Home Author Biographyสัมภาษณ์ ศิวรัฐ หาญพานิช : ตัวตน และผลงาน

สัมภาษณ์ ศิวรัฐ หาญพานิช : ตัวตน และผลงาน

by Niwat Puttaprasart
0 comments 4 views 3 minutes read

กว่าจะกลายเป็นนวนิยายหนึ่งเล่ม ไม่ได้อาศัยเพียงจินตนาการหรือพรสวรรค์ของนักเขียนเท่านั้น แต่ยังประกอบขึ้นจากประสบการณ์ชีวิต การสังเกตผู้คน และคำถามต่อสังคมไทยที่ผู้เขียนเฝ้าขบคิดมาเป็นเวลานาน ในบทสนทนานี้ ศิวรัฐ หาญพานิช พาผู้อ่านย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของการอ่าน การเขียน และเส้นทางการทำงานในวงการสื่อ ก่อนจะเผยให้เห็นเบื้องหลังการสร้างสรรค์ “เขานอนตายในท่านั่ง” นวนิยายที่เชื่อมโยงเรื่องเพศ ความเชื่อ ศาสนา และชีวิตของคนธรรมดาเข้าด้วยกัน ผ่านมุมมองที่จริงใจและเปี่ยมด้วยอารมณ์ขัน ครบรสทั้งความเศร้า ความสนุก เสียงหัวเราะ และเรื่องลี้ลับ

นิวัต: อยากให้แนะนำตัวนิดนึงครับว่าเป็นใครมาจากไหน เกิดที่ไหน เรียนที่ไหน ผู้อ่านจะได้ทราบพื้นฐานและชีวิตความเป็นมาครับ

ศิวรัฐ: ชื่อสิงครับ ศิวรัฐ หาญพานิช เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เอกวิทยุโทรทัศน์ แล้วก็ทำงานในสายสื่อครับ ทำงานโทรทัศน์เป็นหลัก ทำมาสักพักนึงก็ไปเรียนต่อปริญญาโทที่สาขาสตรี เพศสถานะ และเพศวิถีศึกษา วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอนนี้ก็ยังทำงานเบื้องหลังอยู่เหมือนเดิมครับ

นิวัต: ก็คือจบนิเทศฯ แต่มาเรียนต่อเกี่ยวกับเรื่อง Gender ทำไมถึงสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษครับ

ศิวรัฐ: ด้วยความที่เรียนจบปริญญาตรีแล้วทำงานมาสักพักนึง รู้สึกว่างานด้านนี้สิ่งที่เราทำมันอาจจะไม่ได้ต้องไปเรียนสายนี้ต่อ แต่อยากขยายความรู้เพิ่ม เลยลองดูหลักสูตรในมหาวิทยาลัยในไทยว่ามีอะไรที่เราสนใจบ้าง พอดีไปเจอคอร์สนี้ก็คิดว่าเป็นเรื่องที่เราสนใจและใกล้ตัว จังหวะเวลาทุกอย่างลงตัวก็เลยตัดสินใจเรียนครับ

นิวัต: เป็นปริญญาโทใช่ไหมครับ

ศิวรัฐ: เป็นปริญญาโทครับ

นิวัต: แล้วเรียนจบมาก็ยังทำงานด้านสื่อต่อ

ศิวรัฐ: ใช่ครับ

ศิวรัฐ หาญพานิช

นิวัต: บอกได้ไหมครับว่าทำงานด้านสื่อทำอะไรอยู่

ศิวรัฐ: เป็น Creative รายการครับ อยู่บริษัท Change 2561 ของพี่ฉอด ทำซีรีส์วาย งานหลักคือทำงาน Creative รายการออนไลน์ งานโปรโมตซีรีส์ต่างๆ และอีกส่วนหนึ่งคือเขียนบทซีรีส์ ถ้าใครเคยดู Club Friday The Series ก็จะมีนักเขียนหลายท่านสลับกันเขียน เพราะหนึ่งเรื่องใช้เวลา 1 เดือน จบ 4 ตอน แล้วก็มีเขียนซีรีส์ยูริ เรื่อง I Wanna Be Sup’Tar และ Hometown Romance (คุณแฟนบ้านนอก) ครับ

นิวัต: อันนี้คือเราผลิตป้อนให้กับช่องต่างๆ ใช่ไหมครับ

ศิวรัฐ: Club Friday The Series กับซีรีส์ยูริที่ทำจะออกอากาศทางช่อง One 31 และดูย้อนหลังตามแพลตฟอร์มอย่างแอป OneD หรือ Netflix แล้วแต่เรื่องครับ

นิวัต: น่าสนใจมากครับ พอเรียนจบปุ๊บก็ทำงานเลยหรือเปล่า หรือได้งานเป็น Creative ที่นี่เลย

ศิวรัฐ: เรียนจบแล้วก็ทำงานเลยครับ ก่อนหน้านี้เคยทำที่ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ไปช่วยเขาทำ Exhibition อยู่ประมาณปีนึง หลังจากนั้นก็ย้ายมาอยู่ที่นี่ยาวเลยครับ

นิวัต: ทำที่นี่มากี่ปีแล้วครับ

ศิวรัฐ: ถ้าที่ Change 2561 ก็ประมาณ 8 ปีครับ

นิวัต: โห นานเหมือนกันนะครับ ถือว่าทำนานมาก ย้อนกลับมานิดนึงครับ ช่วงเรียนคงมีความรู้สึกว่าอยากเขียนหนังสืออยู่ใช่ไหมครับ มันเริ่มยังไงก่อน

ศิวรัฐ: มันเริ่มจากตอนมัธยมเราชอบอ่านหนังสือ มีเพื่อนคนนึงชอบเข้าห้องสมุดไปอ่านหนังสือด้วยกัน อ่านไปเรื่อยๆ แล้วรู้สึกว่าคนที่เขาเขียนเขาเก่งจังเลย คิดว่าอยากเขียนให้ได้อย่างเขาบ้าง แต่รู้สึกว่าฝีมือเรายังไม่ดี ก็เขียนบ้างหยุดบ้างมาจนมหาวิทยาลัยก็ยังไม่ได้มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เพราะเราไม่ได้มั่นใจในตัวเองว่าเขียนได้ขนาดนั้น จนมาเริ่มทำงานในสายโทรทัศน์ที่ต้องเขียนสคริปต์ เขียนบทมากมาย มันก็มีฟีดแบ็กกลับมาว่าเราพอจะเล่าเรื่องได้นะ เขียนเรื่องได้ ทำทุกอย่างให้เห็นเป็นภาพได้ดี จากมุมที่คนอื่นแชร์มาเราเลยคิดว่า หรือเราลองเขียนดี มันมีจุดนึงที่อยากลองทำเรื่องสั้นดูสักเรื่อง ช่วงนั้น Facebook เข้ามาใหม่ๆ เลยลองเขียนแล้วแชร์ให้เพื่อนๆ อ่าน เพื่อนๆ ก็ฟีดแบ็กดี เลยเป็นกำลังใจให้เขียนต่อมาเรื่อยๆ ครับ

นิวัต: สรุปคือตอนมัธยมชอบอ่านหนังสือ พอมหาวิทยาลัยเรียนสายนิเทศศาสตร์วิทยุโทรทัศน์ ไม่ได้มาสายงานเขียนโดยตรง แค่ชอบอ่านและรู้สึกว่าวันนึงอาจจะเขียนได้ แล้วตอนมัธยมชอบนักเขียนคนไหนเป็นพิเศษไหมครับ

ศิวรัฐ: ตอนมัธยมช่วง ม.4 – ม.5 เป็นช่วงที่คุณปราบดา หยุ่น เพิ่งเริ่มเขียนใหม่ๆ แล้วเขาได้รางวัลซีไรต์ รู้สึกว่างานเขาหวือหวาและแปลกมาก ก่อนหน้านั้นเราอ่านงานของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งเป็นอีกแบบนึง พอมาอ่านปราบดา หยุ่น แล้วรู้สึกว่าพี่เขาเก่งจังเลย มันเป็นอะไรที่แปลกใหม่สำหรับเราในยุคนั้นครับ

นิวัต: ปราบดา หยุ่น ต้องยอมรับว่าเป็นนักเขียนรุ่นใหม่ในเจเนอเรชันนั้นเลย และผลงานค่อนข้างแปลกใหม่กว่านักเขียนรุ่นเดียวกันหรือรุ่นก่อนหน้า แล้วนอกจากปราบดา หยุ่น มีคนอื่นอีกไหมครับที่อ่านแล้วทำให้ชอบการอ่าน

ศิวรัฐ: พอโตมาหน่อยก็จะเป็นนักเขียนในดวงใจอีกคนคือ คุณวรพจน์ พันธุ์พงศ์ เขาไม่ได้มาสายนวนิยายแต่เราชอบจังหวะการเขียนของเขา อ่านแล้วชวนให้เราหยุด ชวนให้คิด เหมือนฟังเพลง เป็นจังหวะอีกแบบนึงที่ชอบวิธีคิดของเขา ชีวิตวัยมหาวิทยาลัยของเราโตมาพร้อมกับหนังสือของคุณวรพจน์ พันธุ์พงศ์ มากๆ ตอนนั้นเราอ่านแล้วรู้สึกว่าเรายังผ่านโลกมาไม่มาก แต่มุมมองบทความที่เขาเขียนมันทำให้เราได้เรียนรู้ว่าชีวิตผู้ใหญ่เป็นแบบนี้ก็เลยจะชอบครับ

นิวัต: พอประติดประต่อภาพออกแล้ว เพราะอ่านวรพจน์มันสร้างบางอย่างในใจเราเหมือนกัน พอเรียนจบทำงานด้าน Creative เริ่มเขียนบทละคร แสดงว่าเขียนบทละครก่อนเขียนนิยายหรือเปล่า

ศิวรัฐ: จริงๆ ผมเริ่มเขียนบทมาไม่นาน น่าจะสัก 3-4 ปี แต่มันเริ่มจากการเขียนเรื่องสั้น เขียนอะไรมาก่อน การเขียนบทก็อยู่ในสโคปงานเขียนที่เราอยากเอ็กซ์พลอร์ตัวเองไปเรื่อยๆ ว่าทำได้ไหม พอได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่เลยไปเขียนบทด้วย เรียงลำดับคือเริ่มเขียนเรื่องสั้นก่อน มาเขียนบท แล้วค่อยมาเขียนนิยายต่อครับ

นิวัต: เรื่องสั้นเล่มแรกคือเล่มนี้ 2559 ใช่ไหมครับ เล่มนี้เป็นเรื่องสั้นเล่มแรกที่จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์สมมติ ผู้ฟังสามารถไปติดตามผลงานเล่มแรกของคุณศิวรัฐได้ เล่มนี้เขียนนานไหมครับ

ศิวรัฐ: ก่อนจะเริ่มผมมีสต็อกอยู่ประมาณ 2-3 เรื่อง ซึ่งใช้เวลานานมาก เพราะงานเขียนสำหรับผมเป็นงานอดิเรก ไม่ได้โฟกัสเป็นงานหลักเนื่องจากทำงานประจำด้วย เขียนเก็บไว้จนวันนึงนึกอยากรวมเรื่องสั้นดู เลยตั้งเป้าเขียนเพิ่ม ใช้เวลาอีกประมาณ 2-3 เดือนเพื่อรวมให้ได้เล่มนึงแล้วส่งไปทางสำนักพิมพ์ครับ เรียกได้ว่าถ้าตั้งใจเขียนจริงๆ ใช้เวลาไม่นาน แต่กว่าจะตั้งใจได้ใช้เวลานานครับ

นิวัต: ตอนเขียนเรื่องสั้นคิดไหมว่าตัวเองจะมีสไตล์แบบไหน หรือมีวิธีการแบบไหน ได้คิดไว้ตั้งแต่ตอนนั้นไหม หรือลองเขียนไปก่อน

ศิวรัฐ: ผมเป็นนิสัยครูพักลักจำ ชอบนักเขียนแบบไหนก็เขียนออกมาแบบนั้น มันมาจากสไตล์ที่เราชอบอ่าน แต่อย่างวันไหนอยากเขียนเรื่องที่มีจังหวะจะโคนผมก็จะอ่านงานคุณวรพจน์ หรือวันไหนอยากเล่าเรื่องยากๆ ให้ออกมาง่าย ก็มีนักเขียนในดวงใจอย่าง พี่ต้อ บินหลา สันกาลาคีรี เขาเขียนเรื่องซับซ้อนให้เขียนได้ง่ายจังเลย ผมก็จะอ่านงานเขา เราจะมีโครงเรื่องในใจแล้วพยายามดูว่าสไตล์แบบไหนน่าจะเหมาะแล้วทำจนครบครับ

ศิวรัฐ หาญพานิช

นิวัต: เล่มนี้เหมือนเป็นการเริ่มต้นงานเขียนเลย เท่าที่ผมอ่าน 2559 มันมีสไตล์ที่ไม่ค่อยเหมือนคนอื่น เป็นเหมือนบันทึกและการเล่าเรื่องที่ใช้อารมณ์ความรู้สึกผ่านตัวละครเป็นส่วนมาก ทีนี้พอมาอ่านนิยายที่ส่งมาให้ผมคือเรื่อง “เขานอนตายในท่านั่ง” ซึ่งผมขอสปอยล์เลยว่าเราจะจัดพิมพ์เป็นเล่มแรกของเม่นวรรณกรรม มันคนละสไตล์กับเรื่องสั้นเล่มแรกเลย ทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้นครับ

ศิวรัฐ: จริงๆ ผมไม่รู้ตัวนะครับว่ามันต่างหรือเหมือนกัน แต่คงเพราะผมโตขึ้น วิธีคิดวิธีเขียนเลยเปลี่ยนไป มันเป็นไปโดยอัตโนมัติ อย่างที่บอกว่าผมครูพักลักจำ ตอนนั้นชอบอะไรก็เขียนแบบนั้น ไม่ได้ตั้งใจครับ

นิวัต: หรืออาจเป็นเพราะมันเป็นนิยายกับเรื่องสั้น วิธีการเล่าเรื่องเลยมีความต่างกัน

ศิวรัฐ: ต้องให้เครดิตพี่ต้อง เกียรติวุฒิ ตอนที่ผมส่งเรื่องสั้นไป เขาบอกให้ผมลองเขียนนิยายดูเพราะน่าจะเขียนได้ ตอนแรกผมไม่กล้าเขียนเพราะกลัวความเยอะความหนาของนิยาย พี่ต้องบอกว่านิยายง่ายกว่าเรื่องสั้นในมุมของเขา เพราะมันมีเวลาให้เราทอดจังหวะ ให้พรรณนา ให้เถลไถลไปไหนได้ในมุมของเขา ผมฟังแล้วรู้สึกน่าสนใจเลยลองคิดที่จะเขียนนิยาย รวบรวมสิ่งที่เราชอบ สนใจ และประเด็นที่อยากเล่ามาลิสต์เป็นหัวข้อ ซึ่งวิธีทำงานนิยายเล่มใหม่นี้เรียกว่าเป็นวิธีเอาตัวรอดของผมแล้วกัน เนื่องจากผมทำงานประจำ ไม่ได้คอนเซนเทรตกับการเขียนตลอดเวลา เลยคิดว่าจะเขียนยังไงให้มันเสร็จ

ผมมีโครงเรื่องใหญ่ แล้วแบ่งมันเป็นก้อนๆ ให้เหมือนเรื่องสั้นที่จบในตัวด้วย เพราะเวลาเราไม่ได้ต่อเนื่อง เขียนอาทิตย์นี้แล้วเว้นไปอีกอาทิตย์นึงค่อยกลับมาเขียน บางทีมันไม่ต่อเนื่อง เราเลยใช้วิธีลักไก่แบ่งเป็นก้อนๆ ในการเล่าเรื่องครับ มันเลยน่าจะเป็นสไตล์แบบนี้

นิวัต: เท่าที่อ่าน “เขานอนตายในท่านั่ง” มันก็มีบางอย่างที่คล้ายกับเรื่องสั้นเล่มแรก แต่อันนึงที่รู้สึกว่ามีมากขึ้นคือมุมมองที่มีความตลก มีการใส่อารมณ์ขันเข้ามาในเรื่องมากขึ้น ใน 2559 มันจะซีเรียสกับทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามาในตัวละคร แต่ในเรื่องนี้มีความขบขัน มีการเสียดสีที่น่าสนใจ อยากรู้ว่าแรงบันดาลใจของเรื่อง “เขานอนตายในท่านั่ง” มันเริ่มมาจากยังไง เริ่มจากพี่ต้องที่ผลักดันให้เขียนใช่ไหมครับ

ศิวรัฐ: ใช่ครับ ให้เครดิตพี่ต้องที่ผลักดันให้เขียน พอตั้งโจทย์ให้ตัวเองว่าจะเขียนเรื่องอะไร ก็เลยลิสต์หัวข้อประเด็นที่สนใจจริงๆ ตอนเรียนปริญญาโทได้ข้อมูลเยอะจากเพื่อนๆ ในคลาส มีเรื่องที่น่าสนใจมากเราก็จำมาลิสต์ไว้ สมมติ 10 ประเด็นนี้เอามาใส่แล้วค่อยเอามาคอยร้อยเรียงกัน แบ่งคาแรกเตอร์ของตัวละครที่จะเล่าในแต่ละเรื่องให้แตกต่างกันครับ

นิวัต: แรงบันดาลใจมาจากตอนเรียนด้วย มีข้อมูลจากตัวละครต่างๆ เลยกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ทำเรื่องนี้ เรื่องนี้ใช้เวลาเขียนนานไหมครับ

ศิวรัฐ: น่าจะสักครึ่งปีครับ 6 เดือน ช่วงนั้นโชคดีมากที่เป็นช่วงโควิด ผม Work from Home เลยมีเวลา ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง เลยเขียนได้เร็วครับ

นิวัต: 6 เดือนถือว่าเร็วมากสำหรับการเขียนนิยาย ตั้งพล็อตไว้ก่อนไหมตอนเขียน

ศิวรัฐ: ตั้งพล็อตแบบหลวมๆ ครับ แบ่งตัวละครไว้ว่าจะเล่ากี่เรื่อง แต่ละเรื่องจะเริ่มยังไงจบยังไง แต่ข้างในใช้เขียนแบบด้นสดเอาประมาณนึงครับ ก็คือมีโครงเรื่องหลวมๆ มีตัวละครที่อยากเล่าอยู่แล้ว

นิวัต: สปอยล์นิดนึงว่าเรื่องนี้สนุกมากและต้องค่อยๆ อ่าน ในเรื่องนี้มีประเด็นที่น่าสนใจมาก คือเรื่องราวเกี่ยวกับ LGBTQ+, ความเชื่อ ศาสนา, เรื่องผีและวิญญาณ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ยังไง สนใจเรื่องนี้อยู่แล้ว หรือเพิ่งมาสนใจตอนเรียน

ศิวรัฐ: เรื่อง Gender ได้อิทธิพลมาจากการเรียนปริญญาโท เรื่องเพศเรื่องอะไรพวกนี้เป็นความสนใจส่วนตัวที่อยากเขียนออกมา เลยเลือกเรื่องนี้เป็นหลักอันดับแรกก่อน พอเรามีแพสชันอยากเล่ามันเลยช่วยให้มีแรงในการเขียนมากขึ้น ส่วนเรื่องศาสนาก็มีอิทธิพลประมาณนึง ผมได้ไอเดียเรื่องศาสนามาจากเพื่อนในคลาสเล่าให้ฟัง เรารู้สึกว่าเราโตมาในกรอบมากๆ พอไปฟังเรื่องนี้รู้สึกว่ามันโหดร้ายจังเลยกับคนๆ นึงที่ต้องเจอเรื่องแบบนี้ เลยอยากหยิบมาใส่ และอีกเรื่องคือการทำแท้ง มันเป็นประเด็นความสนใจส่วนตัว เลยเอาความชอบทุกอย่างมาอยู่ในนี้ครับ

นิวัต: ประเด็นในเรื่องนี้ส่วนใหญ่เป็นประเด็นที่สั่งสมในสังคมไทยมานาน และยังไม่ค่อยได้รับการแก้ไข แม้เรื่อง Gender จะได้รับการยอมรับมากขึ้นแต่ก็ยังมีปัญหาอยู่ ในเรื่องนี้ผมคิดว่ามันมีกำแพงบางอย่างอยู่กับตัวละครและเนื้อเรื่องด้วย ในใจเราคิดอยากนำเสนอหรือแก้ปมเหล่านี้บ้างไหม เพื่อให้คนอ่านรู้สึกว่ามันคลี่คลายมากขึ้นสำหรับสังคมไทย

ศิวรัฐ: น่าจะเป็นอิทธิพลจากตอนเรียนที่เขาสอนให้เราคิดว่า Personal is Political ปัญหาตัวเล็กๆ ของเราไม่มีใครมาสนใจหรอก ไม่มีใครมามอง แต่เราอยากหยิบปัญหาที่เกิดกับคนตัวเล็ก ๆ มาขยายให้คนอื่นได้เห็นมุมมอง เล่าเรื่องจากชีวิตของคนธรรมดา เพื่อว่าจากภาพเล็กๆ นี้มันอาจจะแก้ปัญหาในภาพใหญ่ในสังคมได้ในมุมของเราที่เป็นนักเขียนครับ

นิวัต: ในช่วงเวลาที่เขียน ชื่อเรื่องนี้คิดไว้ก่อนไหมครับ

ศิวรัฐ: ชื่อเรื่องมาระหว่างทางครับ มันมาตอนเหตุการณ์นั้นแหละ เวลาเราคิดอะไรเราจะคิดเป็นภาพ พอเกิดเหตุการณ์นั้นสถานการณ์ในห้องจะเป็นยังไง ระยะห่างระหว่างคนสองคนที่คุยกันจะเป็นยังไง เจ้าของเรื่องเขาควรจะนั่งอยู่ เขาไม่ควรนอนอยู่ในมุมของผม ภาพในหัวมันเป็นแบบนี้ แล้วเราทำงานสาย Creative ก็คิดว่าใช้คำนี้แล้วมันดูน่าสนใจดี เอาการตลาดมาผสมกับภาพที่เราเห็นครับ

นิวัต: เห็นด้วยมากครับ ตอนส่งนิยายเรื่องนี้มา ตัวชื่อเรื่องมันได้เลยในฐานะชื่อนิยาย มันชวนให้ผมอยากรู้ว่าทำไมเขาถึงนอนตายในท่านั่ง ซึ่งผู้อ่านอาจจะต้องค้นหาเหมือนกัน คุณสิงทำได้ดีมากในจุดนี้ ในเรื่องนี้มีตัวละครค่อนข้างหลากหลาย บางตัวคนอ่านต้องเอาใจช่วย คุณสิงมีตัวไหนที่เอาใจช่วยเป็นพิเศษหรือชอบเป็นพิเศษไหมครับ สปอยล์ได้นิดนึง

ศิวรัฐ: ผมชอบตัวคุณยายมากที่สุดครับ รู้สึกว่ามันหลุดโลกดี เหตุการณ์ที่เกิดกับยายผมเจอมาในชีวิตวัยเด็ก เด็กๆ เราโตมากับความเชื่อ ความงมงาย พิธีกรรมเราเห็นมากับตา ผมเกิดที่สิงห์บุรี จังหวัดนั้นเขาก็จะมีความเชื่อและพิธีกรรมแบบนี้ เราเคยไปเห็นเลยเอามาใส่ในตัวยาย และอยากให้ยายมีความเป็นอารมณ์ขัน ก็เลยชอบตัวนี้เป็นพิเศษครับ

นิวัต: มีอารมณ์ขันอย่างที่คุณสิงว่าจริงๆ และคิดว่าเป็น Magical แบบไทยๆ น่ารักดี ในฐานะ บก. เรื่องนี้ สิ่งหนึ่งที่ผมสนใจมากคือเรื่องลี้ลับที่ถูกใช้ผ่านพระหรือหมอดู ตัวคุณสิงโดยส่วนตัวมีความเชื่อเรื่องลี้ลับแบบนี้แค่ไหนครับ

ศิวรัฐ: ผมก็เป็นคนงมงายประมาณนึง ก็เชื่อครับ รู้สึกว่าเราเห็นมาตลอด เด็กๆ เราก็เห็น เรื่องที่เกิดกับยายมันไม่ใช่เรื่องมหัศจรรย์ขนาดนั้น มันมีรากของมันอยู่ เราแค่เอามาขยายให้มันดูใหญ่ขึ้น สังคมไทยมันอาจจะเป็นแบบนี้ก็ได้ มีเรื่องงมงายอะไรแบบนี้มากมาย เลยเอามาให้คนได้เห็นภาพมากขึ้นครับ

ศิวรัฐ หาญพานิช

นิวัต: ในตัวเรื่องคือขยายให้เห็นภาพชัดขึ้นเพราะมันเป็นนิยาย อยากให้ผู้อ่านติดตามเรื่องนี้มากๆ เพราะมันมีทั้งความเศร้า ความสนุก ตลกขบขัน และเรื่องลี้ลับศาสนา มีสิ่งอื่นอีกไหมที่อยากแนะนำเกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ

ศิวรัฐ: อยากให้อ่านหนังสือแล้วสนุกกับมัน พยายามเขียนเรื่องที่ใกล้ตัวกับทุกคน คิดว่าทุกคนน่าจะมีประสบการณ์ร่วมกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งในเล่ม น่าจะสนุกกับมันครับ และถ้าประเด็นที่ใส่มามันพอจะสะกิดใจหรือทำให้เรามีวิธีคิดหรือมุมมองที่ดีขึ้น หรือเป็นประโยชน์กับผู้อ่านได้ก็ยินดีมากๆ ครับ

นิวัต: ในฐานะที่ผมอ่านเรื่องนี้มาก่อนผู้ฟัง อยากบอกผู้ฟังว่าเล่มนี้ควรซื้ออ่าน มีความสนุกในระดับนึงเลย และมีเรื่องราวต่างๆ มากมายในนิยายเล่มนี้ “เขานอนตายในท่านั่ง” มาถึงพาร์ตสุดท้ายแล้ว ในอนาคตโดยเฉพาะผลงานเขียน ตั้งใจวางแผนไว้ยังไงบ้างครับ

ศิวรัฐ: ก็อยากจะทำต่อไปทำต่อเนื่อง มีแอบเหลวไหลกับคุณนิวัตนิดนึงที่มีสัญญาตามกันไว้แต่ยังทำไม่สำเร็จ จะพยายามทำให้สำเร็จและอยากจะเขียนต่อๆ ไปครับ อะไรที่สัญญาไว้ก็จะทำให้เสร็จครับ

นิวัต: หลังฝาก “เขานอนตายในท่านั่ง” แล้ว คุณสิงยังมีนิยายอีกอย่างน้อยหนึ่งเรื่อง ซึ่งผมก็ได้อ่านแล้วเหมือนกัน สนุกมาก เดี๋ยวเราอ่าน “เขานอนตายในท่านั่ง” กันก่อน แล้วเรื่องต่อไปคิดว่าคงจะจ่อๆ กันในเร็วๆ นี้ เรื่องที่สองผมบอกเลยว่าสนุกแน่นอน จะสนุกกว่าเรื่องแรกไหมคงต้องพิสูจน์กัน ให้ผู้อ่านอ่านเรื่องแรกก่อน สำหรับรายการคงถึงตอนสุดท้ายแล้ว ขอบคุณคุณศิวรัฐ หาญพานิช มากนะครับที่มาพูดคุยกับเราในรายการ เม่นวรรณทอล์ค เรื่องราวต่างๆ ที่คุณสิงได้เล่าคงเป็นประโยชน์ให้กับผู้อ่านพอสมควร หนังสือจะออกประมาณเดือนสิงหาคมหรือกันยายน ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการทำงานอยู่ ขอบคุณคุณศิวรัฐและขอบคุณผู้ฟังที่ฟังจนถึงตอนจบ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ

ศิวรัฐ: ขอบคุณครับ สวัสดีครับ

ฟังพอดแคสสัมภาษณ์

Leave a Comment

You may also like

This website uses cookies to improve your experience. We'll assume you're ok with this, but you can opt-out if you wish. Accept Read More

Short Story Post

Short Story
of The Year

ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเขียนเก่าหรือใหม่ Porcupine Blog เปิดโอกาสให้นักเขียนลงเรื่องสั้นใน Blog ของเรา เพื่อส่งเสริมการเขียนเรื่องสั้น อย่าปล่อยให้ผลงานของคุณอยู่นิ่งเพียงลำพังในแฟ้ม นี่คือโอกาสที่ผู้อ่านจะได้รู้จักเรื่องสั้นของคุณ