A Season To Remember #03

Share on facebook
Share on twitter
Share on google
Share on pinterest
ฤดูกาลใหม่ 2018-19 กำลังเริ่มต้นขึ้น เดอะค็อปต่างรอคอยเฝ้าชม และเชียร์นักเตะ พวกเขาไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ความเจ็บปวดจากนัดสุดท้าย แชมเปี้ยนลีกนัดชิงตามหลอกหลอนพวกเขาอยู่ และการเริ่มต้นที่ดีจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร

ฤดูกาลที่เฝ้าคอยของเดอะค็อปมาถึง

สามเกมแรกหวดเวสต์แฮมถึงสี่ประตู จากนั้นก็ชนะพาเลซสองประตู และชนะไบร์ทตันแบบหืดจับที่แอนด์ฟิลด์เพียงลูกเดียว ทั้งสามนัดเป็นการเก็บคลีนชีตที่งดงามของอลิซนและเหล่ากองหลังที่บัญชาเกมโดยเวอร์จิล อลิซนแสดงให้เห็นการเป็นผู้รักษาประตูระดับโลกอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งเซฟลูกยาก แล้วยังโชว์สกิลการใช้เท้า ซึ่งเป็นคุณสมบัติของสวีปเปอร์คีพเปอร์โดยล็อคบอลหลบกองหลังที่พยายามจะจี้เข้ามาแย่งบอลตอนที่ลูกบอลส่งคืน รวมถึงการออกบอลสั้นบอลยาวที่แม่นยำ แต่สามเกมดังกล่าวทำให้บรรดากองหน้าของทีมฝ่ายตรงข้ามเห็นช่องทางที่จะกดดันผู้รักษาประตูของลิเวอร์พูล จนกระทั่งนัดแข่งกับเลสเตอร์อลิซน ได้บอลคืนหลังจากเวอร์จิลซึ่งไม่ต่อยดีนักเพราะบอลโดนบีบจากสองกองหน้า และฉีกไปทางซ้ายของกรอบเขตโทษ อลิซนพยายามจับบอลไม่ให้ออก ล็อคบอลกลับขณะที่ Iheanacho วิ่งเข้ามาไล่บอล เขารู้แล้วว่านายทวารลิเวอร์พูลจะไม่เตะบอลทิ้ง สิ่งที่เขาคิดก็เป็นแบบนั้น เขาใช้ความแข็งแกร่งแย่งคืนและส่งบอลให้กับ Ghezzal ยิงตีไข่แตก เป็นการเสียคลีนชีตแรก เสียประตูแรกที่เจ็บปวด นายทวารที่เคยมีค่าตัวแพงที่สุด นักเตะลิเวอร์พูลเป็นที่จับตามองของแฟนบอลฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่ต้องสงสัย พวกเขารอเวลาที่จะขย้ำ แน่นอนว่าสถานการณ์นี้แฟนบอลที่จ้องจะเขย่าขวัญอลิซน แล้วก็ได้โอกาสขย่มอย่างแรง รวมถึงสื่อมวลชน แต่ทั้งเยอร์เก้น และเพื่อนร่วมทีม ต่างพูดถึงเหตุการณ์นี้ว่ามันคือบทเรียน ปกป้องการเล่นของอลิซน โชคดีที่อลิซนไม่ใช่นายประตูที่มีอีโก้ เขาเรียนรู้การผิดพลาด ออกมายอมรับ และจะไม่ยอมให้สิ่งแบบนี้เกิดขึ้นกับเขาอีกต่อไป นั่นเป็นการจบเรื่องราวดรามาการเสียประตูอย่างรวดเร็ว

แชมเปี้ยนลีกกลับมาอีกครั้ง

แม้ฤดูกาลก่อน (17/18) ลิเวอร์พูลจะจบอันดับที่สี่ แต่พวกเขาไม่ต้องไปแข่งรอบก่อนแบ่งกลุ่มอีกแล้ว แต่ปัญหาก็คือพวกเขาจะต้องไปอยู่ในโหลที่สามซึ่งไม่ใช่โหลตัวเต็ง นั่นหมายความว่าลิเวอร์พูลถ้าโชคร้ายอาจจะต้องไปอยู่ในกรุ๊ปที่แข็งแกร่งที่มีทีมที่มาจากแชมป์ และค่าสัมประสิทธิ์ที่สูงกว่า แน่นอนหลายทีมก็คงไม่อยากเจอลิเวอร์พูลที่อยู่โถที่สามเช่นกัน เพราะจะกลายมาเจอทีมแข็งแกร่งกว่าปกติเ

ผลการจับสลากลิเวอร์พูลจอยู่ร่วมกลุ่มซีกับ PSG นาโปลี และ Crvena Zvezda หรือเรดสตาร์เบลเกรด นั่นเอง PSG คือยอดทีมจากฝรั่งเศส พวกเขามีเนย์มาร์ เอ็มปัปเป้ คาวานี่ ดิมาเรีย นักเตะระดับท็อปของโลก แข็งแกร่ง อันตราย ขณะเดียวกัน นาโปลี ที่มีอัลเชล็อตติคุมทีมต่อจากซารี่ที่ย้ายฟากมาคุมเชลซี เราต่างรู้กิตติศัพท์ของอัลเชฯ เป็นอย่างดี นาโปลีมีทีมที่ดีมาก แม้ช่วงต้นซีซั่นเราจะอุ่นเครื่องกับพวกเขาแล้วชนะไปท่วมท้น แต่นัดอุ่นเครื่องคงเอามาเป็นบรรทัดฐานไม่ได้ ส่วนลิเวอร์พูลกับอัลเชยังมีคดีติดตัวกันที่อิสตันบุล แม้อัลเชฯ จะชำระแค้นกันมาแล้วก็ตาม ส่วนซเวซดาก็ไม่ใช่ทีมระดับต่ำ พวกเขามีสนามเหย้าที่แข่งแกร่ง Rajko Mitic Stadium ถ้าใครเห็นคลิปทางเดินในอุโมงค์ สามารถข่มขวัญพวกขวัญอ่อนได้เลย ที่นั่นพร้อมจะขย้ำคู่ต่อสู้ที่มาเยือนไม่เหลือซาก นัดเหย้าที่ Rajko Mitic Stadium ลิเวอร์พูลจำเป็นต้องดร็อป ชาชีรีซึ่งมีเชื้อสายอัลแบเนีย ไม่ให้ร่วมเดินทางไปเนื่องจากเกรงปัญหาทางด้านการเมืองและเชื้อชาติ ดังนั้นสายนี้ไม่ใช่สายที่ง่ายเลย เป็นกลุ่มที่สี่ทีมใกล้เคียงกันมาก การพลาดท่าเพียงนัดเดียวอาจจะหมายถึงการไม่ได้เข้ารอบเลยก็ได้

ผลการแข่งขันใน UCL รอบแบ่งกลุ่มของลิเวอร์พูลถึงขั้นกระท่อนกระแท่น พวกเขาชนะสามจากหกเกม โดยเก็บชัยชนะที่บ้านได้ทั้งหมด ขณะที่เกมเยือนพวกเขาออกไปแพ้และทำประตูได้เพียงประตูเดียวจากจุดโทษ และกว่าจะเข้ารอบต้องรอจนถึงนัดสุดท้ายเล่นกับนาโปลีที่แอนด์ฟิลด์ด้วยประตูโทนจากเศาะลาห์ โดยพวกเขาเข้าเป็นอันดับสอง ตาม PSG และเขี่ย นาโปลีไปเล่นถ้วยยูโรป้าด้วยคะแนนเท่ากัน 9 แต้ม เอดทูเฮดเท่ากัน ผลต่างประตูได้เสียเท่ากัน แต่ยิงมากกว่า

นาทีท้ายที่แอนด์ฟิลด์ Arkadiusz Milik พลาดการทำประตูตีเสมอ ศูนย์หน้าของนาโปลีให้สัมภาษณ์ว่า

“นาโปลีใกล้มากกับการเขี่ยลิเวอร์พูลให้ตกรอบ น่าเสียดายที่พวกเราผ่านรอบแบ่งกลุ่มไปไม่ได้ เป็นผมเองที่พลาดไม่สามารถสร้างความได้เปรียบจากโอกาสที่เกิดขึ้น”

แมตย์ที่ลิเวอร์พูลโดนวิจารณ์มากที่สุดก็คือการไปปราชัยต่อซเวซดานั่นเอง ทั้งที่พวกเขาเล่นในบ้านอย่างเหนือชั้น แต่กลับทำได้ไม่ดีเมื่อไปเยือน ทีมของเยอร์เก้นจึงถูกมองว่าคงไปไม่ไกลนักใน UCL และยิ่งจับสลากมาเจอบาเยิร์นมิวนิกในรอบ 16 ทีมสุดท้าย อาจจะเป็นไปได้ว่า รอบสองของ UCL น่าจะเป็นเส้นทางสุดท้ายของลิเวอร์พูล เนวิลล์ให้ความเห็นว่าลิเวอร์พูลควรทิ้งถ้วยหูโตแล้วมุ่งที่พรีเมียร์อย่างเดียว แต่เยอร์เก้น ตล็อปป์และนักเตะไม่ได้คิดแบบนั้น

ผลงานในรอบแบ่งกลุ่ม ชนะ PSG 3-2 (เหย้า) แพ้ นาโปลี 1-0 (เยือน) -ชนะเรดสตาร์ 4-0 (เหย้า) แพ้เรดสตาร์ 2-0 (เยือน) แพ้ PSG 2-1 (เยือน) ชนะนาโปโลี 1-0 (เหย้า)

ยักษ์ใหญ่แห่งเยอรมันนี

การจับสลากในรอบน๊อคเอาท์ จะจับสลากแบ่งสายในคราวเดียว ดังนั้นถ้าผ่านเข้ารอบไปได้ก็จะมองเห็นคู่ต่อสู้ที่อยู่ข้างหน้า รวมถึงการแข่งนัดเหย้า เยือน ด้วยทำให้การวางแผนรับมือคู่แข่งได้ง่ายขึ้น แต่เท่าที่เรารู้ ชปล. เมื่อมาถึงรอบนี้ล้วนแต่เป็นของแข็งทั้งสิ้น การเล่นนัดแรกเยือน หรือนัดสองเหย้า บางครั้งก็ไม่ได้เปรียบมากมาย

รอบสิบหกทีมสุดท้ายลิเวอร์พูลก็ต้องจับมาเจอของแข็งอย่างบาเยิร์นมิวนิก แม้ต้นฤดูบาเยิร์นดูจะลุ่มๆ ดอนๆ แต่พอหลังคริสต์มาส พักเบรกหนาว ผลงานในลีกของบาเยิร์นดีขึ้น เริ่มไล่กวดดอร์ตมุนด์ขึ้นมาหายใจรดต้นคอ เมื่อลิเวอร์พูลต้องมาเจอยักษ์ใหญ่จากเยอรมันนี หลายสำนักคาดเดากันว่าเราน่าจะสิ้นสุดถ้วยใบนี้ที่รอบนี้ เนื่องจากผลงานที่ย่ำแย่ในรอบแบ่งกลุ่ม

เมื่อนัดแรกในบ้านมาถึง บาเยิร์นสามารถมายันเสมอโดยไร้สกอร์ได้ในแอนฟิลด์ ซึ่งนั่นเข้าทางของทีมยักษ์ใหญ่อย่างบาเยิร์น การเล่นนัดที่สองที่ Allianz Arena ถือว่าได้เปรียบมหาศาล แต่ผลการแข่งขันเสมอ 0-0 ดูไม่แย่นัก แม้ลิเวอร์พูลทำอะไรไม่ได้ แต่ก็ไม่เสียอะเวย์โกล์ ส่วนบาเยิร์นเองถ้าต้องการเข้ารอบก็ต้องเปิดเกมรุกแลกกับลิเวอร์พูลด้วยเช่นกัน ดังนั้นมันจึงสมเหตุสมผล และเข้าทางสำหรับทีมลิเวอร์พูลที่ไม่ค่อยชอบเจอทีมที่รับลึก ดังนั้นเกมนี้จึงมีแนวโน้มที่จะเปิดเกมบุกใส่กัน และในที่สุดลิเวอร์พูลที่ออกนำเร็วโดยมาเน่ บังคับให้บาเยิร์นต้องเร่งเครื่องเพื่อตีเสมอให้เร็วที่สุด ในที่สุดพวกเขาก็กดดันให้มาติปต้องเล่นบอลและทำเข้าประตูตัวเอง ผลเสมอกัน 1-1 ไม่เป็นผลดีกับบาเยิร์นด้วยกฎประตูทีมเยือน ถ้าลิเวอร์พูลไม่เสียเพิ่ม พวกเขาก็จะลอยลำเข้ารอบต่อไป แต่สุดท้ายก็เป็นลิเวอร์พูลที่ชนะไป 1-3 เยอร์เก้นวางแท็คติกมาอย่างดี แล้วพวกเขาก็ได้ประตูจากลูกเปิดมุมโดยเวอร์จิล และปิดท้ายตอกฝาโดยมาเน่ เข้ารอบแปดทีมสุดท้ายไปพบทีมแกร่งจากโปตุเกส

คู่แค้นเก่าปอร์โต้ ผู้ที่เฝ้ารอจะแก้มือ

ปอร์โต้กับลิเวอร์พูลพบกันในฤดูกาลก่อนในถ้วยเดียวกันรอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดแรกลิเวอร์พูลฝังรอยคมเขี้ยวลงไปถึงห้าประตู ก่อนกลับมาเสมอที่บ้าน การเอาชนะปอร์โต้ที่สนาม Estadio do Dragao เป็นเหมือนการหยามเหยียด พวกเขาพร้อมเจอลิเวอร์พูลเพื่อถอนแค้น แล้วในที่สุดรอบแปดทีมสุดท้ายพวกเขาก็ได้เจอกันอีกจริงๆ แค้นที่ฝังรอยในอดีตรอไม่นาน ปอร์โต้รู้ว่าพวกเขามีดีแค่ไหน และจะไม่ประมาทเหมือนคราวที่ผ่านมาที่คิดจะฝังลิเวอร์พูลคาสนามเหย้า แต่กลับโดนขุนผลสามประสานเล่น แต่เมื่อแข่งขันกันจริงๆ ปอร์โต้ดูเหมือนจะแพ้ทางลูกทีมเยอร์เก้น พวกเขาเอาชนะปอร์โต้ก่อนที่บ้านสองประตู และกลับไปชนะที่ Estadio do Dragao อีก 1-4 แค้นถูกย้ำรอย บอบช้ำ แต่ต้องยอมจำนน ลิเวอร์พูลก้าวเข้าไปสู่รอบรองชนะเลิศอีกครั้ง

จากรอบแรกที่พวกเขาเล่นกันอย่างลุ่มๆ ดอนๆ แต่เมื่อถึงรอบน๊อคเอาท์ พวกเขาทำผลงานได้ดีขึ้นมาอย่างเด่นชัด ในรอบรองชนะเลิศพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับ แมนยูฯ หรือบาร์เซโลนา ซึ่งนั่นไม่สำคัญ เกมยุโรปไม่เหมือนเกมในลีก เยอร์เก้นยังคงสถิติการเล่นแบบสองนัด คือยังไม่เคยแพ้ทั้งสองนัดในเกมเหย้าเยือนนั่นเอง

อ่านย้อนหลัง

A Season To Remember #01

A Season To Remember #02

Editor Web

Editor Web

บทความนี้นำเสนอโดยคณะนักเขียน และบรรณาธิการ ของสำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม

Authors

Leave a Replay

สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรณกรรม มีความมุ่งมั่นที่จะผลิตหนังสือ และสนับสนุนงานวรรณกรรมไทย โดยเฉพาะนักเขียนรุ่นใหม่ที่กำลังเติบโตขึ้นในอนาคต เราเชื่อมั่นว่าผู้อ่านจะได้รับประโยชน์สูงสุด

SIGN UP FOR NEWSLETTER

Sign up for my weekly newsletter to receive offers and creative ideas!

Follow Us

Weekly VDO

Sign up for our Newsletter

สำนักพิมพ์ขอยืนยันว่าไม่ใช่อีเมล์ Spam