อุมแบร์โต้ เอโกเคยลิสต์รายชื่อเพลงที่เขาชื่นชอบเอาไว้ ตอนแรกอาจแปลกใจที่นักเขียน ศาสตราจารย์ ผู้คร่ำเคร่งอยู่ในห้องสมุดและกองหนังสืออย่างเขาจะสนใจฟังเพลงด้วย แต่อย่างที่ผู้อ่านรู้กันว่าเอโกนั้นเป็นนักดนตรี เขาเล่นเครื่องเป่ามาก่อน เราลองมาดูว่าเขาเลือกเพลงที่ชื่นชอบอะไรบ้าง


โชแปง และชูมันน์ เป็นสองคีตกวีที่ผู้ฟังส่วนใหญ่รู้จัก ทั้งสองท่านเกิดร่วมยุคเดียวกัน เกิดในปีเดียวกัน คือ คศ. 1810 โชแปงเกิดวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ส่วน ชูมันน์ เกิดวันที่ 8 มิถุนายน โชแปงเป็นชาวโปล หรือโปแลนด์ ส่วนชูมันน์เป็นชาวเยอรมัน ชื่อเสียงเรียงนามของทั้งคู่ก็็สูสีไม่แพ้กัน ทั้งสองมีผลงานจำนวนมาก โชแปงอายุสั้นกว่าชูมันน์เล็กน้อย โชแปงเสียชีวิตในวันที่ 17 ตุลาคม 1849 ที่ปารีส ชูมันน์ เสียชีวิตที่เมืองเอนเดนิคในเยอรมันวันที่ 29 กรกฎาคม 1856 ห่างกันเพียงเจ็ดปีเท่านั้น


งานเปิดตัวหนังสือ Jazz Murakami หนังสือที่รวบรวมบทเพลงแจ๊ซที่สอดแทรกอยู่ในนิยาย และเรื่องสั้นของมูราคามิ พบสิเหร่ ผู้เขียน และแขกรับเชิญ อนันต์ ลือประดิษฐ์ คอลัมนิสต์ดนตรีแจ๊ส วิกรานต์ ปอแก้ว นักเขียน และนักวิจารณ์หนังสือ โดยมีจักรพันธุ์ ขวัญมงคล บรรณาธิการหนังสือ The Hollywood Reporter เป็นพิธีกร

พร้อมกับโชว์พิเศษสุด โดยกอล์ฟ ทีโบน และนายน้อย ที่ recoroom เอกมัย 10

วันที่ 26 มีนาคม 2559
เวลา 18.00 น.

คลิกที่นี่เพื่อ ลงทะเบียนร่วมงาน

สอบถามเพิ่มเติม 0972361475

#porcupinebook #jazzmurakami #opening #book #music #event #jazz #recoroom #vinylshop #bangkok


1. นามปากกา ‘สิเหร่’ ได้มาจากชื่อเกาะเล็กๆ เกาะหนึ่ง
2. สิเหร่เติบโตมากับวิถีฮิปปี้
3. เขาคือนักเดินทางไกล ในยุคที่การเดินทางไม่ใช่การท่องเที่ยวเหมือนทุกวันนี้
4. Easy Rider เป็นแรงบันดาลใจแห่งจิตวิญญาณขบถ
5. ก่อนเป็นผีเพลง สิเหร่เคยเขียนบทความเกี่ยวกับเพลงลูกทุ่งมาก่อน

อ่านฉบับเต็มคลิก


1.มูราคามิเคยเปิดบาร์แจ๊ซก่อนมาเขียนหนังสือ
2.มูราคามิชื่นชอบดนตรีเป็นอย่างมาก
3.เขาคือเจ้าพ่อ Pop Culture ขนานแท้
4.ในงานของเขาเต็มไปด้วยความโรแมนติก
5.มูราคามิชื่นชอบแมวเป็นพิเศษ

อ่านเรื่องราวทั้งหมดคลิกเลย


JAZZ MURAKAMI

เขียนโดย สิเหร่
ฮารูกิ มูราคามิ เป็นนักฟังเพลงตัวยง ผลงานของเขาเกือบทุกเล่ม ตัวละคร บทบรรยาย บทสนทนา มักสอดแทรกเพลงลงไปในเนื้อเรื่องเสมอ โดยเฉพาะเพลงแจ๊ซมีอยู่ในทุกบริบทเรื่องแต่งของเขา

สิเหร่ นามปากกา ผู้เขียนเรื่องดนตรีสากล และบทเพลงแจ๊ซหลายเล่มได้รวบรวมบทเพลงแจ๊ซในงานเขียนของมูราคามิ มาวิเคราะห์ผ่านท่วงท่าของดนตรีได้อย่างถึงแก่นแกนอารมณ์ ซึ่งแฟนหนังสือมูราคามิไม่ควรพลาด ผู้ที่กำลังเริ่มฟังเพลงแจ๊ซ หรือชื่นชอบเพลงแจ๊ซอยู่แล้วไม่ควรพลาด

Pre-Order: Readery.co


Boléro “อาจจะ” เป็นเพลงประกอบของหนังสืออย่างแท้จริง หากเพลง Boléro ที่ในหนังสือเล่มนี้จริง มันยิ่งเหมาะสม เพราะเพลงวางโครงสร้างดนตรีอย่างมีระบบ เช่นเดียวกับโครงเรื่องในนิยายที่มีความละเอียด ซับซ้อน โดยตั้งคำถามถึงโลกการอ่านว่า ผู้อ่านอยู่ส่วนใดของเรื่อง ท่านผู้อ่านก็คงเป็นหนึ่งที่จะตัดสินใจได้ว่า แท้จริงแล้วเรามีอยู่จริง หรือถูกอุปโลกย์ขึ้นมาให้มีชีวิต การตั้งคำถามว่าตอนจบของนิยายควรจะเป้นอย่างไร จบด้วยคววามสุข หรือจบลงด้วยการดำรงอยู่นั้น ออกจะยากไปที่จะตัดสิน


ดนตรีคลาสสิกถูกยึดกุมอยู่ในวงจำกัด จนกระทั่งมันได้แพร่กระจายออกมาสู่สาธารณะชน และดนตรีได้พัฒนาดัดแปลงให้มีดนตรีร้อง (Opera และBallet) ยิ่งทำให้ดนตรีคลาสสิกเข้าถึงคนชั้นกลางมากขึ้น การเรียน การสอนดนตรีตั้งแต่ในอดีตจึงถูกบ่มเพาะผ่านสถาบันชั้นสูง รวมถึงคีตกวีก็ล้วนต้องจบมาจากสถาบันเหล่านั้นจึงเป็นที่ยอมรับในแวดวง กระนั้นเมื่อก้าวสู่ศตวรรษใหม่ ดนตรีคลาสสิกได้อ่อนแรงลงไปมาก ประจวบกับแนวคิดทางด้านเสรีนิยม ได้พัฒนาหัวใจของคนชั้นกลางในเมือง ดนตรีคลาสสิกแม้ยังมีขนบของมัน ทว่าขนบเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตมากขึ้น


แนะนำ ศิลปิน

A WORLD WONDERED FULL

Corey Best was born in the rural countryside of northeastern Indiana but grew up throughout many towns and cities across Michigan. From the full range of environments spanning from the United States to Asia that were interacted within, he learned how large the world really was in all its wonder. Currently he has been living in different locations across northern Thailand since his move from Japan. His first love was nature and he to this day loves to wander and float, listening to and learning from all that he can from the ever expanding voids around him


ภาพเหมือนของบาร์ตอกที่แสดงให้เห็นตัวตนศิลปิน ผู้ซึ่งมีความอ่อนไหวทางความรู้สึก ไวโอลินคอนแชร์โต้บทนี้จึงมีลักษณะที่อบอุ่น ขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยรายละเอียดเล็กๆ ของดนตรีซึ่งเล่าเรื่องได้อย่างหลากหลาย ทั้งอ่อนโยน เข้มแข็ง เศร้า สุข และเต็มไปด้วยเรื่องราวภายในจิตใจ โดยเฉพาะความรักที่เอ่อล้น ทว่าไปไม่ถึง บาร์ตอกเป็นคนที่เอาจริงเอาจังกับดนตรี กระนั้นบทเพลงของเขายังคงความลื่นไหล แสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์แบบเมื่อเพลงบรรเลงจบลง วิธีการสื่อของบาร์ตอกได้กำหนดทุกสิ่งอย่างเอาไว้ นั่นเป็นวิธีที่เขาปฏิบัติเสมอมา


เสียงเพลงของริชาร์ด สเตราซ์ ดึงดูดใจบาร์ตอกเป็นอย่างมาก เมื่อเขาได้ชมเพลงรอบปฐมทัศน์ของริชาร์ดที่บูดาเปส ดูเหมือนว่ามันคือแรงบันดาลใจของคีตกวีหนุ่มอย่างบาร์ตอกเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกันเมื่อครอบครัวย้ายไปพักผ่อนยังรีสอร์ทฤดูร้อน แม่นมจากทรานซิลเวอร์เนียชอบร้องเพลงพื้นบ้านให้เขาฟัง นั่นเป็นจุดเริ่มต้นต่อความฝังใจในเพลงพื้นบ้าน จนทำให้บาร์ตอกทุ่มเทแรงใจตลอดชีวิตในการถ่ายทอดเพลงพื้นบ้านออกมาเป็นบทเพลงของตน จนกระทั่งในปี 1907 เขาเริ่มได้รับอิทธิพลจากคีตกวีฝรั่งเศส โคลด เดบูซซี ซึ่งมีโครงสร้างเพลงในแบบโคดาลีย์ เดบูซซีทำให้เขาเกิดภาวะมองเห็นภาพเสียงเพลงแห่งตนลอยลิ่วอยู่ในหัวใจ


George Garzone แสดงตัวตนออกมาราวกับเป็นร่างทรงของโครลเทรน หากมิเช่นนั้นแล้วจะไม่ให้คิดว่าค่ำคืนนี้ดุจดังค่ำคืนของโคลเทรนคงไม่ผิด เป็นการปิดงานแสดงที่สุดยอดเลยทีเดียว…


โดย สิเหร่
Colorless Tsukuru Tazaki And His Years Of Pilgrimage ตีพิมพ์เมื่อปีค.ศ.2013 ของฮารูกิ มูราคามิ เรื่องราวของเพื่อนห้าคนที่มีเพียงหนึ่งเดียวไร้สี ส่วนอีกสี่ต่างเกี่ยวข้องอยู่กับสีทั้งสิ้น ในบทที่ 5 นักเปียโนแจ๊ซจากโตเกียว มิโดริคาวะ นี่ก็คนมีสีอีกคน ชายผู้สะพายกระเป๋าเดินทางไวนิลบนไหล่ เดินขึ้นมาคนเดียว เพื่อพักค้างคืนที่เรียวกังอันสงบเงียบและห่างไกล…


โดย สิเหร่

นิยายเรื่อง Dance Dance Dance ตีพิมพ์เมื่อปีค.ศ.1988 ว่าไปแล้วก็เสมือนบทสรุปของไตรภาคแห่งมุสิก มูราคามิยังคงใช้ตัวละครที่แทนตัวเองว่า “ผม” อันเป็นตัวเอกจากไตรภาคแห่งมุสิก ในบทที่ 30 บรรยายฉากภายในบาร์ที่อบอวลด้วยเสียงเพลง…

“เราไปที่บาร์ฮาเลคูวานี บาร์ในอาคาร มิใช่บาร์ริมสระน้ำ คราวนี้ผมสั่งมาร์ตินี ยูกิเลมอนโซดา เราเป็นลูกค้าเพียงสองคนในนั้น นักเปียโนหัวโล้นนิ่วหน้าในมาดรัคมานินอฟ นั่งหลังตรงหน้าแกรนด์เปียโน เล่นเพลงมาตรฐาน Stardust, But Not For Me, Moonlight In Vermont เล่นได้เยี่ยมไม่มีที่ติ แต่ขาดไร้ประกาย…”*


อัลบัมชุดนี้เป็นดนตรีแจ๊สในแบบ Post Bop ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่า หาฟังไม่ได้ง่ายนักสำหรับเพลงแจ๊สที่ประพันธ์โดยคนไทย หากท่านผู้อ่านลองปิดชื่ออัลบัมแล้วหลับตาฟัง รับรองได้ว่าท่านคงเดาไม่ออกว่านี่เป็นผลงานของศิลปินชาติใด เพราะอัลบัมนี้เล่นดนตรีในภาษาสากล นั่นหมายถึงว่าคุณคมได้บรรลุในการประพันธ์ดนตรีโดยท่วงทำนองเพียวแจ๊ส


ภาพปกอัลบั้มข้างในเป็นภาพชายในชุดสูทสองคนกำลังจับมือกัน ซึ่งฟังดูก็คงไม่แปลกอะไร ถ้าชายคนทางขวามือของภาพไม่ได้กำลังลุกเป็นไฟอยู่! ภาพนี้ได้แรงบันดาลใจมาแนวคิดเกี่ยวกับคนที่มีแนวโน้มจะปกปิดความรู้สึกของตัวเองเพราะกลัวการถูกปฏิเสธ และพยายามหลีกหนีให้พ้นไปจากความกลัวการเจ็บปวด (หรือในสำนวนที่ว่า “ถูกแผดเผา” จากความสัมพันธ์) นอกจากนั้นมันยังไปพ้องกับคำว่า Shine On อันเป็นชื่อเพลงในอัลบั้มที่เป็นสำนวนเปรียบเปรยถึงอัจฉริยะที่สาดแสงเจิดจ้าแผดเผาตัวเองจนไหม้เป็นจุณไป


เพลงเป็นเหมือนรอยสักของยุคสมัย เพลงจึงเป็นร่องรอยที่ตกค้างอยู่ในตัวเราไม่ไปไหน เป็นรสนิยมที่สามารถตรวจดีเอ็นเอได้เลยว่าเราเป็นยังไง ผมมีเพลงหลากหลายอัลบัมที่ชอบมากๆ แต่ที่เลือกมานี้เป็นเลือกเฉพาะที่ซื้อมาเป็นแผ่นเสียง


เช้าวันนี้ผมกลับมาฟัง River ของเฮอร์บี แฮนค็อกอีกครั้ง และสะดุดใจกับเพลง Edith and the Kingpin ที่ร้องโดย ทินา เทอร์เนอร์ ยอดนักร้องเพลงร็อคผิวดำ มันเป็นการร้องที่ทรงพลังมาก เนื้อเพลงของโจนี่ คือเรื่องสั้นชัดๆ ลองอ่านเนื้อเพลงข้างต้นสิ มันทำให้คุณขนลุกได้เลย แล้วยังทำให้นึกถึงฉากฆาตกรรมในทวินพีคส์ ทำให้นึกถึงการบรรยายไม่กี่บรรทัดที่สุดแสนจะพิไรอย่างงดงาม หมดจดจนไม่อาจจะนั่งฟังเฉยๆ


ชีวิตส่วนตัวเขาไม่นับถือศาสนาและเชื่อในสิ่งที่พิสูจน์ได้ “ผมไม่มีปัญหากับพระเจ้า แต่ผมมีปัญหากับศาสนา ผมเลือกที่จะใช้ชีวิตโดนปราศจากศรัทธาในศาสนา ผมเชื่อในดนตรี มันเป็นสิ่งที่ให้คุณค่ากับชีวิตและบรรเทาจิตวิญญาณของผม”


แคนนอนบอลมีนามเต็มว่า Julian Edwin “Cannonball” Adderley เกิดวันที่ ๑๕ กันยายน ๑๙๒๘ จากแทมป้า, ฟลอริด้า และมาเติบโตที่นิวยอร์ค แคนนอนบอลเริ่มเรียนดนตรีในชั้นมัธยมที่ Dillard High School ใน Fort Lauderdale, ฟลอริด้า ช่วงที่เข้ามหาวิทยาลัยฟลอริด้าเอแอนด์เอ็ม แคนนอนบอลและแนท สองพี่น้องจึงได้ร่วมงานกับเรย์ ชาร์ล