รีวิว: เขานอนตายในท่านั่ง …ไว้อาลัยแด่… “พวกเขา” ที่ต้อง “ตายทั้งเป็น”

เขานอนตายในท่านั่ง เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ “เขา” ที่มีชื่อว่า “ตะวัน” ชายหนุ่มผู้ซึ่งเติบโตมาจากการเลี้ยงดูของยาย บรรจุไปด้วยรสชาติที่เกินความคาดหมายไปมาก
เขานอนตายในท่านั่ง

เขานอนตายในท่านั่ง โดย ศิวรัฐ หาญพานิช

เขานอนตายในท่านั่ง เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ “เขา” ที่มีชื่อว่า “ตะวัน” ชายหนุ่มผู้ซึ่งเติบโตมาจากการเลี้ยงดูของยาย บรรจุไปด้วยรสชาติที่เกินความคาดหมายไปมาก วรรณกรรมสะท้อนสังคมเล่มใหม่แกะกล่องจากสำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม ที่ทำให้คนอ่านอย่างเราเผลออ้าปากค้างในทุก ๆ บทของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งบรรจุไปด้วยรสชาติที่เกินความคาดหมายไปมาก ทั้งบีบคั้นหัวใจ ตื่นเต้น มหัศจรรย์ใจ ระทึกขวัญ หวาดผวา และขนหัวลุกในความน่ากลัวของปีศาจในคราบเทวดา

“เขานอนตายในท่านั่ง” เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ “เขา” ที่มีชื่อว่า “ตะวัน” ชายหนุ่มผู้ซึ่งเติบโตมาจากการเลี้ยงดูของยาย ได้สยายปีกออกจากอ้อมอกไปใช้ชีวิตและทำงานในเมืองกรุงหลังจับการศึกษากับเพื่อนสาวที่สนิทที่สุดในชีวิต แต่นวนิยายเล่มนี้ ไม่ได้บอกเล่าเพียงแค่เรื่องของ “ตะวัน” แต่กลับร้อยเรียงเรื่องราวภูมิหลังของคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของ “ตะวัน” ด้วยเช่นกัน

ความน่าสนใจของนวนิยายเรื่องนี้หลังจากที่มีโอกาสได้อ่านจนจบภายในไม่ถึงอาทิตย์ นั่นคือลักษณะการเล่าเรื่องที่ผู้เขียนเลือกใช้ โดยเริ่มเล่าจากเหตุการณ์ปัจจุบัน ก่อนจะย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ก่อนที่จะเกิดการ “ตายในท่านั่ง” ซึ่งในแต่ละบท จะสอดแทรกการเล่าเรื่องราวภูมิหลังในอดีตของตัวละครอื่น ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของ “ตะวัน” อีกทีหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น “ณเดชน์” แฟนหนุ่ม “เจ๊กบ” เจ้านาย “ก้อย” เพื่อนสนิท และบุคคลอื่น ๆ ที่ได้เข้ามาพัวพันกับเหตุการณ์และชีวิตก่อนตายของ “เขา”

สำหรับเราแล้ว ความสนุกของนิยายเล่มนี้มีมากเสียจนสุ่มเปิดไปอ่านหน้าไหนก็เจอ ไม่ว่าจะเป็นสำนวนภาษาของ ศิวรัฐ หาญพานิช ซึ่งให้กลิ่นอายของความเป็นวรรณกรรมไทยออกมาอย่างมีเอกลักษณ์ ถ้อยความที่อ่านแล้วให้อารมณ์เหมือนได้อ่านหนังสือการ์ตูนไทยสมัยก่อน สอดคล้องกับภาพหน้าปกของหนังสือเล่มนี้ได้อย่างลงตัว มีการเลือกสรรคำและพรรณนาได้ถึงพริกถึงขิง ทั้งฉากเกรี้ยวกราดด่าทอ ฉากวาบหวาม ไปจนถึงฉากที่ให้บรรยากาศน่ากระอักกระอ่วนใจ ผู้เขียนก็สามารถบรรยายเสียจนอินและเห็นภาพตาม

เขานอนตายในท่านั่ง

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการลำดับเหตุการณ์ และการวางปมปัญหาที่ทิ้งไว้แทบทุกจุด เมื่ออ่านจนจบแล้วนำมาปะติดปะต่อกันจะพบว่าทุกเรื่องราวเชื่อมโยงกันอย่างน่าทึ่ง โดยผลงานชิ้นนี้ของ ศิวรัฐ มีการไล่ระดับความเข้มข้นของเนื้อเรื่องตั้งแต่บทแรกจนถึงบทสุดท้าย ค่อย ๆ เผยให้เห็น ความเจ็บแสบ รอยแตกร้าว ไปจนถึงแผลที่ลึกและเจ็บปวดมากขึ้นในแต่ละบท ให้ความรู้สึกขณะที่อ่านเหมือนตอนเราเดินถือไฟฉายลุยเข้าไปในป่าช้าเพื่อหาอะไรบางอย่าง ขนลุกเกรียวกราวเมื่อยามเจอของสิ่งนั้นหรือก็คือปมทั้งหมดที่ถูกเฉลยในตอนท้าย

และเพราะได้รับความรู้สึกหลากหลายขณะอ่าน จนเกิดเป็นความประทับใจหลังอ่านจบ ทำให้เราไม่สามารถนั่งอยู่เฉยแล้วเก็บความรู้สึกอยากขบคิดนั้นไว้ในใจได้ จึงต้องลุกขึ้นมาเขียนรีวิวเพื่อแบ่งปันความคิด ความรู้สึก และแนะนำหนังสือดี ๆ ให้คนอื่นได้ตามไปอ่านกันให้เร็วที่สุด

หากใครที่อ่านมาจนถึงตรงนี้แล้วยังไม่ได้อ่านนวนิยายเรื่องนี้ เราขอแนะนำว่าให้ปิดหน้าเว็บแล้วหันกลับไปหยิบหนังสือขึ้นมาแล้วอ่านมันให้จบก่อนค่อยกลับมาอ่านบทความรีวิวนี้ต่อ มิเช่นนั้นคุณอาจจะถูกสปอยล์เรื่องราวจนหมดความตื่นเต้นไปเสียก่อนก็ได้…

เมื่ออ่านจบบทแรกแล้ว หลาย ๆ คนอาจคิดเหมือนกันว่าคนที่ “ตาย” คงมีเพียง “ตะวัน” ซึ่งเป็นตัวละครเอกที่กล่าวไว้ตั้งแต่ต้นเรื่อง ทว่าแท้ที่จริงแล้ว “คนตาย” กลับมีมากกว่าหนึ่ง…และการตายนั้น น่าจะเป็นการตายที่ทุกข์ทรมานยิ่งกว่าการเสียชีวิตเป็นร้อยเท่า นั่นเพราะพวกเขาเหล่านั้นล้วนต้อง “ตกนรก” เสมือน “ตายทั้งเป็น” อย่างไม่อาจหวนคืนชีวิตและจิตวิญญาณเดิมของตนได้

แม้ว่าอาจจะไม่ใช่ทุกคนที่ต้องเผชิญเรื่องราวกรีดแทงหัวใจ แต่ก็นับว่าจำนวนคนเหล่านั้นมีอยู่เกินครึ่งจากทั้งหมด ซึ่งเรื่องที่พวกเขาต้องประสบนั้นก็ร้ายแรงมากพอให้คนอ่านอย่างเรารู้สึกเจ็บปวด ขยะแขยง และทุกข์ระทมตามไปด้วย ความสงสารตัวละครจับใจ จากทุกตัวอักษรที่นักเขียนได้ถ่ายทอดออกมาลึกซึ้งและสมจริงเหลือเกิน เพราะเมื่อเงยหน้าจากหนังสือขึ้นมามองดูสังคมเราแล้ว จะระลึกได้ว่าปีศาจที่พรากชีวิตพวกเขาทั้งเป็นนั้นมีอยู่จริง และมีคนไม่น้อยในโลกแห่งความเป็นจริงที่ต้องพบกับเรื่องน่าเศร้าเช่นเดียวกันกับตัวละครในเรื่อง

เขานอนตายในท่านั่ง

พี่เอก

เริ่มจากตัวละครแรกที่เราอยากกล่าวถึง นั่นก็คือ “พี่เอก” บุคคลซึ่งอาจเรียกได้ว่ามีความเกี่ยวข้องกับ “ตะวัน” ในฐานะ “ลูกค้า” ที่มาใช้บริการร้านนวดที่ “ตะวัน” ทำงานอยู่ เมื่อย้อนความไปถึงวัยเด็กของ “พี่เอก” ก็ทำให้คนอ่านอย่างเราต้องเจ็บปวดหัวใจไปตาม ๆ กัน จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่ฆ่าพี่เอกซ้ำ ๆ ทั้งในความคิดและความทรงจำ เขาต้องทนอยู่กับความหวาดกลัวที่ติดอยู่ในใจตลอดชีวิต อยู่กับฝันร้ายและความทรงจำที่พรากชีวิตวัยเด็กของเขาไปแบบไม่อาจหวนกลับ การถูกข่มขืนทั้งทางร่างกายและจิตใจในช่วงเวลานั้น คือเหตุการณ์ที่ทำให้ “พี่เอก” รู้สึกเหมือนตายทั้งเป็น

ถึงกระนั้น การที่ “พี่เอก” ตัดสินใจลุกขึ้นสู้กับปีศาจและทิ้งอดีตของตนเองไว้ข้างหลัง เป็นการกระทำที่กล้าหาญซึ่งทำให้เขาเหมือนได้เกิดใหม่อีกครั้ง จนกลายเป็น “เอก” คนใหม่ ไม่อ่อนแอและไม่ยอมอยู่ภายใต้การกดขี่ข่มเหงของปีศาจอีกต่อไป เขาเดินจากไปจากบ้านหลังเดิม เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ และเก็บซ่อนความหลังอันโหดร้ายเอาไว้

ก้อย

“คนตาย” คนต่อมาคือ “ก้อย” เพื่อนสาวคนสนิทของ “ตะวัน” ซึ่งต้องเจอกับเรื่องคอขาดบาดตาย จากการตัดสินใจอันเด็ดเดี่ยวของเธอ ทำให้เธอต้องเสียเลือดมากจนเกือบเป็นอันตรายถึงชีวิต เพราะใช้ยาสอดในการทำแท้ง

และนั่นก็นำไปสู่ความรู้สึกที่เหมือนกับตายทั้งเป็นเพราะต้องจมอยู่ความรู้สึกผิด กินไม่ได้ นอนไม่หลับ เธอนอนเหม่อมองเพดานอยู่ในห้องพักของ “ตะวัน” เสมือนกับร่างไร้วิญญาณ และถูกผลจากการกระทำของตนเองหลอกหลอนจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ มีฝันร้ายคอยตักเตือนเธออยู่ทุกคืนวันจนไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างคนปกติได้ ทั้งใช้ไสยศาสตร์และธรรมะเข้าช่วย แต่ก็ยากเหลือเกินที่จะดึงจิตวิญญาณที่แหลกสลายของเธอกลับมาได้ เหตุการณ์ก่อนที่ “ตะวัน” จะ“ตายในท่านั่ง” คนที่ได้ “ตาย” ไปก่อนแล้วก็คือ “ก้อย”

ซึ่งกว่าเธอจะรู้สึกตัวและกลับมาใช้ชีวิตต่อได้นั้น ก็เป็นตอนหลังจากที่รู้ว่าเพื่อนรักของเธอได้จากโลกนี้ไปแล้ว นับแต่นั้น เธอจึงลุกขึ้นมาใช้ชีวิตต่อไปได้ แม้ว่ายังคงไม่ลืมเรื่องราวในอดีตและยังคงเฝ้าดูแลวิญญาณลูกของเธออยู่เพื่อความสบายใจ แต่เธอก็ไม่ปล่อยตัวเองให้ล่องลอย และยอมกลับมาเข้มแข็งใหม่อีกครั้ง

แม่ส่งศรี

มาถึงเรื่องราวของตัวละครที่เรารู้สึกสงสารจับใจไม่แพ้ “พี่เอก” นั่นก็คือ “แม่ส่งศรี” มารดาของ “ตะวัน” จากคนสาวที่เคยสวยที่สุดในหมู่บ้าน ถูกดูแลประคบประหงมอย่างดีจากคนในครอบครัว กลับต้องเจอกับเคราะห์กรรมจากผีร้ายที่ขึ้นชื่อว่า “ผู้ชาย” ต้องตกนรก ตายทั้งเป็นเพราะโดนกระทำย่ำยี ทั้งทางร่างกายและความรู้สึก เธอถูกพรากเอาความรักและความเชื่อใจไปพร้อมกับพรหมจรรย์ และทนอยู่กับคำนินทาจากผู้คนในสังคมรอบตัว เปลี่ยนชีวิตของเธอจากหน้ามือเป็นหลังเท้า

กลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่เหมือนถูกกรีดหัวใจซ้ำอีกในวันที่ “ตะวัน” ลืมตาดูโลกแล้วมีบางส่วนของหน้าตาที่หวนให้นึกถึงใบหน้าของ “ผู้ชาย” ที่ทำให้เด็กคนนี้เกิดมา และในวินาทีนั้นเอง ที่เธอตัดสินใจที่จะเกิดใหม่ เป็นคนใหม่ ตั้งหน้าตั้งตาทำงานเพื่อให้ลืมสิ้นความเจ็บปวดในใจ ไม่หันกลับไปมอง “คน” ที่ฆ่าเธอทั้งเป็นอีกเลย

ความผิดหวังและเสียใจอยู่ติดตัวของเธอไปจนอายุล่วงเลย แม้พยายามจะเริ่มต้นชีวิตใหม่แต่ก็ยังมีปมอยู่ในใจตลอดมา ทำให้ตลอดยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมาเธอต้องห่างเหินกับลูกชายอย่าง “ตะวัน” โดยที่ไม่สามารถผสานรอยร้าวนั้นได้เลยจวบจนกระทั่งลูกของเธอเสียชีวิต

เขานอนตายในท่านั่ง

ยายสมทรง

ต่อมาคือการตายของ “ยายสมทรง” ผู้เป็นยายของ “ตะวัน” ซึ่งทำหน้าที่เลี้ยงหลานชายแทนลูกสาวของตัวเองมาตั้งแต่เด็กจนโต การตายของยายนั้นมีหลายเหตุการณ์ด้วยกัน ครั้งแรกคือการตายทั้งเป็นเพราะต้องทนเห็นลูกสาวบอบช้ำและถูกรังแก ทั้งจากชายปริศนาและจากคำครหาของชาวบ้านละแวกนั้น เธอผิดหวัง เสียใจและโกรธเคืองที่ตนดูแลลูกสาวอย่างดีแต่กลับเกิดเรื่องร้ายขึ้นจนได้

ส่วนการตายทั้งเป็นครั้งที่สอง มาในรูปแบบของความหมายทางตรง นั่นก็คือเหตุการณ์หลังจากที่ “ยายสมทรง” ได้สละอายุขัยสองปีของตนเองเพื่อช่วยให้หลานชายได้กลับมามีชีวิตใหม่ เธอจึงต้องมีชีวิตอยู่แบบคนพิการ พูดไม่ได้ เดินไม่ได้ ขยับร่างกายไม่ได้ แม้จะรับรู้ทุกสิ่งแต่ไม่สามารถตอบสนองสิ่งใดได้ ทำเพียงได้แต่กลอกตาไปมาเท่านั้น ซึ่งสภาพร่างกายของยายในตอนนั้นเปรียบเสมือนกับได้ตายไปแล้ว เพียงแค่ยังมีลมหายใจอยู่เท่านั้น และสุดท้ายก็มาตายซ้ำอีกตอนที่ได้รู้ความจริงในตอนท้ายว่าคนที่ทำร้ายลูกสาวของตนเองคือใคร แต่ไม่สามารถขยับเขยื้อนหรือก่นด่าอะไรได้เลย ได้แต่เจ็บช้ำและรู้สึกเหมือนถูกมีดกรีดแทงอยู่ข้างในใจ

ส่วนคนที่เรายังไม่ได้กล่าวถึงแบบเจาะลึกอย่าง “ณเดชน์” และ “เจ๊กบ” ต่างก็มีรอยแผลและเรื่องราวเป็นของตนเอง หากเพ่งพินิจให้ดีก็อาจจะพบกับรอยน้ำตาแฝงอยู่ในนั้น

ณเดชณ์

ไม่ว่าจะเป็นรอยแผลของ “ณเดชน์” แฟนหนุ่มของ “ตะวัน” ที่ต้องเฝ้ารอคอยคำว่ารักอย่างไม่มีจุดหมาย ล่องลอย และไม่มีหลักแหล่งให้ยึดเหนี่ยว อีกทั้งยังต้องเจอกับการสูญเสียคนที่ตนเองรักที่สุดอย่าง “ตะวัน” ไปด้วย ความรู้สึกของเขาไม่ตายก็เหมือนตายเช่นกัน แต่สุดท้าย เมื่อ “ตะวัน” ก้าวผ่าน “ความตาย” และกลับมาเกิดใหม่ ก็ทำให้ “ณเดชน์” ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้งไม่ต่างกัน ทั้งสองคนได้เริ่มต้นกันใหม่และในที่สุด “ณเดชน์” ก็ได้ฟังคำว่ารักที่เขารอคอย

เจ๊กบ

และอีกคนหนึ่งคือ “เจ๊กบ” เจ้านายของ “ตะวัน” ที่ต้องเจ็บช้ำจากการถูกปฏิเสธและไม่ได้รับการยอมรับในตัวตนและเพศสภาพของเขาจากคนที่เขารัก เป็นการอกหักที่ทำให้ “เจ๊กบ” รู้สึกเจ็บมาก แต่เมื่อถึงเวลา การเกิดใหม่ของ “เจ๊กบ” ก็ทำให้เธอมีชีวิตใหม่ดั่งฝัน ได้เปลี่ยนเป็นสาวสะพรั่งอย่างที่เธอตั้งใจ เปลี่ยนจาก “นายสายัณห์” เป็น “นางสาวปภัสรา” และเริ่มต้นใหม่บนเส้นทางของเธอ

สุดท้ายคือ “ตะวัน” ตัวละครเอกที่ได้ “ตายจริง ๆ” ก็ยังเก็บซ่อนไว้ซึ่งรอยแผล ที่ยังคอยเป็นห่วงเพื่อนสาวจนไม่อาจเปิดใจให้ณเดชน์ได้แม้จะรู้สึกรักแค่ไหน ก็ต้องกล้ำกลืนฝืนปฏิเสธความต้องการของตนเอง ไม่หมดเท่านั้น ยังมีรอยแตกร้าวในความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าตัวกับผู้เป็นแม่ ที่ยังไม่ได้คำตอบว่าเหตุใดแม่ของเขาจึงห่างเหินและผลักไสตนให้ยายเป็นผู้เลี้ยงเกือบทั้งชีวิตข

จากทั้งหมดทั้งมวล จะได้เห็นว่าตัวละครทุกตัวมีบาดแผลซุกซ่อนไว้ บางตัวละคร “ตาย” ไปแล้ว แต่ก็ได้ “เกิดใหม่” ซึ่งเราคิดว่านี่คือแก่นหลักของเรื่องเลยก็ว่าได้ แม้ว่านวนิยายเรื่องนี้จะมีเรื่องเหนือธรรมชาติและไสยศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แบบแนวสัจนิยมมหัศจรรย์ (Magical Realism) ซึ่งมีฉากที่บอกเล่าชัดเจนว่ามี “การตายแล้วเกิดใหม่” เกิดขึ้นในเรื่อง แต่ในอีกนัยหนึ่งที่แฝงไว้ก็คือการที่ตัวละครทุกตัวได้ละทิ้งความเจ็บปวดและยืนหยัดเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ในตอนจบของเรื่องก็คลี่คลายปมปัญหาทั้งหมดจนกระจ่างแจ้งแก่ผู้อ่านทุกคนโดยทั่วกัน แม้จะไม่ได้จบบริบูรณ์อย่างสวยหรูดั่งนิยายหวานซึ้ง แต่ก็จบได้งดงามตามครรลองที่นวนิยายเรื่องนี้ควรจะเป็นและเหมาะสมกับมัน ไม่มีอะไรที่เรารู้สึกติดค้างในใจและขัดใจว่าทำไมถึงจบเช่นนี้ กลับรู้สึกประทับจิตและอิ่มเอมไปกับเรื่องราวของกลุ่มคนเหล่านี้เกินกว่าที่คาดหมายไว้ในตอนแรก และคิดว่า “เขานอนตายในท่านั่ง” จะต้องได้ขึ้นไปอยู่บนหิ้งนวนิยายเล่มโปรดของเราเพิ่มอีกเรื่องหนึ่งอย่างแน่นอน

Add a comment Add a comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *