ยอน ฟอสเซอ — Jon Fosse เกิดวันที่ 29 กันยายน ค.ศ. 1959 ที่เมืองเฮากีซุนด์ ประเทศนอร์เวย์ ผลงานของเขามีความหลากหลาย ทั้งนวนิยาย บทละคร บทกวี หนังสือเด็ก และความเรียง นอกจากนี้เขายังสวมบทบาทอาจารย์และนักแปลอีกด้วย ในปี ค.ศ. 2023 ฟอสเซอได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม ด้วยเกียร์ติประวัติ ในฐานะ “ผู้สร้างสรรค์บทละครและงานร้อยแก้วที่เปี่ยมด้วยความร่วมสมัย ซึ่งมอบสุ้มเสียงที่มิอาจพรรณาออกมาเป็นตัวหนังสือ” เขาเป็นนักเขียนที่ผลิตผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเขียนบทละครมาแล้วกว่า 40 เรื่อง และผลงานประเภทเรื่องแต่ง (Fiction) อีกราว 30 เล่ม รวมถึง Morning and Evening ที่สำนักพิมพ์เม่นวรรรณกรรม กำลังจัดพิมพ์ แปลโดย ภู่ มณีศิริพรไพบูลย์
ชีวิตในวัยเยาว์และการศึกษา ของ Jon Fosse
ฟอสเซอเติบโตในฟาร์มแถบชนบทใกล้กับหมู่บ้านสตรานเดอบาร์ม (Strandebarm) ประเทศนอร์เวย์ ครอบครัวของเขาอาศัยอยู่ในที่ดินผืนเดียวกัน โดยมีปู่และย่าอยู่บ้านหลังหนึ่ง ส่วนตัวเขา พ่อแม่ และพี่สาวน้องสาวอีกสองคนอยู่อีกหลังหนึ่ง พ่อของเขาทำงานเป็นผู้จัดการสหกรณ์สตรานเดอบาร์มซึ่งเป็นร้านขายของชำในท้องถิ่น ส่วนแม่เป็นผู้ดูแลผู้ป่วยและเด็ก
เขาได้รับการเลี้ยงดูมาในนิกายลูเทอแรน แต่ในเวลาต่อมาเขาแสดงออกถึงการต่อต้าน โดยประกาศตัวเป็นอเทวนิยม (Atheist) อายุ 12 หรือ 13 ปี เขาสนใจเล่นกีตาร์เพลงร็อกโดย ตั้งวงดนตรี แต่งเพลง แต่ความสนใจดนตรีก็สลายไป เมื่อฟอสเซอเริ่มเขียนหนังสือ จากการแต่งเนื้อเพลงก่อนจะขยับขยายไปสู่การเขียนบทกวี
ในปี ค.ศ. 1979 ฟอสเซอจบการศึกษาระดับมัธยมปลายและย้ายไปอยู่ที่เมืองเบอร์เก็น (Bergen) เพื่อเริ่มทำงานกับหนังสือพิมพ์ Gula Tidend ในปีเดียวกันนั้นเขาได้กลายเป็นพ่อคน และแต่งงานกับแม่ของลูกในปีถัดมา ตลอดหลายทศวรรษหลังจากนั้นเขาแต่งงานอีกสองครั้งและมีลูกเพิ่มขึ้นอีกห้าคน ในระหว่างนั้น ตลอดช่วงทศวรรษ 1980 เขาได้เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยเบอร์เก็น จนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านวรรณกรรมเปรียบเทียบในปี ค.ศ. 1987
ผลงานร้อยแก้วในช่วงต้น (Early Prose)
ในช่วงทศวรรษ 1980 ฟอสเซอได้ตีพิมพ์นวนิยายเล่มแรกๆ ของเขา ได้แก่ Raudt, svart (1983; “แดง, ดำ”) ซึ่งสำรวจประเด็นที่เปราะบางของการฆ่าตัวตาย และ Stengd gitar (1985; กีตาร์สายขาด) เล่าเรื่องราวของแม่ที่ตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกหลังจากเผลอล็อกบ้านโดยที่ลูกน้อยยังติดอยู่ข้างใน งานทั้งสองชิ้นนี้เริ่มแสดงให้เห็นถึงสำนวนภาษาร้อยแก้วแบบ Minimalism หรือการลดทอนความฟุ่มเฟือยของภาษาลงจนเหลือเพียงแก่น ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้เขามีชื่อเสียงไปทั่วโลก
นอกจากนี้ เขายังได้ออกกวีนิพนธ์ชุดแรกในชื่อ Engel med vatn i augene (1986; “เทวทูตผู้มีหยาดน้ำตาในดวงตา”) และรวมความเรียงชุดแรก Frå telling via showing til writing (1989; “จากการบอกเล่า ผ่านการแสดงภาพ สู่การเขียน”) ในช่วงเวลาดังกล่าวฟอสเซอได้ทำงานเป็นอาจารย์ที่ Academy of Writing ในเขตฮอร์ดาลันด์ (Hordaland) เพื่อหาเลี้ยงชีพ
ฟอสเซอเริ่มเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในนอร์เวย์จากการตีพิมพ์นวนิยายเรื่อง Naustet (1989; Boathouse) ซึ่งเล่าเรื่องราวของชายวัย 30 ปีผู้ใช้ชีวิตอย่างสันโดษในบ้านของแม่ จนกระทั่งการพบกันโดยบังเอิญกับอดีตเพื่อนร่วมวงดนตรีได้เข้าไปสั่นคลอนและทำลายชีวิตสมรสของเพื่อนเก่าคนนั้น
บทละคร (Plays): จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ

ฟอสเซอไม่เคยคิดที่จะเป็นนักเขียนบทละครมาก่อน ในช่วงแรกเขาเคยปฏิเสธที่จะเขียน จนกระทั่งมีคนชักชวนในปี ค.ศ. 1992 เขาได้เปลี่ยนใจ เนื่องจากปัญหาทางด้านการเงิน เขาเริ่มเขียนบทสนทนาสำหรับ Nokon kjem til å komme (1996; Someone Is Going to Come) และพบว่ามันง่ายอย่างน่าประหลาดใจ ต่อมาเขาได้อธิบายว่าการเขียนบทละครคือ “การค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในอาชีพนักเขียนของผม”
บทละครเรื่องแรกของเขาที่ได้รับการจัดแสดงคือ Og aldri skal vi skiljast (And Never Shall We Part) ณ โรงละครแห่งชาติในเมืองเบอร์เก็น เมื่อปี ค.ศ. 1994 หลังจากนั้นเขาก็ผลิตบทละครออกมาอย่างต่อเนื่อง เช่น Namnet (1995; The Name) เล่าเรื่องหญิงตั้งครรภ์ที่รอคอยสามีที่บ้านพ่อแม่ของเธอ และ Natta syng sine songar (1998; Nightsongs) ที่สำรวจความลังเลของหญิงสาวที่คิดจะทิ้งสามีไปหาชายอื่น อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนที่ทำให้เขามีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วยุโรป คือการที่ผู้กำกับชาวฝรั่งเศส โคลด เรฌี (Claude Régy) นำเรื่อง Someone Is Going to Come ไปจัดแสดงที่ปารีสในปี ค.ศ. 1999
หลังจากความสำเร็จนั้น ฟอสเซอหันไปทุ่มเทให้กับการเขียนบทละครเป็นหลัก เช่นเดียวกับงานร้อยแก้ว บทละครของเขามักจะจดจ่ออยู่กับห้วงขณะแห่งความหวังและความคลางแคลงใจ ราวกับว่าตัวละครเหล่านั้นกำลังติดอยู่ในสภาวะ “แดนชำระ” (Purgatory) ผลงานในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 ของเขา ได้แก่:
- Ein sommars dag (1999; A Summer’s Day): หญิงสาวที่รอคอยสามีกลับจากการออกเรือ
- Dødsvariasjonar (2002; Death Variations): บทละครองก์เดียวที่เล่าเรื่องเด็กสาวผู้ตั้งคำถามกับการตัดสินใจฆ่าตัวตาย โดยเล่าย้อนลำดับเหตุการณ์จากความตายกลับไปสู่อดีต
- Eg er vinden (2008; I Am the Wind): ชายสองคนที่กำลังเผชิญกับวิกฤตการดำรงอยู่ (Existential Crisis) ขณะอยู่บนเรือประมง
งานร้อยแก้วในยุค 2000 (Prose from the 2000s)

แม้ว่าฟอสเซอจะเน้นเขียนบทละครในช่วงทศวรรษ 1990 ถึง 2000 แต่เขาก็ยังมีงานร้อยแก้วออกมาเป็นระยะ ได้แก่ Melancholia I (1995) และ Melancholia II (1996) ซึ่งเป็นการนำชีวิตของ ลาร์ส เฮอร์เตอร์วิก (Lars Hertervig) จิตรกรชาวนอร์เวย์ในศตวรรษที่ 19 มาถ่ายทอดเป็นนิยายในขณะที่เขากำลังดำดิ่งสู่ความคุ้มคลั่ง
นอกจากนี้ เขายังเขียนนวนิยายขนาดสั้น (Novella) อย่าง Morgon og kveld (2000; Morning and Evening) ซึ่งเล่าถึงชายคนหนึ่งที่หวนรำลึกถึงความหวังของพ่อแม่ที่อยากให้เขาเป็นชาวประมง และ Det er Ales (2004; Aliss at the Fire) ซึ่งมีเนื้อหาคล้ายกับ A Summer’s Day โดยเล่าถึงผู้หญิงที่กลับไปใช้ชีวิตในวันที่สามีของเธอออกเรือไปเมื่อ 20 ปีก่อนและไม่เคยกลับมาอีกเลย
งานชุดไตรภาค (Trilogy)
ในช่วงปลายทศวรรษ 2010 ฟอสเซอได้เริ่มเขียนงานชุด Trilogien (2014; Trilogy) ซึ่งประกอบด้วย Andvake (2007; “Wakefulness”), Olavs Draumar (2012; “Olav’s Dreams”) และ Kveldsvævd (2014; “Weariness”) มหากาพย์ชุดนี้เล่าเรื่องราวของคู่รัก อัสเลอและอลิกา (Asle and Alida) ผ่านทายาทของพวกเขาในหลายศตวรรษต่อมา ฟอสเซอได้รับรางวัลวรรณกรรมแห่งสภาเหนือ (Nordic Council Literature Prize) ในปี 2015 จากผลงานชุดนี้
Septology และ Vaim: ผลงานชิ้นเอก
นักวิจารณ์หลายคนยกย่องให้ Septology เป็นผลงานชิ้นเอก (Magnum Opus) ของฟอสเซอ เขาเริ่มเขียนนิยาย 7 เล่มชุดนี้ในปี 2012 ในช่วงที่เขาพักจากการเขียนบทละคร เลิกดื่มเหล้า เปลี่ยนมานับถือคาทอลิก และแต่งงานกับภรรยาคนที่สาม งานชุดนี้ประกอบด้วย Det andre namnet (2019; The Other Name), Eg er ein annan (2020; I Is Another) และ Eit nytt namn (2021; A New Name) นวนิยายชุดนี้ขึ้นชื่อเรื่องการ “ไม่ใช้จุดฟูลสตอบ” (Sentence breaks) เลย เล่าเรื่องราวของจิตรกรชื่ออัสเลอ ผู้เพิ่งเปลี่ยนมานับถือคาทอลิก และได้พบกับเพื่อนที่เป็นจิตรกรชื่ออัสเลอเหมือนกัน ซึ่งกำลังจะตายจากการดื่มสุราเกินขนาด
ผลงานนวนิยายเรื่องแรกหลังจากได้รับรางวัลโนเบลคือ Vaim (2025) ซึ่งเป็นเล่มแรกของไตรภาคชุดใหม่ที่เขาวางแผนไว้ เช่นเดียวกับ Septology เรื่อง Vaim มีการใช้เครื่องหมายวรรคตอนน้อยมาก เล่าผ่านผู้บรรยายสามคน ได้แก่ ชายจากหมู่บ้านเล็กๆ ในนอร์เวย์ที่เดินทางเข้าเมืองเบอร์เกนโดยเรือและถูกคนรักแรกเรียกตัวกลับมา, เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเขา และสามีชาวประมงของอดีตคนรักคนนั้น
ผลงานยุคหลัง (Later Works)
ฟอสเซอกลับมาเขียนบทละครอีกครั้งในทศวรรษ 2020 เช่น Slik var det (2020; “This Is How It Was”), Sterk vind (2021; “Strong Wind”) และ I svarte skogen inne (2023; “In the Black Forest”) ซึ่งทั้งหมดจัดแสดงที่โรงละครนอร์เวย์ในกรุงออสโล ส่วนงานร้อยแก้วในยุคหลัง ได้แก่ Kvitleik (2023; A Shining) เล่าเรื่องของคนขับรถที่หลงทางในป่านอร์เวย์และได้พบกับสิ่งมีชีวิตลึกลับ
โปรเจกต์อื่นๆ
นอกเหนือจากงานเขียนของตัวเอง ฟอสเซอยังมีความสุขกับการแปลผลงานของนักเขียนคนโปรดให้เป็นภาษานีนอสก์ เช่น Sebastian i draum (2019) ของกวีชาวออสเตรีย เกออร์ค ทราเคิล (Georg Trakl) และ Duino-elegiar (2022) ของ ไรเนอร์ มารีอา ริลเคอ (Rainer Maria Rilke) นอกจากนี้เขายังมีวรรณกรรมสำหรับเด็ก เช่น Dyrehagen Hardanger (1993), Kant (2005) และ Spelejenta (2009)
รางวัลโนเบล บทสุดท้าย แต่ไม่ท้ายสุด
ยอน ฟอสเซอ คว้ารางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมประจำปี 2023 ผลงานมากมายของเขา ครอบคลุมหลากหลายประเภท ประกอบด้วยบทละครประมาณ 40 เรื่อง และนวนิยาย บทกวี บทความ หนังสือสำหรับเด็ก และงานแปลอีกมากมาย แอนเดอร์ส ออลส์สัน ประธานคณะกรรมการรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมกล่าวว่า “ฟอสเซอผสมผสานรากฐานทางภาษาและธรรมชาติของภูมิหลังชาวนอร์เวย์ของเขากับเทคนิคทางศิลปะในยุคสมัยใหม่”
ฟอสเซอกล่าวในแถลงการณ์ว่า “ผมรู้สึกท่วมท้นและหวาดหวั่นเล็กน้อย ผมมองว่านี่คือรางวัลสำหรับวรรณกรรมที่มุ่งมั่นที่จะเป็นวรรณกรรมอย่างแท้จริง โดยไม่คำนึงถึงสิ่งอื่นใด”
เขายังให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์สาธารณะของนอร์เวย์ NRK ว่าเขา “ประหลาดใจ แต่ก็ไม่แปลกใจ” ที่ได้รับรางวัล “ผมติดตามเรื่องนี้มา 10 ปีแล้วและเตรียมใจไว้บ้างแล้วว่าเรื่องนี้อาจเกิดขึ้นได้” เขากล่าว
ฌาคส์ เทสทาร์ด ผู้จัดพิมพ์นิยายของฟอสส์ กล่าวว่า “เขาเป็นนักเขียนที่ยอดเยี่ยม ซึ่งสามารถค้นพบวิธีการเขียนนิยายที่ไม่เหมือนใคร ดังที่เซซิเลีย ไซเนส บรรณาธิการชาวนอร์เวย์ของเขา กล่าวไว้ในการสัมภาษณ์เมื่อเร็วๆ นี้ว่า หากคุณเปิดหนังสือของยอนเล่มใดเล่มหนึ่งและอ่านเพียงไม่กี่บรรทัด คุณจะรู้ได้เลยว่าไม่มีใครเขียนมันได้เหมือนเขา”
“นิยายของเขามีลักษณะเหมือนคาถา ลึกลับ และหยั่งรากอยู่ในภูมิประเทศของฟยอร์ดทางตะวันตกที่เขาเติบโตมา” เทสทาร์ดกล่าวเสริม
“สิ่งสำคัญมากที่ต้องจำไว้ว่าเขาเขียนด้วยภาษานีนอร์สค์ หรือภาษานอร์เวย์ใหม่ ซึ่งเป็นภาษาชนกลุ่มน้อยในนอร์เวย์ การกระทำนี้ถือเป็นการกระทำทางการเมืองอย่างหนึ่ง นอกจากนี้เขายังเป็นนักเขียนบทละครและกวีที่ยอดเยี่ยม เขามีความคิดที่เหลือเชื่อ และมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับคนที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”