จากประสบการณ์เขียนและบรรณาธิการมากว่ายี่สิบปี ผมขอนำเสนอ 7 วิธี การเขียนเรื่องสั้น รวมถึง เทคนิคการเขียน ในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้เข้าใจถึง องค์ประกอบของเรื่องสั้น และเริ่มต้นการเขียน เรื่องสั้น ได้อย่างมั่นใจรวดเร็ว แต่ก่อนอื่นผมอยากให้ย้อนกลับไปอ่านบทความก่อนหน้านี้ เพื่อปูพื้นฐานให้ทราบว่า เรื่องสั้นคืออะไร ซึ่งจะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจและจะสามารถเรียนรู้วิธีการเขียนได้เร็วขึ้น

“เรื่องสั้น” เป็นประภท “เรื่องแต่ง” ที่ใช้เวลาน้อยที่สุด แต่อาจจะทำให้คุณประสบความสำเร็จได้เร็วที่สุด และถ้าคุณกำลังเริ่มต้นเขียนหนังสือ หรือมีความตั้งใจที่จะเป็นนักเขียน ผมคิดว่านี่เป็นบทความที่คุณไม่ควรมองข้าม แม้ว่าคุณจะมีพื้นฐานการเขียนมาบ้างแล้ว แต่บทความนี้จะช่วยให้คุณมีความรู้แน่นขึ้น และเมื่อลงมือเขียนแล้วพบอุปสรรค คุณอาจต้องการวิธีแก้ปัญหา เพื่อให้ความคิดไหลลื่นขึ้น ผมเชื่อว่ามันจะช่วยแก้ปัญหาได้

สำหรับการเขียนเรื่องสั้น แม้แต่นักอ่านที่รักการอ่านมากที่สุด ก็ไม่มั่นใจว่าจะเริ่มเขียนเรื่องสั้นได้อย่างไร ดังนั้น ถ้าคุณกำลังมองหาวิธีการเริ่มต้นการเขียนเรื่องสั้น ไม่ว่าจะเป็นการตีพิมพ์ตามหน้านิตยสาร เพื่อได้ตีพิมพ์กับ สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม หรือสำนักพิมพ์อื่น เขียนเพื่อส่งชิงรางวัล เขียนส่งอาจารย์ หรือเพียงแค่ให้ผู้อ่านสักคนประทับใจ ผมพอมีคำตอบให้คุณ ด้วย 7 วิธีง่ายๆ ที่สามารถเปลี่ยนหน้ากระดาษที่ว่างเปล่า ให้กลายมาเป็นเรื่องสั้นชิ้นสำคัญของคุณ

Contents

7 เทคนิค การเขียนเรื่องสั้น 

  • 7 วิธีการเขียน พร้อมตัวอย่างที่น่าสนใจ
  • บทสรุปเพื่อคุณจะนำไปวิเคราะห์
  • ลงมือเขียน ด้วยโจทย์การบ้านที่มอบให้
  • ส่งการบ้าน และถ้าเรื่องสั้นของคุณดีพอ อาจจะได้ลงในเวบเม่นวรรณกรรม พร้อมคำแนะนำในการเขียนอย่างละเอียด

1.เขียนในสิ่งที่คุณรู้

ก่อนที่คุณจะเริ่มเขียนอะไรสักอย่างบนหน้ากระดาษ ต้องมีไอเดียดีๆ หรือหัวข้อที่จะเขียนอยู่ในหัว หรือสิ่งที่น่าสนใจที่จดอยู่ในสมุดบันทึก นักเขียนบางคนมีความสามารถที่จะดึงเรื่องราวดีๆ ที่อยู่ในอากาศอันว่างเปล่าออกมาเขียนได้อย่างน่าทึ่ง แต่นั่นไม่ใช่คุณ ไม่ต้องกลัว เคล็ดลับก็คือ ไอเดียที่ว่างเปล่านั้นไม่ได้หายากจนคุณคิดไม่ออก ไอเดียที่ว่านี้ก็คือ “เรื่องที่คุณรู้” หรือ”สิ่งที่คุณเห็น” การเขียนเรื่องที่คุณรู้จะทำให้ความคิดสร้างสรรค์ทั้งหลายลื่นไหล และช่วยให้การระดมความคิดในการวางโครงสร้างเรื่องไม่ยากจนเกินไป

ทำไมเรื่องที่คุณรู้ ถึงสำคัญอันดับต้น เพราะมันจะช่วยให้คุณไม่ไขว้เขวต่อขอมูลที่คุณจะเขียน คุณอาจสงสัยว่าสิ่งที่คุณรู้มันจะน่าสนใจไหม ข้อนี้คือส่วนสำคัญ เพราะนั่นคือหน้าที่ของนักเขียน เรามาดูว่าจะเริ่มกันอย่างไรกับสิ่งที่คุณรู้

การเขียนเรื่องสั้น

เริ่มต้นที่ตัวละคร หรือฉากที่น่าสนใจ

โดยธรรมชาติของเรื่องสั้นจะมีขอบเขตน้อยกว่านิยาย เรื่องสั้นสร้างแรงกดดันในการนำเสนอน้อยกว่านิยาย การเขียนเรื่องสั้นจึงมุ่งไปที่เหตุการณ์เดียว ประเด็นเดียวเสมอ ข้อนี้คุณต้องจับให้มั่น ไม่ต้องคิดซับซ้อน เล่าเรื่องอย่างง่ายๆ คุณอาจจะมุ่งประเด็นไปที่ตัวละครตัวเดียวหรือสองตัว ที่มีความสัมพันธ์กันในรูปแบบต่างๆ หรือเน้นไปที่ฉาก เมื่อคุณเริ่มเขียน คุณอาจจะเริ่มต้นจากเหตุการณ์หนึ่งไปสู่เหตุการณ์หนึ่ง โดยเรียงลำดับขั้นเหตุการณ์ เช่น 1 ถึง 2 และจบที่ 3 โดยไม่มีการสลับเหตุการณ์ใดๆ เป็นการเล่าเรื่องในรูปแบบคลาสสิก 

ผมขอยกตัวอย่างเรื่องสั้น ล่องหน ของ จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวละครตัวหนึ่ง ที่สูญเสียแม่ เธอปิดกั้นตัวเองจนมองไม่เห็นคนอื่น ตัวละครเอกมีอาการซึมเศร้า เรื่องสั้นเล่าเรื่องความสัมพันธ์ประเด็นเดียวไม่ซับซ้อน ที่ค่อยๆ เปิดเผยรายละเอียดของเรื่องไปช้าๆ ทีละย่อหน้า จนขมวดปมในตอนจบ

ในขณะที่เรื่องสั้น เรื่องเล่าไม่มีชื่อ ของ วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา มีตัวละครมากกว่าสองตัว และเรื่องราวก็มีความสลับซับซ้อนในแง่อารมณ์ และห้วงเวลา แต่ตัวเรื่องก็จำกัดตำแหน่งของสถานที่ที่เป็นฉากเอาไว้ได้อย่างตราตรึง เรื่องสั้นทั้งสองเรื่องเป็นตัวอย่างที่ดีที่ทำให้คุณเห็นว่าการเขียนเรื่องสั้นนั้นสามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ ด้วย “ตัวละคร” หรือ “ฉาก” ซึ่งนำไปสู่รายละเอียดของตัวเรื่อง จากตัวละครกลายเป็นพล็อต จากฉากกลายเป็นตัวเรื่อง และทั้งหมดเริ่มต้นง่ายๆ จากสิ่งที่คุณประสบมาในชีวิต

คุณสามารถหยิบยกเรื่องราวในครอบครัว เรื่องเล่าของเพื่อน หรือคนข้างบ้าน นี่คือสิ่งที่คุณรู้ ประสบการณ์ตรงของคุณคือข้อมูลชั้นต้นชั้นดี เพียงแต่คุณหาแง่มุมที่จะเล่า หรือต้องการนำเสนอเรื่องราวแบบไหนให้คนอ่านได้อ่าน

เกร็ดชีวิตของคุณคือต้นทุนชั้นหนึ่ง

เมื่อคุณต้องสร้างตัวละครที่มีชีวิตขึ้นมาสักตัว ประสบการณ์จริงของคุณคือข้อมูลชั้นหนึ่ง “เขียนในสิ่งที่คุณรู้” นี่คือคำขวัญสุดคลาสสิกที่คุณจะได้ยินจากนักเขียนทุกคนแนะนำ แม้ว่าชีวิตของคุณจะไม่เคยใช้ชีวิตแบบเทพนิยายมหากาฟย์ แบบลอร์ดออฟเดอะริงส์ หรืออลิซในแดนมหัศจรรย์ หรือมีวิถีชีวิตใกล้เคียงกับ คนไข้หมายเลข 23 ตัวละครผู้เป็นเสียงเล่าในเรื่อง ขัปปะ ตำนานพื้นบ้านของญี่ปุ่น แต่คุณอาจจะมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในชีวิตที่สามารถสร้างพื้นฐานในเรื่องสั้นได้ง่ายๆ เช่นคุณอาจจะมีประสบการณ์ตลกๆ ที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยงวันแต่งงานของเพื่อน หรือของญาติ คุณสามารถนำมาเล่าใหม่ โดยเริ่มต้นจากจินตนาการของคุณ โดยที่รู้ว่ามันน่าสนุก และน่าสนใจอย่างไร

แอบฟัง และ Spy

คุณเคยได้ยินตำนานที่ว่า นักเขียนคนนี้ คนนั้น ชอบไปนั่งตามร้านกาแฟ เจ.เค. โรวว์ลิง ก็ไปเขียนหนังสือในร้านกาแฟตอนที่ยังไม่ดัง พวกเขาคงไม่ได้ไปนั่งดื่มกาแฟเฉยๆ เพื่อชิมเอสเพรสโซรสชาติเยี่ยมราวผลไม้สุก หรือ แอบชอบพนักงานเสิร์ฟ แน่นอนพวกเขาไปทำงานเขียน และเก็บข้อมูล มันดูเหมือนพวกนักสืบในหนังอาชญากรรมหรือเปล่า อาจะไม่ใช่ นักเขียนควรสร้างไหวพริบหนึ่งขึ้นมาคือ คอยเฝ้าดูพฤติกรรมของผู้คนคน สังเกต จดจำ จดบันทึก วิเคราะห์สิ่งที่น่าสนใจ บางทีเรื่องที่ดูไร้สาระอาจะเป็นประโยชน์ในภายหลังก็ได้ ฟังดูไม่ค่อยไพรเวซี แต่นั่นคือหน้าที่ของคุณ 

ถ้าคุณไม่ชอบไปร้านกาแฟ คุณป้าข้างบ้านก็เป็นแหล่งข้อมูลชั้นดี ประสบการณ์ที่พวกเขาเล่าเป็นประโยชน์ ยิ่งถ้าพวกเขารู้ว่าคุณเป็นนักเขียนด้วยแล้ว พวกเขาอยากจะเล่าประสบการณ์มันๆ ให้คุณฟังอย่างไม่รู้จักเบื่อ นี่คือข้อมูลชั้นดีเพื่อนำไปเขียน เรื่องราวเหล่านั้นช่วยให้คุณประกอบโครงสร้างของเรื่องสั้นได้อย่างมหัศจรรย์ โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องปั้นแต่ง หรือใช้จินตนาการทั้งหมด บางครั้งคุณอาจจะใช้สิ่งที่คุณได้ยินมาแต่งเรื่องต่อไป แม้ฟังดูโหดร้ายกับเจ้าของเรื่อง แต่คุณคือผู้บอกเล่าเรื่องราว ไม่ใช่นักศีลธรรม และทั้งหมดของการสปายคือ ต้องจดทุกอย่างที่ลงในบันทึก เพราะมันอาจจะสูญหายไปเหมือนอากาศ

ไม่ใช่แค่ชีวิตของคุณจะเป็นแรงบันดาลใจ แต่ชีวิตของคนอื่นต่างก็มีอะไรพิเศษ เรื่องราวของเพื่อน ของป้า ของใครต่อใครหลายคนคือวัตถุดิบชั้นดี

เทคนิคการเขียน ไอแซก ไดนิเสน
ไอแซก ไดนิเสน

อ่านหนังสือที่คุณชอบ

หากคุณยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นเขียนอย่างไร มืดแปดด้านไปหมด สิ่งที่คุณต้องทำอาจจะกลับไปสู่จุดเริ่มต้น การที่คุณอยากจะเป็นนักเขียน คุณต้องรักการอ่านมาก่อน ผมเชื่อว่าคุณอ่านมาเยอะจนคิดว่าตัวเองเริ่มมีเรื่องเล่าของตัวเอง นั่นแสดงว่าคุณมีแรงบันดาลใจเต็มเปี่ยม สิ่งที่ต้องทำคือ อาจจะกลับไปอ่านงานที่คุณชอบ แล้วไต่ระดับการอ่านอีกครั้ง โดยการอ่านงานที่ยากขึ้นเรื่อยๆ เลือกนักเขียนที่ได้รับการยกย่องของโลก และพยายามดูว่าพวกเขาเขียนอย่างไร นี่คือประเด็นสำคัญ เพราะถ้าคุณไม่รู้ว่านักเขียนเขียนหนังสืออย่างไร คุณก็ไม่อาจจะรู้ว่าคุณจะเขียนได้อย่างไรเช่นกัน

มันจำเป็นมากที่คุณจะต้องอ่านเออร์เนส เฮมมิงเวย์, จอห์น สไตน์เบ็ค, ลีโอ ตอลสตอย, ไอแซก ไดนิเสน หรือนักเขียนไทยอย่าง ศรีบูรพา, มนัส จรรย์ยงค์, เสนีย์ เสาวพงศ์ หรือแม่อนงค์ คุณต้องอ่านงานของพวกเขาสักครั้งในชีวิต ถ้าคุณไม่รู้ว่าพวกเขาเขียนอะไรมาบ้าง มันก็ยากที่จะบอกว่าคุณจะเขียนอะไร นักเขียนในยุคก่อนก็เหมือนภูเขาที่คุณจะต้องเดินผ่านไปให้ได้ บางคนอาจเป็นเนินเขา บางคนเป็นภูผา บางคนเป็นยอดมหึมา แต่นั่นคือคุณต้องผ่านพวกเขาจากการอ่าน 

เมื่อคุณมีไอเดียแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ตัวละคร ฉาก หรือเหตุการณ์ คุณลองเชื่อมโยงทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทั้งอารมณ์ ทั้งความรู้สึก คุณสามารถปล่อยความรู้สึกของตัวเรื่อง กำหนดน้ำเสียงที่จะเล่า หากคุณพบว่าแกนอารมณ์นี้สามารถขับเคลื่อนตัวเรื่องนี้ได้ คุณก็คว้ามันมาเป็นแกนหลักของการนำเสนอ แต่ถ้ามันยังไม่มีแรงผลักดันอะไรมากมาย คุณก็จะต้องเติมเนื้อเรื่องให้มากขึ้น และถ้าผู้อ่านสามารถมีส่วนร่วมกับมันได้ คุณก็จะถึงจุดหมายได้เร็วขึ้น เมื่อมาถึงจุดนี้ คุณพร้อมแล้วสำหรับการสร้างโครงเรื่อง

2.ปรับโครงสร้างให้แน่น

คุณอาจจะโดนล่อลวงว่าการเขียนเรื่องสั้น หรือนวนิยายที่สมบูรณ์แบบตามมาตรฐานที่ดี คือการวางแผนแต่ละเหตุการณ์อย่างประณีต สร้างชีวิตตัวละครอย่างละเอียด ทำแผนที่ของเรื่องอย่างระมัดระวัง ดำเนินโครงเรื่องตามแนวเรื่องยอดนิยม มีจุดเริ่มต้น มีตรงกลาง และมีจุดสิ้นสุด แต่ทั้งหมดอาจจะไม่เกิดขึ้นเลยในเรื่องแต่งของคุณ แต่สิ่งสำคัญจริงๆ ก็คือ การพัฒนาของตัวละครหลัก เป็นสิ่งที่คุณขาดไม่ได้ในงานเขียนทุกชิ้น

ในเรื่องสั้นควรจะมีการสร้างแรงเร้าต่อเหตุการณ์และจุดไคลแมกซ์

การเขียนนิยาย คุณอาจจะพบการพรรณามากมาย แต่ในเรื่องสั้นต่างออกไป คุณคงเคยได้ยินมาบ่อยๆ ว่า เรื่องสั้นที่ดีต้องมีความกระชับ ต้องมีองค์ประกอบ ต้องมีการเล่าเรื่องที่ดี คุณจำเป็นต้องสร้างสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดแรงเร้า เพื่อนำไปสู่จุดไคลแมกซ์ ซึ่งแน่นอนว่านักเขียนควรตั้งเป้าหมายให้เป็นแบบนั้นจนสุดความสามารถ 

เริ่มต้นเรื่องราวอย่างละเอียด ข้ามการอธิบายที่ยืดยาว รักษาโครงสร้างในตอนกลางให้เกิดความสมดุลย์ และตบท้ายด้วยแรงขับดันจากสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด หรือที่เราเรียกกันว่า “ขมวดปม” สรุปเรื่องราวทั้งหมด หรือคลี่คลายปมปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ด้วยการเฉลยทุกปัญหา

สิ่งสำคัญที่สุด เรื่องสั้นไม่มีเวลามากพอที่จะทอดน่องชมนิทรรศการ เรื่องสั้นคือรูปแบบงานที่ต้องการอ่านอย่างรวดเร็ว กระชับฉับไว และไม่จำเป็นต้องมีฉากแอคชันใดๆ ที่ยืดเยื้อ หรือเบื้องหลังที่ซับซ้อน

สร้างความตึงเครียดลงไปในแต่ละฉาก

โครงสร้างของเรื่องสั้นที่มีประสิทธิภาพคือ ข้ามการบรรยายที่ยืดยาว กระตุ้นเหตุการณ์ในเรื่องให้ปะทุขึ้นจนเกิดคำถามต่อผู้อ่าน เพื่อคุณจะได้หาคำตอบให้พวกเขาในตอนจบ จากจุดเริ่มต้นของเรื่อง เพิ่มแรงกดดันขึ้นไปเรื่อยๆ เรื่องราวจะดำเนินไปตามครรลองที่ควรเป็น ตัวละครหลักจะดำเนินมาบรรจบกับเหตุการณ์ที่กระตุ้นเร้า จนก่อให้เกิดจุดเปลี่ยน ตัวละครอาจจะต้องการเอาชนะอุปสรรคต่างๆ มีความทะเยอทะยาน จนมาถึงจุดไคลแมกซ์ โครงสร้างแบบนี้สนับสนุนให้นักเขียนสร้างวิธีการเล่าเรื่องที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด และตรงประเด็น ช่วงกลางเรื่องจะเป็นจุดเชื่อมต่อ ถ้าคุณไม่อยากเพิ่มเติมอะไรลงไป ก็รักษาโมเมนตัมของมันไปจนจบเรื่อง

การเขียนเรื่องสั้น อย่ากลัวที่จะทดลองอะไรใหม่ๆ

โครงสร้างและรูปแบบของเรื่องสั้นได้รับการออกแบบให้ใช้เวลาไม่มาก โดยเฉพาะเรื่องเล่าแบบคลาสสิกที่คุ้นเคย อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดนี้ช่วยให้คุณมีอิสระในการวางโครงสร้างของเรื่อง ว่าจะเรียงลำดับตามเหตุการณ์ จากเริ่มไปจนจบ หรือจะเสี่ยงทดลองโดยเริ่มต้นเรื่องที่ตอนจบ จากนั้นค่อยเล่าเหตุการณ์ตอนต้น หรือระหว่างทางจะมีการเปลี่ยนมุมมองการเล่า จากบุคคลที่หนึ่งไปเป็นบุคคลที่สาม แต่นั่นคุณต้องเขียนเรื่องสั้นมาสักพัก เพื่อเอามันให้อยู่มือ

ท้ายที่สุดแล้ว ถ้าผู้อ่านมีเวลาให้คุณ 20 นาทีเพื่ออ่านเรื่องสั้นหนึ่งเรื่องให้จบ คุณอาจจะกลับไปใช้วิธีการดำเนินเรื่องแบบคลาสสิกเหมือนอย่างเรื่องสั้น มนัส จรรยงค์ หรือ เรื่องสั้นของศรีบูรพา นักเขียนไทยยุคบุกเบิกเคยเขียนมา โดยกำหนดให้ตัวละครเป็นจุดเด่น หรือตัวดำเนินเรื่องที่มีอิทธิพลต่อโครงเรื่อง สร้างปมปัญหาให้เกิดความน่าสงสัย ทั้งต่อแนวคิด และพฤติกรรม เล่นกับผู้อ่าน พาพวกเขาไปเจอกับคำถามที่ต้องตอบ หรือปัญหาที่ต้องการแก้ไข ดำเนินเรื่องอย่างมีศิลปะ และจบลงด้วยความสยอง ในแบบมนัส จรรย์ยงค์ หรือ ตั้งคำถามถึงอุดมการณ์ในแบบศรีบูรพา

ถ้าคุณชอบจบเรื่องแบบหักมุม จงอย่าลืมว่าการหักมุมจบนั้น จะต้องสัมพันธ์กับข้อเท็จจริงในเรื่องที่เล่ามา นักเขียนบางคนใช้วิธีหักหลังโครงเรื่องแทนที่จะหักมุม ถ้าคุณทำแบบหลัง นักอ่านจะตั้งคำถามถึงตอนจบของคุณว่าสมจริงหรือไม่ หรือคุณแค่ต้องการจบเรื่องนี้แบบที่จะเป็นอะไรก็ได้ โดยไม่มีพื้นฐานอะไรรองรับ อย่าทำแบบนั้น เพราะมันจะก่อปัญหามากกว่า การจบแบบธรรมดาเสียอีก

องค์ประกอบของเรื่องสั้น
องค์ประกอบของเรื่องสั้น

3.เปิดเรื่องด้วยแรงดึงดูด

มีวิธีมากมายที่คุณจะเปิดเรื่องสั้นของคุณให้น่าสนใจ แต่ๆๆๆๆๆ คุณต้องใช้โทนที่เหมาะสม วิธีโบราณที่ผมไม่ค่อยแนะนำเช่น เปรี้ยง ป้าง ปัง กริ๊ง กร๊าง ผั่วะ เอี๊ยด โครม ทำไมผมถึงบอกคุณแบบนั้น ก็เพราะว่าตำราการเขียนทุกเล่มจะแนะนำให้คุณเริ่มต้นเรื่องแบบนี้ เมื่อไหร่ที่คุณใช้วิธีนี้โดยไม่มีการปรับปรุงให้ดีขึ้น คนอ่านจะรู้ว่าคุณเขียนตามตำรา คุณเป็นมือใหม่ และคุณซื่อตรงในศาสตร์เกินไปโดยไม่ปรับอะไรมันเลย 

แน่นอนอาจจะมีหลายคนบอกคุณว่า ฉากเปิดที่รวดเร็วฉับไวน่าฉงนใช้การได้เสมอ ฉากแบบนี้ดึงดูดคนอ่านได้ เช่นฉากอุบัติเหตุรถบัสพุ่งชนชายคนหนึ่ง เสียงเบรคดังเอี๊ยด ตามมาด้วยเสียงโครม ชายคนนั้นเป็นพยานปากเอกที่กำลังเปิดโปงนายตำรวจที่คอรัปชัน แต่ต้องมาตายเสียก่อน นักสืบเอกชนคิดว่าการตายของชายคนนั้นมีเงื่อนงำ เขาจึงออกติดตามความจริงทั้งหมด คุณคิดดูเถอะ มีคนเขียนแบบนี้เป็นพันๆ หมื่นๆ นักเขียนหลายคนก็แนะนนำให้นักเขียนรุ่นใหม่เขียนกันแบบนี้นับแสนๆ ราย ดังนั้นถ้าคุณคิดที่จะเปิดเรื่องแบบนี้ ผมไม่ห้าม เพียงแค่ต้องปรับปรุงมันให้ดีขึ้น

มีสองสามวิธีที่ดูดีกว่านั้น หนึ่งแนะนำตัวละคร สองดึงดูดความสนใจ สามบรรยาฉาก ถ้าให้ดีคุณทำทั้งสองในสามอย่างในคราวเดียว ลองมาดูว่าเรามีวิธีเปิดเรื่องที่น่าสนใจอย่างไรบ้าง

การเขียนเรื่องสั้น เริ่มต้นด้วยเหตุการณ์ตื่นตะลึง

วิธีที่จะดึงดูดความสนใจจากผู้อ่านก็คือ คุณต้องทำให้ผู้อ่านรู้สึกถึงปัญหา และแรงตึงเครียดที่เกิดขึ้นในเรื่อง คุณต้องทำให้คนอ่านอยากรู้ว่าสองสามประโยคแรกจะพาพวกเขาไปที่ไหน ผมยกตัวอย่างเช่นนิยายสั้นเรื่อง “ใบหน้าอื่น” ของผม ที่เริ่มต้นด้วยประโยคสั้นๆ ว่า “พี่ชายของคุณตายแล้ว” เสียงนี้สร้างบรรยากาศที่เต็มไปด้วยคำถาม ความสงสัย เกิดอะไรขึ้น เรื่องราวเป็นยังไง มันรบกวนจิตใจ ชวนอยากให้รู้ อยากเห็น อยากรู้ว่าฉากต่อไปจะเป็นอย่างไร คุณจะเล่าอะไรต่อขากนี้ ทำให้คุณสามารถใส่รายละเอียดของเรื่องเข้าไปสนับสนุนฉากเปิดนี้ได้ทันที

อีกตัวอย่างหนึ่ง เรื่องสั้น “ประเทศไทย” ของ ฮารุกิ มูราคามิิ เขาเริ่มต้นเรื่องด้วย:

“เสียงประกาศดังลั่น ‘คณะนี้เคลื่องบีนของเราคามลางลงผ่านเข้าสู่หลูมอากัด ได้โพรดเข้านั่งพระจามที่และรัดเคมขัดขาดที่นั่งของทานคะ’”

ประเทศไทย : ฮารุกิ มูราคามิ

ไม่ต้องขึ้นต้นด้วย “เอี๊ยดโครม!!!” ไม่ต้องขึ้นเรื่องด้วยเสียง “เปรี้ยงปร้าง!!!” อันดัง แต่ผู้อ่านก็สามารถมองเห็นภาวะที่น่าตื่นตะลึงได้จากไม่กี่ประโยค

ฉาก การเขียนเรื่องสั้น

เริ่มต้นเรื่องด้วยความเข้าใจ

วิธีนี้ยากขึ้น คุณต้องอาศัยประสบการณ์ในการเขียนพอสมควร มันเป็นเหมือนการอ่อยเหยื่อเพื่อเกี่ยวเบ็ด แต่มันทำให้คนอ่านรู้สึกถูกดึงเข้าไปในบรรยากาศของเรื่อง ผมขอยกตัวอย่างเรื่องสั้นของตัวเองอีกเรื่องคือ “ความเหลวไหล” เรื่องสั้นเปิดขึ้นแบบเรียบๆ ว่า  : 

“ย้อนกลับไปในคืนหนึ่ง รถกระบะสีฟ้าของพ่อจอดเสียอยู่ริมถนนท่ามกลางความมืด ตอนนั้นผมอายุประมาณสิบขวบ รู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเรื่องสนุกที่บังเอิญผ่านเข้ามา” 

ผู้อ่านกำลังถูกดึงเข้าไปในเรื่องอย่างช้าๆ ทำไมรถกระบะเสีย จะเกิดอะไรขึ้นกับเด็กอายุสิบขวบ เขาสนุกในวันแย่ๆ วันนั้น อนาคตของเขาเป็นอย่างไร สิ่งเหล่านี้กระตุ้นผู้อ่าน มันดูเหมือนปกติ แต่ก็แฝงเรื่องราวเอาไว้ เพื่อให้เกิดการตามหาคำตอบ ซึ่งจะสร้างอารมณ์ร่วมต่อผู้อ่านได้ดี

ผมมีอีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ เรื่องสั้นของมิลาน คุนเดอรา เรื่อง “ซิมโปเซียม” : 

“ในห้องพักแพทย์ (ในแผนกไหนของโรงพยาบาลใดในเมืองอะไรก็ได้ตามใจคุณ) มีตัวละครห้าตัวมารวมกัน และพัวพันกันทั้งในการกระทำ และคำพูด จนกลายเป็นเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ กระนั้นก็น่ารื่นรมย์ที่สุด” 

มิลาน คุนเดอลา : ซิมโปเซียม

คุณเห็นอะไรในพารากราฟแรกของเรื่องสั้นเรื่องนี้ใช่ไหม มิลานดึงคุณให้เข้าไปในฉากที่สามารถจินตนาการได้ ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนของโลก คุณจะเชื่อมโยงประสบการณ์โรงพยาบาลที่เคยเห็นในหนังเน็ตฟลิกซ์ หรือโรงพยาบาลที่คุณเคยเห็นจริงๆ เมื่อคุณมีประสบการณ์จากการแนะนำสั้นๆ แล้ว มันก็ง่ายที่จะทำให้ฉากกับโครงเรื่องเป็นพื้นที่เล่าเรื่องได้ดีขึ้น ต่อมาเขาแนะนำว่าเรื่องนี้มีตัวละครห้าตัว และทั้งหมดสัมพันธ์กัน เอาแค่ตรงนี้คุณก็พร้อมแล้วที่รับเรื่องทั้งหมดที่มิลานจะเล่า มันเป็นการเริ่มเรื่องเพื่อดึงคุณเข้าสู่พล็อตนั่นเอง

เริ่มต้นบรรยายภาพ

เป็นวิธียอดนิยมในการเปิดเรื่องของนักเขียน ไม่ว่าจะมือเก๋า หรือมือใหม่ โดยการนำเสนอผู้อ่านด้วยภาพที่คุณต้องการให้ผู้อ่านเห็น ไม่ว่าจะเป็นวัตถุ ภาพลักษณ์ตัวละคร หรือสถานที่ ถ้าคุณชอบดำเนินเรื่องในแบบขับเคลื่อนด้วยพล็อต แสดงว่าคุณชอบการบรรยายเรื่องด้วยภาพ เพราะมันสามารถสะท้อนความคิดของคุณไปสู่จินตนาการของผู้อ่านได้ดีที่สุด

ยกตัวอย่าง เรื่องสั้น “อสรพิษ” ของแดนอรัญ​แสงทอง เปิดฉากด้วยการวาดภาพสีน้ำมันสวยงามของบรรยากาศยามเย็น :

“จวนเย็นย่ำแล้ว แดดอ่อนรอนแสงลงแล้ว ดวงตะวันเป็นสีแดงแก่ก่ำนุ่มนวลอ่อนโยนลง ท้องฟ้าโปร่งโล่งเหมือนโดมแก้วผลึก” 

อสรพิษ: แดนอรัญ แสงทอง

แม้ว่าการบรรยายภาพในเรื่อง “อสรพิษ” ดูเหมือนจะเป็นฉากเริ่มต้นของเรื่องราวที่น่ารื่นรมย์และสุขสงบเพียงใด แต่จริงๆ แล้ว “อสรพิษ” กลับมืดมนยิ่งขึ้น การเริ่มต้นเรื่องด้วยแสงสุดท้ายยามเย็นอันงดงาม ก่อนนำไปสู่เรื่องราวภายในเรื่อง การเริ่มเรื่องด้วยภาพสร้างผลกระทบให้ผู้อ่านไม่น้อย

ผมแนะนำว่าวิธีนี้ช่วยคุณได้ แต่ถ้าคุณเปิดเรื่องด้วยภาพพวกนี้โดยบรรยายแบบไร้จุดหมาย แล้วไม่สามารถดึงผู้อ่านให้เข้ามาในพล็อตหลักได้ มันก็เป็นแค่ภาพสวยๆ ที่ไร้เรื่องราว ดังนั้นคุณต้องทำให้พอดี และเข้าใจว่าทำไมต้องทำ

แน่นอนเราจะมีบทความลงลึกถึงเรื่องเหล่านี้ในบทต่อๆ ไป ไม่ต้องห่วง

อีกตัวอย่างหนึ่ง “จุดจบของ ดร.โนเกิล” ของแฮร์มานน์ เฮสเซอ :

“ดร.โนเกิล อดีตครูโรงเรียนมัธยมปลายที่ลาออกก่อนวัยเษียณ และอุทิศตัวทุ่มแทศึกษาด้านนิรุกติศาสตร์ เป็นส่วนตัว จะไม่มีวันไปติดต่อเกี่ยวข้องกับนักมังสวิรัติและบริโภคตามแนวทางมังสวิรัติอย่างแน่นอน ถ้าสัญญาณของโรคหืดและโรคไขข้ออักเสบจะไม่เข้ามารุมเร้าเขาทีเดียวพร้อมกัน และบังคับให้ควบคุมอาหารตามแนวทางมังสวิรัติ”

เฮสเซอแนะนำตัวเอกได้อย่างละเอียดแต่กระชับ ด้วยการบรรยายไม่กี่ประโยค และเป็นการนำเราให้เข้าไปสู่เรื่องราวประหลาดในเรื่องสั้นเรื่องนี้ได้อย่างมหัศจรรย์

ทั้งหมดเป็นตัวอย่างการเปิดเรื่อง ซึ่งคุณสามารถนำไปดัดแปลงเพื่อเขียนเป็นเรื่องสั้นของตัวเอง และพัฒนาเทคนิคใหม่ๆต่อไป

4.เข้าทรงเขียน (อุปมาแบบไทย) เขียนตอนดื่ม (อุปมาแบบฝรั่ง) 

คุณรู้ว่านักเขียนหลายคน หรือเกือบส่วนใหญ่ เป็น “นักดื่ม” กวีที่เป็นนักดื่ม เช่น สุนทรภู่ คุณคงท่องวรรคทอง จาก “นิราศภูเขาทอง” จนขึ้นใจ

“ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง”

ผมรู้ว่าคุณสามารถต่อกลอนบทนี้ได้จนจบ ผมชอบสุนทรภู่ก็ตรงที่แกเป็นนักดื่มนี่แหละ หรือนักเขียนอย่างเออร์เนส เฮมิงเวย์ ขึ้นชื่อเป็นนักดื่มและนักต่อสู้ ผมไม่ได้แนะนำให้คุณเขียนไปดื่มไปนะครับอย่าเข้าใจผิด มันเป็นแค่อุปมา

ประเด็นก็คือการเขียนร่างแรกของเรื่องสั้น หรือนิยาย คุณเคยได้ยินนักเขียนบางคนให้สัมภาษณ์ว่าเขาเขียนเหมือนเข้าทรง หรือถ้าเป็นแบบเฮมิงเวย์ เขียนเหมือนขาดสติ เพราะเมา (หรือเปล่า?) ไม่พวกเขาไม่ได้เมา และไม่ได้ขาดสติ แล้วก็ไม่ได้เข้าทรง เข้าผีเวลาเขียน แต่การเขียนในร่างแรกเปรียบเหมือนสายน้ำที่ไหลออกมาจากคอนเชียสไม่รู้จักหยุด วิธีเดียวที่คุณจะเก็บความคิดที่ไหลออกมาแบบนั้นได้คือ รีบเขียน รีบพิมพ์ จนคุณไม่มีเวลาใส่ใจว่ามันสะกดถูกหรือผิด ประโยคบิดเบี้ยวไม่มีไวยากรณ์ หรือถ้าเป็นลายมือ คุณอาจจะต้องแกะมันทีละตัว

ความคิดที่ไหลพล่านราวกับน้ำในเขื่อนแตก คุณต้องกรอปเอาน้ำนั้นเข้ามาในภาชนะเก็บกักให้ได้มากที่สุด จากนั้นค่อยแปรมันออกมาเป็นตัวอักษรหลังจากที่คุณเก็บมันเอาไว้แล้ว การเขียนแบบใช้คอนเชียส คือร่างแรก คุณจะเขียนทุกอย่างที่นึกได้ลงไป ดังนั้นเรื่องสั้นร่างแรกจึงไม่เหมาะที่จะส่งให้มนุษย์คนไหนได้อ่าน ก่อนที่คุณจะทำการแก้ไขมันให้สมบูรณ์

เมื่อคุณเขียนร่างแรกที่เหมือนเข้าทรง หรือเขียนตอนดื่ม นักเขียนบางคนเขียนร่างแรกด้วยลายมือ บางคนพิมพ์ดีีด ยุคปัจจุบันก็คงเป็นคอมพิวเตอร์ วิธีการคือ จัดการกับร่างแรกให้เป็นระเบียบที่สุด สำนวนที่คุณใช้ คำที่คุณเลือก มันจะยุ่งเหยิง เรื่องนั้นเกิดขึ้นเป็นธรรมดา รวมถึงการสะกดคำผิด แก้ไขให้ถูก งานต่อไปของคุณคือแก้ไขสำนวน ตัดส่วนเกิน เพิ่มสิ่งที่ขาด จากนั้นร่างแรกจะกลายเป็นร่างที่สอง หรือที่สามในภายหลัง คุณทำซ้ำๆ แบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าคุณจะพอใจ และอย่าแก้ตามที่คุณเขียนในร่างแรก นั่นหมายถึงคุณนำร่างแรกมาปรับปรุงเพื่อให้ได้เป้าหมายที่ตั้งใจไว้ และแก้ไขมันให้ตรงเป้ามากที่สุด

เรื่องสั้น เฮมิงเวย์
Ernest Hemingway

การเขียนเรื่องสั้น ภูมิหลังของตัวละครไม่ค่อยจำเป็นเสียเท่าไหร่

ถ้าคุณยึดทฤษฏีการเขียนแบบเฮมิงเวย์ ทฤษฏีภูเขาน้ำแข็งของเขาก็เป็นเรื่องที่ถูกต้อง และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเขียนเรื่องสั้น ถ้าคุณเคยอ่านเรื่องสั้นของเฮมิงเวย์มาก่อน คุณจะพบว่าตัวละคร “นิก” ไม่ค่อยมีที่มาที่ไป เขาจะดำเนินเรื่องด้วยบทสนทนา กับประโยคสั้นๆ ให้ผมเปรียบเทียบกับยุคนี้ “joylada” ก็เป็นรูปแบบงานเรื่องสั้นเฮมิงเวย์ประมาณหนึ่ง 

หน้าตาของภูเขาน้ำแข็งส่วนใหญ่อยู่ “ใต้น้ำ” ผู้อ่านสามารถอนุมานเรื่องราวที่คุณนำเสนอผ่านประโยคที่เขียนขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญเพียงไม่กี่ประโยค แทนที่คุณจะอธิบาย หรือป้อนทุกรายละเอียดลงไปในเรื่อง ผู้อ่านจะไตร่ตรอง พิจารณาเนื้อหาย่อย และสามารถเข้าถึงบทสรุปได้ด้วยตนเอง

ประเด็นนี้ผมหลีกไม่พ้นที่ต้องยกรื่องสั้นของเฮมิงเวย์ เรื่อง “นักมวย” มาเป็นตัวอย่าง เรื่องสั้นเรื่องนี้มี นิก อดัมส์ เป็นตัวเอก เขาถูกชกจากคนสับรางรถไฟ เพราะตกลงมาจากการแอบขึ้นรถไฟ จากนั้นเขาไปพบอดีตนักมวย และพรรคพวกที่เร่ร่อนและได้รู้จักกัน โดยพูดคุยเรื่องราวผ่านกองไฟ :

“นายหิวไหมนิก”

“หิวจนเกือบจะเป็นลมเทียวครับ”

“ได้ยินไหม บักส์”

“ผมได้ยินอะไรๆ ที่เกิดขึ้นเกือบหมด”

“ฉันไม่ได้ถามแกอย่างนั้นสักหน่อย”

“ใช่ ฉันได้ยินทุกอย่างที่คนหนุ่มพูด”

บทสนทนาของเฮมิงเวย์เป็นตัวดำเนินเรื่อง ขณะเดียวกันบทสนทนาก็ยังเผยภูมิหลังของตัวละครในตอนต่อไป โดยไม่ต้องบรรยายยืดยาว

แต่ถ้าคุณไม่มั่นใจว่าผู้อ่านจะเข้าใจคุณหรือเปล่า หรือคุณอาจจะต้องการบริบทของเรื่องมากกว่านั้น คุณก็เพิ่มเติมลงไปในการแก้ไขต้นฉบับครั้งต่อไปหลังจากเขียนแบบคอนเชียส

5.ตวัดเรื่องในตอนจบให้เข้มข้น

ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นเรื่องได้ดีเพียงใด บรรยายภาพได้สวยงามในตอนกลางเรื่องได้อย่างลื่นไหลแค่ไหน แต่คุณไม่สามารถขมวดปมตอนจบได้ ไม่มีอะไรน่าผิดหวังไปมากกว่านี้อีกแล้วสำหรับคนอ่าน ตอนจบที่อ่อนปวกเปียก หรือเร่งร้อนเกินไป ทำลายโครงเรื่องดีๆ ตัวละครเจ๋งๆ ที่คุณต้องการเล่าจนป่นปี้ 

แต่อย่ายกธงขาว มีวิธีมากมายที่จะปิดเรื่อง และขอให้คุณรู้ไว้ว่าไม่มีข้อบังคับอย่างเป็นทางการ แต่มีทางเลือกที่น่าสนใจในการจบเรื่องมากกว่าที่คุณคิด

ตัวละครเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง ใน การเขียนเรื่องสั้น

เป็นเรื่องปกติที่ตัวเอกต้องเผชิญหน้ากับเรื่องราวมากมายตลอดเรื่อง การพัฒนาตัวละครเอกมีทั้งแบบคลาสสิก และร่วมสมัย (หรือแบบอื่นๆ อีกมากที่เราจะหาโอกาสคุยถึงเรื่องนี้อย่างละเอียดในอนาคต) ตอนจบตัวละครเอกอาจจะต้องเลือกตัดสินใจ เพราะเกิดความเปลี่ยนแปลงที่ละเอียดอ่อน พวกเขาถูกคาดหวัง หยามเหยียด ความทุกข์ยากที่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหา การจบเรื่องไม่ได้มีตัวเลือกเดียว คุณสามารถเลือกให้ตัวละครเป็นเช่นไรก็ได้ในตอนท้ายเรื่อง ไม่ว่าจะเดินไปตามกรรม หรือ ต่อต้านชะตากรรม ซึ่งทั้งหมดจำเป็นต้องมีพื้นหลังที่เป็นไปได้รองรับเสมอ

ผมขอยกตัวอย่างที่หลายๆ เรื่องชอบใช้กัน แต่มันไม่ค่อยเวิร์กในระยะยาว แต่มันสร้างความตื่นเต้นประหลาดใจได้ดีในช่วงแรก: คุณอาจจะเล่าเรื่องผจญภัยสุดอันตรายเจียนอยู่เจียนตายของตัวเอก สุดท้ายแล้วคุณทำให้เขาตกจากตึกสูงสิบสามชั้น ผู้อ่านรู้ทั้งรู้ว่าถ้าใครตกจากตึกสูงขนาดนี้ ไม่มีวันรอดจากความตาย ยกเว้นว่าตัวละครนั้นเป็นยอดมนุษย์ หรือมีใครสักคนช่วยเขาไว้ ดังนั้นคุณจะเลือกทางรอดให้ตัวเอกอย่างไรในตอนจบ

  • ทางเลือกแรก เขาตกลงไปตายจริงๆ
  • ทางเลือกที่สอง เขาตกลงไปจริงๆ แต่สะดุ้งตื่นจากความฝัน
  • ทางเลือกที่สาม เขาตกลงไปในเบาะนิรภัย รอดชีวิต

ทางเลือกตอนจบที่สองคนอ่านอาจจะชอบในคราวแรกที่อ่าน เพราะมันดูหักมุมดี หนังก็ทำบ่อยๆ แต่ถ้าย้อนกลับมาอ่านอีกรอบ มันทำให้ความพยายามที่คุณจะเขียนเรื่องผจญภัยเจียนตายนั้นเป็นแค่นิมิตรที่ไร้ความหมาย ถ้าคุณเลือกทางจบที่สาม คุณต้องอธิบายว่าทำไมเบาะนิรภัยนั้นมาช่วยได้ทันเวลา ผมอยากให้คุณคิดทางเลือกที่สี่ ว่าเขาจะรอดตายได้อย่างไร

คุณรู้ว่านิทานอีสปมักจะจบด้วยการสั่งสอนให้รู้ว่า ตัวละครเอกจะได้รับกรรมอย่างไรถ้าทำชั่ว แต่ในเรื่องสั้นยุคใหม่ต่างออกไป นั่นทำให้คุณสามารถจบเรื่องที่แตกต่างได้มากมาย การเขียนเรื่องสั้นไม่ใช่ตำราการสอนศีลธรรม ดังนั้นคุณมีทางมากมายที่จะทำให้งานเขียนน่าสนใจมากขึ้นอีกหลายเท่า

ผมขอยกตัวอย่างจาก เบอร์นาร์ด มาลามัด นักเขียนอเมริกันร่วมสมัย เชื้อสายยิว ชาวนิวยอร์ก เจ้าของรางวัลพูลิตเชอร์ เรื่องสั้น “The Death of Me” เล่าเรื่องเจ้าของร้านตัดเสื้อชาวยิว ผู้มีลูกจ้างฝีมือดีสองคน สองตำแหน่งที่ไม่ค่อยกินเส้นกัน พวกเขาทะเลาะกันจนบางครั้งลูกค้าต่างหนีไปก่อนที่จะใช้บริการ เจ้าของร้านไม่อยากไล่สองคนนี้ออกเพราะเสียดายฝีมือ จึงพยายามหาทางไม่ให้สองคนนี้เผชิญหน้ากัน โดยแบ่งส่วนทำงานด้วยการกั้นห้อง เหตุวิวาทหายไปได้ไม่นาน ทั้งสองก็กลับมาทะเลาะกันใหม่ถึงขั้นใช้มีดแทงกัน เจ้าของร้านพลันเข้ามาห้าม อนิจจาเขาลื่นล้มใกล้จะตาย

ความเข้าใจของเราเกี่ยวกับเรื่องราวพวกเขาเปลี่ยนไปหรือไม่?

มนุษย์มีภูมิต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลงโดยกำเนิด แทนที่จะใส่ตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นด้วยความศักดิ์สิทธิ์ เบอร์นาร์ด มาลามัด เลือกใช้ตัวละครสามตัวที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง และมีปัญหาซึ่งกัน มาลามัดเล่าเรื่องช่างอัดรีด เพื่อแสดงให้เห็นถึงตัวตนของเขา ขณะเดียวกันก็สร้างให้ความขัดแย้งทั้งสามฝ่ายกลายเป็นจุดเปราะบาง จนนำผู้อ่านไปถึงตอนจบที่ขมวดปม แทนที่จะเกิดสงครามระหว่างช่างตัดเย็บ กับช่างอัดรีด คนกลางคือเจ้าของร้านกลับใกล้ถึงความตายก่อนพวกเขา ซึ่งมันตั้งคำถามว่ามันเป็นโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ถ้าเราอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ตายคือโชคดี ความขัดแย้งคือความทุกข์ การจบนอกจากขมวดปมเรื่องทั้งหมดแล้ว ยังตั้งคำถามต่อผู้อ่านได้อย่างลึกซึ้งอีกด้วย

ตอนจบจะทำงานได้ก็ต่อเมื่อตัวละครถูกขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ถูกต้อง คุณต้องสร้างตัวละครที่ผู้อ่านผูกพัน พูดให้เข้าใจง่ายคือ คนอ่านต้องเอาใจช่วยตัวละครเอก แม้ว่าเรื่องสั้นจะมีเวลาปูพื้นน้อยกว่านวนิยาย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้ คุณต้องสร้างกระแส หรือผลกระทบต่อตัวละครให้มาก กดดันด้วยอารมณ์ความรู้สึก นั่นจะช่วยให้ตอนจบของคุณเข้มข้น 

หากคุณเขียนมาถึงสองสามย่อหน้าสุดท้าย ใกล้ถึงตอนจบแล้ว บ่อยครั้งคุณรู้สึกได้ทันทีว่า คุณกำลังจะปิดเรื่องไม่ลง ปัญหานี้เกิดจากสองสามฉากก่อนหน้านี้ได้ก่อปัญหาขึ้นมา ถ้าลองกลับไปค้นหาเบาะแสว่าเกิดอะไรขึ้น ผมเดาว่ามันเกิดขึ้นเพราะคุณสร้างผลกระทบทางอารมณ์ไม่เพียงพอกับพล็อตเรื่อง มันอาจจะไม่ใช่ปัญหาทั้งหมด แต่ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นแบบนั้น วิธีการง่ายๆ คือ กลับไปอ่านทวนอีกสองสามรอบ และลงมือแก้ไข เพื่อจะได้ตอนจบที่ทรงพลัง

How to Write a Short Story

6. อ่านทวน เก็บรายละเอียด และแก้ไข

หากคุณสงสัยว่าจะทำอย่างไรให้เรื่องสั้นที่คุณเขียน เปลี่ยนจากเรื่องสั้นที่ดี กลายมาเป็นเรื่องสั้นที่ยอดเยี่ยมได้ในพริบตา (ผมอาจจะพูดเกินจริงไป แต่มันเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ) ความลับทั้งหมดอยู่ในขั้นตอนการแก้ไข 

วิธีการแรก อ่านทวนซ้ำ

เมื่อเขียนเรื่องสั้นเสร็จ คุณอาจจะทิ้งเวลาไว้สักระยะ แล้วกลับมาอ่านทวนซ้ำ จากนั้นก็ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นหรือส่วนเกินออก อะไรคือส่วนเกินของเรื่อง คุณน่าจะรู้ดีที่สุด ไม่ต้องกลัวว่าเรื่องที่คุณเขียนจะสั้น แต่ถ้าตัดออกแล้วดีขึ้นก็คุ้มค่า เอ็ดการ์ อลัน โป เคยกล่าวเอาไว้ว่า “เรื่องสั้นต้องมีอารมณ์เดียว และทุกประโยคต้องดำเนินเรื่องไปข้างหน้า” โปกำลังสอนอะไรเรา คุณจำเป็นต้องให้เรื่องคืบหน้าไปให้ได้ ทุกบรรทัด ทุกประโยค ทุกย่อหน้า อย่าวนเรือในอ่าง ขณะเดียวต้องรักษาเป้าหมายของเรื่องให้อยู่ในอารมณ์เดียว รักษาโมเมนตัม รักษาโครงสร้าง ตัวเรื่อง ตัวละคร หรือถ้าคุณจะทดลองให้สุดโต่ง ก็จงทำอย่างมั่นใจว่าเรื่องที่คุณจะเล่าดำเนินไปข้างหน้าเสมอ 

วิธีการที่สอง แก้ไขอย่างไร้ความปราณี

บางครั้ง การอ่านทวนจะใช้เวลานานกว่าการร่างต้นฉบับ ขั้นตอนนี้จะทำให้เรื่องสั้นสมบูรณ์ และปรับแต่งแนวคิดหลักให้เข้ากับพล็อตที่คุณตั้งเอาไว้ ถ้าคุณทำหน้าแปลกใจ ไม่ต้องกังวล เมื่อเขียนเรื่องสั้นเสร็จ สิ่งที่คุณต้องตระหนักก็คือ รูปร่างหน้าตาที่คุณต้องการให้เรื่องสั้นเรื่องนี้ออกมาเป็นอย่างไร แบบไหน ซึ่งกระบวนการปรับแต่งแก้ไขนี้ถือว่าสำคัญที่สุด ตอนที่คุณเขียน บางครั้งมันอาจจะออกไปไกลจากจุดหมาย การแก้ไขคือดึงมันกลับมาให้เข้าที่เข้าทาง

บางครั้งคุณอาจจะวนอยู่กับเนื้อเรื่องเดิมๆ หรือพยายามเก็บรักษาตอนจบเพื่อขมวดปม จนไม่กล้าดำเนินเรื่องไปข้างหน้า หรือกลัวว่าเรื่องที่เขียนมีเนื้อหาสั้นเกินไป ตอนแก้ไขคือหัวใจสำคัญ บางทีคุณต้องไร้ความปราณี แม้แต่ตัดส่วนที่คุณชอบที่สุดทิ้ง เพื่อให้ทั้งเรื่องกลมกล่อมขึ้นก็ต้องทำ

การอ่านทวนหลายรอบเป็นการเริ่มต้นที่ดี แต่คุณต้องมีจุดหมายว่าการอ่านทวนนี้ไม่ใช่การชื่นชมผลงาน แต่มันคือการฆ่าทิ้งบทที่ไม่เข้ากันกับเรื่องหลัก คุณต้องให้ความสนใจกับประโยค คำ ทำให้มันลื่นไหล ด้วยการเชื่อมประโยคที่ดี ไม่สะดุด อย่าใช้คำซ้ำๆ กันบ่อยๆ หลีกเลี่ยงคำพวกนี้โดยเฉพาะคำเชื่อมประโยค ให้ความสำคัญกับอารมณ์ของเรื่อง ให้จังหวะกับโครงเรื่อง จังหวะที่เต้นต้องมีระบบของมัน 

พล็อตเรื่องจะนำไปสู่การเรียนรู้ตัวละครแต่ละตัว ถ้าคุณคิดว่ามีเหตุการณ์ หรือตัวละครที่ไม่สอดคล้องกับพล็อต แต่คุณเสียดายที่จะคัดทิ้ง คุณอาจจะตัดฉากนั้นเก็บเอาไว้อีกแฟ้ม เผื่อว่ามันอาจจะมีประโยชน์ในภายหลัง พยายามแก้ไขจุดบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ตัดโครงเรื่องที่เป็นส่วนเกิน ผมย้ำเรื่องนี้บ่อย นั่นจะทำให้เรื่องสั้นของคุณดูดีขึ้น

จะทำอย่างไรถ้า เรื่องสั้น ยาวเกินไป

คุณอาจจะคิดว่าเรื่องนี้ไม่สำคัญ เรื่องสั้นที่ยาวกว่าปกติสักสี่ห้าร้อยคำ จะมีผลอะไรมากหรือไม่ คุณคิดว่าไม่ แต่…

บางครั้งคุณอาจจะเขียนเรื่องสั้นเพื่อส่งไปประกวดตามรายการต่างๆ เช่น รางวัลพานแว่นฟ้า ซึ่งรางวัลนี้ มีกฎข้อบังคับเรื่องขนาดตัวอักษร และจำกัดจำนวนหน้าของเรื่องสั้น ในฐานะที่ผมเคยเป็นกรรมการรางวัลดังกล่าวมาก่อน ถ้าคุณเขียนเรื่องสั้นเกินหน้าที่ทางรางวัลกำหนด ต่อให้คุณเขียนดีแค่ไหน มันจะถูกปัดตกโดยไม่เคยได้อ่านเพื่อพิจารณา เพราะฉะนั้นนี่คือเรื่องสำคัญ

มาดูว่าจะทำอย่างไรกับปัญหานี้ ลองทบทวนเรื่องสั้นของคุณ เพื่อปรับให้ตรงเป้ามากขึ้น จากนั้นก็ดูว่าคุณจะตัดอะไรทิ้ง ถ้ามีเรื่องที่คุณต้องอธิบาย เช่นรถประจำทางสายแปดต้องวิ่งจากไหนไปไหน คุณอาจจะไม่ต้องพรรณาทั้งหมด หรือลดบทบรรยายภาพที่เยิ่นเย้อเกินไป การลดขนาดของเรื่อง ขึ้นอยู่กับพล็อตหลัก พล็อตย่อยที่ไม่มีผลต่อเรื่องสมควรตัดทิ้ง คุณต้องชั่งน้ำหนักและจัดการมันโดยไม่ลังเล

เรื่องสั้นที่ยาวเกินไปอาจจะทำให้คุณตกรอบรางวัลบางรางวัล ทั้งที่งานคุณยังไม่ได้รับการอ่าน อย่าให้เรื่องนี้เกิดขึ้น จัดการกับมันก่อนที่จะพลาดโอกาส เพราะคุณเห็นว่ามันไม่สำคัญ

7.การตั้งชื่อ!

เรามาถึงบทสุดท้ายที่อาจจะยากที่สุดจากทุกหัวข้อ ว่ากันว่าการตั้งชื่อเล่มนั้นยากอยู่แล้ว แต่การตั้งชื่อเรื่องสั้นสักเรื่องอาจจะยากกว่า

ข่าวดี? ชื่อเรื่องสั้นมีความสำคัญก็จริง แต่ยังสำคัญน้อยกว่าชื่อ “เล่ม” หรือชื่อ “นวนิยาย” (เพียงเล็กน้อยเท่านั้น) ดังนั้น การตั้งชื่อเรื่องสั้น สามารถตั้งชื่อให้เป็น “นามธรรม” ได้มากกว่า จึงไม่จำเป็นว่าคุณต้องตั้งชื่อเพื่อบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมด แต่บางครั้งมันอาจจะเป็นเพียงแค่คำๆ เดียว วลีเดียว หรือใช้ความหมายที่ไม่เจาะจงเกินไป

สิ่งที่คุณต้องคิด เมื่อถึงเวลาตั้งชื่อเรื่องสั้น

  • ธีมที่ครอบคลุมเรื่องคืออะไร
  • เรื่องสั้นมีอะไรพิเศษบ้าง
  • ตั้งชื่อให้ดูน่าสนใจ แต่ไม่จำเป็นต้องอธิบายทั้งหมด
  • อ่านเรื่องสั้นแล้วได้อะไร

คำถามเหล่านี้จะช่วยให้คุณตั้งชื่อเรื่องได้อย่างเหมาะสม และน่าสนใจมากพอที่จะดึงดูดผู้อ่านให้เข้ามาอ่าน โดยมีส่วนร่วม หากชื่อเรื่องทำให้พวกเขาขบคิดถึงเรื่องราวในเรื่องว่ามันจะเป็นอย่างไร น่าติดตามแค่ไหน

นักเขียนบางคนอาจจะตั้งชื่อเรื่องสั้นได้ก่อนเขียนตัวเรื่อง พวกเขาใช้ชื่อนั้นเป็นโครงสร้างในการนำเสนอ แต่นักเขียนอีกหลายคนยังไม่ตั้งชื่อเรื่องจนกว่าเขาจะเขียนจบทั้งหมด นั่นบอกเราว่า ไม่ว่าคุณจะทำงานในแบบไหน ก็ไม่สำคัญเท่าคุณได้เริ่มทำงาน เมื่อถึงเวลาหนึ่งคุณก็จะได้ชื่อเรื่องที่เหมาะสม บางครั้งเมื่อผ่านเวลาไป คุณจะช่ำชองมากขึ้นตามไปด้วย ไม่มีอะไรที่คุณทำไม่ได้ ยกเว้นว่ายังไม่ลงมือทำ

เปิดรับความคิดเห็นจากผู้อื่น

การส่งเรื่องของคุณไปให้ใครสักคนอ่าน แน่นอนว่าอาจจะทำให้คุณรู้สึกประหม่า ยิ่งคุณเพิ่งเริ่มเขียนหนังสือด้วยแล้ว คุณจะรู้สึกอายที่จะแบ่งปันให้ผู้อื่นอ่าน อย่ากลัวในเรื่องนี้ เคล็ดลับก็คือ เมื่อคุณเขียนเรื่องสั้นเสร็จ อ่านทบทวน แก้ไข และมั่นใจได้ว่ามันพอจะสมบูรณ์แล้ว คุณอาจจะส่งเรื่องให้คนสนิทอ่านเป็นคนแรก ไม่ว่าเพื่อนของคุณ หรือใครที่พอจะไว้ใจได้ จากนั้นก็ให้เขาลองวิจารณ์ ถามดูว่าอ่านแล้วเป็นอย่างไร มีจุดไหนที่ต้องแก้ไข สนุกไหม น่าเบื่อหรือเปล่า การส่งให้คนอื่นอ่านจะช่วยให้คุณแก้ไขได้ดีขึ้น เพราะมุมมองของคนอื่นจะช่วยงานเขียนของคุณได้

แต่เพื่อนของคุณอาจจะมีข้อจำกัด ในการวิเคราะห์เรื่องสั้นของคุณ การส่งให้ใครที่คุณไม่รู้จักมีโอกาสบั่นทอนความมั่นใจในการเขียน มีนักเขียนใหม่ไม่มากก็ไม่น้อยที่ล้มเลิกการเขียนเพราะการวิพากษ์วิจารณ์ที่ขาดเหตุผลรองรับ ถ้าคุณเจอใครแบบนี้ ไม่ช่วยให้คุณพัฒนาการเขียนได้เลยนอกจากอคติที่ไร้ความหมาย ผมไม่อยากให้เรื่องเหล่านี้เกิดกับคุณ

ลองพิจารณาการแก้ไขแบบมืออาชีพ

หากคุณตัดสินใจเลือกใช้บรรณาธิการมืออาชีพ ตอนนี้เวบไซต์สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรมมีบริการ บรรณาธิการวรรณกรรมอิสระ ที่มีประสบการณ์ ทั้งเรื่องสั้น นิยาย และบทความ (จากราคาเริ่มต้นเพียง 1,500 บาท สำหรับเนื้อหาที่ไม่เกิน 5,000 คำ) และนี่จะเป็นโอกาสที่ดีที่คุณจะได้รับประสบการณ์ในการทำงานแบบมืออาชีพ ที่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ยอดเยี่ยม เรื่องสั้นควรเป็นอย่างไร แก้ไขแบบไหน พัฒนาต่อได้อย่างไร และเรื่องเหล่านี้เหมาะที่จะส่งไปพิจาณาที่ใดได้บ้าง ลองคลิก บริการด้านบรรณาธิการ ของเราเพื่อการตัดสินใจ

บทสรุป : 7 วิธี การเขียนเรื่องสั้น

เมื่อคุณอ่านมาถึงตรงนี้ คุณได้เรียนรู้วิธีที่จะเขียนเรื่องสั้นแล้ว ทำไมไม่ลองลงมือเขียนเรื่องสั้นในแบบที่คุณอยากเขียน การเริ่มต้นที่จะเป็นนักเขียนไม่ยากอย่างที่คุณคิด แต่การลงมือทำทันทียากกว่า จะไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเลยถ้าคุณยังไม่ได้เริ่มลงมือ แน่นอนมันเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย แต่ถ้าคุณสร้างระเบียบวินัยภายในตัวเอง สิ่งนั้นก็เกิดขึ้นได้ ลองอ่านจนจบบทความ

เมื่อคุณเขียนเสร็จแล้ว ลองเช็คลิสต์ดูว่าเรื่องสั้นของคุณเป็นอย่างไรบ้าง

  1. เรียบง่าย มุ่งไปที่ประเด็นเดียว และขับเน้นชีวิตของตัวละคร
  2. ตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้อ่านมองเห็นภาพตัวละครหลักของคุณทันที และชัดเจน
  3. มุ่งเน้นไปที่โครงเรื่อง และข้อความที่คุณพยายามจะส่งถึงผู้อ่าน
  4. ไอเดียเรื่องสั้นเขียนออกมาได้อย่างมีชีวิตชีวา ไหลลื่น สละสลวยด้วยประโยคและถ้อยคำ
  5. มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และตอนจบมีการขมวดปม ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าหักมุมหรือปลายเปิด

ถ้าคุณเช็คได้ห้าหัวข้อข้างต้น หรือสองในสาม เรื่องสั้นของคุณก็เข้าใกล้เรื่องสั้นดีๆ เรื่องหนึ่ง ที่รอคนอ่านมาอ่านได้แล้ว

ผมมีแบบฝึกหัดให้คุณทำเป็นการบ้าน เพื่อจะช่วยให้คุณมีแรงบันดาลใจในการเขียนง่ายขึ้น เพียงแต่คุณใช้โจทย์ที่ผมกำหนดให้นำไปแต่งเป็นเรื่องสั้น สิ่งที่ควรระลึกไว้ก็คือ เรื่องสั้นเป็นงานที่สร้างสรรค์แบบหนึ่ง คุณมีอิสระที่จะเขียนถึงอะไรก็ได้ คุณมีทางเลือกมากมายที่จะนำเสนอเรื่องต่างๆ มีกลวิธีนับพันๆ ที่คุณหยิบยืมจากที่โน่นที่นี่มาใช้ได้เสมอ

ดังนั้นลงมือเขียนเรื่องสั้นกันเถอะ

แบบฝึกหัดสำหรับ การเขียนเรื่องสั้น

จงเขียนเรื่องสั้นวันละเรื่องเป็นเวลา 30 วัน

ในการเริ่มต้น ถ้าคุณต้องการเป็นนักเขียนคุณภาพ ถ้าคุณต้องการเห็นความก้าวหน้าของตนเองโดยใช้เวลาไม่นาน นี่คือสิ่งที่คุณจะต้องท้าทายกับตัวเอง

คุณจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการเขียนเรื่องสั้น วิธีไหนที่ยอดเยี่ยม วิธีไหนทำให้เขียนเร็วขึ้น คุณต้องทำอย่างสม่ำเสมอ

จงเขียนเรื่องสั้นวันละหนึ่งเรื่อง ขนาดความยาวไม่ว่าจะเป็น 500, 1,000 หรือ 2,000 คำ จงเขียนทุกวัน ตลอดทั้งเดือน ไม่มีการท้าทายอื่นๆ

เมื่อเขียนสำเร็จ คุณจะมีเรื่องสั้นทั้งหมด 30 เรื่องให้ทบทวน แก้ไข และปรับปรุง การทำเช่นนี้ไม่เพียงสร้างนิสัย แต่ยังช่วยให้คุณมีวินัยในการทำงานอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ และได้รับประสบการณ์จากการเขียนอย่างมากมาย

หลังจากผ่านไป 30 วัน คุณจะรู้มากขึ้นกว่าเดิม รู้ว่าชอบเขียนเรื่องสั้นแบบไหน ซึ่งมีความหมายกับคุณในการนำไปวิเคราะห์ เพื่อปรับปรุงงานให้ดีขึ้น นอกจากนั้นคุณจะทราบว่าวิธีเขียนเรื่องสั้นแบบไหนที่ทำแล้วออกมาดี หากคุณต้องการเรียนรู้ คุณต้องลองท้าทายสิ่งนี้ ทำมันอย่างจริงจัง เป็นเวลาเพียง 30 วันเท่านั้น

ผมเชื่อว่าคุณทำได้

ต่อไปนี้คือไอเดีย การเขียนเรื่องสั้น คุณเลือกโจทย์ไปเขียนเป็นการบ้าน

  • คุณลองดัดแปลงบันทึกประจำวันของคุณ เขียนออกมาเป็นเรื่องสั้น โดยเริ่มจากตอนจบก่อน จากนั้น ค่อยๆ เล่าเรื่องเพื่อคลี่คลายปมปัญหาว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวคุณ เรื่องสั้นเรื่องนี้บังคับให้คุณเขียนประมาณ 500-1,000 คำ ไม่จำกัดว่าคุณจะใช้บุคคลที่หนึ่งหรือสามเล่าเรื่อง 
  • ช่วงนี้ทุกคนประสบปัญหาเรื่องโควิด 19 นี่คือข้อมูลชั้นดีของคุณ ประสบการณ์ที่คุณได้พบเจอด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเรื่องการเรียน เรื่องงาน การถูกจำกัดให้อยู่แต่ในบ้าน ในห้อง การติดเชื้อ การรักษา ผลกระทบต่างๆ เกี่ยวกับตัวคุณ ปัญหาข้างเคียง การฉีดวัคซีน รวมถึงการบริหารสถานการณ์ของรัฐบาล คุณสามารถนำทุกสิ่งมาเขียน สร้างพล็อต หากลวิธีการดำเนินเรื่อง และจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณต้องหักมุมจบในโจทย์ข้อนี้
  • ตัวละครของคุณเปิดกล่องจดหมายเพื่อค้นหาความกลัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดข้างใน ตอนจบจบแบบปลายเปิด
  • ตัวละครของคุณอาศัยอยู่ในกระสวยอวกาศซึ่งกำลังเดินทางจากโลกไปดาวอังคาร และพวกเขารู้สึกอึดอัดกับสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปตามกำหนด จากความบกพร่องของคอมพิวเตอร์ เขียนเรื่องสั้นเรื่องนี้ด้วยแนวทางการเขียนวิทยาศาสตร์ กาลไม่ไกลจากปัจจุบัน
  • เมื่อตัวละครของคุณย้ายโรงเรียน พวกเขาไม่ได้คาดหวังว่าจะพบความลับที่ซ่อนอยู่ทั่วทั้งโรงเรียน…ทว่าครูทุกคนรู้ความลับนั้นคืออะไร เรื่องเล่าสยองขวัญ สถานการณ์ร้ายๆ เรื่องราวดำมืด วิญญาณที่จ้องจะแก้แค้น และความลับที่ถูกปิดมานาน
  • หลังจากที่สภาพอากาศเลวร้าย ฝุ่น PM ได้ก่อกวนเมือง และตัวละคร ในที่สุดพวกเขาก็ออกจากบ้านเพื่อค้นหาทุกคนได้หายตัวไป ท่ามกลางคำพยากรณ์จากอดีตที่พบในอินเตอร์เน็ต กฎอัยการศึกของรัฐบาลที่พยายามปกปิดข้อเท็จจริง ทำเรื่องสั้นเรื่องนี้ให้เเป็น เรื่องสั้นดิสโทเปีย

ถึงเวลาส่งการบ้าน เมื่อคุณได้เรียนรู้ การเขียนเรื่องสั้น

เมื่อคุณเขียนเรื่องสั้นจบ คุณอาจจะไม่ใช้โจทย์ข้างต้น หรือคุณมีพล็อตของตัวเอง แต่เรื่องสั้นของคุณต้องผ่านการอ่านทวน แก้ไข และแก้ไขเรื่องสั้นซ้ำแล้วซำ้เล่า เพื่อทำให้แน่ใจว่าเรื่องสั้นของคุณดีที่สุดในช่วงเวลาหนึ่ง ลองส่งให้บรรณาธิการอ่าน เรื่องของคุณอาจจะได้ลงในเวบไซต์เม่นวรรณกรรม บรรณาธิการจะมีคำแนะนำอย่างละเอียด (ถ้าได้ลงในเซ็กชัน “เรื่องสั้น”) เพื่อทำให้คุณมองเห็นแนวทางที่จะเขียนเรื่องสั้นเรื่องต่อไป ซึ่งผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะมีประโยชน์ต่อคุณเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการทำงานผ่านบรรณาธิการ ขอให้โชคดี

ส่งเรื่องสั้น

นิวัต พุทธประสาท นิวัติ

นิวัต พุทธประสาท
นักเขียน และบรรณาธิการ

เกี่ยวกับนักเขียน

คอลัมนิสต์ประจำเวบสำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม มีผลงานเขียนนิยาย เรื่องสั้น และบทความต่างๆ มากมาย 

Editor Picks

close
ไม่ควรพลาด
B L A C K
F R I D A Y

รับส่วนลดพิเศษ 10% ทุกคืนวันศุกร์ปลายเดือน

We don’t spam! Read our privacy policy for more info.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.