะใหม่เข้ามาเสริมทัพหลายคน อินซ์, แมคคาเทียร์, ฮามานน์, อองโช, ซมิเซอร์ ฯลฯ การได้บอลถ้วยสามแชมป์เป็นความหวังกลายๆ แต่ก็ไม่พุ่งแรงมากนัก การไม่พึงพานักเตะท้องถิ่น แต่อุลลิเยต์ชอบที่จะมองหานักเตะเยาวชนจากทั่วโลก การเซ็นสัญญาที่น่าผิดหวังไม่ว่าจะเป็นดิยุฟ, ดิเยา, เชอรูห์, บิสคาน กระนั้นนักเตะที่สร้างความประหลาดใจในการเซ็นสัญญามากที่สุดกลับเป็น แกรี่ แมคอลิสเตอร์ นักเตะชาวสก๊อตที่ย้ายมาด้วยกฎบอสแมนวัย 35 ปี กลายมามีบทบาทสำคัญแม้จะลงเล่นไม่มากและยิงประตูเพียงห้าประตูจาก 55 เกม โดยเฉพาะนัดชิงยูฟ่าคัพ 2001 กับเดอปอร์ติโวออลาเบส 5-4 แมคอลิสเตอร์จ่ายหนึ่งยิงจุดโทษหนึ่ง และการจบอันดับสองในฤดูกาล 2001-2002 ก็ดูเหมือนว่าลิเวอร์พูลอาจจะใกล้เข้าสู่ความยิ่งใหญ่ในอดีตอีกครั้ง แต่ยิ่งนานวันเข้าความหวังนั้นก็เหือดหายไประหว่างทาง คำพูดที่ว่าฤดูกาลหน้าเริ่มกันใหม่มันเริ่มชาชิน

ราฟาเอล เบนิเตซ ผู้จัดการทีมชาวสเปน เหมือนจะมาจุดไฟที่ค่อยๆ มอดอีกครั้ง แชมป์เปี้ยนลีค อีสตันบูล 2005 คือแมตซ์คลาสสิกที่จะเอาไปพูดถึงลูหลาน สตีเว่น เจอราร์ด ถึงจุดพีคที่สุดของอาชีพนักเตะ เป็นนักฟุตบอลที่ขาดไม่ได้แล้วในทีมลิเวอร์พูล ขณะเดียวกัน การมาของเสปนนิสคอนเน็คชั่น ไม่ว่าจะเป็น ชาบี อลองโซ่, เฟอร์นานโดต ตอเรส, หลุยส์ การ์เซีย ล้วนแล้วสร้างความคึกคักในระดับโลก ในบอลลีกเบนิเตซทำได้ใกล้เคียงความฝันเท่านั้น นั่นคือจบที่อันดับสอง ขณะเดียวกันลิเวอร์พูลกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาใหม่

สองปลิงดูดเลือดเจ้าของทีมคนใหม่ชาวอเมริกัน ทอม ฮิกส์ และจอร์จ จิลเลตต์ เศรษฐีกำมะลอที่กำลังนำลิเวอร์พูลสู่หายนะทางการเงิน ล้มละลายและตกชั้น การอยู่ในฝันร้ายและปากเหว เบนิเตซจากไปด้วยความขุ่นข้องของฝ่ายบริหาร การมาของรอย ฮ็อดสัน พร้อมนักเตะที่พวกเราเหล่าแฟนบอลอาจจะจดจำชื่อเขาไม่ได้เลย

New Era

ในที่สุด Fenway Sports Group (FSG) ที่มีจอห์น ดับเบิลยู เฮนรี เข้ามาช่วยวิกฤติของลิเวอร์พูลได้ทันกาล ในปี 2010 FSG ในช่วงเวลานั้นลงทุนไปกับทีมเบสบอล อย่างบอสตันเรดซอก ทีมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน แต่ร้างลาการเป็นแชมป์มานาน ได้รับการบริหารแบบยกเครื่อง จนทีมสามารถกลับมาเป็นแชมป์ได้อีกครั้ง ด้วยสถิติการซื้อขายตัวผู้เล่น วิทยาศาสตร์การกีฬา รวมถึงการบริหารธุรกิจกีฬาอย่างเป็นระบบ

แม้ว่า FSG จะประสบความสำเร็จในอเมริกา การข้ามมาสู่กีฬาชนิดใหม่อย่างฟุตบอลในอังกฤษ ก็เป็นอะไรที่ใหม่มากสำหรับ FSG เช่นกัน ในช่วงเวลาของการลองผิดลองถูกของ FSG นั่นคือการคืนกลับมาคุมทีมของดัลกลิช แม้ฟุตบอลลีกพวกเขายังไม่สามารถต่อกรกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด หรือทีมโลกใหม่บริหารใหม่แบบเชลซีได้เลย ดัลกลิชกลับมาคว้าแชมป์ลีกคัพได้สำเร็จก็จริง แต่สิ่งที่ลิเวอร์พูลต้องการมากกว่านั้นมาก

FSG เริ่มที่ผู้จัดการทีมคนใหม่อย่างเบรนดัน ร็อดเจอร์ ทำไม FSG ถึงเลือกกุนซือหนุ่มที่เพิ่งประสบความสำเร็จไม่มากนักที่พาสวอนซีขึ้นมาจากแชมเปี้ยนชิพ หากจะบอกว่าร็อดเจอร์นั้นเป็นผู้จัดการทีมที่ดีมากคนหนึ่ง เพียงแต่ขาดประสบการณ์ เขาพาลิเวอร์พูลจบอันดับสอง Make Us Dream พังครืนจากวิมานเมฆ คำว่าฤดูกาลเริ่มใหม่สะท้อนมาจากหุบเหวแห่งความล้มเหลวอีกครั้ง เมื่อไหร่กันแน่ที่แชมป์ลีกสูงสุดจะมาถึง ทีมของร็อดเจอร์พึ่งพาหลุยส์ ชัวเรซมากเกินไป ชัวเรซเป็นนักเตะที่ลิเวอร์พูลตามหามาหลายปี การจบสกอร์ ความแข็งแกร่ง ความกระหาย แต่ในด้านการประสานงานในทีม ดูเหมือนพวกเขายังไม่รวมเป็นหนึ่งเดียว การไม่ต่อสัญญาให้กับเจอราร์ด การไม่สามารถดึงดูดให้ราฮีม สเตอลิงห์ ต่อสัญญาจนต้องขายออกไปให้แมนซิตี้ ถือเป็นความผิดพลาดของร็อดเจอร์ ในขณะเดียวกันเขาไม่สามารถทำงานเป็นเนื้อเดียวกันกับวิธีการของ FSG การซื้อนักเตะหลังจากเสียชัวเรซไปดูเหมือนว่าได้ทำให้ทุกอย่างยิ่งแย่ลงกว่าเดิม นักเตะอย่างบาโลเตลี คือตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในแบบ ดิยุฟ นั่นเอง แล้วในที่สุดร็อดเจอร์ก็ไม่สามารถทนต่อผลงานที่ตกต่ำได้ ความพ่ายแพ้ต่อสโต๊ก 6-1 นัดอำลาทีมของเจอราร์ดกร่อยลงไปทันทีแม้เขาจะทำประตูตีไข่แตกได้สำเร็จเป็นการปิดท้ายนัดสิุดท้ายของซูเปอร์กัปตันที่ไม่น่าจดจำ ชีวิตคนเราก็แบบนี้ จากนั้นอีกหกเดือน ร็อดเจอร์ก็ต้องอำลาทีมไป

เยอร์เก็น คล็อปป์ ที่กำลังว่างงานและพักร้อน เขาเข้ามาแทนที่ร็อดเจอร์ในช่วงเวลาที่ทีมกำลังหมดหวัง แม้ว่าแฟนบอลบางคนมองว่าพวกเขาต้องการเจ้าของทีมที่เป็นเศรษฐีน้ำมันที่มีเงินมากกว่า เพื่อความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว การมาของคล็อปป์ยังเป็นที่กังขา แฟนบอลผิดหวังแล้วผิดหวังเล่าจากหลายผู้จัดการทีม แชมป์สุดท้ายคือลีกคัพ 2010 บางทีมันนานเกินไปจนแฟนบอลขาดความเชื่อมั่นต่อสโมสร บ้างก็บอกว่ามันเป็นคำสาป บ้างก็ว่าลิเวอร์พูลกินศักดิ์ศรีและประวัติศาสตร์เก่าๆ มายาวนานเกินไป พวกเขาไม่มีวันเทียบชั้นทีมอย่างแมนฯ ยูไนเต็ด อาเซลนอล เชลซี หรือแม้กระทั่งทีมเศรษฐีใหม่อย่างแมนฯ ซิตี้

คล็อปป์ เข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบการเล่นหลายอย่าง ฤดูกาลแรกพวกเขาได้เข้าชิงสองบอลถ้วย ลีกคัพ และยูฟ่ายูโรป้าลีก ซึ่งพลาดท่าไปทั้งสองรายการ ส่วนอันดับตารางนั้นพวกเขาจบที่อันดับแปดยังไม่เฉียดใกล้กับการกลับไปสู่ท็อปโฟร์ แต่นั่นก็มากพอที่ทำให้แฟนบอลและนักเตะเชื่อมั่นในระบบการทำทีม นอกเหนือจากระบบการเล่น และความฟิตของนักเตะ สิ่งหนึ่งที่คล็อปป์ต้องการเรียกร้องในลำดับต้นๆ คือ แฟนบอลของทีม นัดที่ลิเวอร์พูลพ่ายแพ้ต่อคริสตัลพาเลซคาแอนฟิลด์ 1-2 แฟนบอลจำนวนหนึ่งเดินออกจากสนามก่อนเกมจบการแข่งขัน นั่นทำให้คล็อปป์ได้กล่าวกับสาธารณชนว่า เขาและทีมจะทำทุกอย่าง ต่อสู้จนถึงนาทีสุดท้าย เพื่อไม่ให้แฟนบอลผิดหวัง และเขาต้องการให้แฟนบอลสนับสนุนทีมด้วยความกระหายเฉกเช่นกัน

Liverpool


##ฤดูกาล 2016-17

มีความเปลี่ยนแปลงในทีมอย่างมีนัยสำคัญ ซาดิโอ มาเน่ มาจากเซาท์แธมป์ตันด้วยค่าตัว 30 ล้ายปอนด์ จอร์จิโอ ไวนัดดุม จากนิวคาสเซิลที่เพิ่งตกชั้นไป โจเอล มาติป กองหลังฟรีค่าตัวจากชาลเค่อ 04 รวมถึงคาริอุส จากโฮมออฟทีมของคล็อปป์ ไมนซ์ 05 และรักนาร์ คลาวาน จากเอาท์บวร์ก โดยต่อสัญญานักเตะคนสำคัญออกไปตั้งแต่คูติญโย่, โกเมซ, ลัลลานา, ลอฟเลน และวอร์ด

ผลการแข่งขันนัดแรกชนะอาเซลน่อลที่สนามอามิเรตส์ สร้างกระแสกระตุ้นเร้าแฟนบอลให้บ้าคลั่ง แต่ปัญหาที่ลิเวอร์พูลพบเจอก็คือ พวกเขาเอาชนะทีมจากท็อปโฟร์ได้ แต่มักเสียแต้มให้กับทีมกลางตาราง ทีมที่ตั้งรับลึก การจบอันดับสี่ของฤดูกาลทำให้ลิเวอร์พูลได้กลับไปเล่นรายการแชมเปียนส์ลีกอีกครั้ง

#การจากไปและความเจ็บปวด

##ฤดูกาล 2017-18

ฟอร์มอันร้อนแรงของคูติญโย่เมื่อฤดูกาลที่แล้วส่งผลให้ทีมยักษ์ใหญ่จากยุโรป–บาเซโลนาจากลาลีกาสนใจอยากได้ตัวไปร่วมทีม โดยต้องการคูติญโย่ไปเป็นตัวตายตัวแทนเนร์มาร์ที่กำลังอยากจะย้ายตัวเองออกไปจากบาเซโลนาเช่นกัน แม้ตูติญโย่จะได้รับการต่อสัญญาออกไปแต่ทว่าเขาเริ่มทำทุกอย่างเพื่อไปตามล่าความฝัน บาเซโลนาคือปลายทางของนักเตะอเมริกาใต้ทุกคน ดังนั้นเมื่อมีโอกาสความฝันนั้นก็ต้องทำไม่เว้นแม้คูติญโย่ ส่วนเอมเร่ ชาน ก็เป็นนักเตะอีกคนที่ไม่ต่อสัญญา จุดหมายปลายทางของชานคือยูเวนตุส ทำให้คล็อปป์ต้องหาทางป้องกันไม่ให้เรื่องนี้เกิดขึ้นอีก เขามีประสบการณ์อันเจ็บปวดเหล่านี้ตอนอยู่ดอตมุนด์มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นลาเวนสกี้ หรือลูกรักอย่างเกิตเชอ เด็กปั้นจากดอร์ตมุนด์

และการเดินเกมผิดพลาดในการซื้อกองหลังจากเซาต์แธมป์ตัน เวิอร์จิล ฟาน ไดจ์ ในช่วงตลาดฤดูร้อนลิเวอร์พูลต้องยอมประกาศถอนตัวว่าไม่สนใจนักเตะรายนี้อีกแล้ว เนื่องจากพวกเขาติดต่อนักเตะโดยไม่ผ่านสโมสร แต่กระนั้นสโมสรก็ยังเซ็นสองนักเตะที่แฟนบอลต่างมีคำถามคนแรก แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ตำแหน่งแบ๊กซ้าย นักเตะที่ตกชั้นไปกับฮัลล์ซิตี้ ด้วยค้าตัวแปดล้านปอนด์ แฟนบอลคิดว่าราคานักเตะคนนี้ถูกเกินไปจะดีพอกับสโมสรหรือเปล่า ทำไมลิเวอร์พูลถึงสนใจดึงตัวมา คนที่สองกองหน้าและปีกชาวอียิปต์ โมฮาหมัด ซาลาห์ นักเตะที่เคยล้มเหลวมาจากเชลซี ก่อนถูกฟีออเรนตินา และโรมายืมตัวไปใช้งานและโรมาซื้อขาดไปในที่สุด เขากลับมาสู่พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง แฟนบอลตั้งคำถามว่าในทีมมีมาเน่ที่เล่นปีกขวาอยู่แล้ว ทำมยังต้องการซาลาห์มาอีก

ส่วนการต่อสัญญาลิเวอร์พูลได้ต่อสัญญาโรแบร์โต้ ฟีมีโน ซึ่งกลายเป็นนักเตะคนสำคัญของคล็อปป์ และยังต่อสัญญากับนักเตะดาวรุ่งอีกหลายคนรวมถึงนักเตะสเกาเซอร์อย่างเทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์

ในที่สุดคูติญโย่ก็จากไปในตลาดฤดูหนาวด้วยค่าตัวสถิติ ขณะเดียวกันดีลเวอร์จิล ฟาน ไดจ์ กลับมาสานต่อจนกลายเป็นนักเตะกองหลังที่มีค่าตัวสูงสุด การเสียคูติญโย่เป็นความเสียหายใหญ่หลวง เพราะทำให้กองกลางขาดตัวทำเกม รวมถึงนักเตะที่มีทักษะการยิงลูกนอกกรอบ คำถามคือคล็อปป์ไม่มีตัวตายตัวแทนคูติญโย่ ลิเวอร์พูลจะไปได้ไกลแค่ไหน แต่การได้ฟานไดจ์มากลับสร้างอิมแพคให้แนวรับของลิเวอร์พูลอย่างเหลือเชื่อ เมื่อรวมกับนักเตะใหม่ที่ไม่มีใครคาดคิดฟอร์มการเล่นจะจัดจ้านตั้งแต่ฤดูกาลแรก ลิเวอร์พูลจะทำให้ซาลาห์ที่ล้มเหลวกับเชลซี กลายมาเป็นอาวุธสุดอันตรายในทันทีที่ลงสนาม นักเตะที่ถนัดเท้าซ้ายเท้าเดียว เล่นตำแหน่งปีกขวา ทำหน้าที่อินไซด์ฟอร์เวิร์ดที่ชอบตัดเข้ามากลางประตู ทำประตูให้เครื่องจักรสีแดงอย่างมากมาย

ช่วงต้นฤดูกาลลิเวอร์พูลถล่มอาเซลนอล 4-0 แต่ก็มาโดนแมนฯซิตี้ถล่ม 5-0 โดยมาเน่โดนใบแดงตั้งแต่ครึ่งแรกยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง ส่วนฟางเส้นสุดท้ายในเกมรับคือการพ่ายแพ้แก่ท็อตแน่ม ที่เวมบลีย์ 4-1 ความพ่ายแพ้ถึงสี่ประตูในนัดดังกล่าวเป็นการเตือนถึงระบบการเล่นกองหลัง และเป็นที่มาให้การสานต่อดีลเวอร์จิลในช่วงตลาดฤดูหนาวเกิดขึ้นอีกครั้ง

การได้กลับมาเล่นยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในรอบหลายปีเป็นความทะเยอทะยานของทีมชั้นนำ ลิเวอร์พูลจบอันดับสี่ในฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งต้องควอลิไฟด์กับฮอฟเฟ่นฮาย์ม โดยเอาชนะมาได้และจับสลากอยู่ในกลุ่ม E ร่วมกับเซบีญา, สปาตักมอสโคว์ และมาริบอร์ ในรอบแบ่งกลุ่มลิเวอร์พูลเป็นแชมป์กลุ่ม ในรอบสิบหกทีมสุดท้าย พวกเขาเอาชนะปอร์โตท่วมท้น 0-5 แม้กลับมาแข่งที่แอนฟิลด์จะเสมอกัน 0-0

รอบแปดทีมสุดท้ายลิเวอร์พูลต้องมาพบกับแมนฯซิตี้ ที่ทำผลงานในพรีเมียร์ลีกได้ดี ไม่มีใครคิดว่าทีมของคล็อปป์ จะเอาชนะทีมของเป๊ป กัวดิโอลา ไปได้ ยิ่งต้นฤดูกาลแมนฯ ซิตี้ ถล่มลิเวอร์พูลจนไม่เหลือชิ้นดี แถมยังขาดกองกลางตัวเก่งอย่างคูติญโย่ แม้จะมีซาลาห์ มาเน่ หรือฟานไดจ์ที่เพิ่งมาเสริมทัพ เมื่อเทียบฟอร์มตัวต่อตัวแล้วซิตี้กินขาดทุกตำแหน่ง เลกแรกที่แอนฟิลด์ลิเวอร์พูลเริ่มเกมด้วยความดุดันไล่เพรสซิตี้จนมาได้ลูกแรกจากซาลาห์ ตามด้วยอ็อกเหลด แชมเบอร์เลน จากลูกยิงนอกกรอบเขตโทษ และลูกโหม่งของมาเน่ปิดท้าย ทั้งสามประตูเกิดขึ้นในครึ่งแรก และลิเวอร์พูลปิดเกมด้วยการไม่เสียประตู

เลกที่สองซิตี้มีความหวังที่จะกลับมาเอาชนะให้ได้พวกเขาบุกหนักจนได้ประตูขึ้นนำตามที่ต้องการอย่างรวดเร็วจากการประสานงานระหว่างราฮีม สเตอริง และจบสกอร์โดยเฆซุส ซิตี้ขึ้นนำ 1-0 (ประตูรวม 3-1) ลิเวอร์พูลพอโดนหมัดแรกก็เหมือนกองหลังจะรวนไปไม่น้อย พวกเขาต้องป้องกันการบุกเหมือนพายุลูกแล้วลูกเล่า จนเกมรับลิเวอร์พูลเริ่มเข้าที่ และมีจังหวะบุกขึ้นไปบ้าง จนครึ่งหลังซาลาห์ก็ดับความหวังซิตี้ด้วยการยิงตีเสมอ ก่อนที่ฟีร์มีโน่จะยิงแซงขึ้นนำทำให้ลิเวอร์พูลชนะทั้งสองเลก เขาสู่รอบรองชนะเลิศไปพบกับโรมาจากอิตลี

การมาพบกับโรมาในรอบรองชนะเลิศ ทำให้ทั้งสองทีมมีประเด็นกันเรื่องค่าตัวของซาลาห์ ที่ทางโรมารู้สึกว่าขายให้ลิเวอร์พูลถูกเกินไป เมื่อเทียบกับผลงานสุดหรูของซาลาห์แล้ว ยิ่งทำให้ฝ่ายซื้อขายของโรมาเก็บจำเป็นบทเรียน เลกแรกของ ชปล. เล่นในแอนฟิลด์ ลิเวอร์พูลรู้ว่ามาถึงรอบนี้แล้วไม่มีทีมไหนง่ายที่จะเอาชนะ สามประสานในแดนหน้าสุดอันตราย ซาลาห์ยิงไปสอง มาเน่หนึ่ง และฟีร์มีโน่สอง ลิเวอร์พูลคิดว่าจะชนะโรมาง่าย แต่ไม่เป็นแบบนั้น ลิเวอร์พูลเสียสองประตู ช่วงท้ายครึ่งหลัง นั่นทำให้โรมารู้สึกว่าเลกสองที่สนามโอลิมปิโคพวกเขาอาจจะพลิกกลับมาเอาชนะเข้ารอบได้ อย่างน้อยมีสองประตูที่ยิงได้ในเกมเยือนเป็นหลักประกัน

แต่ก่อนที่เลกสองกับโรมาจะเริ่มขึ้น ภายในทีมโค้ชของลิเวอร์พูลมีความเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้น วันที่ 30 เมษายน 2018 ลิเวอร์พูลแถลงข่าวอย่างเป็นทางการว่า เซลโจ บูวัก ผู้ช่วยโค้ชในฐานะมันสมองของคล็อปป์ ขอลาพักไม่มีกำหนดด้วยเหตุผลส่วนตัว เหตุการณ์นี้ไม่มีรายละเอียดใดๆ เผยแพร่ออกมาจากสโมสรถึงต้นเหตุการลาพัก ความขัดแย้งระหว่างคล็อปป์ กับบูวัก กลายเป็นเงาดำมืด ทุกคนทราบกันดีว่าทั้งสองสนิทสนมกันเป็นอย่างมาก นับตั้งแต่ตอนเป็นนักเตะ จนทั้งสองเปลี่ยนสถานะมาเป็นโค้ชที่ไมนซ์ จนมาถึงดอตมุนด์ โดยเฉพาะการมาทำทีมที่ลิเวอร์พูล คล็อปป์นั้นระบุด้วยว่าต้องการบูวัก และพีเตอร์ คราเวียต์ซ มาเป็นผู้ช่วย นับจากวันนั้นถึงวันนี้ ยังไม่มีใครทราบถึงสาเหตุการแตกหักระหว่างคล็อปป์กับบูวักอย่างแท้จริง การจากไปของบูวักทำให้คล็อปป์ต้องเปลี่ยนแปลงทีมงานของตนเองอีกครั้ง เป็นช่วงเวลาที่ลำบาก และจากไปในช่วงเวลาที่ทีมกำลังอยู่ในช่วงที่กำลังต้องการขุมกำลังจากทุกทิศทาง

เลกสองรอบรองชนะเลิศ ชปล. คล็อปป์ ต้องแบกกทีมไปลำพังโดยไม่มีดิอายส์ อย่างบูวัก การแข่งในนัดนี้เป็นเกมที่หนักหน่วง แต่ลิเวอร์พูลไม่ปล่อยให้โรมาเล่นได้ง่าย และเป็นฝ่ายขึ้นนำไปก่อน 1-2 แต่โรมาก็ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ พวกเขาแซงเอาชนะไปได้ในที่สุด 4-2 สองนัดลิเวอร์พูลชนะ 6-7 เข้าสู่นัดชิงไปพบกับรีลแมดริด ของซีดาน

พรีเมียร์ลีกลิเวอร์พูลจบอันดับสี่อีกครั้ง รักษาตำแหน่งไปเล่นแชมเปียนลีกอีกหนึ่งฤดูกาล แม้จะเข้าชิงชนะเลิศแชมเปียนลีก แต่ก็ไม่มีหลักประกันใดยอดเยี่ยมกว่าท็อปโฟร์ของตารางอีกแล้ว

##นัดชิงแชมเปียนลีก 2016-17

###เมื่อความเจ็บปวดคือจุดเริ่มต้น

คงไม่มีใครคาดคิดว่าลิเวอร์พูลจะมาไกลถึงรอบชิงชนะเลิศแชมเปียนลีกที่สนาม NSC Olimphyskly ที่เมืองเคียฟ ประเทศยูเครน แม้จะพึ่งเข้ามาแข่งแชมเปียนลีกในรอบหลายปี แต่ทีมก็ฝ่าฟันมาได้ ผู้จัดการทีมอย่างเยอร์เก้น คล็อปป์ มีประสบการณ์เข้าชิง ชปล. สมัยคุมดอร์ตมุนต์ แต่ก็ไม่ได้สัมผัสแชมป์ ขณะเดียวกันคู่ชิงคือยอดทีมจากสเปน รีลแมรดริด แชมป์เก่า และต้องการคว้าแชมป์ติดต่อกันสองปี ซีดาน เป็นผู้จัดการทีม เขาชนะเลิศรายการต่างๆ มามากมายรวมถึงแชมเปียนลีกด้วย ผู้เล่นของรีลแมรดริดทั้งทีมก็ผ่านประสบการณ์รายการนี้มาอย่างโชกโชน ลิเวอร์พูลจึงเหมือนเด็กใหม่ที่เพิ่งก้าวเข้ามา

แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ แมดริดใช้ประสบการณ์ที่มีมากกว่า สามารถต้านทานเกมบุกในช่วงแรกของลิเวอร์พูลได้อย่างใจเย็น จนกระทั่งรามอสเข้าปะทะซาลาห์ รามอสหนีบแขนของซาลาห์แล้วทุ่มตัวลงกับพื้น ทำให้ซาลาห์บาดเจ็บที่หัวไหล่ จนไม่สามารถเล่นต่อไปได้ ต้องเปลี่ยนอดัม ลัลลนา ลงมาแทน เมื่อไม่มีซาลาห์ ลิเวอร์พูลก็คลายความน่ากลัวลง ทำให้แมดริดตั้งเกมได้และเริ่มบุกใส่แนวรับของลิเวอร์พูลอย่างต่อเนื่อง

ครึ่งหลังลิเวอร์พูลเสียประตูจากความผิดพลาดจากคาริอุส เมื่อเขาได้บอลแล้วต้องการเปิดบอลเร็ว แต่เบนเซมา ซึ่งตามบอลมาใกล้ตัวผู้รักษาประตูชาวเยอรมัน เขาใช้ปฏิกิริยาที่รวดเร็วยื่นขาซ้ายขวางทางบอลที่คาริอุสจะส่งไป บอลกระดอนเข้าประตูไปอย่างง่ายดายและไม่มีใครคาดคิด

แต่ลิเวอร์พูลก็มาได้ลูกตีเสมอจากมาเน่ แต่เมื่อรีลแมดริดส่งเบลล์ลงมาเกมก็เปลี่ยนแปลงไปมาก โรนัลด์โดถูกจับตายจนทำอะไรได้ไม่สะดวก แต่เบลล์ช่วยป่วนแนวรับอย่างหนักจนเขายิงลูกฮาร์ลฟวอลเลย์สุดสวยเสียบคานประตู ทำให้แมดริดออกนำอีกครั้ง และเบลล์คนเดิมก็ปิดเกมด้วยลูกยิงไกลนอกเขต คาริอุสผิดพลาดอีกครั้งด้วยการทำบอลกระฉอกออกจากหน้าอก ทั้งที่เขาควรจะสยบลูกยิงไกลที่ไม่แรงจนเกินไปได้

ความพ่ายแพ้ในนัดนี้สร้างความเจ็บปวดให้ลิเวอร์พูลเป็นอย่างมาก นอกจากศูนย์เสียกองหน้าจากอาการบาดเจ็บแล้ว คำถามถึงตำแหน่งตัวจริงของคาริอุสที่ทีมโค้ชต้องการปลุกปั้นให้เป็นมือหนึ่งแทนมิโญเลต์ และขยายไปถึงความสามารถของจอห์น อัชเทอร์เบิร์ก โค้ชผู้รักษาประตูทีมตัวจริงว่ามีความสามารถเพียงพอหรือไม่ จนคล็อปป์เองต้องออกมาปกป้องเขาหลายต่อหลายครั้งจากการสัมภาษณ์ว่าไม่มีใครดีไปกว่าโค้ชผู้รักษาประตูคนนี้ว่า คล็อปป์เชื่อใจในความสามารถของจอห์น เขาทำงาน 25 ชั่วโมงต่อวัน เขาทำงานที่เมลวูดมาก่อนหน้านั้นและทำงานได้อย่างยอดเยี่ยมอย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ไม่มีผู้รักษาประตูคนไหนในโลกไม่เคยผิดพลาดมาก่อน ในสถานการณ์แบบนี้ทีมต้องการโค้ชอย่างจอห์น เพราะเขาสามารถฝึกสอนทักษะที่ถูกต้อง อ่านเกมได้ดี และทำให้ผู้รักษาประตูเล่นได้ดีขึ้น นั่นทำให้ตำแหน่งของอัชเทอร์เบิร์กมั่นคงมาก แม้แฟนบอลจำนวนหนึ่งยังตั้งคำถามกับเขา

ไม่กี่วันหลังพ่ายแพ้ในแชมเปี้ยนลีก ลิเวอร์พูลก็ประกาศดีล ฟาบิญโญ่ กองกลางตัวรับสารพัดประโยชน์ชาวบราซิล จากโมนาโคมาร่วมทีมแบบสายฟ้าแลป เขาเล่นได้ทั้งตำแหน่งกองกลาง ในทีมชาติบราซิลเคยเล่นเป็นแบ๊คขวา และยังเล่นเซ็นเตอร์แบ๊คได้อีก

ตำแหน่งผู้รักษาประตูของลิเวอร์พูลสั่นคลอนเป็นอย่างมากในช่วงปิดซีซัน ขณะเดียวกันฟุตบอลโลกได้เริ่มต้นขึ้น โดยมีนักเตะลิเวอร์พูลหลายคนติดทีมชาติไปแข่งขันรายการที่ยิ่งใหญ่ที่สุด รวมถึงซาลาห์ที่ยังพกอาการบาดเจ็บหัวไหลไปช่วยทีมอียิปต์ แฟนลิเวอร์พูลกังวนใจว่าการพ่ายแพ้นัดชิง ชปล. อาจจะไม่มีอีก แม้ทีมยังเข้าแข่งขันในฤดูกาลหน้าและไม่ต้องเล่นเพลย์ออฟรอบแบ่งกลุ่มแล้วก็ตาม แม้กองหน้าของทีมจะยิงประตูได้มากมายแต่ตำแหน่งผู้รักษาประตูยังเป็นจุดอ่อน ความไม่แน่นอนว่าหลังจากนี้คาริอุสยังได้รับความไว้วางใจอีกต่อไปหรือไม่ หรือมิโญเลต์จะสามารถเรียกฟอร์มขึ้นมาเป็นมือหนึ่งเหมือนเดิม

##ลิเวอร์พูล ฤดูกาล 2018–19

###ปีมหัศจรรย์ และ No Goal 1 เซ็นติเมตร

ไม่มีใครคาดคิดว่าลิเวอร์พูลจะสามารถไปไกลกว่าฤดูกาลที่แล้ว (อันดับสี่-รองแชมป์ แชมป์เปียนลีก) พวกเขาได้กองหน้ามหัศจรรย์ซาลาห์ที่เล่นได้ดีในปีแรกที่เข้ามาในทีม ยิงประตูมากมายจนได้รองเท้าทองคำ แต่เขายังถูกท้าทายจากแฮรี่ คีน ยอดกองหน้าของท็อตแนมว่าซาลาห์จะสามารถรักษามาตนฐานได้ต่อไปหรือไม่ นั่นเป็นความกดดันที่ท้าทายไม่น้อย แต่คล็อปป์กลับไม่ค่อยกังวลใจกับเรื่องนี้เสียเท่าไหร่ ความต้องการของคล็อปป์อย่างเดียวคืออยากให้นักเตะกลับมาฟิตที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ หลังจากฟุตบอลโลกจบลง

ตลาดฤดูร้อนลิเวอร์พูลได้ตัวนาบี้ เคียต้า มาจากอาเบไลป์ซิกซึ่งดีลกันตั้งแต่ฤดูกาลก่อน เช่นเดียวกับฟาบิญโญ่ และมีเซอดาน ชาคิรี มาจากสโต๊กซิตี้ซึ่งตกชั้นไป ส่วนนักเตะที่ออกจากทีม อ็มเร่ ชานไปจูเวนตุสโดยไม่มีค่าตัว แดนนี่ วอร์ด โกล์มือสามขายไปให้เลสเตอร์ โดมินิก โซลันคีไม่สามารถแย่งตำแหน่งตัวจริงในแดนหน้าไปบอร์นมัธ

นัดพรีซีซันก่อนไปเก็บตัวที่อเมริกา นักเตะที่ไม่ได้ไปแข่งทีมชาติเริ่มฝึกซ้อมก่อน ลิเวอร์พูลอึ่นเครื่องกับทรานเมียร์โรเวอร์สทีมร่วมเมือง ลิเวอร์พูลชนะไป 2-3 ก็จริง แต่คาริอุสยังคงแสดงความผิดพลาดของเขาอีกครั้ง หากจะบอกว่าเขายังไม่สามารถเรียกความมั่นใจกลับมาได้ ตำแหน่งของเขาสั่นคลอนมากขึ้น ส่วนมิโญเลต์แม้เป็นผู้รักษาประตูที่ดี แต่ไม่ใช่สไตล์ที่คล็อปป์อยากจะได้

และแล้วดีลสำคัญก็เกิดขึ้น เมื่อลิเวอร์พูลเซ็นสัญญากับอลิซง เบเกอร์ ผู้รักษาประตูจากโรมา ด้วยค่าตัวสถิติสูงสุด จนแฟนทีมอื่นอดแซวไม่ได้ว่าเป็นดีลที่เสียเปล่าสำหรับตำแหน่งผู้รักษาประตูที่มีค่าตัวมหาศาล ราคานี้สามารถหากองกลางดีๆ มาแทนคูติญโย่ได้เลย แต่ลิเวอร์พูลเปลี่ยนเงินที่ได้มาจากบาร์ซาลงทุนกับโกล์ ส่วนตำแหน่งโกล์ของลิเวอร์ฑุลมีความเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เมื่อมิโญเลต์เคยประกาศจะหาทีมเพื่อลงเล่นตัวจริงอย่างต่อเนื่อง ส่วนคาริอุสเมื่อทราบการมาถึงของอลิซง เอเยนต์ของเขาชิงดีลการยืมตัวไปเล่นให้เบซิตัสในลีกตุรกีทันทีเป็นเวลาสองปี จึงทำให้ลิเวอร์พูลยับยั้งการขายของมิโญเลต์

เปิดฤดูกาลลิเวอร์พูลแสดงให้เห็นว่าพวกเขามีความกระหายเพียงใด ชนะหกนัดรวดเสียเพียงสองประตู แม้ว่าเราจะเห็นว่าอลิซงเล่นผิดพลาดในการที่เลี้ยงบอลหลอกคู่แข่งในนัดแข่งกับเลสเตอร์ แต่นั่นเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่อลิซงเสียประตูในแบบที่ไม่น่าเสีย เขาไม่ใช้อีโดก้ และเรียนรู้ว่ากองหน้าในพรีเมียร์ลีกนั้นจะเข้ากดดันผู้รักษาประตูทุกจังหวะ ยิ่งรู้ว่าเขาชอบเล่นบอลด้วยเท้า ยิ่งทำให้เขาถูกกดดันมากขึ้น

ช่วง 15 นัดแรกลิเวอร์พูลสามารถยืนระยะอยู่ในอันดับสองได้อย่างต่อเนื่อง จนสามารถขึ้นนำหัวตารางหลังจากเอาชนะบอร์นมัธในนัดที่สิบหกและยืนระยะอันดับหนึ่งถึง 13 สัปดาห์ และตกลงมาสู่ลำดับสองและแมนซิตี้แซงขึ้นนำหลังจบนัดที่ 29 หลังเสมอเอฟเวอร์ตันที่กูดิสันปาร์คไปอย่างน่าเสียดาย และถึงแม้ลิเวอร์พูลจะชนะรวดในนัดที่เหลือก็ไม่สามารถแซงแมนซิตี้กลับไปที่หนึ่งได้อีก แม้นัดสุดท้ายจะมีแสงวอมแวมอยู่สักสิบห้านาที แต่แมนฯซิตี้ก็แข็งแกร่งพอที่จะป้องกันแชมป์ของพวกเขาเอาไว้ที่เมืองแมนซิตี้ได้อีกหนึ่งฤดูกาล โดยลิเวอร์พูลจบอันดับสอง 97 แต้ม ห่างจาก ซิตี้เพียงแต้มเดียวคือ 98 แต้ม คงไม่มีความใกล้เคียงแบบไหนใกล้เคียงการลุ้นแชมป์เท่านี้มาก่อน แต้มอันดับสองที่สูงขนาดนี้สามารถเป็นแชมป์ในหลายปีสำหรับยุคพรีเมียร์ลีกเลยทีเดียว และแมนซิตี้ก็แข็งแกร่งมาก พวกเขามีแต้มลดจากฤดูกาลที่แล้วเพียงสองแต้มเท่านั้น

ส่วนลิเวอร์พูลก็มีผลการแข่งขันที่ดีมาก พวกเขาแพ้นัดเดียวให้กับแชมป์ และเสมอด้วยกัน 7 นัด หากจะระบุว่านัดไหนที่ทำให้ลิเวอร์พูลพลาดท่าไม่สามารถแซงหน้าแมนซิตี้ได้มาจากนัดไหน ทั้งหมดอาจจะบอกว่านัดเสมอเลสเตอร์ในบ้าน 1-1 ในวันที่แอนฟิลด์มีหิมะปกคลุมบางๆ บนพื้นสนาม นั่นทำให้เป็นอุปสรรคในการเล่นเกมบุกเป็นอย่างมาก นัดที่มีผลมากๆ อีกนัดก็คือ ผลแพ้แมนซิตี้ 2-1 เกมนั้นลิเวอร์พูลเกือบขึ้นนำก่อน แต่ลูกบอลยังไม่ข้ามเส้นประตูทั้งลูก ขาดเพียงหนึ่งเซ็นติเมตร จึงทำให้ลิเวอร์พูลไม่ได้เปรียบก่อน ถ้าลูกนั้นบอลข้ามประตูไปแล้ว ผลการแข่งขันอาจเปลี่ยนไปก็เป็นได้

ส่วนผลเสมอ 0-0 อีกนัดในการแข่งขันที่โอลด์แทรฟฟอร์ด เป็นเกมที่คนมองว่าคล็อปป์เกรงกลัวแมนฯยูไนเต็ดมากเกินไปจึงไม่เน้นเกมบุกอย่างที่เคยเป็น ช่วงเวลานั้นแมนยฯเพิ่งเปลี่ยนโค้ชจากมูริญโญ่มาเป็นโซลชาร์ ทีมผีแดงยังไม่ลงตัวมากนักเพราะพวกเขาเสียแต้มให้กับทีมทั้งเล็กและใหญ่มากมายทั้งฤดูกาล แต่ลิเวอร์พูลก็ไม่สามารถคว้าผลชัยชนะมาได้

นัดสุดท้ายพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2018–19 กับวูล์ฟแธมตันจบที่ชัยชนะของลิเวอร์พูล แต่แมนซิตี้ก็ชนะคู่แข่งไปด้วยเช่นกัน นักเตะลิเวอร์พูลพาครอบครัวเดินเกียรติยศต่อหน้าแฟนบอล พวกเขาแพ้ทีมแชมป์แค่แต้มเดียว หรืออีกหนึ่งเซ็นติเมตร คล็อปป์อยากให้ลูกทีมสัมผัสความพ่ายแพ้ เช่นเดียวกับความพ่ายแพ้นัดชิง ชปล. เมื่อปีก่อน และอยากให้จดจำบรรยากาศของความผิดหวัง เพื่อทำอนาคตให้ดีขึ้น

แม้พรีเมียร์ลีก 2018–19 จะจบลงแล้ว ลิเวอร์พูลยังมีภารกิจเดินทางไปนัดชิงชนะเลิศ ชปล. ที่สนาม Wanda Metropolitano สนามเหย้าของแอตเลติโกแมดริต ประเทศสเปน และทุกคนยังจดจำค่ำคืนมหัศจรรย์ที่แอนฟิลด์ในนัดรองชนะเลิศกับยอดทีมอย่างบาเซโลน่าไม่มีวันลืม หรืออาจจะบอกว่ารอบรองชนะเลิศเลกที่สองได้กลายเป็นแมตซ์คลาสสิกตลอดกาลไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

จะว่าไปยูฟ่าแชมเปียนลีกลิเวอร์พูลถูกจัดให้อยู่ใน Group of Death ก็ไม่ผิด เพราะต้องเจอกับ ปารีสแซงต์เยแมน ทีมมนุษย์ต่างดาวจากฝรั่งเศส คู่รักคู่แค้นอย่างทีมนาโปลี จากอิตลี ซึ่งมีอัลเชลอตติ เจ้าแห่งการคิดค้นต้นแบบทำลายเพรสซิงของลิเวอร์พูล และ เรดสตาร์เบลเกรด ทีมแกร่งจากยุโรปตะวันออก

กว่าลิเวอร์พูลจะเข้ารอบในอันดับสองได้ พวกเขาเอาชนะนาโปลี 1-0 ที่แอนฟิลด์ ทำให้แต้มเสมอกันแต่ผลยิงประตูของลิเวอร์พูลดีกว่าจึงเข้าเป็นอันดับสอง

เข้าสู่รอบสิบหกทีมสุดท้ายลิเวอร์พูลต้องไปเจอทีมแกร่งจากเยอรมนี บาเยิร์มิวนิก เกมนัดแรกที่แอนฟิลด์ดูเหมือนว่าบาร์เยินจะได้ผลการแข่งขันที่ต้องการนั่นคือผผลเสมอ แม้จะไม่มีประตูเกิดขึ้น แต่ใครก็รู้ว่าการไปเอาชนะบาร์เยิร์นในอลิอันซ์อาเรนา ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เป็นแน่ แต่ลิเวอร์พูลก็เอาชนะไปด้วยประตูรวม 1-3

รอบแปดทีมสุดท้ายลิเวอร์พูลไปพบศัตรูเก่าที่พบกันเมื่อปีที่แล้วอย่างปอร์โต เมื่อกลับมาพบกันอีก ปอร์โตมีความมุ่งหวังที่จะแก้แค้นลิเวอร์พูลเป็นอย่างมาก ลิเวอร์พูลชนะที่บ้าน 2-0 และไปชนะที่บ้านปอร์โตอีก 1-4 ตอกย้ำชัยชนะเหนือยอดทีมจากปอตุเกส

คลาสสิกแมตซ์ตลอดกาล

รอบรองชนะเลิศลิเวอร์พูลต้องมาตัดเชือกกับบาเซโลนา แฟนบอลทั่วไปไม่คิดว่าลิเวอร์พูลจะกลับไปสู่รอบชิงชนะเลิศได้อีกครั้งเหมือนปีที่แล้ว ซึ่งพ่ายแพ้จากทีมสเปนเช่นกัน หลายคนมองว่าคล็อปป์ยังมีปัญหากับการคุมทีมเวลาลงแข่งบอลถ้วย แล้วผลการแข่งขันนัดแรกที่คัมป์นูก็แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่นักวิเคราห์หรือแฟนบอลกังวลใจนั้นไม่ผิดไปจากการทำนาย แม้ลิเวอร์พูลจะครองบอลได้ถึง 52% ยิงเข้ากรอบสามครั้ง ยิงออกหกครั้ง ไม่เป็นประตูเลย แต่บาเซโลนาใช้โอกาสไม่กี่ครั้งก็เจาะประตูลิเวอร์พูลได้ โดยเฉพาะประตูสุดท้ายเมสซีใช้ความสามารถของตัวเองยิงลูกนอกเขตโทษเข้าไปอย่างมหัศจรรย์ อาจจะกล่าวได้ว่านัดนี้ที่คัมป์นู เป็นการประกาศความยิ่งใหญ่ของยักษ์สเปนก็ไม่ผิด แม้ยังเหลือการแข่งขันอีกนัดที่แอนฟิลด์ แต่ผลการแข่งขันที่มากมายขนาดนี้ ทีมอย่างบาเซโลนาคงไม่ปล่อยให้เกิดขึ้นบ่อยๆ เหมือนฤดูกาลที่ผ่านมา

เลกสองที่แอนฟิลด์ ก่อนเริ่มการแข่งขัน แม้แฟนบอลจะรู้ดีว่าพวกเขาสามารถเอาชนะบาร์ซาได้ แต่ผลการแข่งขันจะมากพอที่จะเข้ารอบหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ในสถานการณ์ที่ลิเวอร์พูลขาดนักเตะตัวหลักที่บาดเจ็บได้แก่ฟีร์มีโน และซาลาห์ เมื่อขาดสามประสานในแดนหน้า แล้วต้องใช้ โอริกิ กับชาคิรี ลงเล่นแทน เป็นเกมที่เรียกได้ว่าเป็นรองทีมจากสเปน ยิ่งถามคนนอกสโมสร คนที่มีประสบการณ์ นักวิเคราะห์ ก็มองว่าเป็นเรื่องยากที่ลิเวอร์พูลจะผ่านเข้ารอบสู่นัดชิง สถานการณ์ที่จะต้องชนะสี่ประตูขึ้นไป โดยไม่เสียประตูเกมในบ้าน เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย แม่แต่เล่นเกมเพลย์สเตชั่นยังอาจจะไม่เคยเกิดขึ้นเลยก็ได้

แต่ค่ำคืนนั้น ก่อขึ้นด้วยความเงียบสงบของแอนฟิลด์ ก่อนเริ่มการแข่งขันเหมือนช่วงเวลาแห่งการเกิดพายุ บรรดากองเชียร์เดอะค็อปเตรียมพร้อมที่จะต้อนรับทีมเยือนด้วยความอบอุ่นในแบบลิเวอร์พูล นั่นคือกองเชียร์เต็มถนน พร้อมด้วยเสียงเชียร์ ทิวธง พลุเพลิง และบรรยากาศในแอนฟิลด์ก็สุดยอดอย่างเหลือเชื่อ สนามฝั่งเดอะค็อปเป็นสิ่งที่สุดยอดมาก แม้ว่าจะตามหลังบาเซโลนาถึงสามประตู แต่เหมือนพวกเขาไม่ได้กลัวคู่ต่อสู้ ถ้ายังมีลมหายใจก็ยังไม่หมดหวัง ซาลาห์แม้ลงสนามไม่ได้ แต่เขาปรากฏตัวในสนามพร้อมกับเสื้อยืดพื้นดำเขียนคำขวัญตัวอักษรสีขาวว่าโดดเด่นว่า Never Give Up (อย่ายอมแพ้)

เปิดเกมมาบาเซโลนาพยายามเล่นเกมตามถนัดของตัวเอง รัดกุม ไม่เร่งเกม และพยายามครองบอลให้ได้ ส่วนลิเวอร์พูลในช่วงต้นครึ่งแรกพวกเขาต้องการประตูขึ้นนำที่รวดเร็ว ซึ่งก็ได้มาอย่างที่ใจนึก นั่นคือนาทีที่เจ็ดจากดิว็อก โอริกิ บาเซโลนาไม่ได้นิ่งนอนใจหลังเสียประตู พวกเขาทำเกมบุกมาหน้าประตูลิเวอร์พูลหลายครั้ง และจบด้วยการยิงประตู แต่ดูเหมือนว่าวันนี้พวกเขาไม่สามารถเอาชนะนายทวารชาวบราซิลไปได้เลย ผลการแข่งขันแม้ตามหลังเจ้าบ้าน แต่ผลประตูรวมบาร์ซ่ายังนำห่างถึงสองประตู

ครึ่งหลังสถานการณ์ลิเวอร์พูลไม่สู้ดีเมื่อต้องเปลี่ยนโรเบิร์ตสันออกเนื่องจากอาการบาดเจ็บ โดยให้มิลเนอร์ไปยืนแบ๊คซ้าย และส่งไวนัลดุมลงมาแทน การเปลี่ยนตัวเหมือนเป็นการแก้สถานการณ์เฉพาะหน้ามากกว่าเปลี่ยนตัวเพื่อหวังทำประตูเพิ่มมากขึ้น แต่ใครจะคิดว่าไวนัลดุมลงมาได้ไม่ถึงสิบนาที อาโนลด์แย่งบอลได้จากกราบขวา แล้วเลี้ยงขึ้นมาเพื่อเปิดบอล ไวนัลดุมวิ่งมาจากกลางสนามแล้วพุ่งไปที่จุดนัดพบบริเวณจุดโทษจากลูกเปิดของเทรนด์ บอลพุ่งเข้าประตู ลิเวอร์พูลตามมาเป็น 2-3 ไม่ถึงห้านาทีต่อมา ชาคิรีเปิดบอลจากกราบซ้าย ไวนัลดุมซึ่งยืนเกะกะระหว่างสองกองหลังในกรอบเขตโทษโดดโหม่งเพียงลำพัง โดยกองหลังของบาร์ซ่าไม่ได้โดดขึ้นแย่งเลย บอลตุงตาข่าย ลิเวอร์พูลตามตีเสมอ 3-3 ตอนนี้ในแอนฟิลด์เดือดราวกับหม้อต้มน้ำ เสียงเชียร์ และพายุแฟนบอลสร้างมนตร์พิเศษที่นักเตะทีมเยือนก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ทีมบาเซโลนาไม่สามารถเรียกฟอร์มเก่งของตัวเองจากนัดแรกออกมาได้ เมสซีดูเหมือนต้องแบกภาระทั้งทีม สีหน้าของเขาหลังเสียประตูที่สามนั้นบอกเรื่องราวทั้งหมดออกมา สีหน้าทั้งกังวล ทั้งหนักใจ เต็มไปด้วยคำถาม

ประตูที่สี่เป็นอีกตำนานเล่าขานเมื่อบอลหลุดออกเส้นหลังโดยผู้เล่นบาร์ซา เด็กเก็บบอลรีบส่งบอลให้อาร์โนลด์เพื่อเตะมุม บอลนิ่งอยู่มุมธงอาร์โนลด์ทำทีจะเปลี่ยนให้ชาคิรีซึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาเดินมาเพื่อเตะลูกคอนเนอร์ ขณะที่กองหลังบาร์ซากำลังตั้งแนวป้องกันประตู ดิว็อก โอริกิเป็นผู้เล่นคนเดียวที่ยืนอยู่เสาแรกบริเวณเขตประตู และเป็นคนเดียวที่จับจ้องมองลูกบอลที่มุมธง อาร์โนลด์ที่กำลังเดินออกจากมุมกลับเปลี่ยนใจ วิ่งมาเตะบอลด้วยน้ำหนักที่พอดีแม่นยำไปกลางประตูบาร์ซา โอริกิขยับถอยหลังเพียงครึ่งก้าวแล้วเตะบอลเน้นเข้ากรอบกลางประตู ลิเวอร์พูลขึ้นนำบาเซโลนาด้วยประตูรวม 3-4 กองหลังบาเซโลนาพยายามประท้วงต่างๆ นานา แต่บอลเข้าไปแล้ว

นัดชิงชนะเลิศที่ยาวนาน

ค่ำคืนมหัศจรรย์คืนนั้นตอกย้ำถึงการไม่ยอมแพ้ มันคือเกมสุดยอดระดับตำนาน เป็นการฟื้นคืนที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีเกมฟุตบอลเกิดขึ้น ลิเวอร์พูลกลับไปชิงยูฟ่าแชมเปียนลีกอีกครั้ง และคู่ต่อสู้ของพวกเขาคือได่เดือนทอง ท็อตแนมฮ็อตสเปอร์จากเกาะอังกฤษ

หลังผิดหวังจากพรีเมียร์ลักนัดปิดฤดูกาล ลิเวอร์พูลมีเวลาร่วมสองสัปดาห์ในการเตรียมทีมเพื่อกลับไปชิงแชมป์ถ้วยยุโรปที่เคยผิดหวัง พวกเขากลับไปที่ Marbella แคมป์ฟุตบอลทางตอนใต้ของสเปน เพื่อฝึกซ้อมก่อนไปแมดริด เซ็กชั่นที่ปิดลับมากที่สุด เพ็พจ์น ไลจ์นเดอร์ส ผู้ช่วยโค้ชที่เข้ามาแทนบูวัค มีสายสัมพันธ์กับทีมในโปตุเกสสมัยที่ทำทีมเยาวชนให้กับปอร์โต เพื่อไม่ให้ความลับรั่วไหลเขาได้เชิญเบนฟิกา บี มาร่วมฝึกซ้อมแบบปิดลับไม่มีการเปิดให้ชม โดยให้เบนฟิกา บี เล่นตามแบบท็อตแนมราวกับก๊อปปี้กันมา เพื่อทดสอบแท็คติกที่พวกเขาจะเล่นกันจริงๆ

ในกรุงแมดริด แฟนบอลจากสหราชอาณาจักรทยอยกันเดินทางสู่สังเวียนนัดชิง ท็อตแนมเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่คว้าชัยถ้วยยุโรปครั้งแรก พวกเขาไม่ได้เกรงกลัวศักดิ์ศรีทีมจากเมอร์ซีไซด์เลยแม้แต่น้อย การรู้ไส้รู้พุงของลิเวอร์พูลนั้นทำให้แฟนท็อตแนมมั่นใจเป็นอย่างมาก ยิ่งไปกว่าสถิติของคล็อปป์ในการชิงถ้วยนัดเดียวเป็นเหมือนอาถรรพ์ที่ถูกสาปมาคู่กัน แพ้บาร์เยิร์นนัดชิง ชปล. สมัยคุมดอร์ตมุนด์ แพ้จุดโทษแมนซิตี้ฯ ลีกคัพ แพ้นัดชิงยูฟ่าเซบีญา ไม่ประสบความสำเร็จในบอลถ้วยอังกฤษ แพ้รีลแมดริดนัดชิง ชปล. ดังนั้นนัดชิงเก้าสิบนาทีนัดเดียวอะไรก็เกิดขึ้นได้

เสียงเพลง Allez Allez Allez จาก เจมี่ เว็บส์เตอร์ ปลุกเร้าแฟนบอลทั่วจัตุรัสบนเวทีบอสไนท์ ก่อนรอบชิงชนะเลิศจะเริ่มขึ้น แฟนบอลลืมความเจ็บช้ำที่เคียฟไปหมดสิ้น ปัจจุบันเท่านั้นที่ดำรงอยู่

นักเตะเดินเรียงแถวลงสนาม เสียงเชียร์ดังกระหึ่ม เพลงยูวิลเนเวอร์วอร์กอโลนกระหึ่มก่อนเริ่ทเกม เสียงนกหวีดเริ่มแข่งดังขึ้น เพียงนาทีเดียวผ่านไปลิวเอร์พูลได้ตังเกมบุกทางฝั่นซ้าย มาเน่ครองบอลในบริเวณเขตประตู ซิสโซโก กองกลางของท็อตแน่มกางมือเป็นสัญญาณให้เพื่อนลงไปปิดช่องโหว่ มาเน่ใช้ทักษะกระดกบอลลอยสูงไปโดนมือของซิสโซโกอย่างจัง กรรมการไม่ลังเลที่จะเป่าจุดโทษ ท่ามกลางความงุนงงของนักเตะและกองเชียร์ตราไก่ เมื่อไม่มีเจมส์ มิลเนอร์ในสนาม มือสังหารจุดโทษคนที่สองก็คือซาลาห์ เขานำบอลไปวางบนจุดโทษ และสังหารด้วยความใจเย็นเข้าประตูไป เสียงกองเชียร์โห่ร้องท่ามกลางความดีใจ ลิเวอร์พูลขึ้นนำท็อตแนม

หลังเสียประตูท็อตแนมพยายามตั้งเกมเพื่อทวงประตูคืน พวกเขาครองบอลได้เหนือกว่า แต่จังหวะการเข้าทำดูเหมือนจะตื้อตันไปหมด แฮรี่ คีนกองหน้าตัวเป้าเหมือนจะโดนโดดเดี่ยว แต่ทุกคนรู้พิษสงของคีนดีว่าทั้งเกมเขาอาจจะเล่นไม่ดีเลย แต่ถ้ามีจังหวะ เขาคือเพชรฆาตที่แท้จริง

เกมครึ่งหลังเริ่มต้นขึ้นด้วยความกดดัน รูปเกมแม้ไก่เดือยทองจะพยายามครองเกมเข้าทำ กองหน้าที่โดดเด่นของท็อตแนมคือซอน ที่ปั่นป่วนกองหลังลิเวอร์ได้ตลอดครึ่งหลัง ทั้งยิงติดเซฟอลิซง โหม่งโล่งๆ หน้าปากประตูออกไป หรือพยามเลี้ยงบอลแซงฟานไดจ์ รวมถึงหลุดจากฝั่งขวามายิงบริเวณประตูจนทำให้อลิซงต้องออกแรงปัดป้อง

แต่ในที่สุดโอริกิที่ถูกส่งลงมาสำรอง เขาลงมาปิดเกมที่แสนอึดอัด ด้วยการรับบอลจากลูกโหม่งของฟานไดจ์ จากนั้นก็บรรจงยิงหนีมือโลริสเข้าเสาไกลในนาทีที่ 87 สามนาทีก่อนหมดเวลาโดยไยังรวมทดเวลาบาดเจ็บ ถึงตอนนี้เดอะค็อปมั่นใจแล้วว่าแชมป์มายืนฝั่งของตน ขอเพียงป้องกันประตูอย่างมั่นคง และไม่ร้อนรนจนเสียสมาธิคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ทดเวลาบาดเจ็บห้านาทีเหมือนยืดยาวเป็นชั่วโมง แล้วในที่สุดดามีร์ สโคมีนา ก็เป่าหมดเวลาการแข่งขันมาติปย่อเข่าลงกับพื้น เฮนเดอร์สันชูสองมืเหนืออากาศ ฟานไดจ์ทรุดร่างนอนแผ่บนพื้นสนาม สตาฟโค้ช ผู้เล่นสำรองวิ่งโผออกมาจากที่นั่ง คล็อปป์ตะลึงงันอยู่วินาที แล้วใครๆ ก็วิ่งเข้ามาดีใจกับเขา เฮนเดอร์สันปลดปล่อยความกดดันที่แบกบนบ่า เขาร่ำไห้ด้วยความปีติ ลัลลนาวิ่งเขามากอดกัปตันผู้อุทิศตนเพื่อทีม แล้วนี่คือความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ เสียงเพลงแห่งการฉลองชัยแฟนบอลร้องเพลงเฮนเดอร์สัน

ค่ำคืนมหัศจรรย์เริ่มขึ้นแล้ว เดอะค็อปป์ และแฟนบอลทั่วโลกคิดว่ามันจะไม่หยุดเพียงเท่านี้ เสียงเพลงยูวิลเนเวอร์วอร์กอโลนดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมถ้วยแชมป์ตรงหน้าแถวนักเตะและสตาฟโค้ช นั่นคือสัญญาว่าเราจะไม่เดินเดียวดายแม้ในยามที่ทีมล้มลงหรือวันที่ทีมได้รับชัยชนะ เราจะไม่ทิ้งกัน

Editor Web

Editor Web

บทความนี้นำเสนอโดยคณะนักเขียน และบรรณาธิการ ของสำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม

Authors

Leave a Replay

สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรณกรรม มีความมุ่งมั่นที่จะผลิตหนังสือ และสนับสนุนงานวรรณกรรมไทย โดยเฉพาะนักเขียนรุ่นใหม่ที่กำลังเติบโตขึ้นในอนาคต เราเชื่อมั่นว่าผู้อ่านจะได้รับประโยชน์สูงสุด

SIGN UP FOR NEWSLETTER

Sign up for my weekly newsletter to receive offers and creative ideas!

Follow Us

Weekly VDO

Sign up for our Newsletter

สำนักพิมพ์ขอยืนยันว่าไม่ใช่อีเมล์ Spam