Biographical note on Hermann Hesse

แฮร์มานน์ เฮสเซอ

แฮร์มานน์ เฮสเซอ เกิดที่เมืองคาลว์ จากป่าดำ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 1877 พ่อของเขาเป็นชาวเยอรมัน-บอลติกจากเอสโตเนีย แม่เป็นชาวสวาเบียนและชาวสวิส-ฝรั่งเศส พ่อของพ่อของเป็นหมอ พ่อเป็นมิชชันนารีและนักอินเดียนวิทยา โดยเป็นมิชชันนารีในอินเดียในช่วงสั้นๆ และแม่ใช้เวลาหลายปีในวัยเยาว์ในอินเดียและทำงานเผยแผ่ศาสนาที่นั่น

วัยเด็กของเฮสเซอเติบโตในเมืองคาลว์ และบาเซิล เขาเข้าเรียนสั้นๆ ใน Göppingen  (1880-86) ภายในครอบครัวของเขาประกอบไปด้วยคนต่างเชื้อชาติที่มีภาษาถิ่นที่แตกต่างกัน สิ่งนี้ได้เพิ่มประสบการณ์ในการเติบโตขึ้นท่ามกลางความแตกต่างกันในสองประเทศ

เฮสเซอใช้เวลาส่วนใหญ่ในโรงเรียนประจำ ‘เวือร์ทเทมแบร์ก’ และใช้เวลาอยู่ใน ‘เซมินารี’–ศาสนศาสตร์ของอารามที่ ‘มอลบรอนน์’ เขาเป็นเด็กเรียนเก่ง โดยเฉพาะภาษาละติน และภาษากรีก วัยเด็กเขาเป็นคนที่ไม่สามารถจัดการกับตัวเองได้มากนัก ยิ่งเมื่อเข้าสู่ระบบในการศึกษาในระบบศาสนา ที่มุ่งเป้าไปในการปรับตัวและทำลายบุคลิกภาพของแต่ละบุคคล สิ่งเหล่านี้สร้างความยุ่งยากให้กับชีวิตเขาเป็นอย่างมาก ตั้งแต่อายุสิบสองเขาอยากเป็นกวีและเนื่องจากไม่มีหนทางใดทั้งทางธรรมดาหรือทางลัดที่จะก้าวไปตามแรงปรารถนานั้นได้ เมื่อตัดสินใจออกจากโรงเรียนจึงมีทางเลือกที่ไม่มากนัก และเป็นทางเลือกที่ยากกว่าสำหรับชีวิต เมื่อออกจากโรงเรียนเซมินารี เขาเป็นเด็กฝึกงานกับช่างเครื่องและตอนอายุสิบเก้าทำงานในร้านหนังสือและของเก่าใน ‘ทูบิงเงน’–บาเซิล ในช่วงปลายปี 1899 บทกวีจำนวนหนึ่งได้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ จนกระทั่งในปี 1904 นวนิยายเรื่อง Peter Camenzind ซึ่งเขียนในบาเซิลประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว เฮสเซอจึงเลิกอาชีพขายหนังสือ จากนั้นจึงแต่งงาน ภรรยาของเขาเป็นคนบาเซิล ก่อนจะอพยพครอบครัวไปอยู่ในชนบทจนถึงปี 1912 ที่ไกเอนโฮเฟิน–ทะเลสาบคอนสแตนซ์ใกล้กรุงเบิร์น ห้วงชีวิตในต่างจังหวัดห่างไกลจากเมืองเต็มไปด้วยความสงบเรียบง่าย อารยธรรมในชนบทจึงกลายมาเป็นป้าหมายชีวิตของเขา จนในที่สุดเขาก็ย้ายไปอยู่ที่มอนตาญโญลาใกล้ลูกาโน

Hesse

 

เฮสเซอเป็นคนที่ชอบการเดินทางผจญภัย ไปอิตาลีบ่อยครั้งและเคยไปอยู่ที่อินเดียนานครั้งละสองถึงสามเดือน นั่นทำให้เขาได้พบปะคนรุ่นใหม่ที่มีแนวเสรีภาพ สันติภาพ และภราดรภาพ ในแบบเดียวกัน โดยได้พบกับ Romain Rolland ซึ่งรักษามิตรภาพไปจนกระทั่งเสียชีวิต แม้จะอยู่ห่างไกลเช่นอินเดีย หรือญี่ปุ่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการแสดงความเห็นอกเห็นใจกันช่วงสงคราม เมื่อเฮสเซอปักหลักอยู่สวิสฯ เขาก็ไม่ได้เดินทางอีกเลยหลายสิบปี ตั้งแต่ปี 1912 ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เฮสเซอได้ตั้งรกรากในสวิตเซอร์แลนด์ เฮเสเซอประท้วงแนวคิดชาตินิยมของเยอรมัน ข้อเสนอของเขาสร้างสร้างความปั่นป่วนต่อฝ่ายอนุรักษ์นิยมเป็นอย่างมาก ส่งผลให้เขาถูกโจมตีอย่างต่อเนื่อง และยังมีจดหมายข่มขู่ส่งมาถึงจำนวนมาก ภายใต้การปกครองของฮิตเลอร์ ยิ่งสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นภายในสังคม ในปี 1923 เฮสเซอ ถูกถอนสัญชาติเยอรมัน แต่เขาได้รับสัญชาติสวิสมาแทน ช่วงเวลาดังกล่าวเขาได้แต่งงานเป็นครั้งที่สองหลังจากหย่าจากภรรยาคนแรกมาหลายปี

วิกฤตภายในตัวทำให้เฮสเซอสนใจเดินไปสู่แนวทางจิตวิเคราะห์ร่วมกับ J.B. Lang สาวกของ Carl Jung อิทธิพลของการวิเคราะห์ปรากฏใน Demian (1919) ซึ่งเป็นการตรวจสอบความสำเร็จของการตระหนักรู้ตนเองของวัยรุ่นที่มีปัญหา นวนิยายเรื่องนี้มีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อเยอรมนีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการศึกษา วัยรุ่น และความเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ นิยายเรื่องนี้ทำให้เฮสเซอมีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก ผลงานชิ้นต่อมาของเฮสเซอ แสดงให้เห็นถึงความสนใจของเขาในแนวคิดของ Jungian เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมและการแสดงออกนอกลู่นอกทางจิตไร้สำนึกความเพ้อฝันและสัญลักษณ์ โดยรวมเฮสเซอยังหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมชาติที่เคียงคู่กับมนุษย์

หมาป่าผู้โดดเดี่ยว

 

Der Steppenwolf (1927; Steppenwolf–หมาป่าผู้โดดเดี่ยว) อธิบายถึงความขัดแย้งระหว่างการยอมรับของชนชั้นกลางและการตระหนักรู้ในตนเองทางจิตวิญญาณในชายวัยกลางคน ใน Narziss und Goldmund (1930; Narcissus and Goldmund) นักพรตผู้มีปัญญาซึ่งพอใจกับศรัทธาทางศาสนาที่มั่นคง พบคู่ตรงข้ามกับเขา–ร่างราคะทางศิลปะที่ใฝ่หารูปแบบการดำรงอยู่ นวนิยายเรื่องสุดท้ายและยาวที่สุดของเฮสเซอ Das Glasperlenspiel (1943; The Glass Bead Game และ Magister Ludi) เรื่องราวดำเนินขึ้นในศตวรรษที่ 23 ในนั้นเฮสเซอสำรวจความเป็นคู่ของตัวละครเอกอีกครุ้ง การตระหนักถึงการมีอยู่และชีวิตที่กระตือรือร้น ผ่านร่างกายและวิญญาณของปัญญาชนที่มีพรสวรรค์สูง ต่อมาเขาได้ตีพิมพ์จดหมายเรียงความและเรื่องราวต่างๆ

ในบรรดานักปรัชญาตะวันตกที่เฮสเซอได้รับอิทธิพลมากที่สุดมาจาก Plato, Spinoza, Schopenhauer และ Nietzsche รวมถึง Jacob Burckhardt ซึ่งเป็นนักประวัติศาสตร์ แต่อิทธิพลที่มีต่อเฮสเซอมากที่สุดนั่นคือปรัชญาตะวันออก ปรัชญาอินเดียและต่อมาคือปรัชญาจีน ตลอดชีวิตของเฮสเซอคุ้นเคยและเป็นซึมซาบกับศิลปกรรมมาโดยตลอด ขณะเดียวกันดนตรีก็มีอิทธิพลกับตัวเฮเซอเป็นอย่างมาก ในงานเขียนส่วนใหญ่ของเขาจึงมีเอกลักษณ์เฉพาะ หนังสือที่มีลักษณะเฉพาะที่สุดคือบทกวี (ฉบับรวบรวม, ซูริค, 1942)

รางวัลและผลงานของ Hermann Hesse [แฮร์มานน์ เฮสเซอ (1877-1962)]

Knulp (1915), Demian (1919), Siddhartha (1922), Der Steppenwolf (1927) [Steppenwolf–หมาป่าผู้โดดเดี่ยว], Narziss und Goldmund (1930), Die Morgenlandfahrt (1932) [The Journey to the East], and Das Glasperlenspiel (1943) [Magister Ludi]. เล่ม Gedenkblätter (1937, ขยายปี 1962) [Reminiscences] มีเนื้อหาเกี่ยวกับอัตชีวประวัติที่ดีมาก ส่วนหลังสุดที่รวบรวมคือบทความทางการเมืองเพิ่งได้รับการตีพิมพ์ใน Zürich ภายใต้ชื่อเล่มว่า Krieg und Frieden (1946) [War and Peace]

รางวัลเกอเธ่แห่งแฟรงค์เฟิร์ตในปี 1946, รางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม ในปี 1946, รางวัล Peace Prize of the German Booksellers ในปี 1955 ผลงานของเขาฉบับสมบูรณ์ในหกเล่มปรากฏในปี พ.ศ. 2495; เล่มที่เจ็ด (1957) ประกอบด้วยบทความและงานเขียนเบ็ดเตล็ด Beschwörungen (1955) [Evocations] หนังสือร้อยแก้วตอนปลายระหว่างการเขียนจดหมายติดต่อกับ Romain Rolland (1954) ได้รับการตีพิมพ์แยกกัน

Hesse

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *