Hamlet : “To be or not to be” ซ่อนอะไรมากกว่าที่เราคิด

Hamlet เจ้าชายแห่งเดนมาร์ก แวดล้อมด้วยการแก้แค้น ทรยศ หักหลัง และการยอมจำนนต่อความชั่วช้า ภาษาที่สละสวยเรียบง่ายตรงไปตรงมาของเชคสเปียร์ถ่ายทอดให้เห็นถึงความจริง
hamlet

โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ผ่านวันเวลาและยุคสมัย มนุษยชาติเปลี่ยนแปลงทั้งในทางก้าวหน้าและถดถอยปนเปกันไป แม้เทคโนโลยีจะพัฒนาไปไกลแค่ไหน ก็ไม่อาจทดแทนงานเขียนที่เกิดจากความคิดและจิตวิญญาณของมนุษย์ได้ ในแวดวงวรรณกรรมมีบุคคลหนึ่งที่กาลเวลาไม่เคยทำให้เลือนหาย นั่นคือ “วิลเลียม เชคสเปียร์” (William Shakespeare) ผู้สร้างผลงานอันเป็นที่โจษจัน ชายผู้เป็นทั้งแรงบันดาลใจและสร้างต้นทางงานเขียนแนวกระแสสำนึกให้กับคนรุ่นหลังได้ต่อยอดและพัฒนาผลงานอย่างไม่รู้จบในบรรดาผลงานมากมายของเชคสเปียร์ หนึ่งในเรื่องที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดคงหนีไม่พ้นวรรณกรรมชิ้นเอกอย่าง Hamlet ละครโศกนาฏกรรมแก้แค้นที่ส่งอิทธิพลต่อวรรณกรรมภาษาอังกฤษ ฉบับแปลไทยโดย ศวา เวฬุวิวัฒนา จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม แฮมเล็ตฉบับเล่มนี้แปลจากต้นฉบับเฟิร์สท์ ฟอลิโอ (first folio)

Hamlet
แฮมเล็ต ฉบับภาษาไทย

“Hamlet” บอกเล่าเรื่องราวของ “แฮมเล็ต” (Hamlet) เจ้าชายแห่งเดนมาร์ก แวดล้อมด้วยเรื่องราวการแก้แค้น ทรยศ หักหลัง และการยอมจำนนต่อความชั่วช้า ภาษาที่สละสวยเรียบง่ายและตรงไปตรงมาของเชคสเปียร์ถ่ายทอดให้เห็นถึงความจริง การเสแสร้ง ความคลุ้มคลั่ง ความรันทดอันเหลืออด ความเดือดดาลถึงจุดแตกหัก ทั้งหมดนี้กลั่นออกมาในบทรำพึงของแฮมเล็ตว่า “To be or not to be” หรือ “จักคงชีวิตหรือมรณา” ประโยคที่ถูกนำมาวิเคราะห์ ตีความ และปรับใช้ในสังคมปัจจุบันมาอย่างต่อเนื่อง

“To be or not to be” หรือ “จักคงชีวิต หรือมรณา” ซึ่งมักแปลให้เข้าใจง่ายว่า “จะอยู่หรือจะตาย” ประโยคนี้ถูกอ่านกันอย่างแพร่หลายว่าเป็นการไตร่ตรองเรื่องการฆ่าตัวตาย ทว่าเมื่ออ่าน Hamlet ทั้งเรื่อง ฉันพบว่าความหมายของมันซ่อนนัยที่กว้างกว่านั้นมาก มันไม่ได้ถามเพียงว่าจะมีชีวิตอยู่หรือจะตาย แต่ถามว่า ในโลกที่ทุกคนสวมบทบาทและถูกจับตามองอยู่ตลอดเวลา มนุษย์จะเลือก “ลงมือทำ” หรือจะ “ยอมจำนน”

คำพูดนี้เองที่เชื่อมประเด็นสำคัญของเรื่องเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นการเมืองการปกครองที่เต็มไปด้วยการชิงอำนาจ ชนชั้นและสังคมที่กดทับผู้คน ชะตากรรมของผู้หญิงอย่างโอฟีเลียและเกอร์ทรูด ตลอดจนนิสัยของแฮมเล็ตเองที่ลังเลและครุ่นคิดจนเลื่อนการกระทำออกไปเรื่อยๆ ประโยคสั้นๆ เพียงประโยคเดียวจึงเป็นเสมือนกระจกที่สะท้อนทุกมิติของเรื่อง และเป็นจุดตั้งต้นที่พาเราไปตีความ “To be or not to be” ในแต่ละมิติ

งูพิษใต้มงกุฎ

hamlet

ในบริบทของ Hamlet เดนมาร์กคือรัฐที่ปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ แฮมเล็ตเป็นเจ้าชายที่ได้รับการกำหนดให้สืบทอดบัลลังก์ต่อจากพ่อของตัวเอง ทว่าแฮมเล็ตกลับไม่ได้สนใจเรื่องบัลลังก์ เขามีความเป็นปัญญาชนมากกว่าความเป็นเจ้าชาย การแก่งแย่งชิงอำนาจจึงไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับเขา จนกระทั่งการตายผิดธรรมชาติของพ่อ (ราชาองค์ก่อน) และการปรากฏตัวของวิญญาณที่เปิดเผยความจริงเบื้องหลังการตาย เหตุการณ์นี้จึงกลายเป็นชนวนที่ดึงแฮมเล็ตกลับเข้าสู่วังวนแห่งอำนาจของราชสำนัก ซึ่งเป็นวัฏจักรปลาใหญ่กินปลาเล็ก ผู้มีอำนาจบาตรใหญ่เอาเปรียบผู้ที่อ่อนแอหรือมีกำลังน้อยกว่าเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง

ภาพแทนของวัฏจักรนี้คือ “คลอเดียส” ราชาแห่งเดนมาร์กองค์ปัจจุบัน และเป็นน้องชายของราชาองค์ก่อน เขาใช้เล่ห์เหลี่ยมทางวาจาอย่างแยบยล เริ่มจากการให้กิลเด็นสเติร์นและโรเซ็นแครนทส์, ข้าราชบริพาร คอยสอดแนมความเคลื่อนไหวของแฮมเล็ต และเพื่อไม่ให้ตัวเองมือเปื้อนเลือดเขาใช้ เลแอร์ทีส, ลูกชายของโพโลเนียส ที่ปรึกษาแห่งอาณาจักร เป็นหมากในแผนลอบสังหารผ่านการประลองดาบในตอนท้ายเรื่อง

ฉากที่สะท้อนการแย่งชิงอำนาจได้ชัดที่สุดคือการตายของราชาแฮมเล็ต ซึ่งถูกคลอเดียสผู้เป็นน้องชายหยอดยาพิษลงในหู (พระกรรณ) ขณะนอนหลับในสวนหลวงยามบ่าย วิญญาณของราชาเล่าความจริงให้แฮมเล็ตฟังว่า ทั้งแผ่นดินถูกหลอกให้เชื่อว่าพระองค์ถูกงูกัดตาย ทั้งที่ “งูพิษ” ตัวจริงคืออาของแฮมเล็ตที่สวมมงกุฎอยู่ตอนนี้

บัดนี้, แฮมเล็ต, เจ้าจงฟัง: ทุกคนคงเล่าว่า, ขณะนิทราในสวนผลไม้, งูพิษตัวหนึ่งเข้ามากัดข้า. หูของคนทั้งเดนมาร์กถูกลวงจนสิ้นท่า ด้วยเรื่องราวความตายของข้าที่ถูกกุขึ้นมา. แต่รู้ไว้เถิด, เจ้า, คนหนุ่มอันสูงสง่า, ว่างูพิษที่ฉกชิงชีวิตของบิดาแห่งเจ้า บัดนี้กำลังสวมมงกุฎราชา

(ห. 72 องค์ 1 ฉาก 5 Hamlet : วิลเลียม เชคสเปียร์ แปลโดย ศวา เวฬุวิวัฒนา)

ราชายังเล่ารายละเอียดของการลอบฆ่าว่า คลอเดียสฉวยโอกาสขณะพระองค์ผ่อนระวังในยามบ่าย หยดพิษเฮเบนอนลงในช่องพระกรรณ พิษแล่นไปทั่วเส้นเลือดอย่างรวดเร็ว ทำให้เลือดแข็งตัวเหมือนหยดกรดลงในน้ำนม ผิวหนังแตกปริเป็นสะเก็ด

นั่นแล คือสาเหตุที่แท้, ขณะข้าหลับใหล, ใต้เงื้อมมีอุอันมีชีวิตชีวา
ของอนุชา ทั้งมงกฏ, ทั้งราชินี, ถูกพรากไปพร้อมกัน,ปลิดชีวิตของข้า ผู้ยังหลงในห้วงแห่งบาป:
ยังไม่รับศีล, ยังไม่สารภาพ, ยังไม่เจิมน้ำมัน, ยังไม่ทันได้สะสางสิ่งใด ก็ส่งข้าไปรับคำพิพากษา, ทั้งที่บนหัวของข้ายังทันด้วยความบกพร่องทั้งมวล.

(ห.74 องค์ 1 ฉาก 5 Hamlet : วิลเลียม เชคสเปียร์ แปลโดย ศวา เวฬุวิวัฒนา)

เราจะเห็นว่าการสังหารครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงอาชญากรรมในครอบครัว แต่เป็นการแย่งชิงอำนาจรัฐที่ซ่อนอยู่ภายใต้เรื่องเล่าอันเท็จ คลอเดียสไม่ได้ยึดอำนาจด้วยกำลังอย่างเปิดเผย หากแต่ใช้ “คำพูด” เป็นอาวุธ ทั้งการวางยาทางหู และการกุเรื่องงูพิษให้ทั้งเดนมาร์กเชื่อ อำนาจในที่นี้จึงตั้งอยู่บนการควบคุมความจริง ใครคุมเรื่องเล่าได้ก็คุมบัลลังก์ได้

ตรงนี้เองที่ทำให้ประโยค “To be or not to be” มีน้ำหนักทางการเมือง เมื่อแฮมเล็ตรู้ความจริงแล้ว เขาเผชิญทางเลือกว่าจะ “เป็น” ผู้ลงมือล้มอำนาจที่ฉ้อฉล หรือ “ไม่เป็น” คือการยอมอยู่เงียบๆ ภายใต้ระบบที่เขารู้ว่าสร้างขึ้นจากเลือดและคำโกหก การนิ่งเฉยก็เท่ากับยอมจำนนต่ออำนาจที่ไม่ชอบธรรม แต่การลงมือก็หมายถึงการก้าวเข้าสู่วงจรความรุนแรงเดียวกับที่เขารังเกียจ

คำสั่งของวิญญาณที่ปิดท้ายฉากยิ่งตอกย้ำความซับซ้อนนี้ วิญญาณสั่งให้แฮมเล็ตไม่ยอมให้บัลลังก์เดนมาร์กเป็น “เตียงราคะ” ของผู้ร่วมสายเลือดที่ผิดศีลธรรม แต่ก็ห้ามไม่ให้จิตใจของเขาเปื้อนมลทิน และห้ามทำร้ายแม่ ภารกิจนี้จึงเป็นความขัดแย้งในตัวเอง คือต้องล้างอธรรมโดยไม่กลายเป็นอธรรมเสียเอง และนี่คือเหตุผลหนึ่งที่แฮมเล็ตลังเล เพราะเขาไม่ได้กลัวตาย แต่กลัวการลงมือที่ทำให้ตนเองแปดเปื้อน

หากเจ้ายังครองความเป็นคน, ก็จงอย่าได้ทานทน.
อย่าให้ราชบรรจถรณ์แห่งเดนมาร์กต้องกลายเป็นเตียงราคะของสัตว์ต้องสาปที่เสพสมร่วมพงศ์พันธุ์.
อย่างไรก็ตาม, ไม่ว่าเจ้าลงมือต่อเรื่องราวนี้อย่างไร, จงอย่าให้จิตใจเปื้อนมลทิน, และอย่าปล่อยให้ใจของเจ้า
วางแผนทำร้ายมารดา. ปล่อยนางแก่สวรรค์, ให้คมหนามที่ฝั้งในอกของนาง ทิ่มแทงตัวนางเอง.

(ห. 75 องค์ 1 ฉาก 5 Hamlet : วิลเลียม เชคสเปียร์ แปลโดย ศวา เวฬุวิวัฒนา)

เมื่ออ่านในแง่นี้ บทพูดอันลือชื่อของแฮมเล็ตจึงไม่ใช่เพียงการครุ่นคิดเรื่องความตายของปัจเจกบุคคล แต่เป็นการชั่งน้ำหนักว่า คนที่รู้ความจริงเกี่ยวกับอำนาจที่ฉ้อฉลควรทำอย่างไร ในบทพูดนั้น แฮมเล็ตตั้งคำถามว่าควรทนหรือยอมให้ระบบเดิมดำเนินต่อไป ส่วนการต่อสู้คือการเสี่ยงชีวิตและเสี่ยงที่จะกลายเป็นผู้กระทำความรุนแรงเสียเอง ซึ่งสองทางเลือกนี้ที่ตรงกับ “to be” และ “not to be” ในมิติทางการเมือง

ความยากของแฮมเล็ตยังซ้อนอยู่ในความจริงที่ว่า ศัตรูของเขาไม่ได้ปรากฏตัวเป็นทรราชเปิดเผย คลอเดียส ปกครองด้วยท่าทีสุภาพ พูดจาไพเราะ ได้รับการยอมรับจากราชสำนักและประชาชน ทั้งเดนมาร์กเชื่อเรื่องงูพิษ และไม่มีใครตั้งคำถามกับการขึ้นครองราชย์ของเขา การลงมือของแฮมเล็ตจึงมีสภาพ “ผิดปกติ” ในสายตาคนทั้งราชสำนัก เพราะเขาต้องต่อสู้กับอำนาจที่ได้รับความชอบธรรมในสายตาสาธารณะ โดยมีหลักฐานเพียงคำบอกเล่าของวิญญาณที่เขาเองก็ยังไม่แน่ใจว่าเชื่อได้หรือไม่ นี่คือเหตุผลที่เขาต้องแสร้งเป็นบ้าและจัดการแสดงละครเพื่อพิสูจน์ความจริง เพราะในโลกที่อำนาจควบคุมเรื่องเล่า คนที่พูดความจริงตรงๆ ย่อมถูกมองเป็นภัยหรือเป็นคนวิกลจริต

อีกด้านหนึ่ง เรื่องราวยังชี้ให้เห็นว่า “การไม่ลงมือ” ก็ไม่ได้ปลอดภัยเสมอไป ขณะที่แฮมเล็ตลังเล ระบบของคลอเดียสก็เดินหน้าต่อ มีการสอดแนม มีการวางแผนกำจัดเขา และมีผู้บริสุทธิ์ต้องล้มตายระหว่างทาง ความลังเลของผู้ที่รู้ความจริงจึงมีราคาที่ต้องจ่ายเช่นกัน ท้ายที่สุดเมื่อแฮมเล็ตลงมือในฉากประลองดาบ ทุกอย่างก็สายเกินไปและตัวเขาเองก็ต้องตายไปพร้อมกับศัตรู

ดังนั้น ในมิติการเมืองการปกครอง “To be or not to be” จึงสะท้อนโศกนาฏกรรมของคนที่ตื่นรู้ในระบบที่เน่าเฟะ ไม่ว่าจะเลือกทางใดก็ต้องแลกด้วยราคาสูง จะนิ่งเฉยก็กลายเป็นผู้ร่วมสนับสนุนความอยุติธรรม จะลงมือก็ต้องแบกรับความรุนแรงและความแปดเปื้อนที่ตามมา ประโยคนี้จึงยังคงมีชีวิตอยู่ในทุกยุคสมัย เพราะทุกสังคมล้วนมีผู้ที่ต้องตัดสินใจว่าจะ “เป็น”หรือ “ไม่เป็น” เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอำนาจที่ไม่ชอบธรรม

เสียงหัวเราะจากหลุมศพ

hamlet

นอกเหนือจากมิติทางการเมืองการปกครองแล้ว Hamlet ยังสะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างชนชั้นและสังคมที่กดทับผู้คน ผ่านฉากที่คนขุดสุสานสองคนพูดหยอกล้อเกี่ยวกับความตาย ท่ามกลางโศกนาฏกรรมการจากไปของ “โอฟีเลีย” ทั้งคู่ถกเถียงกันว่าเธอจบชีวิตตัวเอง หรือการตายของเธอมีเงื่อนงำอื่นซ่อนอยู่เบื้องหลัง

เมื่อพิจารณาจากสภาพที่โอฟีเลียจมน้ำเสียชีวิต ผู้อ่านส่วนใหญ่อาจตีความว่าเธอฆ่าตัวตาย เพราะความโศกเศร้าจากการตายของโพโลเนียสผู้เป็นพ่อ ซึ่งถูกแฮมเล็ตสังหาร อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญของฉากนี้ไม่ได้อยู่ที่การหาคำตอบว่าเธอเสียชีวิตอย่างไรเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความเชื่อทางศาสนาและสถานะทางสังคมในยุคของเชคสเปียร์ เพราะตามธรรมเนียมศาสนาคริสต์ในเวลานั้น คนฆ่าตัวตายจะไม่ได้รับการฝังในเขตโบสถ์ แต่จะถูกฝังบนดินนอกเขตสุสาน

คนขุดสุสานคนที่หนึ่งเริ่มด้วยการเถียงเชิงตรรกะ โดยแยก “การกระทำ” ออกเป็นสามส่วน คือ กระทำ ลงมือ และแสดง เพื่อพิสูจน์ว่านางสมัครใจจมน้ำตาย

ทำร้ายตัวเสียมากกว่า เป็นอื่นไปไม่ได้ดอก. ประเด็นก็คือะหากข้าสมัครใจจมน้ำตาย, นั่นย่อมถือว่าเป็น ‘การกระทำ’ การกระทำประกอบด้วยสามด้าน, นั่นคือ, กระทำ, ลงมือ, และแสดง. เพราะชาน้าน, นางย่อมสมัครใจจมน้ำตายเอง

จากนั้นเขาอธิบายด้วยภาพเปรียบเรื่องน้ำและคนยืน ว่าหากคนโจนลงน้ำเอง ก็นับว่าเลือกเอง แต่ถ้าน้ำเป็นฝ่ายเข้ามาหาก็ไม่ถือว่าเขาทอนชีวิตตนเอง

ฟังข้าพูดให้จบก่อน. สมมติตรงนี้เป็นน้ำ, นั่นล่ะ, แล้วตรงนี้มีคนยืนอยู่คนหนึ่ง, ใช่. ถ้าคนคนนี้โจนลงน้ำแล้วจมน้ำตาย, ไม่ว่าเขา ตั้งใจหรือไม่, ก็ยังนับว่าเขาเลือกโจนลงไปอยู่ดี. เข้าใจไหม? แต่ถ้าแม่น้ำเป็นฝ่ายตรงเข้ามาหา, กดเขาจนจมน้ำตาย, อย่างนี้ไม่เรียก ว่าเขาจมน้ำตายด้วยตัวเอง. เพราะชาน้าน, คนที่มิได้ก่อเหตุแห่งความตายของตน ย่อมไม่นับว่าทอนชีวิตตน

(ห.260 องค์ 5 ฉาก 1 Hamlet : วิลเลียม เชคสเปียร์ แปลโดย ศวา เวฬุวิวัฒนา)

แต่ประเด็นที่แท้จริงปรากฏในบทสนทนาถัดมา เมื่อคนขุดสุสานคนที่สองพูดว่า

อยากฟังความจริงไหมเล่า? ถ้านี่ไม่ใช่สตรีสูงศักดิ์, นางคงไม่ได้ฝังด้วยพิธีของชาวคริสต์หรอก

และคนที่หนึ่งตอบรับด้วยความเจ็บปวดแฝงในเสียงตลกว่า

นั่นไง, เจ้าพูดออกมาแล้ว. และยิ่งน่าเศร้าเข้าไปใหญ่ เมื่อคิดว่า ในโลกนี้ พวกชนชั้นสูงมีสิทธิ์เลือกจมน้ำหรือแขวนคอตัวเองได้มากกว่าชาวคริสต์ธรรมดา. มาเถิด, เสียมของข้า. มนุษย์ที่สูงศักดิ์แต่โบราณนั้นมีแค่คนสวน, คนลอกท้องร่อง, และคนขุดสุสาน. พวกเขายังคงรักษาอาชีพของอาดัม

(ห.261 องค์ 5 ฉาก 1 Hamlet : วิลเลียม เชคสเปียร์ แปลโดย ศวา เวฬุวิวัฒนา)

ฉากนี้เผยให้เห็นว่า ความตายดูเหมือนเป็นสิ่งเสมอภาคของมนุษย์แต่กลับถูกจัดลำดับด้วยชนชั้น คนขุดสุสานทั้งสองรู้ดีว่าหากโอฟีเลียเป็นเพียงหญิงสามัญชน การตายแบบเดียวกันนี้จะทำให้เธอถูกปฏิเสธพิธีฝังตามแบบคริสต์ แต่เพราะเธอเป็นลูกสาวของที่ปรึกษาแห่งราชสำนัก กฎเกณฑ์ทางศาสนาจึงยืดหยุ่นให้ได้ สิ่งที่ถูกตัดสินจึงไม่ใช่ “ความผิดบาป” ของการตาย หากแต่เป็น “สถานะ” ของผู้ตาย

ข้อถกเถียงเรื่อง ‘การกระทำสามด้าน’ ของคนขุดสุสานยังเสียดสีระบบกฎหมายและศาสนาได้อย่างแหลมคม การนิยามว่าใครเลือกตายหรือไม่เลือกตายเป็นเรื่องของถ้อยคำที่บิดได้ตามผลประโยชน์ ตรรกะที่ดูซับซ้อนนั้นแท้จริงเป็นเพียงเครื่องมือที่ให้อำนาจชี้ว่าใครสมควรได้รับการไถ่บาปและใครไม่ควร เสียงหัวเราะของสามัญชนจึงเป็นเสียงของผู้ที่มองเห็นความไม่เป็นธรรมแต่ไม่มีอำนาจจะแก้ไข ได้แต่ขุดหลุมให้คนตายต่อไปตามหน้าที่

ที่เสียดสียิ่งกว่านั้นคือการที่คนขุดสุสานอ้างว่าอาชีพของตนสืบทอดมาจากอาดัม มนุษย์ผู้แรกของโลก ซึ่งเป็นการเตือนอย่างขบขันว่าชนชั้นสูงและสามัญชนมีต้นกำเนิดเดียวกัน ลำดับศักดิ์ทางสังคมจึงเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง ไม่ใช่กฎของธรรมชาติหรือของพระเจ้า สุดท้ายทุกคนก็ต้องลงหลุมเหมือนกัน ภาพคนสองคนขุดหลุมอย่างไม่ยี่หระจึงสะท้อนให้เห็นว่า ความตายคือสิ่งเดียวที่ไม่ยอมแบ่งชนชั้น แม้มนุษย์จะพยายามแบ่งให้มันก็ตาม

เมื่อย้อนกลับไปพิจารณาบทพูด “To be or not to be” ฉากคนขุดสุสานช่วยขยายประโยคนี้ให้กว้างไปกว่าการตัดสินใจว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อหรือเลือกความตาย เพราะฉากนี้เผยให้เห็นว่า แม้แต่ความตายก็ไม่อาจปลดปล่อยมนุษย์ออกจากเงื่อนไขของสังคมได้อย่างแท้จริง ความตายอาจเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องเผชิญเท่าเทียมกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนและหลังความตายกลับถูกกำหนดด้วยสถานะทางสังคม โอฟีเลียได้รับพิธีฝังศพแบบคริสต์เพราะชาติกำเนิดและสถานะของเธอ ขณะที่สามัญชนคนอื่นอาจไม่ได้รับสิทธิ์เช่นนั้น ทั้งที่ต้องเผชิญความทุกข์และความตายไม่ต่างกัน

โศกนาฏกรรมใน Hamlet จึงไม่ได้อยู่เพียงที่ตัวละครต้องเผชิญกับความสูญเสียและความตาย หากยังอยู่ที่การต้องดำรงชีวิตภายใต้สังคมที่ความยุติธรรมไม่ได้มีความหมายเท่าเทียมกันสำหรับทุกคน แม้มนุษย์จะตั้งคำถามต่อความทุกข์ที่ตนเผชิญได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีอำนาจมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขทางสังคมที่ทำให้ความทุกข์เหล่านั้นยังคงดำรงอยู่

ชีวิตที่ถูกชายเลือกให้

hamlet

เมื่อพูดถึงผู้หญิงใน Hamlet โอฟีเลียและเกอร์ทรูดคือตัวละครหญิงสองคนที่ต้องรับชะตากรรมที่ตนไม่ได้เป็นคนก่อ หากแต่เป็นผลพวงจากสังคมปิตาธิปไตย (ชายเป็นใหญ่) กดทับผู้หญิงไว้ในทุกด้านของชีวิต โอฟีเลียเป็นภาพสะท้อนที่เห็นได้ชัดของผู้หญิงที่ถูกกดทับจากระบบนี้ ส่วนเกอร์ทรูด ราชินีแห่งเดนมาร์กและแม่ของแฮมเล็ต แม้จะอยู่ในสถานะสูงกว่าก็ไม่อาจหลุดพ้นจากโครงสร้างเดียวกันได้

โอฟีเลียผู้หญิงที่ถูกกำหนดชีวิตโดยบุรุษรอบตัว เลแอร์ทีสผู้เป็นพี่ชายเตือนโอฟีเลียเรื่องความรักของแฮมเล็ต โดยบอกให้มองว่าเป็นเพียงอารมณ์ชั่วแล่นตามวัย

ส่วนเรื่องของแฮมเล็ต ที่เขาเข้ามาเอาอกเอาใจ,ขอให้เจ้ามองเป็นแค่อารมณ์ชั่วแล่น ตามวัย,ดอกไวโอเล็ตในสันดานของแรกรุ่น, เร่งร้อน, ไม่คงทน; หอมหวาน, ไม่อยู่นาน, กลิ่นหอมยวนใจอันผ่านเพียงนาที, ไม่นานกว่านั้น 

ด้วยโดยธรรมชาตินั้น, ความเติบโตหาได้โตแต่กล้ามเนื้อและส่วนสัด, แต่เมื่อกายอันเป็นวิหาร ขยายใหญ่,หน้าที่ภายในของจิตใจและวิญญาณ ก็ต้องเติบโตตาม. เวลานี้ เขาอาจรักเจ้า, เวลานี้ อาจไม่มีรูปรอยหรืออุบายใด สามารถสร้างมลทินแก่ความจริงใจของเขา, แต่เจ้าต้องกลัวให้มาก; คำนึงถึงยศศักดิ์อันใหญ่ยิ่งของเขา, จำนงหาได้เป็นของตัวเขาไม่, ด้วยเขาเป็นทาสของชาติตระกูลแห่งตน.

 (ห. 54 องค์ 1 ฉาก 3 Hamlet : วิลเลียม เชคสเปียร์ แปลโดย ศวา เวฬุวิวัฒนา)

เขาเตือนต่อว่าแฮมเล็ตเป็นทาสของชาติตระกูลแห่งตนไม่อาจเลือกคู่ครองตามใจ และปิดท้ายด้วยคำสอนว่า

จงกลัวให้มาก, โอฟีเลีย. กลัวให้มาก, น้องที่รักของข้า,จงรักษาตนในแนวหลังของอารมณ์เสน่หา อันพ้นจากคมหอกและอันตรายของดำฤษณา.
หญิงสาวที่สงบเสงี่ยมกว่าใครนั้น, เพียงนางเผยความงาม ต่อดวงจันทร์, นั่นก็น่าเสียดายพอแล้ว.

(ห. 55 องค์ 1 ฉาก 3 Hamlet : วิลเลียม เชคสเปียร์ แปลโดย ศวา เวฬุวิวัฒนา)

จากนั้นโพโลเนียสผู้เป็นพ่อก็ตอกย้ำด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวต่อจากคำพูดของพี่ชาย เพื่อเตือนให้เธอจำคำพูดของพวกเขาไว้

อย่าได้เชื่อถือไฟเช่นนั้น. ธิดาของข้า, ตั้งแต่นี้จงสงวนพรหมจรรย์ของเจ้าให้มากกว่าเก่า, ตั้งเป้าเจรจาให้สูงขึ้นกว่าเดิม,

ไม่ใช่มัวฟังคำขอต่อรองของอีกฝ่าย. ส่วนองค์ชายแฮมเล็ตนั้น,จงเชื่อวาจาโดยยั้งคิดว่าเขายังเยาว์, โซ่ล่ามของเขายาวกว่า, เขาย่อมเลือกเดินหน้า

ดีกว่าเดินมาหาเจ้า. โดยสรุป, โอฟีเลีย,อย่าได้เชื่อคำมั่นของเขา, ด้วยถ้อยคำเหล่านั้นเป็นดั่งนักต่อราคา, ไม่ได้งามดังสีสวยสดบนเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่,

 (ห. 61 องค์ 1 ฉาก 3 Hamlet : วิลเลียม เชคสเปียร์ แปลโดย ศวา เวฬุวิวัฒนา)

 

แต่เป็นนักล่อลวง ที่มาพร้อมคำเชิญชวนอันชั่วช้า,กระชิบกระซาบเหมือนพวกแมงดา, ว่างตัวศักดิ์สิทธิ์และใจบุญ.
เพื่อลวงล่อคนบริสุทธิ์กว่าตน. สรุปก็คือ: ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป, ข้าจักไม่ยอมให้เจ้า
ช้เวลาว่างของตนอย่างเสียเกียรติ, จักไม่ให้เจ้าได้สนทนากับฝ่าบาทแฮมเล็ตอีกต่อไป.
จำไว้, ข้าขอสั่งเจ้า. ตามข้ามา

 (ห. 62 องค์ 1 ฉาก 4 Hamlet : วิลเลียม เชคสเปียร์ แปลโดย ศวา เวฬุวิวัฒนา)

คำพูดของผู้ชายสองคนในครอบครัวตัดสินแทนว่าความรู้สึกของโอฟีเลียมีค่าหรือไม่ สิ่งที่เธอควรทำคืออะไร และสิ่งที่พูดถึงไม่ใช่ความรักของเธอ แต่คือ “พรหมจรรย์” “เกียรติ” “ราคา” ที่เธอจะต่อรองได้ในตลาดการแต่งงาน ภาพเปรียบเรื่องนักต่อราคาของโพโลเนียสสะท้อนว่า ในสายตาของพ่อ ผู้หญิงคือสินทรัพย์ที่ต้องปกป้องมูลค่า ไม่ใช่มนุษย์ที่มีความปรารถนาของตนเอง และบทพูดทั้งสองจบลงที่คำว่า ‘ขอสั่ง’ ซึ่งไม่เปิดช่องให้เธอได้โต้แย้ง

ผลลัพธ์คือโอฟีเลียถูกบีบจากทั้งพ่อ พี่ชาย และชายที่เธอรัก เมื่อแฮมเล็ตสังหารโพโลเนียส เสาหลักเดียวที่กำหนดตัวตนของเธอก็พังลง เธอจึงไม่เหลือที่ยึดเหนี่ยวใดๆ และเสียสติในที่สุด การตายของเธอจึงเป็นผลของสังคมที่ไม่เคยให้เธอมีเสียงของตนเองมาตั้งแต่ต้น

ในอีกด้านหนึ่ง “เกอร์ทรูด” แม้จะเป็นราชินีก็ไม่ได้มีอิสระในการกำหนดชีวิตของตน การแต่งงานกับคลอเดียสน้องชายของสามีผู้ล่วงลับเป็นสิ่งที่เธอไม่อาจปฏิเสธ เมื่อสามีตาย ตำแหน่งราชินีของเธอผูกอยู่กับบัลลังก์ และบัลลังก์ตกเป็นของคลอเดียส การอยู่เคียงข้างเขาจึงเป็นเงื่อนไขของการคงสถานะของเธอไว้ ด้วยเหตุผลทางจารีตธรรมเนียมการสืบราชสมบัติ

ผลที่ตามมาคือเธอสูญเสียทั้งสามีและความรักของลูกชาย แฮมเล็ตรับไม่ได้กับการแต่งงานครั้งนี้ และระบายความคับแค้นใจใส่แม่อย่างรุนแรง โดยกล่าวหาว่าการกระทำของเธอทำให้คุณธรรมกลายเป็นเรื่องเสแสร้ง

ก็การกระทำเยี่ยงนั้น
ที่จางความละอาย, เลื่อนสง่างามของความสงบเสงียม, เรียก ‘คุณธรรม‘ ว่า ‘เสแสร้ง‘, ปลดกุหลาบจากหน้าผากงามของความรักบริสุทธิ์
แล้วสวมผื่นหนองไว้แทน, แปลงคำมั่นแห่งพิธีวิวาห์จนมดเท็จไม่ต่างจากคำสัญญาของนักพนัน, โอ, การกระทำเช่นนั้น,

(ห.198 องค์ 3 ฉาก 4 Hamlet : วิลเลียม เชคสเปียร์ แปลโดย ศวา เวฬุวิวัฒนา)

จากนั้นเขาชี้ให้ดูรูปวาดภาพเหมือนของสองพี่น้อง และเปรียบสามีเก่าของเธอเป็นเทพเจ้า ส่วนสามีใหม่เป็นสิ่งเน่าเสีย

ดูซี, ความสง่างามอันสถิตที่หว่างคิ้ว,ลอนผมของไฮเพเรียน, หน้าผากของโจฟ,ดวงตาดุจเทพสงคราม, คุกคามและบัญชา,หยัดยืนดั่งเทวทูตเมอร์คิวรี
ผู้ส่องประกายบนยอดเขาสูงจรดสวรรค์ ทั้งรูปลักษณ์ทั้งองค์ประกอบ,ราวเทพทุกองค์ประทับตราเห็นพ้อง
ว่าจักมอบบุรุษผู้สมบูรณ์พร้อมแก่โลกหล้า.
คนคนนี้เคยเป็นสามีของท่าน. แล้วดูว่าเกิดอะไรขึ้นต่อมาะ
คนคนนี้คือสามีปัจจุบันของท่าน, ไม่ต่างจากฝักข้าวโพดขึ้นรา, แพร่เชื้อแก่ภราดาอันแข็งแรงของมัน. ท่านยังมีตาหรือเปล่า?

(ห.198 องค์ 3 ฉาก 4 Hamlet : วิลเลียม เชคสเปียร์ แปลโดย ศวา เวฬุวิวัฒนา)

สิ่งที่น่าสังเกตคือ คำต่อว่าทั้งหมดของแฮมเล็ตพุ่งเป้าไปที่ “การเลือก” ของเกอร์ทรูด ราวกับว่าเธอเป็นผู้ตัดสินใจอย่างอิสระ เขาถามว่า “ท่านยังมีตาหรือเปล่า” เพราะเชื่อว่าเธอเลือกคลอเดียสด้วยความสมัครใจ ทั้งที่ภายใต้โครงสร้างอำนาจของราชสำนัก ผู้หญิงในตำแหน่งของเธอแทบไม่มีอำนาจกำหนดชีวิตตัวเองได้อย่างแท้จริง เกอร์ทรูดจึงต้องแบกรับความผิดจากการแต่งงานที่เธออาจไม่ได้มีอำนาจตัดสินอย่างที่แฮมเล็ตเข้าใจ

เธอต้องยืนนิ่งรับคำด่าทอจากลูกชาย โดยแทบไม่มีโอกาสโต้แย้ง เพราะเธอไม่รู้ความจริงเรื่องการสังหารสามีเก่า และไม่มีพื้นที่มากพอจะอธิบายหรือปกป้องการตัดสินใจของตัวเอง สำหรับฉัน สิ่งหนึ่งที่เกอร์ทรูดยังคงเลือกได้คือการเป็นแม่ของแฮมเล็ต เธอยังคงห่วงใยและรักลูกชาย แม้แฮมเล็ตจะมองเธอผ่านอคติและตัดสินเธอไปแล้วก็ตาม ความรักของเกอร์ทรูดจึงเป็นสิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง ราวกับว่าแม้เธอจะไม่มีอำนาจกำหนดทิศทางชีวิตของตัวเองมากนัก แต่อย่างน้อยเธอก็ยังพยายามรักษาความสัมพันธ์กับลูกชายเอาไว้

เมื่อมองผ่านชะตากรรมของผู้หญิงทั้งสอง น้ำหนักของประโยค “To be or not to be” ของแฮมเล็ตจึงแตกต่างออกไป แฮมเล็ตยังมีอิสระที่จะลังเล ตั้งคำถามกับชีวิต และครุ่นคิดว่าจะลงมือหรือยอมจำนนต่อชะตากรรมของตนเอง แต่สำหรับโอฟีเลียและเกอร์ทรูด พวกเธอกลับแทบไม่มีพื้นที่ให้ตั้งคำถามหรือกำหนดเส้นทางชีวิตของตัวเอง เพราะทางเลือกต่างๆ ล้วนถูกกำหนดไว้แล้วโดยพ่อ พี่ชาย สามี และกษัตริย์ ก่อนที่สิทธิ์ในการตัดสินใจจะมาถึงมือพวกเธอเสียอีก

หากความทุกข์ของแฮมเล็ตเกิดจากการไม่อาจตัดสินใจได้ท่ามกลางทางเลือกที่มีอยู่ ความทุกข์ของผู้หญิงทั้งสองกลับอยู่ที่การแทบไม่เคยมีสิทธิ์เลือกตั้งแต่ต้น พวกเธอจึงเป็นตัวละครที่น่าเห็นใจไม่ใช่เพียงเพราะต้องเผชิญกับความสูญเสียหรือจุดจบอันน่าเศร้า แต่เพราะตลอดทั้งเรื่อง พวกเธอดูราวกับถูกจับวางให้อยู่ในตำแหน่งที่คนอื่นกำหนด ไม่มีพื้นที่มากพอจะยืนหยัดความต้องการหรือกำหนดจุดยืนของตัวเองในชีวิต ราวกับว่าชะตากรรมของพวกเธอเป็นสิ่งที่ผู้อื่นมีสิทธิ์ตัดสินใจแทนได้เสมอ

ชุดดำกับหัวกะโหลก

hamlet

จากการอ่าน Hamlet จนจบ ฉันมองว่าแฮมเล็ตคือคนช่างคิด คิดมาก และไม่เชื่ออะไรใครง่ายๆ เขามักตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัวและพยายามใช้เหตุผล หลักฐาน และข้อเท็จจริง มากกว่าใช้อารมณ์นำทาง แต่จะบอกว่าเขาใช้เหตุผลทุกเรื่องก็คงไม่ถูกทั้งหมด หลายครั้งเขาก็โลเล ไม่เด็ดขาด และบางครั้งก็หุนหันจนสร้างความสูญเสีย เช่น ตอนแทงโพโลเนียสที่แอบอยู่หลังม่าน

บุคลิกของเขาไม่เหมือนเจ้าชายทั่วไป เขารักการอ่านหนังสือ และสวมชุดดำไว้ทุกข์ท่ามกลางงานเฉลิมฉลองการอภิเษกสมรสของคลอเดียสและเกอร์ทรูด ความช่างอ่านทำให้เขามีไหวพริบเรื่องถ้อยคำ ต่อกลอนได้เฉียบคม วางแผนแยบยล และแสร้งบ้าเพื่อให้คนรอบข้างหลงเชื่อ คำพูดของเขามักเสียดสี กวนประสาท และด่าอ้อมๆ โดยที่อีกฝ่ายจับไม่ได้ ประกอบกับวัยที่ยังหนุ่มเขาจึงอยู่ในช่วงตั้งคำถามกับความจริงและยังเข้าใจโลกไม่มากพอ

ด้วยการกระทำเหล่านี้ ฉันจึงมองว่านิสัยของแฮมเล็ตมีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยข้อดีคือการไม่ด่วนเชื่อ แฮมเล็ตไม่เชื่อคำของวิญญาณทันที เขาจัดแสดงละครที่มีเนื้อหาคล้ายเหตุการณ์ที่วิญญาณเล่า เพื่อสังเกตปฏิกิริยาของคลอเดียส ถ้าอีกฝ่ายแสดงพิรุธ ก็ถือเป็นหลักฐานยืนยันข้อสงสัยได้ เขาไม่ต้องการฆ่าใครเพียงเพราะได้ยินคำบอกเล่า โดยเฉพาะเมื่อการกระทำนั้นเปลี่ยนชีวิตคนไปตลอดกาล ความรอบคอบนี้ช่วยให้เขาไม่ตกเป็นเครื่องมือของคำพูดหรือความเชื่อที่ยังไม่ได้พิสูจน์

ในส่วนของข้อเสียคือคิดมากจนไม่ลงมือ เมื่อรอบคอบมากเกินไป ความช่างคิดก็กลายเป็นตัวขัดขวาง จนเกิดภาวะที่เรียกว่า Analysis Paralysis หรือภาวะอัมพาตทางการวิเคราะห์ คือภาวะที่คิดและชั่งใจมากจนตัดสินใจไม่ได้ มักเกิดเมื่อมีข้อมูลหรือตัวเลือกมากเกินไป และกลัวว่าจะตัดสินใจผิดจนแก้ไขไม่ได้

แฮมเล็ตมีลักษณะเช่นนี้ชัดเจน เขาชั่งใจว่าวิญญาณเชื่อได้หรือไม่ ชั่งใจว่าการฆ่าคนถูกต้องหรือเปล่า ชั่งใจว่าตายแล้วจะเป็นอย่างไร และกลัวว่าลงมือไปแล้วจะไม่ต่างจากคนที่เขาประณาม แม้เมื่อมีโอกาสฆ่าคลอเดียสขณะสวดภาวนา เขาก็คิดว่าถ้าฆ่าตอนนี้ คลอเดียสอาจได้ขึ้นสวรรค์ จึงเลื่อนออกไปอีก ยิ่งคิดมาก ยิ่งเลื่อน จนเวลาที่เสียไปมีราคาเป็นชีวิตของคนรอบตัว ทั้งนี้ Analysis Paralysis เป็นกรอบช่วยทำความเข้าใจตัวละคร ไม่ใช่การวินิจฉัยทางการแพทย์ เพราะความลังเลของเขายังมาจากสถานการณ์รอบตัวด้วย ทั้งการสูญเสีย ความไม่ไว้ใจใครในราชสำนัก และความขัดแย้งทางศีลธรรมที่ทำให้การแก้แค้นไม่ใช่เรื่องง่าย

“เบื้องหลังความคิดมากเกิดจากความโศกเศร้า” ถ้าเรามองแฮมเล็ตเป็นแค่คนคิดมากและไม่เด็ดขาด ก็อาจง่ายเกินไปเพราะก่อนจะมาเป็นคนที่เต็มไปด้วยความสงสัย เขาได้ผ่านการสูญเสียครั้งใหญ่ทั้งการตายของพ่อ และการที่แม่รีบแต่งงานใหม่กับคลอเดียส ผู้เป็นอาและกลายเป็นกษัตริย์ เหตุการณ์นี้ไม่ได้เปลี่ยนแค่สถานะของคนในครอบครัว แต่ทำลายความเชื่อมั่นที่เขามีต่อความรักและความซื่อสัตย์ที่เคยคิดว่ามั่นคง เขาอธิบายความรู้สึกไว้ว่า

ระยะหลัง, ไม่รู้ด้วยเหตุใด, ตัวข้าสูญสิ้นความเบิกบาน, เลิกนิสัยชอบออกกำลัง, ยังความเศร้าหมองแก่ชีวิตของข้านัก, จนแผ่นดินอันสมบูรณ์นี้กลับกลายเป็นเงื้อมผาแห้งแล้งไปในสายตาของข้า.

(ห.118 องค์ 2 ฉาก 2 Hamlet : วิลเลียม เชกสเปียร์ แปลโดย ศวา เวฬุวิวัฒนา)

ความเศร้าของเขาไม่ได้จบแค่ตอนร้องไห้อาลัย แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีมองโลก สิ่งที่เคยงดงามดูไร้ความหมาย ความเบิกบานเลือนหาย ชุดดำของเขาจึงไม่ใช่แค่เครื่องหมายไว้ทุกข์ แต่สะท้อนใจที่ยังก้าวผ่านความสูญเสียไม่ได้ ขณะที่คนในราชสำนักกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ เขายังติดอยู่กับคำถามว่าทำไมโลกถึงเดินต่อได้ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ในมุมจิตวิทยา ความเศร้าและความสิ้นหวังของแฮมเล็ตอาจสะท้อนลักษณะที่พบได้ในผู้ที่กำลังเผชิญกับความโศกเศร้าอย่างรุนแรง อย่างไรก็ดี เราไม่อาจสรุปได้ว่าเขาเป็นโรคซึมเศร้า เพราะนี่เป็นเพียงการตีความจากพฤติกรรมและคำพูดของตัวละครในบทละคร สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นส่งผลต่อความคิดและมุมมองที่เขามีต่อโลก แฮมเล็ตจึงไม่ได้คิดมากเพียงเพราะเป็นคนช่างใช้เหตุผล แต่ยังเป็นเพราะเขากำลังพยายามทำความเข้าใจกับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับตัวเอง

อีกด้านหนึ่ง แฮมเล็ตแสร้งทำเป็นวิกลจริต (Antic disposition) เพื่อปกปิดเจตนาที่แท้จริงระหว่างสืบหาความจริงเกี่ยวกับการตายของพ่อ การแสดงออกอย่างผิดปกติช่วยให้เขาพูดจาประชดประชันหรือเผยความคิดบางอย่างออกมาได้โดยที่คนรอบข้างไม่อาจแน่ใจว่าเขากำลังพูดจริงหรือเพียงพูดเพราะเสียสติ ขณะเดียวกันก็ทำให้ศัตรูประเมินเขาต่ำกว่าความเป็นจริง สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงไหวพริบและความสามารถในการใช้สถานการณ์ให้เป็นประโยชน์ของแฮมเล็ต

อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาต้องแสร้งเป็นคนอื่นท่ามกลางความเครียด ความกดดัน ความสูญเสีย และความโดดเดี่ยวที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่าภายใต้การแสดงนั้นจิตใจของเขายังคงมั่นคงอยู่หรือไม่ เส้นแบ่งระหว่างการแสร้งทำเป็นบ้ากับความทุกข์ที่เกิดขึ้นจริงจึงกลายเป็นประเด็นที่ชวนให้ตีความ และทำให้ผู้อ่านยังคงถกเถียงกันมาจนถึงปัจจุบันว่า แฮมเล็ตกำลังแกล้งทำเป็นวิกลจริต หรือกำลังสูญเสียการควบคุมจิตใจของตัวเองไปทีละน้อยกันแน่

ความคลุมเครือนี้ทำให้แฮมเล็ตเป็นตัวละครที่มีความเป็นมนุษย์ เพราะแม้เขาจะมีไหวพริบและวางแผนรับมือกับผู้อื่นได้ แต่เขาก็ไม่อาจควบคุมความรู้สึกของตัวเองได้ทั้งหมด บางครั้งคนเราอาจสวมหน้ากากเพื่อปกปิดความเจ็บปวดหรือซ่อนความรู้สึกที่ไม่ต้องการให้ใครรับรู้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป การแสดงบทบาทนั้นอาจกลายเป็นภาระที่ยากจะวางลง และเราอาจเริ่มไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่า สิ่งที่แสดงออกไปนั้นแตกต่างจากความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองมากน้อยเพียงไหน

ต่อมาคือฉากที่กลายเป็นภาพจำของ Hamlet และช่วยให้เราเข้าใจความหมายของ To be or not to be คือตอนแฮมเล็ตหยิบหัวกะโหลกของยอริคขึ้นมาพิจารณา

ยอริคเป็นตัวตลกในราชสำนักที่เคยแบกแฮมเล็ตเล่นสมัยเด็ก คนที่ครั้งหนึ่งเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและสร้างความสุขให้ผู้คนรอบตัว แต่เมื่อเวลาผ่านไป คนที่เคยมีชีวิตชีวากลับเหลือเพียงกระดูกให้แฮมเล็ตมองดู

โธ่, ยอริคที่น่าสงสาร!ข้ารู้จักเขา, โฮเรโซ, เป็นคนที่เต็มไป ด้วยมุกตลกไม่รู้สิ้น, มากด้วยจินตนาการอันเลิศล้ำ, เขาแบกข้าบนหลังนับพันรอบ. แต่บัดนี้, ภาพในจิตนาการของข้ากลับน่าชิงชัง!

(ห.272 องค์ 5 ฉาก 1 Hamlet : วิลเลียม เชคสเปียร์ แปลโดย ศวา เวฬุวิวัฒนา)

จากความทรงจำเกี่ยวกับยอริค แฮมเล็ตเริ่มคิดไปไกลกว่าความตายของคนที่เขารู้จัก เขาหันไปถามโฮเรโซว่า

เจ้าว่า อเล็กซานเดอร์” จักหน้าตาเช่นนี้หรือไม่, ยามอยู่ในพสุธา?

(ห.273 องค์ 5 ฉาก 1 Hamlet : วิลเลียม เชคสเปียร์ แปลโดย ศวา เวฬุวิวัฒนา)

คำถามนี้นำไปสู่ความคิดที่ว่า แม้แต่อเล็กซานเดอร์มหาราช ผู้เคยพิชิตดินแดนและมีอำนาจเหนือผู้คนมากมาย เมื่อตายไปก็ไม่ต่างจากมนุษย์ทั่วไป ร่างกายของเขาย่อมเน่าเปื่อยกลับคืนสู่ผืนดิน และดินนั้นอาจถูกนำไปใช้ประโยชน์ในเรื่องธรรมดาสามัญอย่างการทำจุกอุดถังเบียร์ได้ เช่นเดียวกับจูเลียส ซีซาร์ ผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ซึ่งสุดท้ายก็หนีไม่พ้นความตายเช่นกัน

อเล็กซานเดอร์ตาย, อเล็กซานเดอร์ถูกฝัง, อเล็กซานเดอร์กลับกลายเป็นธุลี, ธุลีเป็นส่วนหนึ่งของผืนดิน, แล้วเราก็นำดินมาผสมเป็น ดินปั้น – แล้วทำไมดินปั้นนั้น, อันกลายมาจากเขา, จักถูกนำมาทำเป็นจุกอุดถังเบียร์ไม่ได้?
จอมเผด็จการซีซาร์, เมื่อตายแล้วก็กลายเป็นดินเหนียว,นำมาอุดรูไว้, อย่าให้ลมผ่านเชียว.

(ห.274 องค์ 5 ฉาก 1 Hamlet : วิลเลียม เชคสเปียร์ แปลโดย ศวา เวฬุวิวัฒนา)

ฉากนี้มีอารมณ์ขันแบบขมขื่นอยู่ในตัว แฮมเล็ตนำภาพของตัวตลกที่เขาเคยรักใคร่กับบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์มาเชื่อมโยงกัน แม้คนหนึ่งจะเคยสร้างเสียงหัวเราะ ส่วนอีกคนเคยสร้างอาณาจักรและมีอำนาจเหนือผู้คน แต่เมื่อความตายมาถึง ทั้งคู่ก็เหลือเพียงร่างกายที่กลับคืนสู่ดินเหมือนกัน ในสายตาของแฮมเล็ต ความตายจึงเป็นสิ่งที่ทำให้ความแตกต่างระหว่างคนธรรมดากับผู้ยิ่งใหญ่หมดความสำคัญลงในท้ายที่สุด

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ แฮมเล็ตไม่ได้หยุดอยู่แค่การยอมรับว่าทุกคนต้องตาย เขายังนำความจริงข้อนี้มาคิดต่อว่า หากสุดท้ายร่างกายของมนุษย์ก็ต้องเน่าเปื่อยและกลับคืนสู่ธรรมชาติ แล้วอำนาจ ชื่อเสียง และความยิ่งใหญ่ที่ผู้คนพยายามสร้างขึ้นมาตลอดชีวิตจะมีความหมายอะไร เมื่อถึงเวลาหนึ่ง สิ่งเหล่านั้นก็ไม่อาจติดตามเจ้าของไปได้

เมื่อเชื่อมโยงฉากนี้กับ To be or not to be จะเห็นได้ว่าแฮมเล็ตกำลังพิจารณาความตายในคนละมุม ในฉากแรก เขามองความตายในฐานะสิ่งที่อาจยุติความทุกข์ของชีวิต แต่ก็หวาดกลัวสิ่งที่ไม่อาจรู้ได้หลังความตาย ส่วนในฉากหัวกะโหลกของยอริค เขาได้เห็นความตายผ่านสิ่งที่หลงเหลืออยู่ และตระหนักว่าไม่ว่าใครจะเคยเป็นคนแบบไหน สุดท้ายร่างกายก็ต้องกลับคืนสู่ดิน

ทั้งสองฉากจึงสะท้อนคำถามเดียวกันในแง่มุมที่ต่างกัน นั่นคือ เมื่อชีวิตมีจุดจบที่หลีกหนีไม่ได้ การมีชีวิตอยู่ของมนุษย์ยังมีความหมายอย่างไร และเราควรใช้ชีวิตที่มีอยู่อย่างไรก่อนที่ทุกอย่างจะดับสูญไป

สำหรับฉัน ฉากหัวกะโหลกของยอริคยังแสดงให้เห็นถึงความเฉียบคมและข้อจำกัดในความคิดของแฮมเล็ต เขามองเห็นความจริงที่คนเรามักพยายามหลีกเลี่ยง นั่นคือไม่มีใครยิ่งใหญ่จนอยู่เหนือความตายได้ แต่การมองเห็นความจริงข้อนี้ก็ไม่ได้ทำให้เขารู้ว่าควรดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร เขายังคงตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ โดยไม่อาจหาคำตอบที่ทำให้ตัวเองมั่นใจได้อย่างแท้จริง

สุดท้ายนี้ หัวกะโหลกของยอริคจึงไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของความตาย แต่ยังเป็นเหมือนกระจกที่ทำให้แฮมเล็ตหันกลับมามองชีวิตของตัวเองด้วย เมื่อทุกคนต้องตาย สิ่งที่น่าคิดอาจไม่ใช่แค่ว่าเราจะจบชีวิตลงอย่างไร แต่ยังรวมถึงระหว่างที่เรายังมีชีวิตอยู่ เราจะเลือกทำอะไร และจะปล่อยให้ความกลัวกับความลังเลขัดขวางเราไปอีกนานแค่ไหน 

บทสรุป : เมื่อชีวิตไม่มีคำตอบที่แน่นอน

ตลอดเวลากว่า 400 ปี Hamlet ยังคงเป็นวรรณกรรมที่เปิดให้ผู้คนตีความได้ไม่รู้จบ เพราะเรื่องราวไม่ได้พูดถึงเพียงการแก้แค้นของเจ้าชายแห่งเดนมาร์ก แต่ยังสะท้อนอำนาจที่ฉ้อฉล ความไม่เท่าเทียมในสังคม ชะตากรรมของผู้หญิงที่ถูกกดทับ และชีวิตของผู้คนที่ต้องเผชิญกับทางเลือกอันยากลำบาก แฮมเล็ตเป็นตัวละครที่มองเห็นความไม่ถูกต้องของโลก แต่กลับติดอยู่กับความขัดแย้งในใจของตัวเอง เขาต้องการค้นหาความจริงและทำในสิ่งที่ถูกต้อง ทว่าการไตร่ตรองอย่างไม่รู้จบก็ทำให้การตัดสินใจของเขาล่าช้า และนำไปสู่โศกนาฏกรรมที่ยากจะย้อนคืน

สำหรับฉัน ประโยค “To be or not to be” จึงไม่ได้เป็นเพียงคำถามระหว่างการมีชีวิตอยู่กับการตาย แต่ยังชวนให้คิดต่อไปว่า เมื่อเราได้มีชีวิตอยู่แล้ว เราจะเลือกใช้ชีวิตอย่างไร ในเมื่อไม่มีใครล่วงรู้อนาคตหรือรับประกันได้ว่าการตัดสินใจแต่ละครั้งจะนำไปสู่ผลลัพธ์เช่นไร ฉันเชื่อว่าชีวิตมีเพียงครั้งเดียว เมื่อโอกาสมาถึง เราจึงควรกล้าที่จะคว้ามันไว้และลงมือทำ แม้จะไม่แน่ใจว่าปลายทางจะเป็นอย่างไร เพราะไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาดีหรือร้าย สิ่งที่เกิดขึ้นก็ย่อมกลายเป็นประสบการณ์ให้เราได้เรียนรู้ ดีกว่าปล่อยให้ความกลัวในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นมาหยุดเราไว้ จนสุดท้ายต้องหันกลับมานั่งเสียดายว่าหากวันนั้นกล้าตัดสินใจ ชีวิตจะเป็นอย่างไร

อีกหนึ่งสิ่งที่ฉันได้รับจากการอ่าน Hamlet คือความสำคัญของการมีจุดยืนและการกล้ายืนหยัดในสิ่งที่เชื่อ แม้การทำในสิ่งที่ถูกต้องจะไม่ได้รับประกันว่าทุกอย่างจะจบลงอย่างสวยงาม แต่การมองเห็นความไม่ถูกต้องแล้วเลือกนิ่งเฉย ก็อาจทำให้เราสูญเสียโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงบางสิ่งไปเช่นกัน แน่นอนว่าการตัดสินใจควรผ่านการไตร่ตรองอย่างรอบคอบ ทว่าการรอคอยจนกว่าจะมั่นใจในทุกคำตอบก็อาจทำให้เราไม่กล้าก้าวไปข้างหน้าเลยก็ได้

ท้ายที่สุด Hamlet ทำให้ฉันคิดว่า เราอาจไม่จำเป็นต้องรู้คำตอบของทุกสิ่งก่อนจะเริ่มต้นใช้ชีวิต สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่การเลือกได้ถูกต้องในทุกครั้ง แต่คือการกล้าตัดสินใจ ยอมรับผลที่ตามมา และไม่ละทิ้งจุดยืนของตัวเองเพียงเพราะโลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เมื่อเราไม่อาจรู้ได้ว่าการตัดสินใจจะนำไปสู่ผลลัพธ์เช่นไร เราจะกล้าเสี่ยงลงมือทำเพื่อสิ่งที่เชื่อ หรือจะปล่อยให้ความกลัวในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นตัดสินใจแทนเรา?

Add a comment Add a comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *