Dunkrik นำเสนอภาพของสงครามโดยตัวสงคราม ผ่านความตายของทหารจำนวนมากในฉากที่เครื่องบินทิ้งระเบิดบนชายหาดและสะพานหิน สงครามไม่ใช่เรื่องของปัจเจกแต่เป็นมวลรวมของการมีชีวิตอยู่หรือตาย ความตายจะเกิดกับใครก็ได้โดยไม่เลือก


สปอย 100%
เป็นสิ่งที่น่าแปลก หนังผีดิบจำนวนมากกลับโฟกัสภาพสังคมได้แจ่มชัด อาจจะเป็นเพราะโมเดลที่ทำให้สังคมล่มสลายด้วยวิกฤติอย่างรุนแรงรวดเร็ว และการทำให้ความเป็นมนุษย์กลายสภาพไปเป็นผีดิบ (ที่วิ่งเร็วไม่เหนื่อย) ทำให้สะท้อนภาพสังคมที่กำลังแตกสลายได้ดีกว่าภาพหนังธรรมดา หรือบางทีเป็นเพราะเราไม่ต้องสนใจว่าหนังจะไปวิจารณ์การเมืองการปกครองแบบตรงๆ มันได้กลายเป็นปากเสียงของหนังที่สื่อออกมาได้เต็มปากเต็มคำกว่า


Enemy เปิดเรื่องด้วยภาพหญิงตั้งครรภ์เปลือยกายบนเตียง ภาพตัดไปที่คลับเซ็กซ์ หญิงสาวนางแบบเดินมาพร้อมกับถาดที่ใส่แมงมุมพิษ เธอเปลือยกายใช้เท้าเหยียบแมงมุม ตัวเอกนั่งอยู่ในความมืด ใช้มือประสานใบหน้าเป็นรูปหน้ากาก จากนั้นภาพตัดไป Adam Bell (Jake Gyllenhall) กำลังสอนอยู่ในห้องเรียน เขาสอนวิชาประวัติศาสตร์การเมืองหัวข้อว่าด้วยทรราชจากทั่วโลกควบคุมสังคมและประชาชนได้อย่างไร


การก่อตัวของอนาคินไปสู่ดาร์ทเวเดอร์คุกรุ่นขึ้นอย่างเชื่องช้าๆ ความตายของแม่ ความรักที่ไม่อาจห้ามใจ ความเกลียดโกรธโลกใบนี้ การไม่ถูกยอมรับจากอาจารย์ การที่สภาเจไดกีดกันให้เขาก้าวเป็นเจไดอย่างสมบูรณ์ ทั้งที่เขามีฝีมือ มีพลังที่แข็งแกร่ง และสามารถผ่านการทดสอบได้ไม่ยาก เด็กหนุ่มมุ่งมั่น แต่เขาต้องผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า มีเพียงพัลพาทีนคนเดียวที่เข้าใจความรู้สึกของเด็กหนุ่ม และคอยให้กำลังใจเขา เด็กหนุ่มที่มีแต่ความผิดหวัง หัวใจสลาย


จุดเริ่มต้นของมหาสงครามก่อขึ้นเพราะความขัดแย้ง ผลของความขัดแย้งล้วนเกิดจากความต้องการที่จะรวบอำนาจบริหาร หรือถ้าสถานการณ์สุขสงบ ก็ต้องสร้างสถานการณ์ให้เกิดขึ้นเพื่อสร้างความหวาดกลัว เมื่อสร้างความหวาดกลัวขึ้นแล้ว ความโกลาหลก็จะนำไปสู่เหตุการณ์วุ่นวาย สุดท้ายประชาธิปไตยก็จะสั่นคลอน เสรีภาพถูกจำกัด เผด็จการก็จะเกิดขึ้น ในห้วงเวลาแบบนี้เราจะเห็นได้ว่าตัวละครตัวไหนกำลังก้าวเดินสู่ด้านมืด แม้แต่เจไดก็ไม่เว้น เพราะพวกเขาก็เป็นเพียงมนุษย์เท่านั้น สามารถถูกครอบงำจากรัก โลภ โกรธ หลง คลั่ง บ้า จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่แม้แต่เจไดก็ไร้หนทางสันติ ญาณวิเศษไม่ได้ช่วยให้จักรวาลรอดพ้นจากความแตกแยก หรือสงครามได้เลย แต่เป็นเพราะความหวาดกลัวต่างหากที่ครอบงำไปทั่วทุกหมู่ดาวเป็นที่เรียบร้อย


การชม Lost ทำให้นึกถึงหนังชุดในอดีตอย่าง Twilight Zone ที่เล่าเรื่องเหตุการณ์เหนือธรรมชาติทั้งหลายว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร แต่พอเข้าสู่ซีซั่นสาม Lost ผันตัวเองไปเป็นหนังวิทยาศาสตร์ โดยมีกลุ่มนักวิจัย “ธรรมะปฎิบัติ” เข้ามาตั้งศูนย์ปฎิบัติงานในเกาะ แต่ศูนย์ทั้งหลายได้กลายเป็นศูนย์ร้างผู้คนไปบ้างแล้ว เหลือเพียงศูนย์สวอนที่มีเดสมอนต์ ฮูม ต้องคอยกดปุ่มทุกๆ 108 นาที เพื่อควบคุมไม่ให้พลังงานแม่เหล็กระเบิดออกมา


หนังเริ่มเรื่องด้วยการย้อนอดีตไปเมื่อปี 1995 เกิดเหตุฆาตกรรมหญิงสาวในรูปแบบลัทธิบูชายัญ ศพถูกจัดวางระหว่างถนนในไร่ ตัวศพสวมเขากวาง กิ่งไม้ทำเป็นเครื่องบรรณาการถูกแขวนเอาไว้เป็นสัญลักษณ์ การจัดท่าของผู้ตายเหมือนกำลังทำพิธีทางศาสนา สองนักสืบต้องเร่งควานหาผู้เกี่ยวข้องและฆาตกร ซึ่งสิ่งที่เขาค้นพบในที่เกิดเหตุแทบจะคลำทางไปสู่ความจริงไม่ได้เลยว่าใครทำ


ความทรงจำที่ไม่อาจลืม

มีเพียงความทรงจำเท่านั้นที่ทำให้ตัวตนของมนุษย์ดำรงอยู่ หากปราศจากความทรงจำแล้ว มนุษย์ก็เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเร่ร่อนทางจิตวิญญาณ ไร้หัวใจ ไม่เคยรู้สึกถึงความเจ็บปวด ไม่เคยรู้สึกเหงา คิดถึง รัก เกลียด แค้น และอีกหลายๆ สิ่งที่ทำให้ความทรงจำกลายมาเป็นแรงบันดาลใจของการมีชีวิตอยู่


ผู้ชมมักจะมีมายาคติกับหนังเกี่ยวกับนักสืบ-มือปืน ดังนั้นภาพดังกล่าวจึงเป็นภาพจำติดตาไปชั่วชีวิต เมื่อมันถูนำกลับมาเสนออีกครั้งในแบบที่จริงจังเข้มขรึมใน The Limits of Control กลับทำให้นึกขบขันย้อนแยงกับความเป็นจริง หนังจึงเหมือนกระจกส่องไปยังหนังที่เคยนำเสนอเรื่องราวแนวนี้ การอุบัติซ้ำเช่นนี้เป็นการตอกย้ำและวิจารณ์หนังกระแสหลักที่มักจะมีความซ้ำซากเช่นนั้น


นิยามสั้นๆ เกี่ยวกับหนังเรื่อง Blade Runner คือฟิล์มนัวร์ยุคใหม่ ด้วยภาพมืดหม่น ฝนตกจนหนาวเหน็บ หมอกควัน สีซีดจางแทบเป็นขาวดำ เรื่องราวและฉากว่าด้วย dystopian มันคือคู่ตรงข้ามของ utopia หมายถึงดินแดน หรือพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความล่มสลาย ไม่สมบูรณ์แบบ พังทลายทั้งกายภาพและจินตภาพ แม้ว่าตัวเมือง-สถาปัตยกรรมในเรื่องจะงดงาม ทว่าในด้านจิตใจของมนุษย์ยังคงเจ็บปวด ถูกคุกคาม ทำร้าย ถูกกดข่มเหง


The Hunger Games จึงเป็นเหมือนเกมมอมเมาอันชั่วร้าย ที่ข่มขวัญให้ผู้คนทั้งหลายกลัว เกมได้รับการถ่ายทอดไปทั่วประเทศ พวกเขาเอาตัวรอดด้วยความเลือดเย็น เห็นแก่ตัว ซึ่งทำให้ผู้คนในแต่ละเขตได้เห็นถึงความชั่วร้ายของกันและกัน เมื่อเราเห็นการเอาตัวรอดของเพื่อนมนุษย์อย่างเลือดเย็น เราก็อ่อนแอไปโดยพลัน


The Walking Dead พยายามจะออกแบบให้เราเห็นถึงวันที่โลกไร้กฎระเบียบ และเมื่อมนุษย์ต้องมารวมกลุ่มกันอย่างหลวมๆ พวกเขาเริ่มสถาปนาอำนาจของตัวเองขึ้นเป็นลำดับ คนที่มีลักษณะเป็นผู้นำ มีความแข็งแกร่ง เสียสละ และเล่นการเมืองเป็นกลายเป็นผู้นำขึ้นมา การทำตัวให้มีคุณธรรมเหนือกว่าคนอื่น มีความชอบธรรมที่เขาต้องแบกรับ แม้สิ่งที่ผู้นำจะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด หรือให้ความหวังลมๆ แล้งๆ ก็ตามผู้คนที่สิ้นหวังก็ยังเชื่อมั่นผู้นำเหล่านั้น แล้วท้ายทีสุดแล้ว พวกเขาก็พบว่าในห้วงเวลาแบบนี้ หลักประกันว่าอนาคตแขวนอยู่ที่ไหนก็ยิ่งเคว้งคว้าง มากกว่ามองเห็นจุดหมายเรืองรอง


เอ็กซ์เมนเป็นหนังที่พูดถึงมนุษย์ที่แปลกแยกจากมนุษย์ พวกเขาเป็นตัวอันตรายที่มีความแตกต่าง พวกเขารับไม่ได้ที่จะอยู่ร่วมกับคนที่มีความคิดไม่เหมือนตน เอ็กซ์เมนหลายคนต้องแสดงออกถึงความรักชาติของตัวเอง รักมนุษย์ ปกป้องมนุษย์จากเอ็กซ์เมนหัวรุนแรงเพื่อพิสูจน์ว่า “ความแตกต่าง” นั้นอยู่ร่วมกันได้ โดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนพวกเขา หรือทำลายพวกเขา


Ghost in the Shell เป็นหนังแนวไซไฟยุคใหม่ที่พูดถึงตัวตน การดำรงอยู่ของชีวิตหุ่นยนตร์ จิตวิญญาณ และการยึดครองร่างกายให้เป็นหนึ่งเดียว


ระหว่างเดินทางเข้าเมืองไปไปชมหนัง The Dark Knight Rises หนังไตรภาคแบทแมนของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ผมมีคำถามในใจว่าหนังจะทำอย่างไรให้ดีกว่าภาคสอง The Dark Knight แม้แต่เทรลเลอร์ที่ถูกปล่อยออกมาก็ไม่มีที่ท่าว่าหนังมันจะแหวกกฎเกณฑ์ของหนังภาคต่อออกไปได้อย่างไร

ผมไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้แบตแมน แต่ผมชื่นชอบ The Dark Knight เป็นพิเศษ เนื่องจากตัวละครอย่างโจ๊กเกอร์ (ฮีธ เล็ตเจอร์) คือคนที่มีเหตุผลที่ไร้เหตุผลมากที่สุด โจ๊กเกอร์ไม่ต้องการครองโลก ไม่ต้องการอำนาจ ไม่ต้องการเป็นนายทุน ไม่ต้องการแก้แค้นแทนใคร แต่สิ่งที่โจ๊กเกอร์กระทำต่อจิตสำนึกของมนุษย์ทุกคนที่มีความรัก โลภ โกรธ หลง โจ๊กเกอร์รู้ว่ามนุษย์อย่างเราธรรมดา อ่อนแอ และเต็มไปด้วยโมหะจริต เขาทำให้ฮาร์วี เดนส์ (Aaron Eckhart) กลายเป็นทูเฟตได้อย่างที่เขาต้องการ ดังนั้นดจ๊กเกอร์จึงเปิดเปลือยจิตใจมนุษย์ ทั้งที่แข็งแกร่งและอ่อนแอ แต่กระนั้นโนแลนเองก็ยังให้ความหวังกับตัวมนุษย์แน่นอนแม้จะริบหรี่


ผมอยากจะสารภาพว่าเคยชมภาพยนตร์ของฮิตค็อกไม่มากนัก แต่เมื่อชมทุกครั้งก็พบกับความน่าทึ่งของหนังทุกเรื่องที่เขากำกับ ประการแรก หากดูจากห้วงเวลาที่หนังถูกสร้าง ฮิตค็อกคือต้นแบบของหนังยุคใหม่อย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยภาษาภาพยนตร์ ภาพ เสียง องค์ประกอบภาพ เทคนิคพิเศษ ล้วนถือกำเนิดขึ้นอย่างน่าทึ่งเกินบรรยาย เทคนิคพิเศษของฮิตค็อกในเรื่อง The Birds ยังทำดีกว่าเทคนิคพิเศษบางเรื่องในหนังไทยสมัยนี้ ผมไม่ได้กล่าวหาหนังไทยนะครับ แต่สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่มันฟ้องด้วยภาพอย่างไม่ต้องสงสัย ฮิตค็อกเลือกเทคนิคพิเศษที่เหมาะสมเข้ามาในหนัง ทำอะไรไม่เกินตัว หรือพยายามที่จะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยไม่คำนึงถึงความสมจริง ซึ่งจุดนี้ผมคิดว่าหนังที่พึ่งพิงเทคนิคพิเศษมาก ๆ ต้องศึกษาให้ละเอียดยิบ หนังฮอลลีวู๊ดในปัจจุบันลงทุนกำกับฉากเทคนิคพิเศษอย่างมหาศาล ฉากเครื่องบินตกไม่กี่วินาที บางครั้งอาจจะลงทุนมากกว่าหนังไทยบางเรื่อง


สิ่งที่หนังนำเสนอนี้ประเด็นการกลายเปลี่ยนของตัวละครน่าสนใจไม่น้อย จากศัตรูที่ต้องจัดการคู่ตรงข้าม กลายมาเป็นผู้ที่ถูกฝ่ายเดียวกันตามล่า จนในที่สุดตัวละครก็กลายเป็นเนื้อเดียวกับศัตรู เรื่องราวการกลายเปลี่ยนนี้เป็นขบวนการที่น่าสนใจในหนัง เนื่องจากมันทำให้บริบทของหนังมีพื้นที่พัฒนาบุคลิกภาพของตัวละคร


House of Flying Daggers: ความรักบังดวงตา เสน่หาฆ่าอุดมคติ

นี่เป็นหนังคนละขั้วในทางอุดมคติระหว่างหนังเรื่องที่ผ่านมาของจางอี้โหมว บังเอิญถ้าใครได้ชม Hero ของเขามาก่อน ก่อนที่จะได้ชม “บ้านมีดบิน” มันทำให้คนดูอดตั้งคำถามไม่ได้ว่าตัวบทต่ำกว่ามาตรฐานไปหรือเปล่า หรือว่านักวิจารณ์คาดหวังกับจางอี้โหมวมากกว่านั้น สำหรับผมขอให้เป็นอย่างหลังดีกว่า เพราะผมชอบผู้กำกับคนนี้มากและให้เครดิตรกับเขาค่อนข้างสูงในหมู่ผู้กำกับเอเซียด้วยกัน ทั้งนี้เขาอาจจะหมกมุ่นอยู่กับการกำกับพิธีเปิดการแข่งขันโอลิมปิกที่ปักกิ่งในอีกไม่กี่ปีข้างหน้ามากกว่า จนมีเวลาให้กับหนังเรื่องนี้น้อยไปหน่อยหรือเปล่า
แต่ถ้าวัดเรื่อง “บ้านมีดบิน” เดี่ยว ๆ มันก็ผ่านไปในแบบเกรด A ลบ นิด ๆ จนถึงบีบวก


Drag Me to Hell เล่าเรื่องตำนานคำสาปของยิปซีพเนจร ที่จะร่ายมนตร์สาปคนที่ทำให้พวกเขาไม่พอใจ โดยมี “ลาเมีย” วิญญาณแพะปิศาจเป็นผู้รับใช้ เจ้าลาเมียจะตามราวีเหยื่อไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ มันจะทรมานเหยื่อของมันก่อนจะจัดการลากลงสู่ขุมนรกภายในสามวันเมื่อใครคนนั้นต้องคำสาป สิ่งที่ไม่ค่อยเห็นในหนังผีแนวสยองขวัญบ่อยนักก็คือ “ผู้กระทำ” ไม่ว่าจะเป็นผีหรือฆาตกรโรคจิต มักจะต้องฆ่าเหยื่อที่ไม่เกี่ยวข้องคนอื่นจนเลือดสาดจอ ทว่าวิญญาณแพะบ้าตัวนี้จะทำร้ายตัวคนถูกสาป และจะแสดงตัวให้ผู้นั้นเห็นเพียงคนเดียว โดยจะไม่มีการฆ่าคนไม่รู้อีโหน่อีเหน่เหมือนหนังแนวนี้เรื่องอื่น