ยูโทเปียชำรุด เช่นผม โดย Haruki Masaru Victor

ยูโทเปียชำรุด เช่นผม

by Haruki Masaru Victor on Friday, March 8, 2013 at 12:30am ·
Damaged Utopia

“คุณอ่านหนังสือเล่มนี้เถอะ บางทีคุณอาจพบตัวเองในนั้น ฉันเหนื่อยกับการซ่อมแซมคุณ”

อีกครั้ง ผมสะดุ้งตื่นจากฝันเดิม ประโยคคำพูดชุดเดิม นาฬิกาดิจิตอลหัวเตียงบอกเวลาเดิม สามนาฬิกาก่อนรุ่งเช้า ผมนอนชุ่มเหงื่ออใต้ผ้าห่มหนาหนักสีดำ เธอไม่ได้กลับมาที่ห้องผมอีกหลังจากหล่นคำพูดประโยคนั้น หนังสือเล่มนั้นยังทอดตัวอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือ เคร่งขรึมดำมืด ราวกับว่ากุมความลับบางอย่างของตัวผมเอาไว้ ผมไม่กล้าหยิบมันขึ้นอ่าน ไม่แม้แต่จะเหลือบแล ราวกับโต๊ะเขียนหนังสือกลายกลับเป็นสถานที่ต้องห้าม แต่บางครั้งมันกลับเย้ายวนผมอย่างบอกไม่ถูก สันปกสีส้มและภาพหน้าปกยั่วล้อผมอย่างน่าโมโห จนลืมตัวเผลอคิดไปว่าหยิบมันขึ้นและฉีกกระฉากหน้ากระดาษให้ขาดวิ่น ขว้างทิ้งออกนอกหน้าต่าง หากแต่ผมไม่ได้ทำสิ่งใดเลย ล่วงเข้าสู่วันที่สามผมดำรงอยู่ร่วมกับหนังสือเล่มนั้นแต่ไม่เหลือบมอง เสียงกระซิบแหบพร่าจากที่ไหนสักแห่งในมุมห้องไม่อาจจับใจความ แต่ผมรู้ ผมรู้ว่าเสียงนั้นมาจากที่ใด ด้วยความสัตย์จริง ผมไม่กล้าเปิดหนังสือเล่มนั้นออกอ่าน ผมกลัวการค้นพบตัวเอง สันปกหนังสือเล่มนั้นสลักตัวหนังสือดำทะมึน ยูโทเปียชำรุด

ผมตื่นเต็มตาแล้วตอนนี้ ลุกจากเตียง เปิดสวิทช์เครื่องอุ่นกาแฟ เดินไปล้างหน้าในห้องน้ำ ใบหน้าในกระจกจ้องตอบกลับมาสีหน้าเต็มไปด้วยคำถาม ใต้ตามีรอยช้ำของคนอดนอนมาหลายคืน ผมเดินออกจากห้องน้ำ เทกาแฟลงแก้วหยิบมันเดินไปที่โต๊ะเขียนหนังสือ ผมต้านความยวนเย้าของหนังสือเล่มนั้นไม่ไหวอีกต่อไป เสียงแหบพร่าเหล่านั้นเปล่งเสียงยินดีออกจากทุกรูทวาร เมื่อในที่สุดผมก็สัมผัสผิวหน้าของมันและเปิดเผยตัวมันในที่สุด อีกแง่หนึ่ง ผมกำลังจะเปิดเผยตัวเอง เสียงเพลงจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงดังจากที่ใดสักแห่ง มันหมุนแล่นด้วยความเร็ว 45 รอบต่อนาที เพลงของรุ่งเพชร แหลมสิงห์ หากแต่ผู้คนลืมเลือนชื่อเรียกขานไปแล้ว บทเพลงนี้ตอนรับผมเข้าสู่ ยูโทเปีย หากแต่เป็นยูโทเปียชำรุด

ผมพบชายคนหนึ่งเดินถือเครื่องเล่นแผ่นเสียงกระเป๋าหิ้วผ่านมา ความรู้สึกบางอย่าง คำพูดบางคำถูกส่งตรงเข้าสู่จิตใต้สำนึกผม ราวกับต้องการสื่อสารบางอย่าง ชายคนนั้นเดินทางตามหาหญิงสาวคนหนึ่ง ไม่สิ มือคู่หนึ่งของหญิงสาวไร้ชื่อต่างหาก เขาได้พบมือคู่นั้นเพียงครั้งเดียวจากการได้ดื่มชาซึ่งเขาลืมรสชาติและกลิ่นไปเสียสิ้น จดจำได้เพียงมือเปล่าเปลือยคู่นั้นที่กำลังชงชา หยิบจับกาน้ำราดรดไปลงบนใบชา แต่เมื่อการเดินทางของเขาสิ้นสุด กลับได้พบเพียงแค่โลกที่หมุนวนซ้ำที่เดิมด้วยความเร็วสี่สิบห้ารอบต่อนาทีและรอยปริแตกของร่องแผ่นเสียงจนเกิดแรงกระเพื่อมไหวคล้ายแผ่นดินใต้เท้าสั่นคลอน หากแต่นั่นเป็นความสั่นไหวที่พาทั้งคู่ให้ได้พบกัน

ผมเดินผ่านมาพบโรงแรมหรูหราแห่งหนึ่งตั้งตระหง่านลำพัง หน้าต่างทุกบานถูกปิดมิดชิด มีเพียงหน้าต่างบานนั้นที่ถูกเปิดออก ชายหนุ่มร่างท้วม ผิวคล้ำ ยืนอยู่ใกล้กรอบหน้าต่าง ควันบุหรี่ในมือเขาลอยหยอกล้อสายลมด้านนอก อีกครั้งผมรับรู้ถึงสิ่งนั้นได้ ชายหนุ่มไม่ได้อยู่เพียงลำพังในห้อง ชายหนุ่มอ่อนวัยกว่าอีกคนนอนอยู่บนเตียง ที่เมื่อครู่เขาทั้งสองนอนกอดก่ายแลกเปลี่ยนบาดแผลซึ่งกันและกัน เศษแก้วหล่นกระจายเรี่ยราดเต็มพื้น เป็นเศษแก้วที่หล่นหลุดออกจากตัวเขาทั้งสอง มนุษย์ผู้ซึ่งเต็มไปด้วยความปวดร้าวทั้งจากบาดแผลในตัวเองและจากการโอบกอดมนุษย์แก้วอีกคน บาดแผลที่ไม่อาจเยียวยาสมานให้สนิทได้ ผมรู้สึกเจ็บแปลบในอก ราวกับถูกเศษแก้วของทั้งคู่บาด ราวกับโอบกอดทั้งคู่เพื่อให้คมแก้วเสียดแทงเข้าสู่ภายใน

ไม่ไกลนักผมพบร้านหนังสือเล็ก ๆ วางตัวเองอย่างเจียมตัวอยู่ก่อนถึงหัวมุมถนน ชายเจ้าของร้านหันมาสบตาผมก่อนหันกลับไปใส่ใจเด็กในชุดนักเรียนที่กำลังรอจ่ายเงินค่าหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นอยู่ ดูราวกับเขามีความสุขกับการได้อยู่ท่ามกลางเด็กๆในชุดนักเรียน ใบหน้าฉาบด้วยรอยยิ้มของคุณน้าใจดี หากแต่ภายในเต็มไปด้วยความปวดร้าวจากการกดข่มคำสาปแห่งความรักต้องห้ามที่ไม่ว่าจะกี่แสนนานก็ไม่อาจปลดเปลื้องคำสาปนั้นทิ้งไปได้ ทำได้เพียงกระถดตัวถอยลงไปอยู่ในบ่อลึกที่ชายหนุ่มขุดสร้างขึ้นมาเอง คำสาปที่ว่านั่นหาใช่เขาที่เป็นผู้เสกปั้นขึ้นมา หากแต่ผู้คนรอบข้างต่างหากที่สาปความรักแบบนั้นเอาไว้ ด้วยข้อหาฉกรรจ์ว่ารักต่างวัยไม่เหมาะควร ชายหนุ่มหันมาส่งยิ้มเหนื่อยล้าของคนที่ใกล้หมดแรง ข้างกายยังมีเด็กสาวคนหนึ่งยืนเคียง เธอเป็นลูกของภรรยาเขา เด็กน้อยผู้ซึ่งกลายมาเป็นผู้มอบความสุขท่วมท้น ของขวัญที่ห่อด้วยกระดาษแห่งความร้าวราน ทุกครั้งที่ชายหนุ่มแกะเปิดห่อของขวัญ เขาต้องแลกด้วยเศษเสี้ยววิญญาณที่ค่อยๆลอกล่อนออกจากตัว ก่อนที่ผมจะเดินจากมาร่างกายชายหนุ่มเหลือเพียงความเปลือยเปล่า เสี้ยววิญญาณของเขาถูกลอกออกจนมิอาจเหลือสิ่งใดที่เรียกว่าชีวิต เป็นเพียงภาชนะที่เต็มเป็นด้วยเศษวิญญาณซ้อนทับกันอยู่

สายตาผมเลื่อนจากการจับจ้องชายหนุ่มเจ้าของร้าน มาสะดุดที่ชั้นวางหนังสือหน้ากระจก ผมมองเห็นหัวใจ หากจะกล่าวให้ชัด มันเคยเป็นหัวใจมนุษย์ ไร้เพศ เกรอะกรังไปด้วยเลือดแห้งซีดเซียวเริ่มแข็งเป็นสีน้ำตาลอมแดง วางทับอยู่บนหนังสือของ ฟรานซ์ คาฟก้า ใกล้กับชั้นวางหนังสือ คู่รักหนุ่มสาวคู่หนึ่งยืนตัวติดกัน หากไม่เห็นมือที่เกาะเกี่ยวกันอยู่ผมคงคิดว่าทั้งคู่ใช้ร่างเดียวกัน สายตาทั้งคู่มองจ้องมาที่ผม พยายามเล่าที่มาแห่งก้อนหัวใจไร้เพศ ไม่ทันที่เรื่องราวจะพรั่งพรู เสียงปืนดังสนั่นสองนัดติด ผมหันหลังกลับไปยังฝั่งตรงข้ามที่มาของเสียงปืน มันถูกใช้งานที่นั่น ในโรงแรมที่ผมเพิ่งเดินผ่าน จากมุมนี้ผมสังเกตเห็นป้ายนีออนชื่อโรงแรม อัลฟ่าวิลล์ ภาพจากภายในโรงแรมฉายเข้ามาในมโนสำนึก ห้องสี่ศูนย์หก ชายหูเดียวปลดปล่อยกระสุนให้แล่นตรงสู่ร่างชายหนุ่มและหญิงสาว ที่ส่วนกลางของร่างยังทาบทับกันอยู่ เปลือยเปล่า เม็ดโลหะทำหน้าที่ของมันอย่างเคร่งครัด ส่งสองร่างให้ขึ้นสู่สวรรค์ตามเจตนาในท่วงท่าก่อนวายชนม์

หลังเสียงปืนสงบ ผมเร่งฝีเท้าออกจากที่ เดินผ่านร้านหนังสือแห่งนั้น ก้อนหัวใจไร้เพศยังวางตัวอยู่ที่เดิม ผมเลี้ยวที่หัวมุมถนน เดินผ่านชายหนุ่มชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งซึ่งกำลังเดินไปในทางเดียวกัน ขณะนี้ผมเดินโดยใช้มือข้างซ้ายประคองที่ข้างลำตัว ราวกับเศษเสี้ยวบางส่วนจะหลุดออกจากร่างและแหลกสลายอยู่ตรงนั้น ผมรู้สึกราวกับตัวเองกำลังชำรุดดุจเดียวกับผู้คนที่ดำรงอยู่ในยูโทเปียชำรุดแห่งนี้ กลืนกลายเป็นพวกเดียวกัน หรือนี่คือสิ่งที่เธอต้องการให้ผมรับรู้ ยูโทเปียชำรุดเช่นผม หากเช่นนั้นความชำรุดเกิดขึ้นกับเธอดุจเดียวกัน เธอผู้หยิบยื่นกุญแจไขสู่โลกชำรุดแห่งนี้ ที่จะเปิดเผยตัวตนของเราทั้งคู่ คนชำรุดเว้าแหว่งสองคน

นอกหน้าต่าง แสงสว่างยังคงไม่ทำงาน นาฬิกาดิจิตอลหัวเตียงแสดงตัวเลขชุดเดิม สามนาฬิกา หากแต่ผมไม่อาจรู้ได้ว่ามันคือสามนาฬิกาของวันนี้ ของวันวาน หรือวันพรุ่ง ราวกับนิยามเวลาถูกกลืนหายไปกับหนังสือเล่มนั้น ผมลุกจากเก้าอี้ ทิ้งตัวลงบนเตียง นอนเบิกตาโพลงในความมืดสลัว เสียงกระซิบแหบพร่าจางไปพร้อมกับการสลายตัวของหนังสือเล่มนั้น

ผมคิดถึงร่างเปลือยเปล่าของเธอ บางครั้งผมไม่แน่ใจ ว่าผมหลงรักเธอ หรือหลงการร่วมรักกับเธอกันแน่ ทุกครั้งที่ร่วมรักกับเธอ ราวกับส่วนเว้าแหว่งของผมเชื่อมต่อกับบางส่วนในตัวเธอ หากจะกล่าวให้ชัด ผมรู้สึกถึงการเติมเต็ม รูโหว่กลวงเปล่าทั่วร่างถูกถมทับจนสมบูรณ์ หากแต่ตอนนี้ผมเข้าใจได้แจ่มชัด เราต่างชำรุดและเป็นอะไหล่ให้กัน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s