ปั๊มน้ำมัน กำกับการแสดงโดย ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ หากว่าไปหนังเรื่องนี้ดูได้สนุกมากๆ นักแสดงเล่นกันทุกคน จะเป็นที่น่าเสียดายหากผู้ชมพลาดหนังเรื่องนี้


การก่อตัวของอนาคินไปสู่ดาร์ทเวเดอร์คุกรุ่นขึ้นอย่างเชื่องช้าๆ ความตายของแม่ ความรักที่ไม่อาจห้ามใจ ความเกลียดโกรธโลกใบนี้ การไม่ถูกยอมรับจากอาจารย์ การที่สภาเจไดกีดกันให้เขาก้าวเป็นเจไดอย่างสมบูรณ์ ทั้งที่เขามีฝีมือ มีพลังที่แข็งแกร่ง และสามารถผ่านการทดสอบได้ไม่ยาก เด็กหนุ่มมุ่งมั่น แต่เขาต้องผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า มีเพียงพัลพาทีนคนเดียวที่เข้าใจความรู้สึกของเด็กหนุ่ม และคอยให้กำลังใจเขา เด็กหนุ่มที่มีแต่ความผิดหวัง หัวใจสลาย


จุดเริ่มต้นของมหาสงครามก่อขึ้นเพราะความขัดแย้ง ผลของความขัดแย้งล้วนเกิดจากความต้องการที่จะรวบอำนาจบริหาร หรือถ้าสถานการณ์สุขสงบ ก็ต้องสร้างสถานการณ์ให้เกิดขึ้นเพื่อสร้างความหวาดกลัว เมื่อสร้างความหวาดกลัวขึ้นแล้ว ความโกลาหลก็จะนำไปสู่เหตุการณ์วุ่นวาย สุดท้ายประชาธิปไตยก็จะสั่นคลอน เสรีภาพถูกจำกัด เผด็จการก็จะเกิดขึ้น ในห้วงเวลาแบบนี้เราจะเห็นได้ว่าตัวละครตัวไหนกำลังก้าวเดินสู่ด้านมืด แม้แต่เจไดก็ไม่เว้น เพราะพวกเขาก็เป็นเพียงมนุษย์เท่านั้น สามารถถูกครอบงำจากรัก โลภ โกรธ หลง คลั่ง บ้า จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่แม้แต่เจไดก็ไร้หนทางสันติ ญาณวิเศษไม่ได้ช่วยให้จักรวาลรอดพ้นจากความแตกแยก หรือสงครามได้เลย แต่เป็นเพราะความหวาดกลัวต่างหากที่ครอบงำไปทั่วทุกหมู่ดาวเป็นที่เรียบร้อย


การชม Lost ทำให้นึกถึงหนังชุดในอดีตอย่าง Twilight Zone ที่เล่าเรื่องเหตุการณ์เหนือธรรมชาติทั้งหลายว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร แต่พอเข้าสู่ซีซั่นสาม Lost ผันตัวเองไปเป็นหนังวิทยาศาสตร์ โดยมีกลุ่มนักวิจัย “ธรรมะปฎิบัติ” เข้ามาตั้งศูนย์ปฎิบัติงานในเกาะ แต่ศูนย์ทั้งหลายได้กลายเป็นศูนย์ร้างผู้คนไปบ้างแล้ว เหลือเพียงศูนย์สวอนที่มีเดสมอนต์ ฮูม ต้องคอยกดปุ่มทุกๆ 108 นาที เพื่อควบคุมไม่ให้พลังงานแม่เหล็กระเบิดออกมา


คัตเอาท์โฆษณาหมากฝรั่ง ภาพนางแบบหันข้าง นัยน์ตาเศร้า มองออกไปสุดสายตา ฉากหลังเป็นสีแดงร้อนแรง คัตเอาท์นี้ถูกนำมาเป็นภาพโปสเตอร์สำหรับโปรโมตหนังไตรภาคอันเป็นตอนสุดท้ายของ Trois couleurs: Rouge สีแดงบนธงชาติฝรั่งเศสนั่นหมายถึงภราดรภาพ อันมีความหมายว่า “ความเป็นพี่น้อง” หากตีความตามมอตโตของคำนี้จึงมีความหมายโดยรวมถึงความสามัคคี ความเป็นปึกแผ่น แต่ก่อนจะเข้าสู่โหมดภราดรภาพได้นั้น สิ่งที่ต้องจัดการยากยิ่งกว่า นั่นก็คือเสรีภาพ และความเสมอภาค


ความทรงจำที่ไม่อาจลืม

มีเพียงความทรงจำเท่านั้นที่ทำให้ตัวตนของมนุษย์ดำรงอยู่ หากปราศจากความทรงจำแล้ว มนุษย์ก็เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเร่ร่อนทางจิตวิญญาณ ไร้หัวใจ ไม่เคยรู้สึกถึงความเจ็บปวด ไม่เคยรู้สึกเหงา คิดถึง รัก เกลียด แค้น และอีกหลายๆ สิ่งที่ทำให้ความทรงจำกลายมาเป็นแรงบันดาลใจของการมีชีวิตอยู่


ทรุฟโฟต์ได้นำเสนอภาพชีวิตในวงการมายา ซึ่งพวกเขาต่างก็ต้องดิ้นรนเพื่อไขว่คว้าหาความฝัน ภาพฝันของเฟอร์รานด์ ผู้กำกับหนังในเรื่องซึ่งทรุฟโฟต์สวมบทด้วยตัวเอง ตอนกลางคืนเขาฝันเห็นภาพวัยเด็กของตนปรากฏขึ้นในถนนมืดหม่น แล้วฝันถึงความฝันนี้ซ้ำๆ ถึงสามหน ฝันในแต่ละหนค่อยๆ เผยให้ผู้ชมเห็นว่าเด็กคนนั้นไปที่ไหน ไปทำอะไร และเมื่อภาพฝันนั้นปรากฏทำให้คนดูถึงกับอมยิ้ม เพราะเด็กคนนั้นถือไม้เท้าเดินไปที่โรงหนัง เขาใช้ไม้เท้าเพื่อขยับแผ่นป้ายล้อเลื่อนที่ติดใบปิดหนังเรื่อง Citizen Kane ของ Orson Welles มาใกล้ๆ จนเอื้อมมือเข้าไปหยิบมันได้ จากนั้นก็ขโมยภาพใบปิดหนังหายไปในถนน ยังไม่นับรวมถึงฉากที่มีพัสดุส่งถึงเขา เมื่อแกะห่อออกมันเป็นหนังสือที่เขียนถึงผู้กำกับหนังชั้นนำหลายเล่มตั้งแต่หลุยส์ บุลเย็ล, ฌองลุค โกดาร์ เป็นต้น


ผู้ชมมักจะมีมายาคติกับหนังเกี่ยวกับนักสืบ-มือปืน ดังนั้นภาพดังกล่าวจึงเป็นภาพจำติดตาไปชั่วชีวิต เมื่อมันถูนำกลับมาเสนออีกครั้งในแบบที่จริงจังเข้มขรึมใน The Limits of Control กลับทำให้นึกขบขันย้อนแยงกับความเป็นจริง หนังจึงเหมือนกระจกส่องไปยังหนังที่เคยนำเสนอเรื่องราวแนวนี้ การอุบัติซ้ำเช่นนี้เป็นการตอกย้ำและวิจารณ์หนังกระแสหลักที่มักจะมีความซ้ำซากเช่นนั้น


โดย ดอกฝน
ไม่บ่อยครั้งนักที่จะมีวรรณกรรมแนวนี้ ซึ่งสามารถสั่นสะเทือนอารมณ์ของคนอ่านได้ เช่นที่นิยายขนาดสั้น 2 เล่มอย่าง “รัตติกาลของพรุ่งนี้” โดย นิวัต พุทธประสาทและ “อีกวันแสนสุขในปี 2527” โดย วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา ทำได้


****สปอยส์****
…………………………….
ดู Gone Girl จบแล้วรู้สึกเหมือนตอนดู Fatal Attraction ต่างก็ตรงที่ผู้ล่ากลายเป็นเมียหลวงไม่ใช่ขู้รัก ปัญหาเดียวในหนังเรื่องนี้ก็คือตัวนิค (เบน เอฟเฟร็ค) ดูหล่อเกินไป ดูดีเกินไป ความหล่อนี้ไม่ได้หมายถึงหน้าตาหล่อ แต่หมายถึงตัวหนังสร้างให้ภาพพระเอกของเราอยู่ในใจคนดู เพราะตัวหนังไม่สับตัวพระเอกเลยแม้แต่น้อย


ตัวละครหลักในเรื่องมีความแปลกแยกจากพื้นที่ที่มีชีวิตอยู่ โดยมีตัวละครรองที่ตัวละครหลักหวังไว้ว่าจะเป็นที่พักพิงทางด้านจิตใจในช่วงที่กระแสการเมืองรุนแรง แต่ก็เปล่า ตัวละครรองเหล่านั้นช่วยส่งเสริมความแปลกแยกมากขึ้นไปอีก ส่งผลให้ตัวละครหลักเป็นผู้อยู่แสนไกล เป็นผู้ที่ไม่ได้อยู่พื้นที่นี้ เป็นเพียงอะไรก็ไม่รู้ที่น่ากำจัดไปพ้นๆ หรือไม่ก็ปล่อยให้แห้งเหี่ยวเฉาตาย


เรื่องราวของนักเขียนตกงาน เขาเสพติดการติดตามผู้คน สะกดรอยพวกเขาไปที่ต่างๆ ยิ่งทำบ่อยก็ยิ่งเลิกยาก แล้วเขาก็ละเมิดกฎที่ตัวเองตั้งเอาไว้


มันเหมือนเรานั่งดูการเล่นมายากลจนจบแล้วต่างก็ปรบมือ
เราไม่รู้หรอกว่าทริคของมันคืออะไร
ที่เรารู้คือเวทมนต์ไม่มีอยู่จริง
และเราก็แค่ถูกหลอกด้วยเทคนิคใดเทคนิคหนึ่งเท่านั้นเอง


หล่อนรู้สึกเซ็กซี่เสมอเมื่อได้อ่านหนังสือ
ดังนั้นหากได้อ่านมันในวันที่ได้อยู่กับบ้าน
หล่อนจะเปลือยเปล่าทุกครั้ง ไม่ยกเว้นเช่นกันในครั้งนี้


ทุกครัั้งที่อ่านงานของวิวัฒน์จบเรามักจะรำพึงกับตัวเองเสมอๆ ว่าต้องเขียนให้ได้แบบนี้ ไปให้สุดทางอย่างนี้ และเล่มนี้เราก็ยังรู้สึกอย่างนั้นอยู่ เราชอบภาษาชอบวิธีการเล่าเรื่องในแบบวิวัฒน์ จังหวะที่ถ้อยคำมันไหลรื่นไปมันทำให้เรารู้สึกถูกเข้าอกเข้าใจจากใครสักคน อยากให้หามาอ่านกันนะครับเล่มนี้


La double vie de Véronique หรือ “ทวิภพของเวโรนิค” ช่างตราตรึงและประดิษฐ์ถ้อยคำของหนังอย่างสละสลวยในฐานะของหนังที่เล่าเรื่องโดยปราศจากข้อจำกัด หากจะกล่าวได้ว่าหนังในฐานะศิลปะแขนงที่เจ็ด หนังจึงมีพลังทางด้านเนื้อหาที่เข้มข้นเหนือความบันเทิง หนังยังมีพลังเหนือสัญญะต่าง ๆ ทางจิตรกรรม เพราะว่ามันสามารถเคลื่อนไหวได้มากกว่างานศิลปะบนผืนผ้าใบ หนังสามารถแปรสารจากนิยายเปลี่ยนผ่านเป็นภาพที่แสนตราตรึง รวมถึงดนตรีประกอบที่รายล้อมบรรยากาศ หนังจึงเป็นเครื่องมืออันทรงพลังที่สุดของศิลปะยุคใหม่


High Fidelity สร้างมาจากนิยายของนิค ฮอร์นบี้นักเขียนชาวอังกฤษ นิยายเรื่องนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยใช้ชื่อเล่มว่า “รักตกร่อง” ซึ่งท่านผู้อ่านสามารถเอามาอ่านประกอบดูหนังก็น่าจะได้รับความสนุกไม่แพ้กัน


บางทีเราผู้ใหญ่ที่ผ่านวัยวันแบบนั้นมาแล้วจะเห็นว่าเรื่องเหล่านี้มันเล็กมาก และวันหนึ่งมันก็ต้องผ่านไป สิ่งนั้นเป็นจริง แต่สำหรับวัยรุ่น เรื่องเหล่านี้มันยาก มันไม่มีทางออก เต็มไปด้วยอุปสรรค


หนังเรื่อง Damage เป็นหนึ่งในหนังที่ค้นหาคำตอบของความรักที่ไม่เคยถูกเติมเต็ม เซ็กซ์ที่ถวิลหา ความร้อนเร่าของร่างกาย ริมฝีปากฉ่ำหวานของชู้รัก พื้นที่ว่างในช่องโยนีกลายเป็นภาวะที่หาเหตุผลไม่ได้ จนบางคนอาจจะพูดว่า เมื่อเรามีความรัก สมองของเราก็ไร้เหตุผลที่สุด แม้แต่ตาบอดก็อาจจะไม่เพียงพอ