Home Literatureมากกว่าการเป็นโลกจินตนาการของ ริวโนะซุเกะ อะคุตะงาวะ “ดินแดนขัปปะ” กำลังบอกอะไรกับเรา

มากกว่าการเป็นโลกจินตนาการของ ริวโนะซุเกะ อะคุตะงาวะ “ดินแดนขัปปะ” กำลังบอกอะไรกับเรา

0 comments 5 views 8 minutes read

หากจะให้นิยามประเภทผลงานเขียนของ ริวโนะซุเกะ อะคุตะงาวะ ตามลักษณะเนื้อเรื่องเราสามารถจัดประเภทได้เป็น 4 ประเภท ได้แก่ เรื่องที่มีเค้าโครงจากยุคเฮอันของญี่ปุ่น (ค.ศ. 794–1185) เรื่องที่เกี่ยวข้องกับตำนานศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกในญี่ปุ่นโบราณ เรื่องราวเหตุการณ์ร่วมสมัย และเรื่องที่เกิดจากจินตนาการของตนเอง โดย ขัปปะ  จัดอยู่ในประเภทสุดท้าย

หนังสือนวนิยายเรื่อง ขัปปะ โดยริวโนะซุเกะ อะคุตะงาวะ แปลจากภาษาญี่ปุ่นโดย อาจารย์กัลยาณี สีตสุวรรณ ภาควิชาภาษาญี่ปุ่นจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรมนวนิยายเล่มนี้เขียนขึ้นก่อนที่อะคุตะงาวะจะจบชีวิตลง หลายสิ่งที่ปรากฏใน “ดินแดนขัปปะ” คือภาพสะท้อนความคิด ความหวาดหวั่น และโลกที่รายล้อมตัวเขาในช่วงเวลานั้น

ขัปปะ เป็นเรื่องแนว Gulliver’s Tale แม้ไม่ได้เสียดสีสังคมรุนแรงเท่ากับ Gulliver’s Tale แต่เป็นการแสดงออกถึง “ความหวาดหวั่นไม่แน่ใจในอนาคต”ของอะคุตะงาวะ ผ่านการบอกเล่าเรื่องราวของผู้ป่วยหมายเลข 23 ในโรงพยาบาลจิตเวช ที่ได้ตกลงไปสู่ดินแดนขัปปะ ที่นั่นเขาได้พบเจอกับ ขัปปะ ซึ่งมีอาชีพ ใช้ชีวิต และจัดระเบียบสังคมไม่ต่างจากมนุษย์มากนัก ทว่ายิ่งสำรวจโลกของขัปปะมากเท่าไร เส้นแบ่งระหว่าง “โลกของขัปปะ” กับ “โลกมนุษย์” ก็ไม่ได้แตกต่างกัน เพราะสิ่งที่พบเห็นไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเหนือจินตนาการ หากแต่เป็นกระจกที่สะท้อนวิถีชีวิต สังคม การเมือง วัฒนธรรม ศาสนา ตลอดจนความคิดของมนุษย์

ดังนั้น ขัปปะ จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวแฟนตาซีจากจินตนาการของอะคุตะงาวะ หากแต่เป็นพื้นที่ที่เขาใช้ตั้งคำถามต่อโลกความเป็นจริง และถ่ายทอดความหวาดหวั่นต่ออนาคตของตนเอง แล้วโลกของขัปปะกำลังสะท้อนอะไรกลับมายังมนุษย์อย่างเรา?

ริวโนะซุเกะ อะคุตะงาวะ นักเขียนสมัยไทโช

ริวโนะซุเกะ อะคุตะงาวะ 
ริวโนะซุเกะ อะคุตะงาวะ 

ริวโนะซุเกะ อะคุตะงาวะ นักเขียนและนักกวี ผู้เป็นต้นแบบของนักเขียนหลายๆ คนในประเทศญี่ปุ่น เขาได้ถูกขนานนามว่าเป็น บิดาแห่งเรื่องสั้นญี่ปุ่น และในปัจจุบันได้มีการมอบ “รางวัลอาคุตากาวะ” ให้แก่นักเขียนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นรางวัลวรรณกรรมที่ตั้งขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แด่อาคุตางาวะ

อะคุตะงาวะ เกิดที่โตเกียวเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 1892 ในสมัยไทโช เขาได้เริ่มเขียนครั้งแรกเมื่อตอนที่เรียนมหาวิทยาลัยโตเกียว แผนกวรรณคดีอังกฤษ ผลงานชื่อ “ฮะนะ” (จมูก) เป็นผลงานก้าวแรกที่นำไปสู่อาชีพนักเขียน

ผลลงานเด่นสร้างชื่อให้กับเขานอกเหนือจากเรื่อง ขัปปะ คือ ราโชมอน (Rashomon) เรื่องสั้นชื่อดังที่ตีแผ่ด้านมืดและสัญชาตญาณเอาตัวรอดของมนุษย์ ซึ่งต่อมาถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ระดับตำนานโดย อากิระ คูโรซาวะ ในป่าละเมาะ (In a Grove / Yabu no Naka) เรื่องสั้นสะท้อนความจริงอันบิดเบี้ยวผ่านมุมมองและคำให้การที่ขัดแย้งกันของพยานหลายปาก และ ความจงรักภักดี (Loyalty / Seisui-shō) ผลงานที่สะท้อนความสัมพันธ์อันซับซ้อน ความรัก ความเจ็บปวด และความตาย

สมัยไทโชเป็นช่วงเวลาสั้นๆ เพียง 15 ปีในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น แต่กลับอัดแน่นไปด้วยความเปลี่ยนแปลงที่สั่นสะเทือนทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของผู้คน และนี่คือยุคสมัยเดียวกับที่

อะคุตะงาวะใช้ชีวิตอยู่ในฐานะอาชีพนักเขียน การเข้าใจบริบทของยุคไทโชจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เราเข้าใจว่า เหตุใดงานเขียนของเขา โดยเฉพาะ “ดินแดนขัปปะ” จึงออกมาเป็นเช่นนั้น 

ด้านหนึ่ง ญี่ปุ่นในยุคนี้อยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หลังได้รับชัยชนะจากสงครามกับจีนและรัสเซียในปลายยุคเมจิ ญี่ปุ่นก้าวขึ้นมายืนเทียบชั้นชาติมหาอำนาจตะวันตก ซ้ำยังเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี ค.ศ. 1914 และกลายเป็นหนึ่งในฝ่ายผู้ชนะสงคราม ตอกย้ำสถานะของตนเองบนเวทีโลกให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก ความเจริญทางวัตถุหลั่งไหลเข้ามาพร้อมกับสื่อสมัยใหม่อย่างภาพยนตร์และแผ่นเสียง ชนชั้นกลางเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้หญิงเริ่มออกมามีบทบาทนอกบ้าน และเกิดขบวนการประชาธิปไตยไทโชที่เรียกร้องให้อำนาจทางการเมืองเปลี่ยนผ่านจากกลุ่มรัฐบุรุษอาวุโส (เก็นโร) ไปสู่สภาและพรรคการเมือง

แต่อีกด้านหนึ่ง นี่คือยุคที่ความมั่นคงถูกสั่นคลอนอยู่ตลอดเวลา ทั้งจากความขัดแย้งทางความคิดระหว่างค่านิยมเก่ากับใหม่ และเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่คันโตในปี ค.ศ. 1923 ที่ไม่เพียงทำลายโตเกียวและพื้นที่โดยรอบทางกายภาพ แต่ยังทิ้งบาดแผลทางจิตใจให้กับคนร่วมยุค ความรู้สึกที่ว่าโลกอันคุ้นเคยอาจพังทลายลงได้ในพริบตา กลายเป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศทางความคิดที่ปกคลุมสังคมญี่ปุ่นในช่วงปลายยุคนี้

สภาวะสองด้านที่ขัดแย้งกันเช่นนี้ คือความรุ่งเรืองที่จับต้องได้กับความไม่มั่นคงที่แฝงอยู่ใต้ผิว คือสิ่งที่หล่อหลอมให้อะคุตะงาวะกลายเป็นนักเขียนที่มีลักษณะเฉพาะตัว เขาเติบโตมาในยุคที่ญี่ปุ่นพยายามก้าวให้ทันโลกตะวันตกโดยไม่ยอมทิ้งรากเหง้าทางวัฒนธรรมของตน ความพยายามผสานสองโลกทัศน์นี้เข้าด้วยกัน สะท้อนออกมาในงานเขียนของเขาที่มักหยิบยืมโครงเรื่องจากยุคเก่า ไม่ว่าจะเป็นสมัยเฮอันหรือตำนานพื้นบ้าน มาเล่าด้วยมุมมองและเทคนิคแบบนักเขียนสมัยใหม่ที่ผ่านการอ่านวรรณกรรมตะวันตกมาอย่างลึกซึ้ง

ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น “ขัปปะ” ถูกตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1927 ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อปลายยุคไทโชเข้าสู่ต้นยุคโชวะ และเป็นเพียงไม่กี่เดือนก่อนที่อะคุตะงาวะจะจบชีวิตตัวเองลง ด้วยการดื่มยาพิษ ด้วยเหตุนี้ เรื่องราวของดินแดนขัปปะจึงไม่ได้เป็นเพียงจินตนาการที่ลอยตัวออกจากยุคสมัย แต่เป็นผลผลิตที่กลั่นออกมาจากชายผู้ผ่านความรุ่งเรืองและความสั่นคลอนของยุคไทโชมาด้วยตัวเอง ผสมกับสภาวะจิตใจที่เปราะบางในช่วงบั้นปลายชีวิตของเขา จนกลายเป็นโลกเสียดสีที่ทั้งตลกร้ายและเจ็บปวดไปพร้อมกัน

ริวโนะซุเกะ อะคุตะงาวะ จบชีวิตตัวเองเมื่อปี 1927 เหตุเพราะเกิด ความรู้สึกหวาดหวั่นไม่แน่ใจในอนาคต” ตนเอง ในช่วงเวลาอันแสนสั้น 35 ปี เขาใช้เวลาเขียนหนังสือเพียง 10 ปี เท่านั้น เรื่องที่เขียนส่วนใหญ่เป็นเรื่องสั้นที่ได้รับยกย่องว่าเป็นเรื่องยอดเยี่ยมแบบ คลาสสิก” ในวงวรรณกรรมญี่ปุ่นยุคปัจจุบัน อะคุตะงาวะเป็นนักเขียนสมัยไทโช (ค.. 1912-1926) กล่าวกันว่าการสิ้นชีวิตของเขาถือว่าเป็นการสิ้นสุดวรรณกรรมสมัยไทโช

“ผู้ป่วยหมายเลข 23” สู่โลกของขัปปะ

ขัปปะ

หลังจากที่ข้าพเจ้า (ผู้ป่วยหมายเลข 23) ได้พบเจอกับ “ขัปปะ” ก็เกิดเหตุการณ์ชุลมุนวิ่งไล่จับกันขึ้นทันที กระทั่งปลายนิ้วสัมผัสถูกหลังอันลื่นปราด ข้าพเจ้าก็เสียหลักล้มหัวทิ่ม ตกโครมลงไปในหลุมมืดมิดทันใด จำได้เพียงลางๆ ว่าเห็นบางสิ่งคล้ายแสงสายฟ้าแลบวาบขึ้นตรงหน้า ก่อนที่ข้าพเจ้าจะสิ้นสติสมประดีไป

เมื่อเขาฟื้นตัวได้สติ ก็พบกับขัปปะจำนวนมากห้อมล้อมอยู่ หนึ่งในนั้นคือ “ชัค” แพทย์ขัปปะผู้สวมแว่นตาหนีบจมูกไว้เหนือจะงอยปากหนา ชัคจะเข้ามาตรวจอาการวันละสองสามครั้ง ขณะที่ “บัค” ชาวประมง คือขัปปะตัวแรกที่ข้าพเจ้าได้พบและพูดคุยด้วย จากคำบอกเล่าของบัค พวกขัปปะรู้เรื่องเกี่ยวกับมนุษย์ดีกว่าที่มนุษย์รู้เรื่องเกี่ยวกับขัปปะเป็นไหนๆ

ประโยคนี้ดูเหมือนเป็นเพียงคำพูดธรรมดา แต่กลับเป็นจุดสำคัญของเรื่อง เพราะมันทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง “มนุษย์” กับ “ขัปปะ” ถูกสลับตำแหน่งกันอย่างสิ้นเชิง เดิมทีมนุษย์เป็นฝ่ายมองขัปปะในฐานะสิ่งมีชีวิตลึกลับจากนิทานพื้นบ้าน เป็นผู้สังเกตและเป็นผู้ตั้งคำถามว่า “ขัปปะคืออะไร” แต่เมื่อผู้ป่วยหมายเลข 23 หลุดเข้ามาในดินแดนแห่งนี้ เขากลับกลายเป็นฝ่ายที่ถูกมอง ถูกศึกษา และต้องเรียนรู้โลกของขัปปะ

ขัปปะเองเป็นหนึ่งใน “โยไก” หรือสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติในความเชื่อพื้นบ้านของญี่ปุ่น มีรูปลักษณ์กึ่งมนุษย์กึ่งสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก อาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำ มีพังผืดที่มือและเท้า กระดองบนหลัง และมี “จาน” หรือแอ่งน้ำอยู่บนกระหม่อม ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นแหล่งพลังสำคัญของขัปปะ นอกจากนี้ ขัปปะยังมีภาพจำเรื่องความชื่นชอบแตงกวาและซูโม่ รวมถึงมีนิสัยซุกซนและบางครั้งเป็นอันตรายต่อมนุษย์

แต่เมื่อขัปปะถูกนำมาอยู่ในโลกของอะคุตะงาวะ พวกมันกลับไม่ได้เป็นเพียง “สัตว์ในตำนาน” อีกต่อไป หากแต่มีบทบาทเหมือนกับมนุษย์ เป็นทั้งแพทย์, ชาวประมง, นักการเมือง, นักกวี, นักปรัชญา, นักดนตรี, นายทุน ไปจนถึงการมีกฎหมายระบบระเบียบของสังคม และวัฒนธรรมเป็นของตนเอง ว่าง่ายๆ คืออะคุตะงาวะไม่ได้เพียงสร้าง “โลกของขัปปะ” ขึ้นมา แต่กำลังใช้โลกสมมตินี้เป็นกระจกสะท้อนโลกของมนุษย์

“ชัค” ขัปปะแพทย์

“ชัค” ขัปปะแพทย์
“ชัค” ขัปปะแพทย์

เมื่อได้ใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนขัปปะไประยะหนึ่ง เขาก็ได้เรียนรู้ภาษา วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และได้เห็นสภาพสังคมของขัปปะอย่างลึกซึ้ง กระทั่งได้รับสิทธิพิเศษในการคุ้มครองจากเมืองนี้

หลังจากข้าพเจ้าอยู่ที่นี่ได้สัปดาห์หนึ่ง ข้าพเจ้าก็ได้รับการแต่งตั้งจากสภาออกกฎหมายของที่นี่ให้เป็น ผู้ได้รับการคุ้มครองพิเศษ

(ห. 29 ขัปปะ : ริวโนะซุเกะ อะคุตะงาวะ)

มีอยู่วันหนึ่งเขาได้พูดคุยกับหมอชัคเรื่อง ‘การคุมกำเนิด’ ชัคอ้าปากกว้างหัวเราะ และกล่าวว่า

แต่ว่าการที่คิดถึงความพร้อมความสะดวกของพ่อแม่ฝ่ายเดียวเท่านั้นน่ะ ออกจะเป็นเรื่องน่าขำอยู่นา เพราะเท่ากับว่าพ่อแม่เห็นแก่ตัวฝ่ายเดียวไม่ใช่หรือ

(ห. 38 ขัปปะ : ริวโนะซุเกะ อะคุตะงาวะ)

คำพูดของชัคทำให้เราตระหนักถึงประเด็นที่เป็นที่ถกเถียงกันมาอย่างยาวนานในสังคม ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัยก็ตาม นั่นคือความคิดเรื่อง ‘การคุมกำเนิด’ ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ ถ้ามองในบริบทของสังคมปัจจุบัน การคุมกำเนิดนับได้ว่าเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง เพราะเมื่อเด็กคนหนึ่งถือกำเนิดขึ้นมาและต้องเติบโตบนโลกใบนี้ เขาสมควรได้รับการดูแลและอบรมสั่งสอนในสภาพแวดล้อมที่พร้อมสรรพ ทั้งในแง่ปัจจัยสี่ ความพร้อมของพ่อแม่ในการเลี้ยงดู ตลอดจนสภาพสังคมที่เป็นพื้นที่ให้เด็กได้เติบโตอย่างมีคุณภาพ

หากครอบครัวไม่พร้อม หรือสภาพแวดล้อมภายนอกไม่เอื้ออำนวยต่อการเติบโต การปล่อยให้เด็กคนหนึ่งเกิดมาในสภาวะที่ไม่มีใครดูแลได้อย่างเต็มที่ ย่อมเท่ากับพรากสิ่งที่มนุษย์คนหนึ่งควรได้รับตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลก ในทางกลับกันความคิดเช่นนี้กลับสวนทางกับค่านิยมทางศาสนา โดยเฉพาะหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาที่มองว่าการคุมกำเนิดเป็นความผิดทางศีลธรรม

และหากมองสภาพสังคมไทยในปัจจุบัน จะเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เนื่องจากอัตราการเกิดของประชากรไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสภาวะเศรษฐกิจและภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น จนคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยเลือกที่จะไม่มีบุตร ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า การมีลูกสักคนหนึ่งไม่ได้ต้องการเพียงความพร้อมด้านทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยความรู้และความสามารถในการเลี้ยงดูควบคู่กันไปด้วย เพราะการ ‘เลี้ยงได้’ กับการ ‘เลี้ยงให้ดี’นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การมีลูกโดยปราศจากความพร้อมเพื่อให้ลูกมีชีวิตรอดไปวันๆ ย่อมต่างจากการมีลูกเพื่อมอบชีวิตที่มีคุณภาพให้แก่เขาอย่างแท้จริง

ในสังคมของขัปปะ การคลอดลูกก็เหมือนกับมนุษย์ตรงที่ว่าตอนขัปปะตัวแม่กำลังจะคลอดลูก ก็มีหมอตำแยมาช่วยเหลือ แต่พอเวลาจะคลอดเข้าจริงๆ ขัปปะตัวพ่อก็ทำท่าเหมือนกับพูดโทรศัพท์ โดยเอาปากไปจ่อเข้าที่ช่องคลอดของขัปปะตัวแม่แล้วถามด้วยเสียงดังว่า

เจ้าอยากเกิดมาในโลกนี้หรือไม่ จงคิดให้ดีแล้วตอบมา

(ห. 39 ขัปปะ : ริวโนะซุเกะ อะคุตะงาวะ)

ลูกในท้องของภรรยาบัคตอบกลับว่า

แรกทีเดียวหนูน่ะไม่อยากเกิดหรอก แค่คิดถึงกรรมพันธุ์ของพ่อที่หนูจะต้องได้รับถ่ายทอดมา เช่น โรคบ้า อย่างเดียวก็จะแย่แล้ว แถมหนูยังเชื่อว่าการเกิดเป็นขัปปะนั้นมันเลวร้ายอีกด้วย

(ห. 39 ขัปปะ : ริวโนะซุเกะ อะคุตะงาวะ)

สิ้นสุดคำตอบของลูกในท้องของภรรยาบัค หมอตำแยก็จัดการเอาหลอดแก้วหนามาจ่อเข้าที่ช่องคลอดของผู้เป็นแม่ แล้วฉีดน้ำยาอะไรสักอย่างเข้าไปภายใน เท่านั้นผู้เป็นแม่ก็มีอาการโล่งอกถึงขั้นระบายลมหายใจเฮือกใหญ่ ขณะเดียวกันท้องที่โตก็ค่อยๆ หดเล็กแฟบลง เหมือนกับลูกโป่งที่หมดแก๊สแล้วยุบลง

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นข้างต้น ‘การทำแท้ง’ คือหนึ่งในวิธีการคุมกำเนิดเพื่อไม่ให้สิ่งมีชีวิตหนึ่งต้องถือกำเนิดขึ้นมาในสภาวะที่ไม่พร้อม ในปัจจุบันผู้ที่ประสบปัญหาท้องไม่พร้อมมีทางออกที่ปลอดภัยและถูกกฎหมายมากขึ้น โดยสามารถโทรปรึกษาสายด่วน 1663 ซึ่งเป็นช่องทางที่ช่วยลดความเสี่ยงและอันตรายจากการทำแท้งแบบที่เคยเกิดขึ้นในอดีตได้

ทว่าภาพจำเดิมของการทำแท้งกลับยังฝังลึกอยู่ในสังคม จนทำให้ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยไม่กล้าเข้ารับบริการที่ปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นข่าวการตกเลือดจากยาขับที่ไม่ได้มาตรฐาน การไปพึ่งหมอเถื่อน หรือแม้แต่ค่านิยมทางศาสนาที่ตอกย้ำว่าการทำแท้งเท่ากับการฆ่าคน เรียกง่ายๆ ว่าเป็น ‘การทำบาป’ เป็นสิ่งที่ผิดศีลธรรม จนหลายครั้งกลายเป็นภาระทางจิตใจที่ทำให้ผู้เป็นแม่ต้องแบกรับความทุกข์ทรมานไปตลอดชีวิต ราวกับว่าบาปนั้นจะติดตัวเธอไปตลอดกาล

แต่ในทางกลับกันสังคมกลับไม่เคยตั้งคำถามถึงความจริงอีกด้านหนึ่งที่แสนเจ็บปวดไม่แพ้กัน นั่นคือชะตากรรมของเด็กคนหนึ่งที่ต้องเติบโตขึ้นมาอย่างยากลำบาก ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีใครพร้อมจะดูแล ทั้งที่เด็กคนนั้นไม่เคยมีสิทธิ์เลือก ไม่เคยขอร้องให้ใครนำเขามาเกิดด้วยซ้ำ

และเหตุการณ์การคลอดลูกในโลกของขัปปะยังสะท้อนให้เห็นถึงประสบการณ์เจ็บปวดที่อะคุตะงาวะต้องเผชิญด้วยตัวเอง คือ ‘ความวิตกเรื่องกรรมพันธุ์’ ที่ติดตามหลอกหลอนเขาไปตลอดชีวิต ชีวิตในวัยเด็กของอะคุตะงาวะไม่ได้สวยงามอย่างที่ใครหลายคนคาดคิด 

ตามประวัติแม่ของอะคุตะงาวะมีอาการป่วยทางจิตเนื่องจากการสูญเสียลูก นั้นคือพี่สาวของอะคุตะงาวะก่อนที่แม่จะตั้งท้องเขาได้ไม่นาน อะคุตะงาวะในวัยทารกจึงถูกส่งไปให้ลุงผู้เป็นพี่ชายของแม่รับเลี้ยงแทน เติบโตขึ้นมาโดยแทบไม่เคยได้สัมผัสความรักความอบอุ่นจากแม่ที่แท้จริงเลยแม้แต่น้อย

เมื่อย่างเข้าสู่บั้นปลายชีวิต อะคุตะงาวะเองก็เริ่มมีอาการทางประสาท ทั้งภาวะประสาทอ่อนล้า อาการหูแว่วเห็นภาพหลอน จนเขาเชื่อสนิทใจว่าโรคทางจิตที่เขากำลังเผชิญนั้นคือ ‘กรรมพันธุ์’ ที่ถูกส่งต่อมาจากแม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความหวาดกลัวนี้ฝังรากลึกจนกลายเป็นแก่นสำคัญของงานเขียน “ขัปปะ

ความทุกข์ทรมานจากการแบกรับ “สายเลือดแห่งความบ้าคลั่ง” นี้เองที่หล่อหลอมให้อะคุตะงาวะมองว่า การถือกำเนิดมาเป็นมนุษย์นั้นคือโศกนาฏกรรมอย่างหนึ่ง และหากเขาสามารถย้อนเวลากลับไปเลือกได้ เขาก็คงปรารถนาที่จะไม่ต้องลืมตาดูโลกใบนี้เลยตั้งแต่แรก ความคิดนี้เองที่ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเจ็บปวดผ่านฉากการคลอดของขัปปะ ที่พ่อขัปปะต้องตะโกนถามลูกในท้องว่าต้องการเกิดมาหรือไม่ ก่อนที่ทารกจะเกิด ราวกับเป็นเสียงที่อะคุตะงาวะเองอยากจะได้ยินจากพ่อแม่ของตนเองบ้าง แต่ไม่เคยมีใครถามเขาเลย

หากเรามองย้อนกลับไปเปรียบเทียบกับสังคมญี่ปุ่น ซึ่งเป็นบริบทของอะคุตะงาวะ จะพบพัฒนาการที่ต่างจากไทยอย่างชัดเจน ในทางกฎหมายญี่ปุ่นอนุญาตให้ทำแท้งได้อย่างถูกกฎหมายมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1948 โดยเริ่มจากเหตุผลด้านสุขภาพและพันธุกรรม ก่อนขยายให้ครอบคลุมปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้แม้ในหลักการกฎหมายอาญาจะยังถือเป็นความผิด แต่ข้อยกเว้นที่กว้างขวางก็ทำให้การทำแท้งเป็นเรื่องที่สังคมญี่ปุ่นยอมรับและปฏิบัติกันอย่างแพร่หลายมากว่าเจ็ดทศวรรษแล้ว

ต่างจากไทยที่เพิ่งแก้กฎหมายผ่อนคลายลงในปี พ.ศ. 2564 หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากฎหมายเดิมขัดต่อรัฐธรรมนูญ จึงแก้ไขมาตรา 301 และ 305 ให้ยุติการตั้งครรภ์ได้โดยไม่ผิดกฎหมาย หากอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ หรือไม่เกิน 20 สัปดาห์เมื่อผ่านการปรึกษาแพทย์ สะท้อนว่าไทยเพิ่งเริ่มก้าวออกจากกรอบที่มองการทำแท้งเป็นอาชญากรรมและบาปทางศีลธรรมมาไม่นานนัก

ที่น่าสนใจคือ แม้ญี่ปุ่นจะมีรากฐานพุทธศาสนาไม่ต่างจากไทย แต่กลับไม่ตัดสินการทำแท้งด้วยกรอบ “บาป” อย่างเบ็ดเสร็จ หากคลี่คลายความรู้สึกผิดผ่านพิธีกรรม ‘มิซึโกะ-คุโย’ (Mizuko Kuyo) พิธีรำลึกถึงเด็กที่ไม่ได้เกิด ซึ่งปรากฏขึ้นราวทศวรรษ 1970 เปิดพื้นที่ให้แม่ได้ระบายความรู้สึกสูญเสียผ่านการกราบไหว้บูชา แทนที่จะถูกประณามอย่างเปิดเผยเหมือนที่ผู้หญิงไทยจำนวนมากต้องเผชิญ

อย่างไรก็ตาม พิธีกรรมนี้ก็ไม่ได้ไร้ข้อครหา นักวิชาการอย่างเฮเลน ฮาร์ดาเคร (Helen Hardacre) ชี้ว่าวัดบางแห่งใช้ความเชื่อเรื่อง “ทาทาริ” (คำสาปแช่งจากวิญญาณที่ไม่ได้รับการเซ่นไหว้) เป็นเครื่องมือกระตุ้นความรู้สึกผิด และเรียกเก็บค่าพิธีในราคาสูงเกินจริง 

ความย้อนแย้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ไม่ควรยกญี่ปุ่นเป็น ‘อุดมคติ’ ที่ไทยควรเลียนแบบโดยไม่ตั้งคำถาม เพราะแม้ญี่ปุ่นจะเปิดพื้นที่ให้ความรู้สึกผิดได้รับการเยียวยา แต่พื้นที่นั้นก็ถูกแทรกแซงด้วยกลไกธุรกิจ ไม่ต่างจากที่ไทยใช้ศีลธรรมตัดสินความผิด เพียงเปลี่ยนจากการ ‘ประณามด้วยบาป’ เป็นการ ‘ค้ากำไรจากความรู้สึกผิด’เท่านั้น ทั้งสองสังคมจึงต่างมีกลไกกดทับผู้หญิงในรูปแบบที่ต่างกันไปเช่นกัน

“เกล” ขัปปะนายทุน

“เกล” ขัปปะนายทุน
“เกล” ขัปปะนายทุน

ในโลกใบนี้ “ทุนนิยม” ยังคงอยู่เสมอมา ค่าของเม็ดเงินมีอิทธิพลมหาศาลเสียจนบางครั้งมันสามารถซื้อได้แม้กระทั่งศักดิ์ศรีและความเป็นมนุษย์ เมื่อโลกถูกขับเคลื่อนด้วยเงินตรา การดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของชนชั้นแรงงานจึงกลายเป็นภาพสะท้อนของสังคมที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยจำต้องยอมแลกบางสิ่งบางอย่างของตนเอง เพื่อให้ได้มาซึ่งปัจจัยในการดำรงชีวิต จนเกิดเป็นคำพูดประชดประชันว่า “กลิ่นเงินมันหอม”

เรื่องราวจึงหยิบยกสภาพสังคมของชนชั้นแรงงานที่ต้องดิ้นรนหางานทำเพื่อความอยู่รอด มาตีแผ่และเสียดสีโลกทุนนิยมที่ให้คุณค่ากับ “เงิน” มากกว่าคุณค่าของ “คน” ผ่านตัวละครอย่าง “เกล” ประธานบริษัทผลิตกระจก ผู้เป็นภาพแทนของนายทุนที่ยึดผลกำไรเป็นศูนย์กลาง

เกลไม่ได้เป็นเพียงนายทุนคนหนึ่งในเรื่อง หากแต่เป็นตัวแทนของกลุ่มคนที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจทั้งในอดีตและปัจจุบัน ผู้ซึ่งมองชนชั้นแรงงานผ่านสายตาของผลประโยชน์และตัวเลขทางธุรกิจ มากกว่าจะมองพวกเขาในฐานะ “มนุษย์” ที่มีศักดิ์ศรีและชีวิตเป็นของตนเอง ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อเงินกลายเป็นสิ่งที่มีอำนาจเหนือทุกสิ่ง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “เราจะหาเงินได้มากเท่าไร” แต่คือ “เราต้องสูญเสียความเป็นมนุษย์ไปมากแค่ไหน เพื่อแลกกับเงินเหล่านั้น”

ข้าพเจ้าได้ถือจดหมายแนะนำตัวจากเกล ไปขอเข้าเยี่ยมชมโรงงานต่างๆ ทั้งของเกลและเพื่อนที่เกี่ยวข้อง ในบรรดาโรงงานที่ได้ไปดูมา ข้าพเจ้าชอบใจโรงงานของบริษัทพิมพ์หนังสือ วิธีการผลิตหนังสือที่ดินแดนขัปปะ เพียงแค่เอากระดาษ หมึก และผงสีเทาๆ (สมองลา ตามคำบอกเล่าของขัปปะหนุ่มน้อยผู้เป็นช่างเทคนิค) ใส่เข้าไปตรงปากเครื่องจักรรูปกรวยเพียงห้านาทีเท่านั้น หนังสือมากมายหลายขนาด ก็จะทยอยออกมา

ที่จริงเกลเล่าว่าประเทศนี้จะผลิตเครื่องจักรใหม่ๆ ออกมาราว 70-800 ชนิดต่อเดือน โดยเฉลี่ยเครื่องจักรเหล่านี้จะผลิตสิ่งต่างๆ ได้เป็นจำนวนมากโดยไม่ต้องใช้มือคนเลย 

ดังนั้นผลที่เห็นก็คือ ขัปปะถูกไล่ออกจากงานราว 40,000-50,000 ตัวทุกเดือนขนาดนั้นแล้วแม้ข้าพเจ้าจะอ่านหนังสือพิมพ์ทุกเช้า ก็ยังไม่เคยเห็นข่าวการประท้วงนัดหยุดงานเลย

( ห.63 ขัปปะ : ริวโนะซุเกะ อะคุตะงาวะ)

จนกระทั่งเขาได้รับเชิญไปงานเลี้ยงที่บ้านเกลกับเพ็ปและชัค ความแปลกใจได้หายไปหลังได้รับคำตอบจากปากของเกล

ทำไมน่ะหรือ ก็ถูกกินหมดน่ะซี

กรรมกรที่ถูกไล่ออกจากโรงงานนั้น เขาจะฆ่าเอาเนื้อไปใช้เป็นอาหารหมด ดูในหนังสือพิมพ์นี่สิ เดือนนี้กรรมกรถูกปลดออกจากงาน 64,769 ตัว ดังนั้นราคาเนื้อจึงถูกลง

( ห.63 ขัปปะ : ริวโนะซุเกะ อะคุตะงาวะ)

คำอธิบายนี้กล่าวเสริมโดยชัค ให้เขาได้คลายข้อสงสัยลง และเสริมต่อคำพูดของเพ็ปขัปปะผู้พิพากษา

กรรมกรยอมให้เขาฆ่าโดยดีหรือ

( ห.63 ขัปปะ : ริวโนะซุเกะ อะคุตะงาวะ)

ถึงจะโวยวายก็ไม่มีทางรอด เพราะเรามีกฎหมายอนุญาตให้ฆ่ากรรมกรไว้แล้ว

( ห.64 ขัปปะ : ริวโนะซุเกะ อะคุตะงาวะ)

ฉากดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการเสียดสีระบบทุนนิยมที่ให้คุณค่ากับ “ผลกำไร” มากกว่าชีวิตและศักดิ์ศรีของมนุษย์อย่างชัดเจน เมื่อเครื่องจักรเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ การถูกเลิกจ้างจึงไม่ได้หมายถึงเพียงการสูญเสียอาชีพ หากแต่ในโลกของขัปปะ “กรรมกร” ยังถูกลดทอนคุณค่าจนสามารถถูกฆ่าและนำเนื้อไปบริโภคได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

สิ่งที่น่าสะเทือนใจยิ่งกว่าการถูกฆ่า คือการที่สังคมขัปปะกลับมองเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องปกติ และยังนำจำนวนกรรมกรที่ถูกปลดออกจากงานมาเชื่อมโยงกับ “ราคาเนื้อ” ในตลาดอย่างหน้าตาเฉย ตัวเลข 64,769 ตัว จึงไม่ได้ถูกนำเสนอในฐานะจำนวนชีวิตที่สูญเสียความมั่นคง แต่กลับกลายเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สามารถนำไปคำนวณกับราคาสินค้าได้ ราวกับว่าชีวิตของมนุษย์มีค่าเพียงเท่ากับราคาที่ตลาดกำหนด

นอกจากนี้การที่มีกฎหมายอนุญาตให้ฆ่ากรรมกรได้ ยังเป็นการเสียดสีที่รุนแรงถึงโครงสร้างอำนาจของสังคม เพราะกฎหมายซึ่งควรทำหน้าที่คุ้มครองชีวิตและสิทธิของประชาชน กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือรับรองการกระทำที่ลดทอนความเป็นมนุษย์ เมื่อกฎหมายให้ความชอบธรรมแก่การฆ่า การต่อต้านหรือการประท้วงของแรงงานจึงแทบไม่มีความหมาย เพราะผู้ที่อยู่ในสถานะเสียเปรียบไม่มีแม้แต่สิทธิขั้นพื้นฐานในการปกป้องชีวิตของตนเอง

ขณะเดียวกันการที่ไม่พบข่าวการประท้วงหรือนัดหยุดงาน แม้จะมีกรรมกรถูกเลิกจ้างนับหมื่นตัวในแต่ละเดือน ก็ยิ่งสะท้อนว่าสังคมนี้ได้ทำให้ความรุนแรงกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว ความเงียบของกรรมกรจึงอาจไม่ได้หมายถึงการยอมรับ หากแต่เป็นผลจากระบบที่ทำให้พวกเขาไม่มีอำนาจมากพอจะต่อต้าน

ฉากนี้จึงไม่ได้พูดถึงเพียง “การถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักร” แต่กำลังตั้งคำถามถึงสังคมที่ปล่อยให้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและกลไกทางเศรษฐกิจดำเนินต่อไปโดยปราศจากการคำนึงถึงชีวิตมนุษย์ เพราะท้ายที่สุดแล้ว หากมนุษย์สามารถถูกปลดออกจากงาน ถูกฆ่า และถูกนำไปขายเป็นอาหารได้เพียงเพราะไม่สามารถสร้างกำไรให้แก่ระบบอีกต่อไป สิ่งที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่เครื่องจักร หากแต่เป็น ระบบเศรษฐกิจที่ทำให้มนุษย์กลายเป็นเพียงตัวเลขหนึ่งในบัญชีต้นทุนและผลกำไร

การเสียดสีต่อสังคมมนุษย์จากคำพูดของหมอชัค ทำให้เรามองเห็นถึงภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

ที่ประเทศคุณน่ะ พวกลูกสาวกรรมกรก็ถูกขายไปเป็นโสเภณีมิใช่หรือ จะมาขุ่นเคืองกะอีแค่เรื่องการกินเนื้อกรรมกร ก็ออกจะอารมณ์อ่อนไหวมากไปหน่อยนะ

( ห.64 ขัปปะ : ริวโนะซุเกะ อะคุตะงาวะ)

การเสียดสีสังคมมนุษย์ผ่านคำพูดของหมอชัคทำให้เห็นว่า โลกของขัปปะอาจไม่ได้แตกต่างจากโลกมนุษย์มากนัก เพราะเบื้องหลังเรื่องราวอันน่าพิศวงกลับซ่อนภาพความเป็นจริงของสังคมเอาไว้ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความยากจนและการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด

คำพูดที่ว่า “พวกลูกสาวกรรมกรก็ถูกขายไปเป็นโสเภณีมิใช่หรือ” เป็นการย้อนกลับไปยังสังคมมนุษย์ของผู้เล่าเรื่อง และชี้ให้เห็นความย้อนแย้งอย่างเจ็บแสบว่า เหตุใดการนำ “เนื้อกรรมกร” มาบริโภคจึงกลายเป็นเรื่องที่น่าตกใจ ในขณะที่การที่ลูกสาวของชนชั้นแรงงานต้องถูกขายเข้าสู่อาชีพค้าประเวณีกลับถูกทำให้เป็นเรื่องที่พบเห็นได้ในสังคม คำพูดนี้จึงทำหน้าที่เสียดสีมนุษย์ที่สามารถรู้สึกสะเทือนใจกับความรุนแรงบางรูปแบบ แต่กลับเพิกเฉยต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับคนชายขอบซึ่งอยู่ใกล้ตัวมากกว่า

หากเรานำประเด็นนี้มาอ่านร่วมกับสังคมในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าความยากจนยังคงเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญที่จำกัดทางเลือกของชีวิต สำหรับคนที่มีต้นทุนทางเศรษฐกิจต่ำ การตัดสินใจหลายอย่างอาจไม่ได้เกิดขึ้นจาก “ความต้องการ” อย่างแท้จริง หากเกิดจากคำถามที่เรียบง่ายกว่านั้นว่า “ถ้าไม่ทำ แล้วจะเอาอะไรกิน?”

จากคำพูดบ่นของคนหลายๆคน “ความจนมันน่ากลัว” จึงมีความหมายมากกว่าการไม่มีเงิน เพราะความยากจนสามารถทำให้มนุษย์ต้องยอมแลกสิ่งที่มีค่ามากกว่าทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นเวลา แรงงาน ร่างกาย ศักดิ์ศรี หรือแม้กระทั่งตัวตนของตนเอง เพื่อแลกกับรายได้ที่เพียงพอสำหรับการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นแรงงานที่ต้องทำงานหนักเกินค่าจ้าง การยอมรับสภาพการทำงานที่ไม่เป็นธรรม หรือในบางกรณี การเข้าสู่การขายบริการทางเพศเพราะไม่มีทางเลือกอื่นที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต

อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญของฉากนี้อาจไม่ใช่การกล่าวโทษผู้ที่ยอม “ขายตัวตน” เพื่อเงิน แต่คือการตั้งคำถามกลับไปยังสังคมว่า เหตุใดมนุษย์คนหนึ่งจึงต้องอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องนำร่างกายหรือศักดิ์ศรีของตนเองมาแลกกับการมีชีวิตอยู่ต่อไป เพราะถ้าเรามองเพียงว่าคนเหล่านี้ “เลือกเอง” เราอาจกำลังมองข้ามเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและโครงสร้างทางสังคมที่ผลักให้พวกเขามีทางเลือกน้อยลงเรื่อยๆ

ดังนั้น “การกินเนื้อกรรมกร” ในโลกของขัปปะจึงเป็นภาพเสียดสีที่รุนแรง เพราะมันทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมมนุษย์ถูกขยายให้เห็นอย่างแจ่มชัดเมื่อมนุษย์ถูกตีราคาเป็นสินค้า และคุณค่าของชีวิตถูกกำหนดด้วยกำลังซื้อ สิ่งที่น่ากลัวจึงไม่ใช่เพียงการที่คนจนต้องขายแรงงานเพื่อเงิน แต่คือวันที่สังคมยอมรับว่า ตราบใดที่พวกเขายังสามารถนำบางสิ่งของตัวเองมาแลกเป็นเงินได้ การสูญเสียศักดิ์ศรีหรือความเป็นมนุษย์ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป

นี่จึงเป็นความเจ็บแสบของอะคุตะงาวะ เพราะ “ขัปปะ” ที่ดูเหมือนเป็นโลกแฟนตาซี กลับทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนโลกมนุษย์ได้อย่างตรงไปตรงมา และทำให้เราต้องย้อนกลับมาถามตัวเองว่า ในโลกที่เงินมีอำนาจเหนือชีวิต แท้จริงแล้วมนุษย์ยังมีสิทธิเลือกชีวิตของตัวเองมากน้อยเพียงใด

“ลัป” ขัปปะนักศึกษา

“ลัป” ขัปปะนักศึกษา
“ลัป” ขัปปะนักศึกษา

“ความเชื่อ” คือสิ่งที่สังคมมนุษย์ยึดถือและส่งต่อกันมาตั้งแต่โบราณกาล จวบจนถึงยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีและองค์ความรู้พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด มนุษย์ยังคงแสวงหาบางสิ่งเพื่อใช้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ โดยเฉพาะ “ศาสนา” ซึ่งทำหน้าที่เป็นหลักทางจิตใจในยามที่มนุษย์เผชิญกับความทุกข์ ความไม่แน่นอน และสิ่งที่ไม่อาจควบคุมได้

ในอดีตมนุษย์พยายามอธิบายปรากฏการณ์รอบตัวผ่านสิ่งเหนือธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการนับถือดินฟ้าอากาศ ต้นไม้ ภูเขา พระเจ้า หรือภูตผี รวมถึงการเชื่อว่าภัยพิบัติและเหตุการณ์เลวร้ายต่าง ๆ เป็นผลจากการลงโทษของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่เมื่อเวลาผ่านไปผู้คนริเริ่มการหาสาเหตุของการเกิดขึ้นอย่างแท้จริง ผ่านกระบวนทางวิทยาศาตร์ที่เข้ามามีอิทธิพล ทำให้ผู้คนมีความคิด ตระกละเหตุผล มากกว่าการใช้ความรู้สึกความเชื่อภายในจิตใจ 

อย่างไรก็ตามความก้าวหน้าทางเหตุผลไม่ได้หมายความว่าความเชื่อจะหมดความหมายไป เพราะทั้งสองสิ่งต่างทำหน้าที่แตกต่างกัน เหตุผลช่วยให้มนุษย์เข้าใจว่าสิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นได้อย่างไร ขณะที่ความเชื่อและศาสนาอาจช่วยให้มนุษย์ตั้งคำถามว่าเราจะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไรเมื่อเผชิญกับสิ่งเหล่านั้น

ในทางกลับกันการยึดเหตุผลเพียงอย่างเดียวจนสุดโต่งอาจทำให้มนุษย์กลายเป็นผู้ที่มองทุกอย่างผ่านตรรกะจนหลงลืมความรู้สึกและความหมายของชีวิต ขณะที่การใช้ความเชื่อและความรู้สึกนำทางโดยปราศจากเหตุผล ก็อาจนำไปสู่การงมงาย การปฏิเสธข้อเท็จจริง หรือการตัดสินใจที่สร้างผลกระทบต่อผู้อื่น ดังนั้น สิ่งที่มนุษย์ต้องเรียนรู้อาจไม่ใช่การเลือกว่าจะอยู่ข้าง “เหตุผล” หรือ “ความเชื่อ” หากแต่คือการรู้ว่า เมื่อไหร่ควรใช้หัวใจ และเมื่อไหร่ควรใช้เหตุผล เพื่อให้ทั้งสองสิ่งสามารถดำรงอยู่ควบคู่กันไปได้อย่างสมดุล

ดินแดนขัปปะแห่งนี้ก็มีศาสนาไม่ต่างจากดินแดนมนุษย์ นอกเหนือจาก ศาสนาคริสต์ พุทธ อิสลาม และลัทธิบูชาไฟ แต่มีลัทธิใหม่หนึ่ง เรียกว่า ‘ลัทธิชีวิต’ ถือกำเนิดขึ้นมีอิทธิพลใหญ่

ในบ่ายวันที่มีเมฆมากและอากาศอบอุ่น ลัปกับข้าพเจ้าก็พากันไปที่วัดใหญ่ เราไปหยุดยืนแหงนมองวัดยักษ์ที่ดูเหมือนอสุรกายมหึมามากกว่าสิ่งก่อสร้าง ภายในก็กว้างใหญ่ ระหว่างเสารูปกลมแบบคอรินธ์ จะเห็นผู้คนเข้ามาเคารพสักการะมากมาย ซึ่งต่างก็ดูตัวเล็กกระจิดริดแบบเดียวกับเรา

ทั้งสองได้พบกับขัปปะหลังงอโค้งเป็นท่านผู้เฒ่า จึงถือโอกาสนี้ให้ท่านผู้เฒ่าได้พาเยี่ยมชมวัด และได้รู้จักกับ ต้นไม้แห่งชีวิต

สิ่งที่เราเคารพบูชากันได้แก่ ต้นไม้แห่งชีวิต’ ที่อยู่บนยกพื้นตรงหน้า นี่แหละ ต้นไม้แห่งชีวิต’ นี้ก็เป็นอย่างที่ท่านเห็น มีลูกสีทองกับสีเขียว ลูกสีทองเรียกว่า ผลแห่งความดี’ ส่วนลูกสีเขียว ผลแห่งความชั่ว

( ห.107-108 ขัปปะ : ริวโนะซุเกะ อะคุตะงาวะ)

แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเขาคือ รูปปั้นหินอ่อนครึ่งตัวที่เรียงรายอยู่ในซุ้มสองข้าง ขัปปะเฒ่าจึงได้อธิบายถึงรูปปั้นนั้นว่า

นี่คือนิทเช่ กวีผู้แต่งซาราธุสตรา ผู้แสวงหาทางหลุดพ้นจากซูเปอร์ขัปปะที่ตนสร้างขึ้นมา แต่ไม่สำเร็จเลยเป็นบ้าไป แต่ถ้าไม่เป็นบ้าละก็ อาจไม่ได้มีชื่ออยู่ในทำเนียบนักบุญก็ได้นะ

( ห.109 ขัปปะ : ริวโนะซุเกะ อะคุตะงาวะ)

ขัปปะเฒ่าอธิบายรูปปั้นต่อไป จนสิ้นสุดถึงรูปปั้นวีนัสสีดำ มีองุ่นป่าพวงหนึ่งวางอยู่ใต้นั้นเป็นของบูชาก่อนที่จะให้พวกเรานั่งและออกตัวพูดขึ้นว่า

โปรดอย่าลืมว่าศาสนาของพวกเราคือลัทธิชีวิต พระเจ้าของเรา ต้นไม้แห่งชีวิต’ สอนว่า จงใช้ชีวิตอย่างเต็มที่’ ลัปเธอเคยให้ท่านผู้นี้ดูคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของเราไหม

( ห.111 ขัปปะ : ริวโนะซุเกะ อะคุตะงาวะ)

ลัปตอบกลับผู้เฒ่าไปตามสัตย์จริง ว่าไม่เคยให้อ่านและตัวเขาเองก็แทบจะไม่เคยอ่าน ท่านผู้เฒ่ายิ้ม และพูดต่อไปว่า

ถ้างั้นละก็คงจะไม่เข้าใจ พระเจ้าสร้างโลกนี้ขึ้นมาในหนึ่งวัน (ต้นไม้แห่งชีวิต แม้เราจะเรียกว่าต้นไม้ก็ตาม แต่ก็ไม่มีอะไรจะอยู่นอกเหนืออำนาจของมันได้) แล้วก็สร้างขัปปะตัวเมียขึ้นมา พอขัปปะตัวเมียเบื่อหน่ายขึ้นมาก็ร่ำร้องต้องการหาตัวผู้ พระเจ้าของเราก็สงสารเห็นใจ จึงเอามันสมองของตัวเมียมาสร้างเป็นขัปปะตัวผู้ แล้วอวยพรให้ขัปปะทั้งสองว่า จงกิน จงสืบพันธุ์ และจงใช้ชีวิตให้เต็มที่…’

( ห.112 ขัปปะ : ริวโนะซุเกะ อะคุตะงาวะ)

ฉากและบทสนทนาเหล่านี้ ทำให้เราเห็นการพูดคุยเกี่ยวกับความเชื่อ ศาสนา ลัทธิ พระเจ้า และสิ่งที่ชาวขัปปะเคารพบูชา จึงไม่ได้เป็นเพียงรายละเอียดประกอบโลกสมมติของอะคุตะงาวะ หากแต่เป็นการตั้งคำถามเชิงปรัชญาต่อ “ความเชื่อ” ของมนุษย์อย่างแยบคาย เพราะแม้แต่ผู้เฒ่าผู้รอบรู้และเป็นผู้ถ่ายทอดหลักคำสอนของศาสนาขัปปะเอง ก็ยังอดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามต่อพระเจ้าที่ตนเองนับถือ

สิ่งที่น่าสนใจคือ “ต้นไม้แห่งชีวิต” ซึ่งชาวขัปปะเคารพบูชา ถูกกำหนดให้เป็นพระเจ้าผู้สอนให้พวกเขา “จงใช้ชีวิตอย่างเต็มที่” ขณะเดียวกัน ผลสีทองและสีเขียวที่อยู่บนต้นไม้ก็ถูกแบ่งออกเป็น “ผลแห่งความดี” และ “ผลแห่งความชั่ว” ราวกับว่ามนุษย์พยายามสร้างระบบบางอย่างขึ้นมาเพื่ออธิบายว่า สิ่งใดถูก สิ่งใดผิด สิ่งใดดี และสิ่งใดชั่ว

เมื่อมองกลับมายังสังคมมนุษย์ เราเองก็ไม่ได้แตกต่างจากชาวขัปปะมากนัก เพราะตลอดประวัติศาสตร์ มนุษย์ต่างสร้างสิ่งที่อยู่เหนือการมองเห็นขึ้นมาเป็นที่ยึดเหนี่ยว ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้า ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ หรือแม้กระทั่งอุดมการณ์บางอย่าง สิ่งเหล่านี้ช่วยให้มนุษย์สามารถอธิบายสิ่งที่ไม่เข้าใจ รับมือกับความกลัว และสร้างความหมายให้กับการมีชีวิตอยู่

แต่ในขณะเดียวกันอะคุตะงาวะก็ไม่ได้ปล่อยให้ “ความเชื่อ” ดำรงอยู่อย่างศักดิ์สิทธิ์โดยปราศจากคำถาม เพราะผู้ที่ศรัทธาเองก็สามารถเกิดความคลางแคลงใจได้ ดังที่ขัปปะเฒ่ายอมรับกับตัวละครเอกอย่างตรงไปตรงมาว่า

ที่จริงฉันน่ะนี่เป็นความลับของฉัน ขออย่าได้เล่าให้ใครฟังอีกล่ะ คือที่จริงฉันเองก็ไม่เชื่อมั่นในพระเจ้าของพวกเราหรอก แต่ว่าบางทีคำสวดมนต์อ้อนวอนของฉัน…”

( ห.112 ขัปปะ : ริวโนะซุเกะ อะคุตะงาวะ)

เพียงแค่ประโยคนี้กลับทำให้มีน้ำหนักอย่างมาก เพราะมันทำให้เห็นว่า การมีศรัทธาไม่ได้หมายความว่ามนุษย์จะปราศจากข้อสงสัย ตรงกันข้ามบางครั้งการตั้งคำถามต่อสิ่งที่เราเชื่ออาจเป็นส่วนหนึ่งของการมีความเชื่อเสียด้วยซ้ำ

และเมื่อย้อนกลับมามองสังคมปัจจุบัน คำถามนี้ก็ยังคงร่วมสมัยอย่างน่าประหลาด แม้โลกจะเดินทางเข้าสู่ยุคที่วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และข้อมูลข่าวสารสามารถอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ได้มากกว่าในอดีต แต่มนุษย์ก็ยังคงแสวงหาบางสิ่งเพื่อเป็นหลักยึดเหนี่ยวอยู่เสมอ เพียงแต่สิ่งที่เรา “บูชา” อาจเปลี่ยนรูปไปจากเดิม

เราอาจไม่ได้ก้มกราบอยู่หน้ารูปปั้นเหมือนชาวขัปปะ แต่เราอาจยกย่องเงิน ความสำเร็จ ชื่อเสียง อำนาจ ความงาม หรือแม้แต่ภาพลักษณ์ของชีวิตที่สมบูรณ์แบบบนโลกออนไลน์ให้กลายเป็นสิ่งที่มีอำนาจเหนือชีวิตของเราโดยไม่รู้ตัว

คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า “มนุษย์ยังเชื่อในพระเจ้าอยู่หรือไม่?” แต่อาจเป็นว่า “ในโลกที่บอกว่าเราเป็นอิสระจากความเชื่อแล้วนั้น แท้จริงแล้วเรากำลังบูชาอะไรอยู่?”

นี่อาจเป็นหนึ่งในความแหลมคมของ ขัปปะ เพราะอะคุตะงาวะไม่ได้เพียงสร้างโลกที่มีศาสนาและพระเจ้าขึ้นมาใหม่ แต่กำลังใช้โลกของขัปปะเป็นกระจก เพื่อให้มนุษย์หันกลับมามองตัวเอง และพบว่าไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคสมัย มนุษย์ก็ยังคงต้องการ “บางสิ่ง” เพื่อเชื่อ เพื่อหวัง และเพื่อทำให้การมีชีวิตอยู่ของตนเองมีความหมาย แม้กระทั่งผู้ที่รู้ว่าความเชื่อของตนอาจไม่สมบูรณ์ ก็ยังคงสวดอ้อนวอนต่อสิ่งนั้นอยู่ดี

เพราะท้ายที่สุดแล้วบางทีสิ่งที่มนุษย์ต้องการจากพระเจ้าอาจไม่ใช่ “ความจริง” เสมอไป แต่อาจเป็นเพียงความหวังว่าในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน จะยังมีบางสิ่งให้เราเชื่อและยึดเหนี่ยวอยู่

“ทค” ขัปปะนักกวี

ขัปปะ
“ทค” ขัปปะนักกวี

“ทค” เป็นขัปปะนักกวีไว้ผมยาวรุงรัง ทคเป็นพวกที่นิยมรักเสรี ดังนั้นเขาจึงไม่มีภรรยา เขามักใช้เวลาพูดคุยเรื่องชีวิตของขัปปะและเรื่องศิลปะ โดยมีความเชื่อว่าการดำเนินชีวิตของขัปปะธรรมดาสามัญนั่นเป็นเรื่องบ้าบอสิ้นดี โดยเฉพาะระบบครอบครัวที่พ่อแม่ ผัวเมีย และพี่น้องต้องผูกพันใช้ชีวิตร่วมกัน ในสายตาของทคแล้ว นี่คือความบ้าบอที่สุด

ความเชื่อนี้ของทคถูกถ่ายทอดออกมาอย่างชัดเจนผ่านฉากหนึ่งของเนื้อเรื่อง ข้างนอกหน้าต่างเขาพบเห็นขัปปะพ่อแม่และขัปปะตัวผู้ตัวเมียราวเจ็ดถึงแปดตัวเกาะห้อยระโยงระยางอยู่รอบคอ ภาพนี้เองที่กลายเป็นสัญลักษณ์สะท้อนมุมมองของทคที่มีต่อสถาบันครอบครัว ว่าเป็นเพียงภาระที่รัดรึงและถ่วงรั้งอิสรภาพของปัจเจกบุคคลเอาไว้

บทสนทนาระหว่างทคกับข้าพเจ้า ทำให้เห็นเราได้รู้จักกับคลับของพวกซูเปอร์ขัปปะ

ถ้างั้นคุณก็พร้อมที่จะเสียสละคนฉลาดเพียงหนึ่งคน แลกกับคนธรรมดาสามัญหนึ่งร้อยคนน่ะสิ

(ห. 44 ขัปปะ : ริวโนะซุเกะ อะคุตะงาวะ)

เอาละ งั้นคุณเป็นพวกไหนล่ะ ใครก็ไม่รู้บอกว่า คุณน่ะเป็นอนาธิปไตย

ผมน่ะหรอ ผมก็เป็นซูเปอร์แมนน่ะซี” (ถ้าจะแปลตรงตัวก็ต้องว่า ซูเปอร์ขัปปะ)

(ห. 45 ขัปปะ : ริวโนะซุเกะ อะคุตะงาวะ)

ทคตอบด้วยท่าทีภาคภูมิ นอกจากทคจะเป็นศิลปินแล้ว เขายังมีความคิดด้านศิลปะที่ไม่เหมือนใครอีกด้วย ทคเชื่อว่าศิลปะนั้นไม่อยู่ใต้อำนาจใดๆ ถ้ารักจะเป็นศิลปินก็ต้องทำตัวเป็นซูเปอร์ขัปปะ อยู่เหนือความดีความเลวใดๆ ทั้งสิ้น

ที่คลับของพวกซูเปอร์ขัปปะมี นักกวี นักเขียน นักประพันธ์ คีตกวี นักวิจารณ์ จิตรกร นักดนตรี ประติมากร แล้วก็ศิลปินสมัครเล่นต่างๆ ซึ่งแต่ละคนล้วนเป็นซูเปอร์ขัปปะ

หากผู้อ่านสงสัยว่า “ซูเปอร์ขัปปะ” คืออะไร เมื่อเทียบกับบริบทของโลกมนุษย์แล้ว แนวคิดนี้แท้จริงคือการหยิบยืม “Übermensch” หรือ “อภิมนุษย์” จากปรัชญาของฟรีดริช นีทเช่ (Friedrich Nietzsche) มาสวมใส่ให้ตัวละคร นีทเช่เชื่อว่ามนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่จะต้องกล้าสร้างคุณค่าของตัวเองขึ้นมาใหม่ โดยไม่ผูกติดกับศีลธรรมแบบเดิมของสังคม ซึ่งตรงกับความเชื่อของทคที่ว่าศิลปินแท้จริงต้อง “อยู่เหนือความดีความเลว” อย่างไม่มีข้อยกเว้น

ความเชื่อเรื่อง “ครอบครัวคือภาระ” ของทคนี้เอง ที่สะท้อนภาพชีวิตจริงของอะคุตะงาวะได้อย่างลึกซึ้งที่สุด เพราะในช่วงปลายชีวิต อะคุตะงาวะไม่ได้แบกรับเพียงภาระเลี้ยงดูภรรยาและลูกทั้งสามคนเท่านั้น แต่ยังต้องญาติพี่น้องรวมแล้วกว่าสิบชีวิตด้วยปลายปากกาของตัวเอง และเมื่อต้นปี ค.ศ. 1927 พี่เขยของเขาคือถูกกล่าวหาว่าลอบวางเพลิงบ้านตัวเองเพื่อฉ้อโกงเงินประกันจนต้องหนีความผิดด้วยการฆ่าตัวตาย อะคุตะงาวะจึงต้องแบกรับทั้งหนี้สินที่พี่เขยทิ้งไว้และภาระดูแลครอบครัวของพี่สาวเพิ่มขึ้นมาอีก ท่ามกลางร่างกายและจิตใจที่กำลังอ่อนล้าจากโรคประสาทอยู่แล้ว

ตรงกันข้ามตัวละครทคกลับได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี ไม่ผูกติดกับภาระครอบครัวใดๆ ไม่ต้องทนทุกข์ใจกับการแบกรับความรับผิดชอบที่มาพร้อมกับการมีคนให้ต้องดูแล และเมื่อถึงจุดที่เหนื่อยล้ากับชีวิต เขาก็สามารถเลือกจบชีวิตตัวเองได้ตามความต้องการของตนเองอย่างแท้จริง

การใช้ชีวิตเช่นนี้อาจกล่าวได้ว่าคือภาพชีวิตในอุดมคติที่อะคุตะงาวะเฝ้าใฝ่ฝันอยากมีมาโดยตลอด ชีวิตที่ปราศจากพันธนาการ ปราศจากภาระที่ต้องแบกรับแทนใคร และมีอิสระเต็มที่ในการเลือกทางเดินของตัวเอง

ทว่าในโลกความเป็นจริง อะคุตะงาวะกลับไม่อาจปฏิเสธพันธะที่โอบล้อมตัวเขาไว้ได้เลย เขายังคงต้องแบกรับความรับผิดชอบต่อภรรยา บุตรทั้งสามคน ตลอดจนญาติพี่น้องในครอบครัวที่ต้องพึ่งพาเขาเพียงคนเดียว ความย้อนแย้งระหว่าง “ชีวิตที่ทคเลือกได้” กับ “ชีวิตที่อะคุตะงาวะเลือกไม่ได้” นี้เองที่ตอกย้ำให้เห็นว่า ตัวละครทคไม่ได้เป็นเพียงกระจกสะท้อนความคิดของอะคุตะงาวะเท่านั้น แต่ยังเป็นภาพแทนของความปรารถนาที่เขาไม่มีวันไปถึงได้ในชีวิตจริง กล่าวได้ว่าทคคือสิ่งที่อะคุตะงาวะอยากเป็น แต่พันธะทางครอบครัวและสังคมกลับไม่เคยอนุญาตให้เขาเป็นเช่นนั้นได้เลยสักครั้ง

ท้ายที่สุดอะคุตะงาวะใช้ตัวละครทคเป็นกระจกสะท้อนตัวเขาเองอย่างสมบูรณ์ ทั้งความเบื่อหน่ายต่อพันธนาการของครอบครัว และชะตากรรมสุดท้ายที่คล้ายคลึงกันเพราะในบั้นปลายเรื่อง ทคซึ่งอ่อนล้าจากการเป็นกวีมาทั้งชีวิต ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองด้วยปืนจ่อยิงหัวตัวเอง ทคได้เขียนกวีที่ลอกเลียน Mingnon ของเกอเต้อ

มาเถอะ ลุกขึ้นแล้วพากันไป

สู่หุบเขาที่แบ่งโลกนี้

ดินแดนที่โขดหินตระหง่าน

น้ำในลำธารใสไหลเย็น

และสมุนไพรชูดอกส่งกลิ่นขจร

(ห. 100 ขัปปะ : ริวโนะซุเกะ อะคุตะงาวะ)

การตายของทคเกิดจากที่ตัวเขาเบื่อความเป็นกวีนั่นเอง ไม่ต่างจากอะคุตะงาวะที่ตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเองด้วยยาพิษในอีกไม่กี่เดือนหลังจากเขียนเรื่อง “ขัปปะ” ราวกับว่าทคคือลางบอกเหตุที่อะคุตะงาวะเขียนทำนายชะตากรรมของตัวเองไว้ล่วงหน้า

ความเจ็บปวดของผู้เขียนกับโลกที่ไม่เคยเปลี่ยน

Point of View ขัปปะ

เมื่อพูดถึงนักเขียนญี่ปุ่นชื่อดังหลายคน เราอาจพบความจริงอันน่าเศร้าว่า นักเขียนจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับความเปราะบางทางจิตใจและความขัดแย้งภายในอย่างหนัก ริวโนะซุเกะ อะคุตะงาวะเองเลือกจบชีวิตลงในปี 1927 ขณะที่อีกหลายทศวรรษต่อมา ยูกิโอะ มิชิมะ นักประพันธ์เจ้าของผลงาน คำสารภาพของหน้ากาก(Confessions of a Mask) ก็จบชีวิตลงด้วยการทำ “เซปปุกุ” ในปี 1970

ในช่วงปลายชีวิต มิชิมะมีแนวคิดชาตินิยมและความหลงใหลในวิถีซามูไรอย่างเข้มข้น เขาพร้อมพวกอีกสี่คนบุกเข้าไปในฐานที่มั่นของกองกำลังป้องกันตนเองในกรุงโตเกียว จับผู้บัญชาการไว้ และเรียกระดมกำลังทหารเพื่อกล่าวสุนทรพจน์เรียกร้องให้กลับไปยึดถือจิตวิญญาณแบบนักรบ รวมถึงต่อต้านรัฐธรรมนูญหลังสงครามและทิศทางประชาธิปไตยของญี่ปุ่น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้ามกับความคาดหวังของเขา สุนทรพจน์อันร้อนแรงไม่ได้ทำให้เหล่าทหารคล้อยตาม หากกลับถูกโห่และเย้ยหยันจนแทบไม่มีใครฟัง เมื่อเห็นว่าอุดมการณ์ของตนไม่อาจเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้ มิชิมะจึงกลับเข้าไปด้านในและทำเซปปุกุ ก่อนเสียชีวิตด้วยวัยเพียง 45 ปี

เหตุการณ์นี้อาจดูห่างไกลจาก ขัปปะ แต่เมื่อมองให้ลึกลงไปกลับมีบางสิ่งที่เชื่อมโยงกันอยู่นั่นคือ มนุษย์ที่กำลังพยายามทำความเข้าใจกับโลกที่ตนเองไม่สามารถควบคุมได้

ญี่ปุ่นในช่วงศตวรรษที่ 20 ผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งสงคราม การสูญเสีย ความยากจน ความพ่ายแพ้ทางการเมือง การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ตลอดจนการเปลี่ยนผ่านจากสังคมแบบดั้งเดิมเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ โดยเฉพาะสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งสร้างบาดแผลอย่างรุนแรงต่อผู้คนทั้งทางร่างกาย เศรษฐกิจ และจิตใจ เมืองจำนวนมากถูกทำลาย ครอบครัวต้องพลัดพราก ผู้คนต้องเผชิญความสูญเสีย และหลังสงคราม ญี่ปุ่นยังต้องรับมือกับความพ่ายแพ้และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งใหญ่

ส่วนอะคุตะงาวะเองเสียชีวิตก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เขาก็มีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยนผ่านจากสังคมดั้งเดิมเข้าสู่ความทันสมัยอย่างรวดเร็ว ความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นนำมาซึ่งทั้งความเจริญและความสับสน เมื่อค่านิยมเก่ากับแนวคิดใหม่ปะทะกัน มนุษย์จึงต้องตั้งคำถามกับสิ่งที่เคยเชื่อ สิ่งที่เคยยึดถือ และท้ายที่สุดคือคำถามที่ว่า “เราควรมีชีวิตอยู่ในโลกแบบไหนกันแน่”

บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมงานเขียนของนักเขียนที่ผ่านความเจ็บปวดจึงมักทิ้งร่องรอยบางอย่างไว้ในตัวหนังสือ ทุกการจรดปากกา ทุกตัวอักษร และทุกบรรทัด อาจเป็นพื้นที่ที่ผู้เขียนใช้บันทึกความรู้สึก ความหวาดกลัว ความขัดแย้ง และสิ่งที่ไม่สามารถพูดออกมาได้โดยตรง

อย่างไรก็ดี เราไม่ควรโรแมนติไซส์ความเจ็บปวดด้วยการคิดว่า “ศิลปินที่ยิ่งใหญ่ต้องมีบาดแผล” หรือการป่วยทางจิตเป็นเงื่อนไขของการสร้างงานศิลปะที่ยอดเยี่ยม เพราะความเจ็บปวดไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับการสร้างสรรค์ หากแต่งานศิลปะสามารถเป็นพื้นที่หนึ่งที่มนุษย์นำประสบการณ์และความรู้สึกของตนเองมาทำความเข้าใจโลก

ความเจ็บปวดจึงอาจกลายเป็นวัตถุดิบของงานเขียนได้ เมื่อผู้เขียนนำประสบการณ์จริง ความทรงจำ หรือความรู้สึกที่ซับซ้อนมาแปรเปลี่ยนเป็นเรื่องราว บางครั้งการเขียนจึงไม่ใช่เพียงการเล่าเรื่องให้ผู้อื่นอ่าน แต่เป็นการสำรวจตัวเอง และพยายามทำความเข้าใจความเป็นมนุษย์ผ่านตัวละครและโลกที่ตนสร้างขึ้น

และสิ่งนี้เองที่ทำให้ ขัปปะ ยังคงน่าสนใจแม้เวลาจะผ่านมาเกือบครบหนึ่งศตวรรษ เสน่ห์ของหนังสือไม่ได้อยู่เพียงการสร้าง “ดินแดนขัปปะ” ที่แปลกประหลาดจากจินตนาการของอะคุตะงาวะ แต่คือการนำโลกสมมตินั้นมาใชhเป็นกระจกสะท้อนโลกมนุษย์ ทั้งการเมือง สังคม เศรษฐกิจ ขนบธรรมเนียม ความเชื่อ ศาสนา ไปจนถึงระบบทุนนิยมและความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับอำนาจ

ขัปปะแต่ละตัวเองก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ พวกมันมีความโลภ ความกลัว ความเห็นแก่ตัว ความหลงใหล และความขัดแย้งไม่ต่างจากมนุษย์ การทำให้สิ่งมีชีวิตเหนือจริงเหล่านี้มี “ข้อบกพร่องแบบมนุษย์” จึงทำให้โลกของขัปปะไม่ได้อยู่ห่างไกลจากเราเลย ในทางกลับกัน ยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกว่าโลกประหลาดแห่งนี้กลับดูคุ้นเคยกว่าที่คิด เพราะเมื่อถอดเปลือกของความแฟนตาซีออก เราจะพบว่า สิ่งที่อะคุตะงาวะกำลังพูดถึงไม่ใช่ขัปปะ หากแต่เป็นมนุษย์

มนุษย์ที่ต้องทำงานเพื่อความอยู่รอด
มนุษย์ที่อยู่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจและอำนาจ
มนุษย์ที่สร้างศาสนาและความเชื่อขึ้นมาเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยว
มนุษย์ที่พยายามนิยามความดีและความชั่ว
และมนุษย์ที่แม้จะรู้ว่าโลกที่ตนเองอยู่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ก็ยังคงต้องใช้ชีวิตต่อไป

จวบจนวันที่ฉันปิดหนังสือเล่มนี้ลง ฉันจึงอดไม่ได้ที่จะย้อนกลับไปถามตัวเองอีกครั้งว่า โลกจินตนาการของริวโนะซุเกะ อะคุตะงาวะ “ดินแดนขัปปะ” กำลังบอกอะไรกับเรา บางทีมันอาจไม่ได้ต้องการให้เราเชื่อว่า “ขัปปะ” มีอยู่จริงเลยด้วยซ้ำ แต่กำลังชวนให้เราลองมองโลกของมนุษย์ผ่านสายตาของสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ เพื่อให้เราเห็นความย้อนแย้ง ความมืดมน และความผิดปกติของสังคมที่เราอาศัยอยู่จนเคยชิน และเมื่อมองกลับมาอีกครั้ง เราอาจพบว่า ดินแดนขัปปะไม่ได้อยู่ที่ไหนไกล หากแต่อยู่ตรงหน้าเราเอง

มากกว่าการเป็นเพียงโลกจินตนาการของ “ผู้ป่วยหมายเลข 23” “ขัปปะ”  จึงอาจเป็นคำถามที่อะคุตะงาวะฝากไว้กับผู้อ่านว่า หากโลกที่เราคิดว่า “ปกติ” แท้จริงแล้วเต็มไปด้วยความย้อนแย้งเช่นเดียวกับดินแดนขัปปะ แล้วเราจะยังเรียกมันว่าโลกปกติได้อยู่อีกหรือ?

Leave a Comment

You may also like

This website uses cookies to improve your experience. We'll assume you're ok with this, but you can opt-out if you wish. Accept Read More

Short Story Post

Short Story
of The Year

ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเขียนเก่าหรือใหม่ Porcupine Blog เปิดโอกาสให้นักเขียนลงเรื่องสั้นใน Blog ของเรา เพื่อส่งเสริมการเขียนเรื่องสั้น อย่าปล่อยให้ผลงานของคุณอยู่นิ่งเพียงลำพังในแฟ้ม นี่คือโอกาสที่ผู้อ่านจะได้รู้จักเรื่องสั้นของคุณ