วันหนึ่งความทรงจำจะทำให้คุณแตกสลาย : ความทรงจำ ไม่ได้อยู่แค่ในอดีต

สงสัยไหมว่า ความทรงจำ ที่ควรเป็นหนึ่งในสมบัติล้ำค่าของมนุษย์ จึงกลายเป็นสิ่งที่ทำร้ายเรามากที่สุด ทุกครั้งที่ย้อนกลับไปมองแผลเก่า แผลนั้นทำร้ายเราอีกครั้ง
วันหนึ่ง ความทรงจำ จะทำให้คุณแตกสลาย

ทุกคนเคยสงสัยไหมว่า ทำไม ความทรงจำ ที่ควรเป็นหนึ่งในสมบัติล้ำค่าของมนุษย์ ถึงกลับกลายเป็นสิ่งที่ทำร้ายเราได้มากที่สุดเช่นกัน

ในทางประสาทวิทยา ความทรงจำไม่ได้ถูกเก็บเอาไว้เฉยๆ ราวกับไฟล์ที่วางอยู่ในตู้เอกสาร หากทุกครั้งที่เราหวนกลับไปคิดถึงมัน สมองจะหยิบความทรงจำนั้นขึ้นมา “สร้างใหม่” ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Memory Reconsolidation นั่นหมายความว่า ทุกครั้งที่เราย้อนกลับไปมองบาดแผลเก่า เราอาจไม่ได้เพียงแค่จดจำสิ่งที่เคยเกิดขึ้น แต่กำลังเปิดบาดแผลนั้นขึ้นมาอีกครั้ง และทำให้ตัวเองเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

และนี่เองคือความรู้สึกที่ชวนให้นึกถึง วันหนึ่งความทรงจำจะทำให้คุณแตกสลาย ผลงานรวมเรื่องสั้น 9 เรื่องของ จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท นักเขียนหญิงเจ้าของรางวัลซีไรต์ ซึ่งหยิบ “ความทรงจำ” มาเป็นจุดตั้งต้นในการเล่าเรื่องราวของผู้คนที่ต้องเผชิญกับบาดแผลหลากรูปแบบ ทั้งจากสังคม ครอบครัว ความสัมพันธ์ การเมืองการปกครอง ตลอดจนสิ่งต่างๆ ที่รายล้อมชีวิตของเรา จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม

งานเขียนของจิดานันท์มักอยู่ก้ำกึ่งระหว่างความสมจริงกับจินตนาการ เธอผสมผสานกลิ่นอายของสัจนิยมมายาเข้ากับโลกที่เราคุ้นเคยได้อย่างแนบเนียน จนเรื่องราวที่ดูเหนือจริงกลับพาเรากลับมามองความจริงบางอย่างในสังคมได้อย่างตรงไปตรงมา เธอมองสภาพสังคมในฐานะภาพแทนของยุคสมัยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม ขณะเดียวกัน ตัวละครของเธอก็ไม่เคยถูกวางให้เป็นเพียง “ผู้กระทำ” หรือ “ผู้ถูกกระทำ” อย่างใดอย่างหนึ่ง หากแต่เป็นมนุษย์ที่สามารถเป็นทั้งสองสถานะได้ในเวลาเดียวกัน

ด้วยเหตุนี้ เรื่องราวในเล่มจึงไม่ได้มีเพียงความเศร้าหรือความหดหู่ หากยังเต็มไปด้วยความย้อนแย้งของมนุษย์และสังคม การเล่าเรื่องที่ตรงไปตรงมาอาจทำให้เรารู้สึกหนักอึ้ง แต่ในความมืดมนเหล่านั้น จิดานันท์ยังทิ้งช่องว่างเล็กๆ เอาไว้ให้ตัวละครได้หายใจ หรืออย่างน้อยที่สุด ได้มองเห็นความเป็นไปได้บางอย่างในการหลุดพ้นจากแรงบีบคั้นที่กดทับพวกเขาอยู่

ตัวละครทุกตัวในเล่มต่างแบกความทรงจำบางอย่างเอาไว้ และความทรงจำเหล่านั้นก็ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีต หากยังแทรกซึมเข้ามากำหนดชีวิต ความสัมพันธ์ และวิธีที่พวกเขามองโลกในปัจจุบัน

แม้เรื่องสั้นทั้ง 9 เรื่องจะเต็มไปด้วยความแตกสลายนับไม่ถ้วน จนยากจะหยิบเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาเล่าได้ทั้งหมด แต่มีบางเรื่องที่ฉายภาพความแตกสลายออกมาได้อย่างชัดเจนและติดอยู่ในความทรงจำของฉันเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็น ตายตะแคง, ชมรมคนฆ่าตัวตาย, เด็กสาวที่ถูกข่มขืนทางรูหู และการมาถึงของอีกาดำ เรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้เพียงพาเราไปพบกับความเจ็บปวดของตัวละคร แต่ยังชวนให้ย้อนกลับมามองว่า สิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกสลาย อาจไม่ใช่เพียงความทรงจำของสิ่งที่เคยเกิดขึ้น แต่เป็นโลกที่ยังคงบังคับให้เราต้องอยู่กับมันต่อไป

จิดานันท์
จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท

ตายตะแคง

จุดเริ่มต้นของเรื่องมาจากการฆ่าแมลงสาบหนึ่งตัว เมื่อแมลงสาบตัวนั้นถูกตีจนตายในท่านอนตะแคง ภาพของมันกลับไปกระตุ้นความทรงจำบางอย่างในวัยเด็กของเธอ และพาเธอย้อนกลับไปยังช่วงเวลาที่บ้านเก่ากำลังจะถูกขาย ขณะเดียวกันย่าของเธอก็กำลังป่วยหนัก ครอบครัวจึงต้องรับมือกับความวุ่นวายทั้งการพาย่าไปหาหมอและการจัดการเรื่องขายบ้าน

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง มีคนจรคนหนึ่งเข้ามาพักอาศัยอยู่บริเวณหน้าบ้าน พ่อของเธอไม่พอใจอย่างมาก เพราะกังวลว่าการมีคนจรมาอยู่หน้าบ้านจะทำให้บ้านดูสกปรก และอาจส่งผลต่อการขายบ้าน ความกังวลเรื่อง “ความสะอาด” จึงกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้การมีอยู่ของคนคนหนึ่งถูกมองว่าเป็นปัญหา ทั้งที่ในความเป็นจริง เขาเพียงนอนอยู่ตรงนั้นพร้อมข้าวของของตัวเอง และไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร

กระทั่งวันหนึ่ง ย่าของเธอเสียชีวิตภายในบ้านในท่านอนตะแคง และในวันเดียวกันนั้นเอง คนจรที่พักอยู่หน้าบ้านก็เสียชีวิตในท่านอนตะแคงเช่นกัน ภาพการตายของคนทั้งสองจึงกลายเป็นความทรงจำที่ซ้อนทับกันอยู่ในใจของเธอ เฉกเช่นกับภาพแมลงสาบที่เธอเพิ่งตีตาย เพราะกลัวว่ามันจะทำให้ชั้นหนังสือและหนังสือที่เธอรักสกปรก ทั้งที่ก่อนหน้านั้นก็ไม่ได้มีขี้แมลงสาบหรือร่องรอยการกัดแทะบนหนังสือแต่อย่างใด

ความน่าสนใจของ “ตายตะแคง” จึงไม่ได้อยู่เพียงการเชื่อมโยงการตายของย่า คนจร และแมลงสาบเข้าด้วยกัน หากแต่อยู่ที่คำถามซึ่งปรากฏขึ้นจากเหตุการณ์เหล่านี้ว่า เราใช้เหตุผลอะไรในการตัดสินว่าชีวิตหนึ่งมีค่าแค่ไหน

ประโยคหนึ่งในเรื่องกล่าวว่า

“เขาตายหน้าบ้านเรา ทำให้สมาชิกในครอบครัวของฉันกังวลใจว่าเราจะขายบ้านไม่ได้”

(ห.74 ตายตะแคง : จิดานันท์ เพียรสมุท)

ขณะที่การตายของย่ากลับถูกเล่าด้วยประโยคว่า

“ย่าตายในบ้านเรา ทุกคนร้องไห้ ไม่มีใครบอกว่าย่าจะทำให้ราคาบ้านตก”

(ห.75 ตายตะแคง : จิดานันท์ เพียรสมุท)

ประโยคสองประโยคนี้เป็นภาพสะท้อนของกันและกัน คนสองคนเสียชีวิตในช่วงเวลาเดียวกันและในท่าทางเดียวกัน แต่ความหมายของการตายกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพียงเพราะคนหนึ่งคือ “สมาชิกในครอบครัว” ขณะที่อีกคนเป็น “คนจร” ซึ่งไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับ‘เรา’

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ ไม่มีใครจำเป็นต้องพูดออกมาตรงๆ ว่า “ชีวิตของคนจรมีค่าน้อยกว่าชีวิตของย่า” แต่ทัศนคติดังกล่าวกลับปรากฏผ่านความคิดและปฏิกิริยาของคนในครอบครัวอย่างเป็นธรรมชาติ การตายของย่าคือความสูญเสีย เป็นเหตุการณ์ที่ทุกคนร้องไห้ ขณะที่การตายของคนจรกลับถูกมองผ่านผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับ “ราคาบ้าน”

ตรงนี้เองที่ทำให้เรื่องสั้นเรื่องนี้เจ็บปวดกว่าที่เห็น เพราะมันไม่ได้พูดถึงมนุษย์ใจร้ายที่จงใจทำร้ายคนอื่น หากกำลังพูดถึงวิธีคิดธรรมดาที่มนุษย์ใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อจัดลำดับความสำคัญของสิ่งต่างๆ โดยที่บางครั้งเราอาจไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่า การปกป้องสิ่งที่เรารักกำลังทำให้เราไม่เห็นคุณค่าของสิ่งที่อยู่นอกขอบเขตของเรา

แมลงสาบเองก็ทำหน้าที่คล้ายกับคนจรในเรื่อง มันถูกมองว่าเป็น “สิ่งสกปรก” ก่อนที่มันจะทำอะไรเสียอีก เพียงเพราะภาพจำที่มนุษย์มีต่อแมลงสาบทำให้เรารู้สึกว่ามันไม่ควรอยู่ในพื้นที่ของเรา เช่นเดียวกับคนจรที่ถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ทำให้บ้าน “สกปรก” และอาจลดคุณค่าของบ้านลง ทั้งที่ทั้งสองไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับสิ่งที่มนุษย์กำลังพยายามปกป้องเลย

เมื่อมองกลับมายังชื่อเรื่อง “ตายตะแคง” ท่าทางเดียวกันของการตายจึงไม่ได้เป็นเพียงรายละเอียดเล็กๆ หากเป็นสิ่งที่ทำให้ตัวละครต้องย้อนกลับไปมองความทรงจำของตัวเอง และตั้งคำถามว่า เหตุใดการตายของบางชีวิตจึงทำให้เราร้องไห้ ขณะที่การตายของอีกชีวิตกลับทำให้เรากังวลว่า “บ้านจะขายไม่ได้”

สิ่งที่เรื่องนี้พยายามชวนให้เราคิดจึงไม่ใช่คำถามว่า ใครควรได้รับความเห็นใจมากกว่ากัน แต่เป็นคำถามที่น่ากระอักกระอ่วนกว่านั้นว่า ในแต่ละวัน เรากำลังใช้เหตุผลอะไรในการตัดสินว่าชีวิตหนึ่งควรค่าแก่การปกป้องมากกว่าอีกชีวิตหนึ่ง

และที่สำคัญ ตัวเอกเองก็ไม่ได้ลอยตัวอยู่นอกวงจรของความคิดนี้ เธอเป็นทั้งผู้กระทำที่ลงมือตีแมลงสาบ เพราะกลัวว่ามันจะทำให้หนังสือสกปรก และเป็นผู้ที่มองย้อนกลับไปเห็นระบบคิดของครอบครัวซึ่งเคยทำให้การมีอยู่ของคนจรกลายเป็น “ปัญหา” ด้วยเช่นกัน

ท้ายที่สุด “ตายตะแคง” จึงไม่ได้พูดถึงความตายเพียงอย่างเดียว แต่พูดถึง การให้คุณค่ากับชีวิตอย่างไม่เท่าเทียม และชวนให้เรามองเห็นความย้อนแย้งเล็กๆ ที่อาจซ่อนอยู่ในตัวเราเอง ความแตกสลายของตัวละครจึงไม่ได้เกิดขึ้นผ่านเสียงกรีดร้องหรือเหตุการณ์รุนแรง หากค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากความทรงจำ ภาพของการตาย และความรู้สึกผิดที่เพิ่งมองเห็นว่า ในบางครั้งการปกป้องสิ่งที่เรารักก็อาจทำให้เรามองข้ามคุณค่าของชีวิตอื่นไปโดยไม่รู้ตัว

ชมรมคนฆ่าตัวตาย

ชายคนหนึ่งที่เคยมีความฝันอยากเป็นนักเขียนเหมือนพ่อ แต่เมื่ออาชีพนักเขียนเป็นเส้นทางที่ไม่มั่นคง เขาจึงเลือกผันตัวมาเป็นครูภาษาไทย อย่างน้อยการได้อยู่ใกล้ชิดกับภาษาและวรรณกรรมก็ยังทำให้เขารู้สึกว่าไม่ได้ห่างไกลจากความฝันเดิมของตัวเองมากนัก

ทว่างานอดิเรกที่เขาเก็บเป็นความลับกลับสวนทางกับภาพของครูภาษาไทยอย่างสิ้นเชิง นั่นคือการเป็นสมาชิก “ชมรมคนฆ่าตัวตาย” สโมสรลับที่นัดพบกันทุกคืนวันศุกร์บริเวณชั้นสองของร้านอาหารกึ่งบาร์ในย่านนักท่องเที่ยวของกรุงเทพฯ ที่นี่เป็นพื้นที่สำหรับคนที่กำลังถูกปัญหาชีวิตรุมเร้าให้มาพูดคุยและระบายความทุกข์ ชมรมแห่งนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อปลอบใจกันหรือพูดถึงเหตุผลที่ควรมีชีวิตอยู่ต่อ ตรงกันข้าม สมาชิกกลับพูดคุยกันเพื่อสร้างความกล้าหาญให้แก่กันในการลงมือจบชีวิตตัวเอง

แต่ความย้อนแย้งที่น่าสนใจก็คือ แม้ชมรมจะมีชื่อว่า “ชมรมคนฆ่าตัวตาย” กลับไม่เคยมีใครฆ่าตัวตายเลยสักคน กลุ่มคนพวกนี้เรียกว่า “พวกดีแต่ปาก” โอดครวญอยากตายแต่ไม่เคยทำจริงสักครั้ง

จุดเปลี่ยนของเรื่องเกิดขึ้นเมื่อ “เรือนดาว” หญิงสาวคนหนึ่งในชมรมที่ตัวเอกสนิทด้วย ตัดสินใจจบชีวิตของตัวเอง เธอเป็นหญิงม่ายลูกติดที่ถูกสามีทอดทิ้งตั้งแต่ตั้งท้อง และเลือกกระโดดจากสะพานลอยพร้อมกับอุ้มลูกชายไปด้วย การตายของเธอจึงไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ที่ทำให้สมาชิกชมรมต้องเผชิญหน้ากับความจริงของสิ่งที่พวกเขาพูดคุยกันทุกสัปดาห์ แต่ยังเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ตัวเอกต้องย้อนกลับไปทบทวนทั้งความสัมพันธ์กับเรือนดาว ความฝันเรื่องการเป็นนักเขียน และความหมายของการ “มีตัวตน” ของมนุษย์คนหนึ่ง

ก่อนที่เรือนดาวจะเสียชีวิต ตัวเอกเคยบอกเธอว่าเขากำลังจะเขียนเรื่องสั้น และอยากนำชื่อของเธอไปตั้งเป็นชื่อนางเอก เรือนดาวจึงตอบกลับด้วยประโยคที่ฟังดูเหมือนเป็นเพียงคำขอเล็กๆ ของตัวละครหนึ่ง แต่เมื่อรู้จุดจบของเธอแล้วกลับทำให้คูดนี้มีน้ำหนักขึ้นมา

“ขอพระเอกดีๆ นะพี่ พระเอกเลวๆ มีดีแค่หน้าตา สุดท้ายตบตีนางเอก ทิ้งนางเอกไป หนูไม่อยากจะเจออีกแล้ว แม้แต่ในนิยายก็ไม่เอา”

(ห.82 ชมรมคนฆ่าตัวตาย : จิดานันท์ เพียรสมุท)

ประโยคนี้สะท้อนประสบการณ์ชีวิตของเรือนดาวโดยตรง เพราะสิ่งที่เธอไม่ต้องการให้เกิดขึ้นแม้กระทั่งในนิยาย กลับเป็นสิ่งที่เธอต้องเผชิญในชีวิตจริง เธอไม่ต้องการ “พระเอกเลวๆ” ที่เข้ามาทำร้ายแล้วทอดทิ้งผู้หญิงคนหนึ่ง แต่เรื่องราวของเธอกลับถูกกำหนดโดยผู้ชายที่ทำเช่นนั้นอยู่ดี

จุดที่น่าสนใจอยู่ตรงที่นิยายในมุมของเรือนดาวจึงไม่ได้เป็นพื้นที่สำหรับหลบหนีจากชีวิต แต่เป็นพื้นที่ที่เธออยากเห็นชีวิตอีกแบบหนึ่ง เธออาจเปลี่ยนแปลงชีวิตจริงไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็อยากให้เรื่องราวของตัวเอง หากวันหนึ่งถูกเขียนขึ้นมา มีพระเอกที่ดีกว่าผู้ชายที่เธอเคยพบเจอ

หลังการตายของเรือนดาว ตัวเอกฝันถึงเธอ ในความฝันเรือนดาวถามว่าเขาเขียนเรื่องของเธอแล้วหรือยัง เขากลับตอบปัดว่าให้เธอไปเข้าฝันนักเขียนใหญ่เสีย จะได้มีคนเขียนเรื่องดีๆ ให้ แต่เรือนดาวตอบกลับว่า นักเขียนเหล่านั้นไม่รู้จักเธอ และเธอเชื่อว่าตัวเอกจะสามารถเขียนเรื่องของเธอออกมาได้ดี

ฉากนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง “นักเขียน” กับ “คนที่ถูกเขียน” น่าสนใจขึ้นมา เพราะสิ่งที่เรือนดาวต้องการอาจไม่ใช่เพียงการมีชื่อของตัวเองอยู่ในเรื่องสั้น แต่คือการมีใครสักคน มองเห็นเธอในฐานะมนุษย์คนหนึ่งอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงหญิงม่าย ไม่ใช่ภรรยาของใคร ไม่ใช่แม่ของเด็ก และไม่ใช่สมาชิกชมรมคนฆ่าตัวตาย

แต่ตัวเอกกลับปฏิเสธ เขาบอกว่างานของเขา “กลวง” เช่นเดียวกับตัวตนของเขาเอง เรือนดาวจึงตอบว่า “กลวงก็ดี จะได้มีที่ว่างบ้าง”

ประโยคสั้นๆ นี้เป็นหนึ่งในประโยคที่น่าสนใจที่สุดของเรื่อง เพราะคำว่า “กลวง” ซึ่งตัวเอกใช้เป็นคำดูถูกตัวเอง กลับถูกเรือนดาวเปลี่ยนความหมายเสียใหม่ หากความกลวงหมายถึงการไม่มีอะไรอยู่ข้างใน มันก็อาจหมายถึงการมี “ที่ว่าง” สำหรับบางสิ่งเข้ามาเติมเต็มด้วยเช่นกัน

และสิ่งที่เรือนดาวกำลังพูดถึงอาจไม่ได้หมายถึงการเติมเต็มด้วยความรักเท่านั้น แต่รวมไปถึงการเติมเต็มด้วยเรื่องราว ความทรงจำ หรือแม้กระทั่งตัวตนของคนอื่นที่ยังคงอยู่ในตัวเรา

หลังจากนั้นหลายวันต่อมา เขาเดินทางไปยังบ้านเช่าของเรือนดาว และได้รับรู้จากเจ้าของบ้านว่าเธอกำลังจะกลับไปอยู่กับสามี ข่าวนี้ทำให้เขานึกย้อนกลับไปถึงสิ่งที่เรือนดาวเคยพูดถึงความสัมพันธ์ของเธอ

“ผู้ชายคนนั้น เขาไม่ได้อยากได้ผู้หญิงที่มีตัวตนหรอกพี่ เขาอยากได้คนที่จะรอเขาอยู่เมื่อเขากลับบ้าน ทำกับข้าวรอ กวาดห้องหับให้ คอยปลอบประโลมเขาเมื่อเหนื่อยล้า ร่วมรักกับเขา อยากให้เราพูดแต่สิ่งที่ทำให้ใจเขาฉ่ำ หมอบถวายในสิ่งที่เขาต้องการ แต่ไม่ยัดเยียดอะไรเกินกว่านั้นให้เขาแม้สักสิ่ง

เราไม่ได้รับอนุญาตให้มีปัญหา ความคิดเห็น หรือชีวิตเป็นของตัวเอง เพียงแต่ดำรงอยู่เพื่อเติมเต็มเขาเท่านั้น สิ่งที่เรามีและเป็น ความชอบ ความชัง เขาอยากจะคว้านทิ้งให้หมด เพื่อให้เหลือเมียที่ด้านในกลวงเปล่า คอยหมอบกราบรับใช้บริการ”

(ห. 84-85 ชมรมคนฆ่าตัวตาย : จิดานันท์ เพียรสมุท)

สิ่งที่เรือนดาวกำลังวิพากษ์จึงไม่ใช่เพียง “สามีที่ไม่ดี” แต่เป็นความสัมพันธ์ที่ฝ่ายหนึ่งต้องการให้อีกฝ่าย ดำรงอยู่เพื่อรองรับความต้องการของตัวเอง ผู้หญิงในความสัมพันธ์ลักษณะนี้ไม่ได้ถูกมองในฐานะบุคคลที่มีความคิด ความต้องการ หรือความฝันของตัวเอง แต่ถูกลดทอนให้เหลือเพียงบทบาทที่ทำหน้าที่เติมเต็มชีวิตของผู้ชาย

คำพูดต่อมาจึงยิ่งขยายความคิดนี้อย่างตรงไปตรงมา คำว่า “กลวงเปล่า” จึงกลับมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ความหมายเปลี่ยนไปจากบทสนทนาในความฝันอย่างสิ้นเชิง ก่อนหน้านี้ “ความกลวง” ของตัวเอกเป็นความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีผลงาน ไม่มีตัวตน และไม่สามารถเป็นนักเขียนอย่างที่เคยฝันไว้ ขณะที่ “ความกลวง” ของเรือนดาวกลับเป็นสิ่งที่ผู้ชายคนหนึ่งพยายามสร้างขึ้นในตัวเธอ ด้วยการกำจัดทุกอย่างที่ทำให้เธอเป็น “เธอ”

เมื่ออ่านต่อเนื่องกัน เราจึงเห็นความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง “การกลวงเพราะเราไม่มีอะไร” กับ “การถูกทำให้กลวงเพราะใครบางคนไม่ยอมให้เรามีอะไร”

“จะอยู่กับเขาได้ ต้องลบตัวตนของตัวเองทิ้ง กลายเป็นเพียงส่วนเติมเต็มของเขา”

(ห.85 ชมรมคนฆ่าตัวตาย : จิดานันท์ เพียรสมุท)

จึงเป็นเหมือนแก่นกลางของเรื่องในส่วนนี้ เพราะมันทำให้คำว่า “การฆ่าตัวตาย” มีความหมายมากกว่าการจบชีวิตทางกายภาพ หากการมีชีวิตอยู่หมายถึงการได้เป็นตัวของตัวเอง การถูกบังคับให้ลบความคิด ความชอบ ความต้องการ และเสียงของตัวเองออกไป ก็อาจถูกมองได้ว่าเป็นการทำลายตัวตนในอีกรูปแบบหนึ่ง

และส่วนนี้ที่เรื่องพาตัวละครเรือนดาวกลับมาเชื่อมโยงกับตัวเอกอีกครั้ง เพราะหลังจากได้คิดถึงสิ่งที่เธอเคยพูด เขากลับมองเห็นตัวเองผ่านเธอ

“หากมีผู้ชายที่ต้องการผู้หญิงกลวงเปล่า มันก็คงมีผู้ชายแบบผม ผู้ชายที่เปล่ากลวงและรอหญิงสาวสักคนมาเติมเต็มชีวิต น่าเสียดายที่เราพบกันช้าไป”

(ห.85 ชมรมคนฆ่าตัวตาย : จิดานันท์ เพียรสมุท)

ทำให้ตัวเอกตระหนักได้ว่า แม้เขาจะไม่ได้เป็นผู้ชายแบบสามีของเรือนดาว แต่เขาก็มี “ความกลวง” ของตัวเองอยู่เช่นกัน เขาเคยละทิ้งความฝันในการเป็นนักเขียนและใช้ชีวิตอยู่กับความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีอะไรอยู่ข้างใน จนกระทั่งพบเรือนดาว ผู้หญิงคนหนึ่งที่มองเห็นตัวตนของเขาและเชื่อว่าเขาสามารถเขียนเรื่องของเธอได้

ดังนั้น ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงไม่ได้อยู่ในฐานะคู่รัก แต่เป็นความสัมพันธ์ระหว่าง คนสองคนที่ต่างรับรู้ความว่างเปล่าของกันและกัน เรือนดาวต้องการใครสักคนที่มองเห็นเธอ ขณะที่ตัวเอกเองก็ต้องการใครสักคนที่ทำให้เขารู้สึกว่าความฝันและตัวตนของเขายังมีความหมาย แต่พวกเขากลับพบกันช้าเกินไปและท้ายที่สุด ตัวเอกจึงพูดถึงเรือนดาวว่า

“เรือนดาวไม่ได้ทำลายตัวตนของตัวเองทิ้งทั้งหมด เธอยังเหลือบางส่วนของเธอเอาไว้ในตัวผม”

(ห.86 ชมรมคนฆ่าตัวตาย : จิดานันท์ เพียรสมุท)

สิ่งนี้ทำให้เห็นถึงความหมายของ “การเขียน” กลับมาอีกครั้ง เพราะแม้เรือนดาวจะจากไปแล้ว แต่เรื่องราว ความคิด คำพูด และความทรงจำของเธอยังคงอยู่ในตัวเขา เธออาจไม่สามารถรักษาชีวิตของตัวเองไว้ได้ แต่เธอสามารถทิ้ง “บางส่วนของตัวเอง” เอาไว้ในคนอื่น

จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมตัวเอกจึงเหมาะที่จะเป็นคนเขียนเรื่องของเรือนดาวมากกว่านักเขียนใหญ่ที่เธอพูดถึงในความฝัน เพราะเขาไม่ได้รู้จักเธอจากคำบอกเล่าหรือจินตนาการ เขาเคยพูดคุยกับเธอ เคยฟังสิ่งที่เธอต้องการ เคยรับรู้ความเจ็บปวดของเธอ และที่สำคัญที่สุดคือ เขายังจำได้ว่าเธอเคยเป็นใคร ก่อนที่ชีวิตจะพยายามลดทอนเธอให้เหลือเพียงบทบาทของภรรยาและแม่

ในแง่นี้ “ชมรมคนฆ่าตัวตาย” จึงไม่ได้พูดถึงความตายเพียงอย่างเดียว แต่พูดถึง การดำรงอยู่ ด้วยคำถามสำคัญว่า “ก่อนที่จะตาย เราได้มีโอกาสเป็นตัวของตัวเองมากแค่ไหน”

ชมรมที่ไม่มีสมาชิกคนใดฆ่าตัวตายเลย จึงกลายเป็นพื้นที่ประหลาดที่คนเหล่านี้มาพูดถึงความตายเพื่อพยายามทำความเข้าใจชีวิต ขณะที่เรือนดาวกลับเป็นคนที่ทำให้ตัวเอกเข้าใจว่า การสูญเสียตัวตนอาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่เรายังมีชีวิตอยู่ และในทางกลับกันเมื่อคนคนหนึ่งจากไปแล้ว ตัวตนของเขาก็ยังหลงเหลืออยู่ในความทรงจำ เรื่องเล่า และงานเขียนของใครอีกคน

แม้เรือนดาวจะจากไป แต่เธอไม่ได้สูญสลายไปอย่างสิ้นเชิง เพราะยังมีบางส่วนของเธอที่ถูกส่งต่อและฝังอยู่ในความทรงจำของตัวเอก ผ่านบทสนทนา ผ่านความคิด ผ่านสิ่งที่เขาจะเขียนถึงเธอต่อไป นี่คือการเยียวยาเล็กๆ ท่ามกลางความสูญเสียครั้งใหญ่ ความตายอาจพรากร่างกายไป แต่ตัวตนบางส่วนยังคงมีชีวิตอยู่ต่อในความทรงจำของคนที่รักและเข้าใจเธอจริงๆ

วันหนึ่ง ความทรงจำ จะทำให้คุณแตกสลาย

เด็กสาวที่ถูกข่มขืนทางรูหู

เรื่องเริ่มต้นในรถตู้โดยสารที่แน่นไปด้วยผู้คน อากาศอบอ้าว เสียงคุยกันจอแจ ในนั้นมีนักศึกษาสองคนกำลังคุยเรื่องนิยายที่คนหนึ่งเพิ่งอ่านจบ เนื้อหาที่เล่าฟังดูโหดจนอีกคนแทบสะอิดสะเอียน แต่สำหรับเด็กสาวอีกคนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ สิ่งที่สองคนนั้นคุยกันไม่ใช่แค่นิยาย มันคือความทรงจำจริงที่เธอเคยเจอตอนเด็ก เธอเคยถูกพ่อเลี้ยงข่มขืน

“เด็กสาวยกมืออุดหู แต่เสียงของผู้หญิงที่เธอไม่รู้จักก็ยังชอนไชเข้ามา แม้จะจับความได้ไม่ถนัดนัก แต่บางคำก็ยังพอเป็นคำอยู่ โดยเฉพาะคำนั้น ข่มขืน ข่มขืน พอสักที แม้จะปิดหูแน่น แต่หูของเธอก็ยังได้ได้ยิน มันพยายามแทรกเข้ามา รูหูของเธอกำลังถูกข่มขืน”

(ห.91 เด็กสาวที่ถูกข่มขืนทางรูหู : จิดานันท์ เพียรสมุท)

บาดแผลในวัยเด็กไม่เคยจางไปจากใจเธอเลย มันติดตัวเธอมาจนทุกวันนี้ ในรูปแบบที่เธอทำร้ายตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“บาดแผลที่ได้รับในวัยเด็กไม่เคยเลือนหายไปจากห้วงคิดของเธอ เธออาบน้ำวันละสิบหกครั้ง คิดว่าตัวเองสกปรก รู้สึกแปดเปื้อนไปด้วยบาปและน้ำกาม หลายต่อหลายครั้งที่เธอจิกข่วนผิวหนังของตัวเองจนเป็นรอยระหว่างอาบน้ำ อีกนับไม่ถ้วนที่เธอกรีดข้อมือพยายามฆ่าตัวตาย เธอต้องพยายามสวมเสื้อผ้าปิดร่างกายอย่างมิดชิดเสมอ เพื่อปกปิดรอยแผลจากถ่านร้อนๆ ในวัยเด็ก และรอยแผลที่เกิดขึ้นตามในช่วงชีวิตต่อมา”

(ห.93 เด็กสาวที่ถูกข่มขืนทางรูหู : จิดานันท์ เพียรสมุท)

ความเลวร้ายที่สุดของเรื่องนี้ ไม่ได้จบแค่การถูกล่วงละเมิด เพราะบาดแผลที่ลึกกว่านั้นคือการถูกผู้หญิงด้วยกันเองเมินเฉย ตอนที่เด็กสาวเอ่ยปากบอกแม่ว่าพ่อเลี้ยงทำอะไรกับเธอ สิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่ความเห็นใจ แต่เป็นสายตาที่มองเธอเหมือนมองแมลงสาบ เธอไม่มีวันเข้าใจได้เลยว่าทำไมต้องมาเจอความอยุติธรรมแบบนี้

“หากคุณค่าของผู้หญิงวัดได้จากการหลีกหนีจากกามรมณ์ แล้วทำไม้ธอที่เคยนอนกับพ่อเลี้ยงแค่คนเดียว โดยไม่สมัครใจ กลับถูกจ้องมองด้วยสายตาตั้งคำถาม จากแม่ที่มีหลายผัว เต็มใจอ้าขานอนกับผู้ชายมากหน้าหลายตา”

(ห.93 เด็กสาวที่ถูกข่มขืนทางรูหู : จิดานันท์ เพียรสมุท)

เด็กสาวที่ถูกข่มขืนทางรูหู ไม่ได้ใช้คำว่า ‘ข่มขืน’ บรรยายเหตุการณ์ตอนเด็กของตัวละครตรงๆ แต่กลับเอามาใช้กับสิ่งที่ดูไม่น่าจะอันตรายเลย นั่นคือการได้ยินคนคุยเรื่องนี้บนรถตู้สาธารณะ นี่คือการตีความคำว่า ‘บาดแผลทางใจ’ ให้เป็นรูปธรรมอย่างเจ็บปวด ร่างกายของเธออาจไม่ได้ถูกกระทำซ้ำ แต่จิตใจกลับถูกข่มขืนซ้ำได้ตลอดเวลา แค่ได้ยินคำๆ เดียวโดยไม่ทันตั้งตัว นี่คือภาพสะท้อนของ Memory Reconsolidation ที่พูดถึงตั้งแต่ต้น ความทรงจำไม่เคยหลับนิ่ง มันพร้อมจะถูกปลุกขึ้นมาทำร้ายเจ้าของได้ทุกเมื่อ แม้ในที่ที่ไม่มีอันตรายอะไรเลย

พฤติกรรมอาบน้ำวันละสิบหกครั้ง จิกข่วนผิวตัวเอง หรือพยายามทำร้ายตัวเองซ้ำๆ ไม่ใช่แค่รายละเอียดที่ใส่มาให้สะเทือนใจเฉยๆ แต่คือภาพแทนของความพยายามอันสิ้นหวังที่จะ‘ชำระล้าง’ สิ่งที่ไม่มีวันชำระล้างออกไปได้ ร่างกายกลายเป็นสนามรบที่บาดแผลทางใจแปรเปลี่ยนเป็นบาดแผลทางกายซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะบางทีความเจ็บปวดที่มองไม่เห็นก็ต้องการอะไรที่จับต้องได้ เพื่อให้รู้สึกว่ามันมีอยู่จริง

ในมุมมองของฉัน สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดของเรื่องนี้ไม่ได้มีเพียงการถูกล่วงละเมิดจากพ่อเลี้ยง แต่คือปฏิกิริยาของแม่ที่ปฏิเสธจะมองเห็นความทุกข์ของลูกตัวเอง จิดานันท์ใช้ประโยคเปรียบเทียบที่แหลมคมมากระหว่างเด็กสาวที่ “ถูกกระทำ” โดยไม่สมัครใจ กับแม่ที่ “เลือก” มีความสัมพันธ์กับผู้ชายหลายคนด้วยความสมัครใจ แต่กลับเป็นเด็กสาวผู้เป็นเหยื่อที่ต้องถูกมองด้วยสายตาแปดเปื้อนและถูกตัดสิน ขณะที่แม่กลับไม่เคยต้องเผชิญกับคำถามหรือการตีตราแบบเดียวกัน

ความแตกต่างนี้เผยให้เห็นระบบคิดที่บิดเบี้ยวของสังคม ซึ่งมักตัดสินคุณค่าของผู้หญิงผ่านพฤติกรรมทางเพศ โดยไม่สนใจว่าพฤติกรรมนั้นเกิดจากการเลือกของเจ้าตัว หรือเกิดขึ้นจากการถูกบังคับและไม่มีทางเลือกเลยก็ตาม

เรื่องสั้นเรื่องนี้จึงไม่ได้พูดถึงความรุนแรงเพียงชั้นเดียว แต่ซ้อนทับความรุนแรงเอาไว้หลายระดับ ชั้นแรกคือความรุนแรงทางเพศที่เกิดขึ้นกับเด็กสาวโดยตรง ชั้นที่สองคือความรุนแรงจากการที่ครอบครัวปฏิเสธจะรับรู้ความเจ็บปวดของเธอ ทั้งยังตัดสินเธอจากสิ่งที่เกิดขึ้น และชั้นที่สามคือความรุนแรงที่มองไม่เห็น ซึ่งเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกครั้งที่ความทรงจำนั้นถูกกระตุ้นขึ้นมาอีกครั้ง แม้ในสถานที่สาธารณะที่ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า ภายใต้ท่าทีปกติของเธอนั้นกำลังมีความทุกข์ทรมานบางอย่างเกิดขึ้นอยู่ภายใน

ด้วยเหตุนี้ ความเงียบของครอบครัวและความเงียบของสังคมจึงไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังของความรุนแรง แต่กลับกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ความรุนแรงดำรงอยู่ต่อไป เพราะเมื่อไม่มีใครยอมมองเห็น ไม่มีใครยอมรับฟัง และไม่มีใครยอมเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่าความผิด ความเจ็บปวดของผู้ถูกกระทำก็ยังคงถูกทิ้งไว้ให้เธอแบกรับเพียงลำพัง

ความทรงจำ
หน้าปก “วันหนึ่งความทรงจำจะทำให้คุณแตกสลาย” พิมพ์ครั้งที่ 1

การมาถึงของอีกาดำ

เรื่องสั้นแฟนตาซีที่หยิบเอาโลกของอีกามาใช้พูดถึงเรื่องเพศ อำนาจ และความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง ผ่านตัวละครอย่าง อาวาห์ อีกาสีขาวที่เติบโตมากับความรู้สึกว่า ตัวเองไม่เหมือนใคร

อาวาห์ถูกแม่ของตัวเองเกลียดและไล่จิกจนตกจากรังตั้งแต่ยังบินไม่ได้ เขาจึงเติบโตขึ้นมาโดยไม่มีใครสอนวิธีบิน กระทั่งได้พบกับ แมกซ์ หญิงสาวที่รับเขามาเลี้ยงไว้ในห้องใต้หลังคา แมกซ์พยายามสอนให้อาวาห์อยู่ร่วมกับมนุษย์อย่างสงบ เธอห้ามไม่ให้เขาร้องเสียงดัง เพราะกลัวว่าเพื่อนบ้านจะไม่พอใจ แต่สิ่งหนึ่งที่เธอไม่สามารถสอนเขาได้ก็คือ “การบิน” ซึ่งเป็นสิ่งที่อาวาห์ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองในภายหลัง

ในโลกของเรื่อง อีกาที่เติบโตเต็มวัยสามารถกลายร่างเป็นมนุษย์ได้ และการปรากฏตัวของ โครวส์ อีกาสีดำที่มีปีกขนาดใหญ่และรูปร่างแข็งแรง ก็กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่อง เพราะเมื่อโครวส์อยู่ในร่างมนุษย์ เขาแสดงออกถึงความเป็นชายอย่างเด่นชัด ทั้งรูปร่าง บุคลิก และอำนาจที่มีเหนืออีกาตัวอื่น

ก่อนหน้านั้น อาวาห์มีความสัมพันธ์กับแมกซ์ และในความสัมพันธ์นั้นเขามักเป็นฝ่ายที่อยู่ “เบื้องล่าง” เสมอ เขาจึงค่อยๆ รับรู้บทบาทของตัวเองผ่านความสัมพันธ์กับเธอ โดยไม่เคยตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า นั่นคือสิ่งที่เขาต้องการจริงๆ หรือไม่

จนกระทั่งเขาได้พบกับโครวส์และเริ่มฝึกบินตามอีกาดำตัวนั้น วันที่อาวาห์บินได้สำเร็จ เขาตั้งใจจะบินไปหาแมกซ์เพื่อแสดงให้เธอเห็นว่า ในที่สุดเขาก็ทำได้แล้ว แต่สิ่งที่เขาพบกลับเป็นภาพของแมกซ์กับโครวส์อยู่ด้วยกัน และสิ่งที่ทำให้อาวาห์สับสนกลับไม่ใช่เพียงภาพของแมกซ์ หากเป็นความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อโครวส์

เขากลับรู้สึกดึงดูดต่อ “ความเป็นชาย” ของโครวส์มากกว่าร่างกายของแมกซ์

ตรงนี้เองเป็นช่วงที่เรื่องเริ่มตั้งคำถามกับความสัมพันธ์ที่อาวาห์เคยมีมาตลอด เพราะเขาเริ่มมองเห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับแมกซ์อาจไม่ได้เป็นอย่างที่เขาเคยเข้าใจ

“มันไม่ใช่ โครวส์ทำกับแมกซ์ เหมือนที่เขาทำกับแมกซ์ แต่เป็น โครวส์ทำกับแมกซ์ เหมือนที่แมกซ์ทำกับเขา

ที่ผ่านมา เขาไม่ใช่ตัวผู้ของแมกซ์…แมกซ์ต่างหากที่เป็นตัวผู้ของเขา”

(ห.133 การมาถึงของอีกาดำ : : จิดานันท์ เพียรสมุท)

ประโยคนี้จึงไม่ได้หมายความเพียงว่าอาวาห์ค้นพบว่า ตัวเองชอบผู้ชาย แต่เป็นการตั้งคำถามถึง บทบาททางเพศที่เขาเคยสวมอยู่ในความสัมพันธ์ ที่ผ่านมา เขาเคยคิดว่าตัวเองเป็น “ตัวผู้” เพียงเพราะเป็นเพศชาย แต่เมื่อได้เห็นโครวส์ เขากลับพบว่าความเป็น “ตัวผู้” ที่เขาเคยเข้าใจนั้นอาจไม่ได้อยู่ที่เพศ หากอยู่ที่อำนาจ การเป็นฝ่ายควบคุม และการเป็นฝ่ายกำหนดความสัมพันธ์

นั่นจึงนำไปสู่คำถามสำคัญที่ผุดขึ้นมาในใจของอาวาห์ว่า “ทำไมเขาถึงอยากเป็นตัวเมีย”คำถามนี้น่าสนใจตรงที่อาวาห์ไม่ได้เพียงถามว่า ‘ฉันชอบใคร’ แต่กำลังถามว่า ‘ฉันอยากเป็นใครในความสัมพันธ์’ กันแน่

เขาพยายามบอกตัวเองว่าเขาเป็นตัวผู้ และยืนยันว่าตัวเองชอบผู้หญิง ชอบร่างกายของแมกซ์ แต่ขณะเดียวกัน ความรู้สึกอีกด้านหนึ่งกลับไม่ยอมหายไป

“ฉันชอบความเป็นชายของโครวส์มากกว่า”

(ห.138 การมาถึงของอีกาดำ : : จิดานันท์ เพียรสมุท)

สำหรับฉัน ฉากนี้เป็นช่วงที่เรื่องสั้นทำงานได้ค่อนข้างน่าสนใจ เพราะอาวาห์ไม่ได้ค้นพบตัวเองอย่างชัดเจนในทันที แต่กลับต้องเผชิญกับความขัดแย้งระหว่างสิ่งที่เขาคิดว่าตัวเองควรเป็นกับสิ่งที่เขารู้สึกจริงๆ

เขาอาจยังบอกตัวเองว่าเป็นตัวผู้ ชอบผู้หญิง และชอบแมกซ์ แต่ในเวลาเดียวกัน เขากลับหลงใหลในความเป็นชายของโครวส์ สิ่งที่เขาปรารถนาอาจไม่ได้มีเพียงตัวบุคคล แต่รวมถึง สถานะ บทบาท และอำนาจแบบที่โครวส์มีด้วย

เนื้อเรื่องยังขยายประเด็นนี้ผ่านความสัมพันธ์ระหว่างแมกซ์กับโครวส์อีกด้วย โครวส์ถูกวางให้เป็น “ตัวผู้” ที่มีอำนาจสูงสุด ขณะที่แมกซ์ถูกผลักไปอยู่ในตำแหน่งของ “ตัวเมีย” ที่ต้องยอมจำนนต่ออำนาจของเขา แม้เธอจะเป็นผู้หญิงที่พยายามยืนยันความเป็นตัวของตัวเองมาตลอดก็ตาม

จุดนี้เองทำให้บทบาทของความเป็นผู้หญิงในเรื่องมีความซับซ้อนขึ้น เพราะแมกซ์ไม่ได้เป็นเพียง “ผู้หญิงที่อ่อนแอ” แต่เป็นผู้หญิงที่พยายามต่อรองกับอำนาจของผู้ชายอยู่ตลอด เพียงแต่เมื่อเธอเผชิญกับโครวส์ ซึ่งถูกสร้างให้เป็นภาพแทนของความเป็นชายและอำนาจในระดับสูงสุด เธอกลับพบว่าตัวเองไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้เหมือนเดิม

ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างแมกซ์กับโครวส์จึงทำหน้าที่เป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างแมกซ์กับอาวาห์กลับมาอีกครั้ง อาวาห์เพิ่งตระหนักว่า สิ่งที่โครวส์ทำกับแมกซ์นั้นมีโครงสร้างคล้ายกับสิ่งที่แมกซ์เคยทำกับเขา เพียงแต่ครั้งนี้ตำแหน่งของผู้มีอำนาจและผู้ถูกกระทำถูกสลับกัน

และเมื่ออาวาห์เห็นภาพนั้น เขาจึงเริ่มมองย้อนกลับไปยังความสัมพันธ์ของตัวเอง เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาอาจไม่ได้ต้องการเป็น “ผู้ชายของแมกซ์” แต่ต้องการเป็นคนที่ได้รับการปกป้อง ได้รับการนำทาง และยอมอยู่ในตำแหน่งที่อีกฝ่ายเป็นผู้ควบคุมมากกว่า

ช่วงท้ายจึงเป็นจุดที่ความสับสนของอาวาห์ชัดเจนที่สุด เมื่อเขามาหาแมกซ์และขอร้องให้เธอปกป้องเขา

“เขาจะไม่ได้ตัวฉันถ้าฉันอยู่กับเธอ”

(ห.141 การมาถึงของอีกาดำ : : จิดานันท์ เพียรสมุท)

และเมื่อเขาพูดว่า

“ถ้าฉันยังอยู่บนนั้น เขาจะมาหาฉัน และฉันจะรู้ว่าตัวเองจะยอมรับเขาด้วยความเต็มใจ… ปกป้องฉันทีแมกซ์ อย่าให้โอกาสฉัน”

(ห.141 การมาถึงของอีกาดำ : : จิดานันท์ เพียรสมุท)

คำว่า “เขา” ในที่นี้หมายถึงตัวอาวาห์เอง ไม่ใช่โครวส์หรือผู้ชายคนอื่น อาวาห์กำลังพูดถึงความต้องการของตัวเองที่เขากลัวว่าจะควบคุมไม่ได้ หากยังอยู่ในสถานการณ์ที่เปิดโอกาสให้เขาได้พบกับโครวส์อีกครั้ง

เขารู้ตัวดีว่าตัวเองกำลังถูกดึงดูดเข้าสู่สิ่งที่ขัดแย้งกับภาพของตัวเองที่เคยเชื่อมาตลอด และสิ่งที่น่ากลัวสำหรับเขาไม่ใช่เพียงการถูกโครวส์ทำอะไร แต่คือการที่ เขาอาจเต็มใจยอมรับมันด้วยตัวเอง

เพราะฉะนั้น คำพูดสุดท้ายที่ว่า

“ฉันอยากเป็นตัวผู้…”

(ห.141 การมาถึงของอีกาดำ : : จิดานันท์ เพียรสมุท)

จึงยิ่งน่าสนใจ เพราะมันฟังดูเหมือนคำประกาศ แต่ในบริบททั้งหมดกลับคล้ายกับคำพูดของคนที่กำลังพยายามโน้มน้าวตัวเองมากกว่า อาวาห์พยายามยืนหยัดว่าเขาเป็น “ตัวผู้” ทั้งที่ข้างในกำลังตั้งคำถามกับความต้องการและบทบาทของตัวเองอย่างรุนแรง

สำหรับฉัน เรื่องนี้จึงไม่ได้พูดถึงเพียงการค้นพบว่าอาวาห์ชอบผู้ชายหรือผู้หญิง แต่กำลังสำรวจว่า เมื่อเราถูกสังคมกำหนดว่าควรเป็น “ตัวผู้” หรือ “ตัวเมีย” เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เราเป็นนั้นมาจากความต้องการของตัวเองจริงๆ หรือเป็นเพียงบทบาทที่เราเรียนรู้และพยายามทำตามมาตลอด

อาวาห์จึงเป็นตัวละครที่อยู่ตรงกลางระหว่าง “เพศ” “ความปรารถนา” และ “อำนาจ” เขาไม่ได้เพียงตั้งคำถามว่าอยากอยู่กับใคร แต่กำลังตั้งคำถามที่ลึกกว่านั้นว่า เขาอยากเป็นใครเมื่ออยู่ในความสัมพันธ์กับคนอื่น

และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้การมาถึงของ “อีกาดำ” ไม่ได้เปลี่ยนแค่ชีวิตของอาวาห์ แต่ทำให้เขาเริ่มมองเห็นตัวเองเป็นครั้งแรก

เมื่อความทรงจำไม่ได้อยู่แค่ในอดีต

จากเรื่องสั้นทั้งสี่เรื่องที่หยิบยกมา ไม่ว่าจะเป็น ตายตะแคง ชมรมคนฆ่าตัวตาย เด็กสาวที่ถูกข่มขืนทางรูหู และ การมาถึงของอีกาดำ สิ่งหนึ่งที่ปรากฏชัดร่วมกันคือ ความทรงจำในหนังสือเล่มนี้ไม่เคยทำหน้าที่เป็นเพียงร่องรอยของสิ่งที่ผ่านพ้นไปแล้ว หากแต่ยังคงมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน คอยแทรกซึมและปรับเปลี่ยนวิธีที่ตัวละครมองตัวเอง มองผู้อื่น และมองโลกใบนี้อยู่เสมอ

ตายตะแคง เปิดประเด็นด้วยการตายของแมลสาบ ย่า และคนจร สามความตายที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน แต่กลับผลักให้ตัวละครต้องเผชิญหน้ากับคำถามว่าชีวิตหนึ่งมีคุณค่าอย่างไร และเผยให้เห็นว่ามนุษย์เองนั่นแหละที่คอยตัดสินและจัดลำดับว่าชีวิตใดควรค่าแก่การปกป้องมากกว่ากัน

เมื่อขยับไปที่ ชมรมคนฆ่าตัวตาย การจากไปของเรือนดาวไม่ได้ปิดฉากลงพร้อมกับลมหายใจสุดท้ายของเธอ แต่กลับตกตะกอนอยู่ในความคิดของตัวเอก กลายเป็นแรงผลักดันให้เขาย้อนกลับมาตั้งคำถามกับชีวิตและตัวตนของตัวเองอีกครั้ง สิ่งที่เรือนดาวทิ้งไว้เบื้องหลังจึงไม่ใช่เพียงความสูญเสีย หากแต่เป็นเรื่องราวที่ยังรอคอยใครสักคนมาจดจำและเล่าต่อ

ในทางกลับกัน เด็กสาวที่ถูกข่มขืนทางรูหู ฉายภาพความเจ็บปวดของบาดแผลที่ไม่ยอมสงบนิ่งอยู่ในอดีต เพียงถ้อยคำหนึ่งประโยคก็สามารถปลุกให้แผลเก่ากลับมาเปิดใหม่ได้ทันที และสิ่งที่ทำให้ความเจ็บปวดนั้นยืดเยื้อไม่จบสิ้น ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น แต่คือการที่คนรอบตัวเลือกจะหลับตาไม่มองเห็นมัน

ปิดท้ายด้วย การมาถึงของอีกาดำ ซึ่งพาผู้อ่านออกสำรวจความทรงจำในอีกมิติที่แตกต่างออกไป ผ่านประเด็นเรื่องเพศ ความปรารถนา และบทบาทที่มนุษย์ถูกสอนให้ต้องสวมใส่ อาวาห์ไม่ได้เพียงค้นพบความต้องการที่ซ่อนอยู่ในตัวเอง แต่ยังหันกลับไปทบทวนความสัมพันธ์ในอดีต จนเกิดคำถามสำคัญว่า สิ่งที่เขาเชื่อว่าคือ “ตัวตน” นั้นแท้จริงแล้ว คือสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากภายในจริงหรือเป็นเพียงบทบาทที่ถูกปลูกฝังจากโลกภายนอกกันแน่

เมื่อนำทั้งสี่เรื่องมาวางเคียงกัน ความทรงจำจึงทำหน้าที่คล้ายกระจกเงามากกว่าจะเป็นเพียงกล่องเก็บอดีต มันสะท้อนสิ่งที่เคยผ่านมา แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดเผยบางแง่มุมของตัวเราในปัจจุบันด้วย ไม่ว่าจะเป็นวิธีที่เราให้คุณค่ากับชีวิต วิธีที่เรามองความตาย วิธีที่เราปฏิบัติต่อกัน รวมถึงบทบาทที่สังคมหล่อหลอมให้เราต้องเป็น

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ ความแตกสลายภายในตัวละครเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเกิดจากเหตุการณ์ใหญ่โตเพียงครั้งเดียวเสมอไป หลายครั้งมันก่อตัวขึ้นจากรายละเอียดเล็กๆ ที่ค่อยๆ สั่งสม ไม่ว่าจะเป็นการตีตราใครสักคนว่าเป็นสิ่งสกปรก การปฏิเสธไม่เชื่อคำพูดของเด็กคนหนึ่ง การผลักดันให้ผู้หญิงคนหนึ่งต้องลบเลือนตัวตนของตัวเองทิ้งไป หรือแม้แต่ความพยายามกดข่มปฏิเสธความปรารถนาบางอย่างของตัวเราเอง

ความตายก็เช่นกัน ในเรื่องสั้นเหล่านี้ ความตายเล่นบทบาทคล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาด แม้จะเป็นจุดสิ้นสุดชีวิตของใครคนหนึ่ง แต่กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของบางสิ่งสำหรับผู้ที่ยังมีลมหายใจอยู่ต่อไป เพราะหลังความตายผ่านพ้น สิ่งที่ตกค้างอยู่เบื้องหลังคือความทรงจำ ถ้อยคำ ความรู้สึกผิด ความรัก ความเจ็บปวด และคำถามมากมายที่ไม่มีโอกาสจะได้ถามคนคนนั้นอีกแล้ว

เมื่อมองย้อนไปทั้งเก้าเรื่องในเล่ม เราจึงไม่ได้กำลังอ่านเพียงเรื่องราวของ “คนที่แตกสลาย”เท่านั้น หากแต่กำลังอ่านเรื่องของผู้คนที่ดิ้นรนใช้ชีวิตต่อไป ทั้งที่ยังแบกรับเศษเสี้ยวที่แตกร้าวอยู่ภายในตัวเอง

มีทั้งคนที่พยายามลืม คนที่พยายามทำความเข้าใจ คนที่เลือกวิ่งหนี และคนที่ต้องปะติดปะต่อตัวตนของตัวเองขึ้นมาใหม่ ขณะเดียวกันก็มีคนที่ทำได้เพียงเก็บรักษาเศษเสี้ยวของใครบางคนเอาไว้ในความทรงจำ

บางทีสิ่งที่น่าหวาดกลัวที่สุดของความทรงจำ อาจไม่ใช่การที่เรายังจดจำเรื่องราวในอดีตได้ แต่คือการที่เราไม่มีทางรู้ล่วงหน้าได้เลยว่า สักวันหนึ่งความทรงจำนั้นจะย้อนกลับมาเปลี่ยนแปลงเราไปในทิศทางใด

เมื่อปิดหนังสือเล่มนี้ลง เราอาจลองหันกลับมามองความทรงจำของตัวเองบ้าง มีความทรงจำอะไรที่เราคิดว่าเราลืมไปแล้ว แต่จริงๆ แล้วยังคงกำหนดวิธีที่เรามองโลกอยู่? มีใครบ้างที่จากไปแล้ว แต่ยังคงทิ้งบางส่วนของตัวเองไว้ในตัวเรา? และที่สำคัญที่สุด ถ้าวันหนึ่งความทรงจำที่เราเคยพยายามลืมกลับมาอีกครั้ง เราจะเลือกปล่อยให้มันทำร้ายเรา หรือจะลองหันกลับไปมองมันในแบบที่เราไม่เคยมองมาก่อน?

 

Add a comment Add a comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *