อุทิศ เหมะมูล ได้รับรางวัลซีไรต์จากผลงานเรื่อง “ลับแล แก่งคอย” ด้วยความโดดเด่นในการนำเสนอโครงเรื่องและเนื้อหาที่ดูเหมือนเป็นเพียงเรื่องเล่าธรรมดา จากตัวละครธรรมดา แต่นิยายของเขาทับซ้อนอยู่บนความคลุมเครือที่น่าค้นหา อุทิศคลี่คลายงานของตนมาอย่างต่อเนื่องหากติดตามผลงานของเขาสม่ำเสมอ เราจะเห็นถึงถ้อยคำที่เขาสื่อถึง และนี่คือบทสัมภาษณ์ล่าสุดก่อนที่ผลงานเล่มใหม่ของเขาจะวางขายในอีกไม่นาน


ชอบมากที่สุดสำหรับเล่มนี้คือน้ำเสียงในการเล่าเรื่อง ภาษาเรียบง่าย อ่อนหวานแต่เศร้า เหมือนคลื่นสั่นไหวใต้ผิวน้ำอันเรียบสงบ สละสลวยด้วยถ้อยคำ สะเทือนอารมณ์


หนังสือบางเล่มมีไว้ให้อ่านรวดเดียวจบ แต่หนังสือบางเล่มเราไม่อยากให้มันจบ เพราะเสียดายที่จะไม่มีสิ่งนั้นให้อ่านอีก การจบเล่มของหนังสือคือการหายสูญไปของห้วงเวลาแห่งการซึมซับดื่มด่ำในโลกประหลาดคู่ขนานอันไกลโพ้นใบโน้น ใบที่ทำให้เราย่อยยับเหมือนกระดาษบอบบางที่ถูกมืออ่อนโยนขยำซ้ำๆอย่างทะนุถนอมเพื่อให้มันแหลกสลายแต่ไม่ฉีกขาด และเราจะเข้าไปในโลกใบนั้นได้-ก็ด้วยการอ่านหนังสือเล่มนั้นเป็นครั้งแรกเท่านั้น

‪#‎สิ้นสุรีย์‬

Facebook: โตมร ศุขปรีชา


ถ้าคุณผู้อ่านจำได้ เมื่อครั้งที่วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา ออกหนังสือ “ยูโทเปียชำรุด” เขาได้เชิญชวนนักทำหนังให้ทำหนังสั้นโดยตีความ “ยูโทเปียชำรุด” และทำการจัดฉายหนังหลังจากที่หนังสือออกมา ครั้งนี้ เขามีหนังสือสองเล่มใหม่ที่จะออกพร้อมกัน “จักรวาลมอดไหม้” และ “สินสุรีย์” เล่มแรกเป็นเรื่องสั้นๆ เล่มสอง Semi Novel ทั้งสองเล่มจะออกในเดือน กค.ที่จะถึงนี้ โดยเปิดตัวในงาน BBF ครั้งที่หนึ่ง และอีกเช่นเคย ในการทำหนังสือเล่มนี้ วิวัฒน์ ชักชวนให้เพื่อนของเขาทำดนตรีประกอบหนังสือ ทาง สนพ. ได้เปิดเพจนี้ขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อให้นักอ่านได้เข้าถึง ดนตรีประกอบที่เหล่าศิลปินได้ทำขึ้นมา เป็นหนทางไปสู่ลิงค์ของศิลปินบน soundcloud หรือช่องทางอื่นๆ

ลิงค์เข้าสู่เพจ Sans Soleil อยู่ด้านใน กรุณาคลิกเพื่อเข้าสู่เพจ


แม้ชื่อรางวัลอาจจะดูแปลกๆ แต่สิ่งที่สำนักพิมพ์ภูมิใจก็คือ “อีกวันแสนสุขในปี 2527” ได้รับการต้อนรับจากผู้อ่านอย่างอบอุ่น หนังสือเล่มนี้ติดซาร์ตท็อปเทนหลายสัปดาห์ในหลายๆ ร้านหนังสือ และยังเป็นหนังสือที่ได้รับการพูดถึงในด้านเนื้อหาไม่น้อย และเราเชื่อว่ารางวัลนี้จากร้าน BookMoby คงไม่ทำให้สำนักพิมพ์หยุดเพียงเท่านี้


“เดินเรื่องกระชับไว อำพรางรายละเอียดบางอย่างและจงใจให้มองข้าม”
รัตติกาลของพรุ่งนี้ โดยนิวัต พุทธประสาท เด่นที่บรรยากาศ การพยายามซ่อนพราง และแสดงให้เห็นหนทางและวิธีของความจำและการลืม จังหวะล่องเรื่อยในตอนแรกๆ และเร่งกระตุกขลุกขลักในช่วงท้าย แล้วผ่อนแผ่อารมณ์อีกครั้งในตอนจบ โครงสร้างเรื่องมีส่วนของจังหวะดนตรีเข้าช่วยสานสร้าง (แจ๊ซและริธึ่มแอนด์บลูส์) ทำให้เกิดทำนองและจังหวะแตกต่างอย่างตั้งใจในแต่ละบท คุมแบบแปลนเรื่องตั้งแต่เริ่มเขียน รัดกุม ตั้งอกตั้งใจ
อ่านด้วยความเพลิดเพลินใจ และก็จริงอย่างยิ่งที่ต้องอ่านคู่กับ ‘อีกวันแสนสุขในปี 2527’
สุขสายวันอาทิตย์

รีบอ่าน "รัตติกาลของพรุ่งนี้" อึงๆ อวลๆ เหมือนอ่าน 'หมาเน่าลอยน้ำ' สรรพนาม 'คุณ' ถามฉันตลอดเวลา เหมือนหนังบางเรื่องตัดสลับ อึงๆ อวลๆ กับความรัก อึงๆ อวลๆ กับอดีตและอนาคต อ่านแล้วอึ้งๆ และต้องร้องไห้มันออกมาเสียบ้าง
มิโดริเป็นคนอ่อนแอ
We Imar: อ่าน "อีกวันแสนสุขในปี 2527" จบแล้ว ชอบมาก
กับคนที่ยกธงขาว ยอมแพ้วรรณกรรมแล้ว เล่มนี้เตือนให้เรารู้ว่า fiction มีอาณาบริเวณที่งานเขียนแนวสารคดี แนววิชาการ หรือแนวอื่นๆ ไม่สามารถย่างเหยียบเข้าไปได้
คือคุณสามารถอ่านบทวิเคราะห์ "สลิ่ม" ของ อ. นิธิ อ. เกษียร หรือ อ. ยุกติ สักแค่ไหน คุณสามารถเอาปรากฏการณ์ม็อบนกหวีดไปเปรียบเทียบกับมวลชนนาซี แต่มันก็ไม่มีทางเหมือนการอ่านชีวิตสมมติของสลิ่มคนหนึ่ง
คุณเข้าใจปรากฎการณ์ล่าแม่มด แต่การได้สัมผัสมันผ่านชีวิตตัวละครก็ให้อีกรสชาติหนึ่งที่ทดแทนกันไม่ได้

“ในบรรดา 12 เดือน เธอรักเดือนธันวาคมที่สุด และในขณะเดียวกัน เธอเกลียดเดือนมกราคมที่สุด…”


‘คุณปกครองเราเพื่อประโยชน์สุขของเราเอง’ วินสตันเอ่ยอย่างกะปกกะเปลี้ย ‘คุณเชื่อว่ามนุษย์ไม่เหมาะที่จะปกครองตัวเอง ดังนั้น…’


ความรักคืออะไรรู้ไหม เธอไม่มีวันรู้ มันหยาบช้า ทรมาน เจ็บปวด ยามที่เธอมีความรักเธอจะตาย


“คุณเป็นเพียงถุงใส่เรือนร่างที่กลวงเปล่าใบหนึ่ง คุณไม่รู้อะไรเกี่ยวกับคนอื่นๆ ไม่รู้แม้เรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง คุณทำเพียงใช้ชีวิตต่อไปอย่างสัตว์เชื่อง”

รัตติกาลของพรุ่งนี้

“เดินเรื่องช้าไป รายละเอียดบางอย่างถูกมองข้าม”
คุณจำประโยคนั้นได้อย่างเลือนลาง เหมือนภาพสีน้ำที่โดนสายฝน ประโยคนั้นต้องเป็นความทรงจำอะไรสักอย่าง ที่คลับคล้ายคลับคลาเรื่องราวในละครเวทีที่เพิ่งดูจบ คุณเดินออกมาจากโรงละครเล็ก เดินไปยังท่าเรือข้ามฟาก ระหว่างที่รอเรือที่ท่าน้ำยามค่ำอันมืดดำ คุณก็นึกชื่อละครเรื่องนั้นได้ “รถรางสายนั้นชื่อปรารถนา”

“ยูโทเปียชำรุด” โดยวิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อผมอย่างมาก ด้วยภาษาและรูปแบบการเขียนรวมไปถึงพล็อตเรื่องที่ผู้เขียนผูกโยงและวางเอาไว้อย่างน่าตื่นตะลึง จนสร้างปรากฏการณ์บางอย่างให้เกิดขึ้นกับตัวเอง

Book Virus
“หลุมพรางชื่อความรัก – นิวัต พุทธประสาท” ผมย้อนนึกถึงของตัวเองขณะอ่านเรื่องสั้นเรื่องนี้ เปล่า เรื่องนี้ไม่ได้เฉียดใกล้หรือคลับคล้ายชีวิตผม หากแต่มันให้อารมณ์อะไรบางอย่างที่ให้อธิบายก็อธิบายได้ไม่ถูก เพียงแต่เมื่ออ่านไปจนจบผมหวนกลับคิดถึงอดีตของตัวเอง หรือนั่นก็เป็นรูปแบบหนึ่งของหลุมพรางชื่อความรักที่ผมเคยตกลงไป หลายๆ ครั้งเรื่องสั้นหรือนิยายของนิวัตทำให้ผมมีอารมณ์แบบนี้ และหลายๆ ครั้งนั้นมักจะทำให้ผมคิดถึงอดีตของตัวเอง หยุดและก้มมองดูตัวเองอย่างพิจารณา หลายเรื่องในวรรณกรรมแตกกิ่งทำให้ผมชอบมากๆ แต่หลุมพรางชื่อความรักทำให้ผมอินได้มากที่สุด 
จากหนังสือ วรรณกรรมแตกกิ่ง
Haruki Masaru Victor

รวมเรื่องสั้น “ลิ้นชักที่เลิกใช้” ของ วัน ณ จันทร์ธาร “ลิ้นชักที่เลิกใช้” ได้รางช่อการะเกกดยอดเยี่ยม เป็นหนังสือที่วิพากษ์วิจารณ์สังคมอย่างตรงไปตรงมาด้วยลีลาที่เรียบง่าย อ่านแล้วสะเทือนอารมณ์ และมองเห็นตัวเองก็เป็นเฉกเช่นนั้นคือ “เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน” อาจจะบอกได้ว่าวัน ณ จันทร์ธาร เป็นสลิ่มของสลิ่ม ผู้มาก่อนกาล และมองเห็นสังคมใบนี้ฉ้อฉล แต่ก็ไม่ใช่เรื่องผิดเพราะเราทุกคนก็ถูกสังคมนี้กระชากลากถูไปอย่างไม่ดูแคลน

Lars-Von-Trier-462x600

"สมัยเด็ก เราต่างเคยมีของเล่นง่ายๆ ที่แม้ไม่ดูเป็นอะไรชัดเจน แต่ก็เป็นของเล่นที่มีค่าสำหรับเราหรือสำหรับเกมที่เราเล่นมาก ตัวอย่างเช่น การที่เราเอาชอล์คมาวาดรูปบ้านลงบนพื้นถนนแล้วก็เข้าไปเล่นเหมือนมันเป็นบ้านจริงๆ ...สิ่งเหล่านี้ย่อมดีสำหรับเด็กมากกว่าของเล่นแพงๆ ทั้งหลาย เพราะอะไรที่ชัดเจนเกินไปย่อมน่าเบื่อในเวลาอันรวดเร็ว ถ้าเด็กมีโมเดลรถไฟครบชุด เขาคงเล่นอยู่แค่แป๊บเดียวก็เลิก เพราะจะให้เขาเล่นอะไรกับมันได้นักหนาล่ะ มันไม่ได้มีอิสรภาพเต็มที่อะไรเลยในของเล่นประเภทนั้น คนเราต้องการใช้จินตนาการต่างหาก"

- ลาร์ส วอน ทรีเยร์ แปลโดย ธิดา ผลิตผลการพิมพ์