Home Literature 15 ขั้นตอน การเขียนนิยาย : How to Write a Novel

15 ขั้นตอน การเขียนนิยาย : How to Write a Novel

by Editor
Published: Last Updated on 0 comment 521 views

How to Write a Novel : บทความนี้นำเสนอขั้นตอน การเขียนนิยาย พร้อม ตัวอย่างการเขียนนิยาย อย่างละเอียด รวมถึง เทคนิคการเขียน เพื่อให้ผู้สนใจสามารถนำไปเขียนนวนิยายได้จริง หรือสามารถวางแผน แก้ไขข้อบกพร่อง อีกทั้งอุปสรรคที่ต้องพบในการเขียน นิยาย

วิธีที่ดีที่สุดสำหรับคือการลงมือเขียน เช่นเดียวกับการหัดขี่จักรยาน ถ้าคุณไม่เริ่มหัดก็ขี่ไม่เป็น อย่างไรก็ตาม การเขียน นิยาย ไม่สามารถเขียนเสร็จได้ในวันเดียว ต้องใช้ความมุ่งมั่น ต้องมีความพากเพียร ต้องสร้างวินัยในการเขียน จากฤดูร้อนไปสู่ฤดูฝน จากฤดูฝนไปสู่ฤดูหนาว นักเขียนบางคนกล่าวถึง วิธีการเขียนนิยาย “ตอนที่คุณเริ่ม คุณไม่ได้ลงมือเขียนในสิ่งดีๆ แต่เขียนเรื่องราวไร้สาระ จากนั้น จึงค่อยๆ ปรับปรุงนิยายให้ดีขึ้น” ไม่ว่าคุณจะมี เทคนิคการเขียน ที่ยอดเยี่ยมอย่างไร แต่คุณสมบัติเรื่องความพากเพียร ความวิริยะ ระเบียบวินัย และความอุตสาหะ คือคีย์สำคัญสำหรับการเขียนนิยายอย่างไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ

ก่อนจะเริ่มเรียนรู้ขั้นตอนการเขียน ผมขอเวลาสั้นๆ เพื่อแนะนำว่า นิยายคืออะไร จำเป็นอย่างมากที่คุณจะต้องมีพื้นฐานในเรื่องนี้ คุณจะสามารถแยกแยะความแตกต่าง แยกแยะรูปแบบนิยายในประเภทต่างๆ ได้ มันจะทำให้ขั้นตอนการวางโครงสร้างง่ายขึ้น ไม่ทำให้เสียเวลาในการวางรูปแบบ

นิยาย คืออะไร

นิยายคืองานเขียนเชิงร้อยแก้ว ที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวบกับประสบการณ์ของมนุษย์ ตัวเรื่องมีความยาวและความซับซ้อน เล่าผ่านเหตุการณ์ที่เชื่อมโยงกัน เรื่องราวเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับบุคคลในสภาพแวดล้อมเฉพาะ (ฉาก สถานที่ และเวลา) 

ประเภทของนิยายครอบคลุม และมีรูปแบบที่หลากหลาย นิยายถือเป็นศาสตร์และศิลปะ ที่ต้องใช้ความชำนาญในการฝึกฝน สร้างเรื่องราวผ่านคำ จนกลายเปลี่ยนเป็นลายลักษณ์อักษร นิยายต่างจากร้อยกรอง หรือกวีนิพนธ์ นิยายต่างจากเรื่องสั้น โดยเฉพาะขนาด ความยาวและความกระชับ นิยายเป็นการพรรณา ขณะที่เรื่องสั้นเจาะจงเฉพาะอารมณ์ หรือเหตุการณ์เดียว นิยายเริ่มปรากฏขึ้นครั้งแรกในยุโรปในช่วงต้นศตวรรษที่สิบเจ็ด และได้รับความนิยมจวบปัจจุบัน

การเขียนนิยาย

องค์ประกอบ: การเขียนนิยาย

พล็อต โครงเรื่อง (Plot)

นิยายขับเคลื่อนผ่านเรื่องราวหลายร้อยพันหน้ากระดาษ เราเรียกเรื่องราวเหล่านั้นว่า พล็อต: “โครงเรื่อง” หรือ “แกนกลาง” ตัวอย่างเช่น ผลงานของ Jane Austen เรื่อง Pride and Prejudice (ค.ศ. 1813) “คู่หนุ่มสาวถูกลิขิตให้แต่งงาน ต้องเอาชนะอุปสรรคของความเย่อหยิ่งและอคติ” หรือ นักเขียนรัสเซียนามอุโฆษ Fyodor Dostoyevsky เรื่อง Crime and Punishment (ค.ศ. 1866) แกนเรื่องคือ “ชายหนุ่มผู้ก่ออาชญากรรม และชะตากรรมไล่ตามอย่างช้าๆ เพื่อลงโทษเขา” พล็อตเรื่องของนิยายแต่ละเรื่องแตกต่างกัน มากน้อยขึ้นอยู่กับองค์ประกอบอื่น นักเขียนสร้างสถานการณ์พื้นฐานจากความเป็นมนุษย์ นักเขียนบทละครทำนิยายให้เหมือนเรื่องจริง ส่วนนักเขียนนิยายทำเรื่องจริงให้กลายเป็นเรื่องแต่ง

ผู้สวมบทบาท บุคลิกตัวละคร (Character)

นักเขียนชั้นรองมักหมกมุ่นกับโครงเรื่อง ส่วนนักประพันธ์ชั้นแนวหน้า สนใจบุคลิกภาพของมนุษย์ บุคลิกตัวละครถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของนิยาย โดยเฉพาะสถานการณ์ภายใต้แรงกดดัน เหมาะแก่การสร้างสรรค์งานศิลปะ หากไม่มีตัวละคร นวนิยายจะไม่ถือกำเนิดขึ้นมา นักวิจารณ์วรรณกรรมมองว่า คุณค่าของวรรณกรรมถูกสร้างขึ้นจากตัวละคร ตัวอย่างเช่น ความซับซ้อนในตัวละครของ เชคสเปียร์ อย่าง แฮมเล็ต หรือที่พบเห็นในตัวละครของ ลีโอ ตอลสตอย และโจเซฟ คอนราด บางคนอาจจะชอบตัวละครเรียบๆ คุณลองพินิจภาพเขียน Mona Lisa ฝีมือดาวินซี สิ ภาพมนุษย์เพียงภาพเดียวสามารถบอกเรื่องราวทั้งหมดของชีวิต

ผู้สวมบทบาท บุคลิกตัวละคร Character Mona lisa | สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม |
Mona Lisa

ฉาก สภาพแวดล้อม (Scene, or setting)

ลักษณะและพฤติกรรมของตัวละครที่สมมติขึ้น สภาพแวดล้อมมีผลเป็นอย่างมากต่อการพัฒนาตัวละคร หรือบอกนิสัยใจคอ รวมไปถึงความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ฉากมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าตัวเรื่อง เพราะว่ามันเป็นตัวกำหนดลักษณะนิสัยและการกระทำ สถานที่ในนิยายมักถูกกำหนดโดยตั้งค่าเอาไว้ให้เกิดผลของพฤติกรรม ดังนั้น นิยายเรื่อง “มาดามโบวารี” (ค.ศ. 1857) ของกุสตาฟ โฟลแบร์ต นวนิยายเรื่องนี้อาจจะไม่เกิดขึ้นมาเลย ถ้าดำเนินเรื่องในปารีส เพราะชีวิตอันน่าสลดใจและความตายของนางเอกมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากกับสภาพแวดล้อมในชนบทที่เธออาศัยอยู่

วิธีการบรรยายและมุมมองการเล่า (Narrative method and point of view)

ที่ใดมีเรื่องเล่า ที่นั่นมีผู้เล่าเรื่อง ฉันใดฉันนั้น ผู้บรรยายในมหากาพย์ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างตัวละครกับผู้อ่าน บางครั้งผู้บรรยายก็กำหนดทัศนคติของตนเองอย่างตรงไปตรงมา เขามักจะพรรณาถึงสัจธรรมที่มีแนวโน้มว่าจะลดค่าตัวละครเป็นเพียงหุ่นเชิด โดยกำหนดชะตากรรมไว้ล่วงหน้า นักประพันธ์หลายคนไม่พึงพอใจกับวิธีการเล่าเรื่องแบบนี้ เพราะดูเหมือนจะจำกัดเจตจำนงเสรีของตัวละคร และพยายามค้นหาเทคนิคในการเล่าเรื่อง เพื่อแสวงหาจุดยืนต่อความเป็นกลางของละคร ซึ่งทำเหมือนว่าตัวละครสามารถกำหนดชะตากรรมของตนเองได้ โดยไม่อยู่ภายใต้อำนาจของนักเขียน

ขอบเขต หรือ มิติ (Scope or dimension)

ในทางทฤษฎี ไม่มีนวนิยายเรื่องใดที่ยาวเกินไป แต่ถ้าสั้นเกินไป เราก็จะเลิกเรียกหนังสือเล่มนั้นว่า “นวนิยาย” อาจใช่หรือไม่ บังเอิญนวนิยายที่คนอ่านทั่วโลกแล้วยกย่องว่าดีมีความยาวพอสมควร เช่น “ดอน กิโฆเต้” ของ Cervantes, “พี่น้องคารามาซอฟ” ของ ฟีโอดอร์ ดอสโตเยียสกี “สงครามและสันติภาพ” ของ ลีโอ ตอลสตอย และ “เดวิด คอปเปอร์ฟิลด์” ของ ชาร์ล ดิกเคนส์ 

ในทางกลับกัน นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ความกะทัดรัดถือได้ว่าเป็นคุณธรรมอย่างหนึ่ง (555) เช่น นวนิยายของนักประพันธ์แนวแอบเสิร์ด ชาวไอริช ซามูเอล เบคเคตต์ และ นวนิยาย ของ จอร์จ หลุยส์ บอร์เกส ชาวอาร์เจนตินา สุนทรียศาสตร์ไม่ใช่เพียงแค่ปริมาณอีกต่อไป ความสำเร็จของนิยายขนาดสั้น (Novella) สามารถเป็นหนังสือที่ยอดเยี่ยมได้ เราไม่อาจจะลดทอนความสำเร็จจากนวนิยายขนาดสั้นของ Ronald Firbank ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 หรือ Evelyn Waugh ผู้เขียน The Loved One (ค.ศ. 1948) 

มีสองวิธีในการนำเสนออุปนิสัยของมนุษย์—หนึ่ง ด้วยกลวิธีวิธีสั้นๆ ผ่านเหตุการณ์สำคัญในชีวิต จากบุคคล หรือกลุ่มบุคคล –สอง นำเสนอด้วยความยาวที่ไร้ขอบเขต โดยการนำเสนอชีวิตของตัวละครเป็นส่วนใหญ่ หรือบางครั้งเริ่มต้นด้วยการเกิดและสิ้นสุดในวัยชราจนถึงตาย บทละครของเชคสเปียร์แสดงให้เห็นว่า การแสดงลักษณะนิสัยเต็มรูปแบบ สามารถทำให้ชัดเจนได้ด้วยข้อความกระชับสั้นๆ ดังนั้นสำหรับนวนิยาย ความยาวไม่ได้เพิ่มประโยชน์พิเศษใดๆ ในด้านคุณภาพ อย่างไรก็ตาม ความยาวมีความสำคัญมากก็ต่อเมื่อนักประพันธ์พยายามนำเสนอบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ นักเขียนมุ่งเป้าเพื่อเป็นตัวแทนของสังคมทั้งมวล และยุคสมัยของเขา เพื่อนำเสนอนวนิยายที่สร้างพลังอำนาจให้กับผู้อ่าน

หนังสือแนะนำ

Hamlet
แฮมเล็ต

วิลเลียม เชคสเปียร์

ตำนาน สัญลักษณ์ ประเด็นสำคัญ (Myth, symbolism, significance)

ความหมกมุ่นในชีวิตประจำวันของนักเขียนนวนิยายคือ กำหนดเหตุการณ์-สถานการณ์ กำหนดบุคลิกภาพตัวละคร ควบคุมการแสดงออกทางความคิด ค้นหาจุดสุดยอดเพื่อขมวดปม หรือไขปัญหาทั้งมวลที่สร้างขึ้นมาอย่างยุ่งเหยิง ขณะเดียวกันคุณค่าทางสุนทรียะของนวนิยาย กลับไม่ได้อยู่ในมือนักเขียนอีกต่อไป นวนิยายที่เข้าใกล้ตำนาน ตัวละครจะกลายเปลี่ยนเป็นสัญลักษณ์ โดยเฉพาะเมื่อเราอ่านหนังสือเล่มนั้นครั้งแรกแล้วไม่รู้สึกอะไรเลย แต่มนุษย์มีแรงกระตุ้นเพื่อค้นพบสิ่งที่ซ่อนอยู่ในนั้น ไม่ว่าจะเป็นกังหันยักษ์ ใน “ดอน กิโฆเต้”

ความปรารถนาที่จะเขียนนิยาย มีความสำคัญมากกว่าเขียนเรื่องธรรมดา การเขียนนิยายเกิดขึ้นอย่างมีสติสัมปชัญญะ และถือกำเนิดขึ้นด้วยเจตนา บางครั้ง โครงสร้างหลักของนิยายอาจจะไม่เพียงพอที่จะนำเสนอเป้าหมาย สัญลักษณ์ในนิยายก่อให้เกิดความซับซ้อนและสร้างแรงเหวี่ยงให้กับเรื่องราวได้มากมายมหาศาล คุณจึงเห็นได้ว่าบางครั้งการใช้สัญลักษณ์ในนิยายนั้นถูกสร้างขึ้นเพื่อจงใจนำเสนอเรื่องที่ใหญ่กว่า ผ่านการตีความได้หลากหลาย

หลังจากที่ทำความเข้าใจโครงสร้างของนิยายแบบคร่าวๆ ไปแล้ว ผมได้แบ่งขั้นตอนหลักๆ ออกเป็น 15 ขั้น และเพื่อให้เข้าใจง่าย ผมได้แยกประเด็นออกมาเป็นสามบทด้วยกันคือ I.ก่อนเขียนนิยาย II.ระหว่างการเขียน และ III.หลังจากเขียนต้นฉบับเสร็จ

How to Write a Novel

I. การเขียนนิยาย : ก่อนเขียน…

คุณคงเคยได้ยินจากนักเขียนจนเบื่อ การเขียนนิยายก็เหมือนกับการวิ่งมาราธอน ไม่ใช่การวิ่งระยะสั้น ดังนั้นการเตรียมตัวก่อนวิ่งมาราธอนจึงมีความสำคัญ (แม้การวิ่งระยะสั้นจะต้องมีการซ้อมด้วยก็ตาม) การซ้อมก่อนวิ่งคือการเตรียมตัวลงสนาม ยิ่งคุณเตรียมตัวก่อนเขียนนิยายมากเท่าไหร่ คุณก็สามารถเขียนได้ง่ายขึ้นเท่านั้น โอกาสที่จะเขียนนิยายจบเรื่องเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว ขั้นตอนแรกคุณต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง วัคซีนที่ดีที่สุดคือ ข้อมูล โครงสร้างเรื่อง ตัวละคร ฉาก จุดมุ่งหมาย ความขัดแย้ง จุดเดือด ขมวดปม และคลี่ปม ถ้าเตรียมตัวไม่พร้อมระหว่างทางที่เขียน อุปสรรคต่างๆ จะประดังมาโดยไม่รู้จักหยุดหย่อน

การวางแผนคือ คุณควรเริ่มจากการเขียนด้วย format ดังนี้

นิยาย [ประเภท] เกี่ยวกับ [ธีม] เล่าจาก [มุมมอง] และตั้งอยู่ใน [สถานที่และช่วงเวลา] บางสิ่งติดตาม [ตัวเอก] ที่ต้องการ [เป้าหมาย] เพราะ [แรงจูงใจ] แต่ [ความขัดแย้ง] อุปสรรคทำให้เรื่องยากขึ้น ทำให้ [เดิมพัน] ตกอยู่ในความเสี่ยง [คลี่คลาย] เฉลยคำตอบ

ตัวอย่าง

นิยายประเภท ลึกลับ พิศวง กึ่งสืบสวน เกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่มีอดีตซับซ้อน เล่าด้วยบุทคลที่สามแบบจำกัดมุมมมอง สถานที่เหตุการณ์เกิดที่กรุงเทพฯ ปริมณฑลเป็นส่วนใหญ่ ช่วงเวลาย้อนไปหนึ่งถึงสองปีจนถึงปัจจุบัน และเล่าย้อนอดีตสลับไปมา ตัวเอกระลึกความทรงจำเก่าที่มักติดตามมาหลอกหลอน เป้าหมายที่ต้องการแก้ไขปมที่ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร ระหว่าง เซ็กซ์ พ่อ การสูญเสีย อยุติธรรม เพราะเขาได้พบเด็กสาวคนหนึ่ง ซึ่งนำมาซึ่งความขัดแย้งในตัวเขาเอง ทำให้เขาต้องค้นหาว่าทำไมจึงเกิดเรื่องนี้ ซึ่งนำเขาไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางความคิดตลอดกาล

เมื่อคุณเขียนฟอร์แมตดังกล่าวได้แล้ว ก็เริ่มสร้างโครงเรื่องจากแนวคิดดังกล่าว

1.ตอกย้ำแนวคิดจากโครงสร้าง

“โครงสร้าง” – Structure เป็นขั้นตอนแรกที่คุณต้องทำให้ชัดเจน ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ไม่ง่าย คุณข้ามขั้นตอนนี้ไม่ได้ คุณกำลังเขียนนิยายเรื่องแรก เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดขึ้น คุณต้องการรู้ว่าคุณจะเขียนถึงอะไร “โครงสร้าง” เป็นจุดแรกของการเริ่มต้น มันง่ายมากถ้าคุณคิดว่าแค่ซื้อเครื่องเขียนดีๆ คอมพิวเตอร์แรงๆ หรือเข้าใจโครงสร้างการเขียนจากตำรา (เช่นบทความที่คุณกำลังอ่านอยู่นี้) แน่นอนมันช่วยคุณได้บ้าง แต่นิยายจำเป็นต้องลงมือเขียนจริงๆ เพื่อให้บรรลุผลที่ต้องการ ถ้าไม่มีโครงสร้าง บ้านในฝันไม่มีวันสำเร็จ

ถ้าคุณกำลังดิ้นรนค้นหา “โครงสร้าง” เพื่อให้ได้มาซึ่งแนวคิดดีๆ เพื่อเริ่มลงมือเขียนนิยาย อย่าเพิ่งหงุดหงิดว่าทำไมยังคิดไม่ออก มีหลายประเด็นใหม่ๆ ที่น่าสนใจ คุณลองเข้าไปอ่าน โครงสร้างเรื่องคืออะไรมีวิธีการไหนได้บ้าง หรือคุณอาจจะเริ่มด้วยการอ่านหนังสือ จากนั้นเริ่มจดรายการที่น่าสนใจ เนื้อเรื่องแบบนี้ ตัวละครแบบนั้น ง่ายกว่านั้น คุณอาจจะดูหนัง ค้นหาเป้าหมายของโครงเรื่องพวกนั้นว่าดำเนินเรื่องอย่างไร เพื่อสร้างโครงเรื่องของตัวเองออกมาให้ได้ 

ถ้าคุณกำลังตัดสินใจจะเลือกโครงสร้างนวนิยายเพื่องานเขียนเล่มใหม่ ลองอ่าน 7 โครงสร้างการเล่าเรื่อง ที่นักเขียนทุกคนควรรู้ : Narrative Structures เพื่อทำให้เข้าใจองค์ประกอบของแต่ละโครงสร้าง

เวลาที่ลงมือเขียน คุณจะพบปัญหาในเรื่อง “แนวคิด” ของเรื่อง ลองใช้ความคิดเพื่อเขียน “ธีม” หนังสือของคุณออกมาสักสามสี่บรรทัด ถ้าคุณสงสัยและมีคำถามว่าคุณจะเขียนนิยายเรื่องนี้ไปทำไม คำตอบคือเพื่อเผยแพร่แนวความคิดให้คนอ่านรู้ เนื้อหาที่คุณต้องการนำเสนอ ก็คือ “ธีม” หนังสือที่คุณกำลังลงมือเขียน ยกตัวอย่างเช่น Lord of the Files ของ วิลเลียม โกลดิง นักเขียนรางวัลโนเบล เรื่องราวของกลุ่มเด็กชายที่รอดชีวิตจากเครื่องบินตก พวกเขาติดอยู่บนเกาะร้าง การเอาชีวิตรอดบนเกาะทุรกันดารให้ได้นั้น ต้องมีการแบ่งปันทรัพยากร พวกเด็กๆ ใช้สัญชาตญาณของตนเพื่อปกครอง ทว่าพวกเขายังเป็นแค่เด็กชาย ทั้งหมดคือ “โครงเรื่อง” หรือแกนเรื่องของนวนิยายเล่มนี้ ส่วนหนังสือต้องการนำเสนอแนวคิดอะไร นั่นก็คือ เรื่องความซับซ้อนของพฤติกรรมทางจิต มนุษย์เราเชื่อว่าเด็กมีความบริสุทธิทางความคิด แต่ถ้าพวกเขาไม่เคยเรียนรู้มัน พวกเขาจะดึงสัญชาตญาณดิบออกมาใช้ โดยไม่คำนึงถึงเรื่องมนุษยธรรม

โครงสร้าง Lord of the Files | สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม |
Lord of the Files

2.อ่านหนังสือแนวที่กำลังเขียน

ผมไม่ได้ให้คุณลอกงานพวกเขา อย่าเข้าใจผิด แต่ผมกำลังบอกว่า ถ้าคุณกำลังเขียนหนังสือแนวสืบสวนสอบสวน คุณต้องรู้ว่าคนอ่านต้องการอะไร มันช่วยทำให้รู้ว่าจะเขียนอะไรลงไปบ้าง ถ้าคุณอยากเรียนรู้เรื่องการจูบ คุณอ่านจากตำราก็ได้ แต่มันไม่ได้สอนอะไรเลย การจูบทำคนเดียวไม่ได้ ต้องมีใครสักคนช่วยให้คุณจูบเป็น นั่นคือหนังสือเล่มนั้น หรือหลายเล่ม คุณต้องเข้าใจวิธีคิด โดยกลายเป็นนักอ่านมาก่อน 

สิ่งที่คุณต้องเข้าใจอีกประเด็น คุณไม่ใช่คนแรกที่เริ่มเขียนนวนายายแนวนี้ มีคนเขียนนวนิยายสืบสวนมาก่อนคุณ หรือมากกว่าที่คุณเคยอ่านมาทั้งชีวิต ดังนั้นอย่าคิดว่าคุณจะเป็นต้นกำเนิด ถ้าคุณยังไม่ได้เริ่มทำอะไร

ขั้นตอนนี้ช่วยให้คุณเขียนนิยายได้เร็วขึ้น จากการเป็นนักอ่าน

3.เลือกมุมมองในการเล่าเรื่อง : Person of Voice [POV]

มุมมองในการเล่าเรื่องคืออะไร ผมอยากให้คุณย้อนกลับไปทบทวนที่ คู่มือในการเลือก ทุกมุมมอง พร้อมตัวอย่าง

“มหาภารตะ” เป็นมหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอินเดีย เป็นมหากาพย์ที่ยาวที่สุดในโลก มีจำนวนคำถึง 1.8 ล้านคำ ยาวกว่ามหากาพย์อีเลียด หรือมหากาพย์โอดิสซี มหาภารตะเนื้อหาซับซ้อน เล่าเรื่องยืดยาวเกี่ยวกับเทพปกรณัม สงคราม และหลักปรัชญาอินเดีย

ในมหาภารตะใครเป็นผู้เล่าเรื่อง ก่อนที่เราจะรู้ว่าใครเป็นผู้เล่าเรื่อง เรามาดูกันก่อนว่า มุมมองการเล่ามีกี่แบบ มี่กี่มุมมอง

ใครคือผู้เล่าเรื่องในมหาภารตะ เขียนคำตอบและคลิกทวีต

บุคคล ที่ 1 (First Person):

เรื่องเล่าจาก มุมมอง บุคคลที่ 1 คือ ผู้เขียนเป็นคนเล่า ให้ผู้อ่านฟัง สรรพนามหลักที่พบเห็นบ่อยๆ ในภาษาไทยคือ “ผม, ฉัน, ข้าพเจ้า” ในภาษาอังกฤษง่ายๆ คือ “I” 

ข้อดีข้อเสีย

ข้อดี: ผู้อ่านจะได้รับประสบการณ์ตรงจากผู้เขียน การเล่าด้วยมุมมองนี้เหมือนเพื่อนเล่าประสบการณ์ให้คุณฟัง มันง่ายที่จะเข้าใจ คุณจะรู้สึกได้ว่ามันเป็นเรื่องจริง (ทั้งที่มันเป็นเรื่องแต่ง) 

ข้อเสีย: มุมมองนี้จำกัดมุมมองการเล่าเรื่อง เวลาที่คุณจะเล่าชีวิตของคนอื่น หรือเล่าความความคิดตัวละครอื่น จะทำให้ไม่เหมือนจริง มันเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะนั่งในใจศัตรู (ตัวละคร) ของคุณแล้วรู้ทุกความคิดของเขา หรือรู้แม้ว่าเขาเข้าห้องน้ำคนเดียวในตอนไหน หรือเขาทำอะไรตอนที่คุณไม่อยู่

บุคคล ที่ 2 (Second Person):

มุมมอง บุคคลที่ 2 ผู้อ่านจะได้รับประสบการณ์โดยตรงเช่นเดียวกับบุคคลที่หนึ่ง แต่แทนที่ผู้เขียนจะสวมบทบาทเล่าเรื่องตัวเอง แต่เล่าเรื่องของ “คุณ” (ที่เขาเป็นคนแต่ง) งงไหม 5555 สรรพนามในมุมมองนี้คือ “คุณ” หรือในภาษาอังกฤษคือ “You” 

ข้อดีข้อเสีย

ข้อดี: มุมมองนี้จะดึงให้ผู้อ่านเข้ามีประสบการณ์ร่วมได้ง่าย ยิ่งถ้าคุณเขียนเรื่องที่พวกเขากำลังประสบอยู่ด้วยแล้ว ผู้อ่านยิ่งเข้าใจตัวเนื้อเรื่องได้ลึกซึ้งขึ้น

ข้อเสีย: ยาก เป็นมุมมองที่ควบคุมยาก แม้จะใช้การเขียนเช่นเดียวกับมุมมมองที่หนึ่ง แต่มีบางจุดคุณอาจจะหลงไปใช้ความคิดของตัวเอง จะทำให้ธีมของเรื่องเสียสมดุลย์ สำหรับมือใหม่ผมไม่แนะนำใช้มุมมองนี้เพื่อเขียนนิยายเรื่องแรก

บุคคล ที่ 3 (Third-Person):

ผมขอแบ่งมุมมองบุคคลที่สามออกเป็นสองประเภท เพื่อจะได้ง่ายในการเลือกใช้ และไม่สับสน 

แบบจำกัดมุมมอง: (Third-Person Limited) 

บุคคลที่สามแบบจำกัด เป็นมุมมอง เป็นการเล่าเรื่องจากมุมมองที่ใกล้ชิดของตัวละครใดตัวละครหนึ่ง เสียงบรรยายนั้นเป็นเสียงของตัวละคร ซึ่งอาจจะไม่เปิดเผยว่าเป็นใคร โดยพวกเขาจะเล่าเรื่องตัวละครอื่น โดยใช้สรรพนาม เขา เธอ และพวกเขา เป็นหลัก การใช้บุคคลที่สามแบบจำกัดมุมมองเล่าเรื่อง เพิ่มศักยภาพในการเล่ามากกว่าใช้บุคคลที่หนึ่ง (ผม–ฉัน) โดยไม่ต้อง “ติดอยู่ข้างในตัวตน” เสียงเหล่านั้นไม่อยู่ในหัวของ “ผม” หรือ “ฉัน” อีกต่อไป

มุมมองบุคคลที่สามแบบจำกัด สิ่งที่ตัวละครแสดงต่อมุมมองนี้ก็คือ การรับรู้ รู้สึก นึกคิด คาดเดา มีหวัง จำได้ ฯลฯ ที่สามารถเล่าออกมาได้จากมุมมองผู้เล่าคนเดียว โดยไม่รู้ในทุกเรื่องของตัวละครอื่น หรือกำหนดชะตากรรมตัวละครอื่น ดังนั้นผู้อ่านจะอนุมานพฤติกรรมเหล่านั้นจากการบรรยายที่จำกัด

มุมมองพระเจ้า: Third-Person Omniscient 

การเล่าแบบมุมมองพระเจ้า เป็นดังดวงตาที่มองเห็นได้กระจ่างทั้งหมด ผู้บรรยายเป็นผู้รอบรู้ทุกเรื่อง ทุกตัวละคร เขาสามารถเปิดเผยทุกความคิด จากทุกจุดของเรื่อง เขาเป็นผู้ชักใยไม่ต่างพระเจ้า เชื่อมโยงความคิดของตัวละครทุกตัวเข้าด้วยกัน กำหนดเรื่องราวได้อย่างอิสระ เสียงผู้บรรยายในมุมมองพระเจ้า มักไม่ใช่เสียงจากตัวละครในเรื่อง แต่เป็นเสียงบรรยายจากภายนอก

สรรพนามที่ใช้ทั้งสองมุมมองคือ “เขา, เธอ, พวกเขา” ในภาษาอังกฤษ he, his, him, she, hers, her, they, theirs และ them

ความแตกต่างระหว่างจำกัดมุมมอง กับมุมมองพระเจ้า

ทั้งสองมุมมมองมีความใกล้เคียงกันมาก จำกัดมุมมองเปิดโอกาสให้ผู้เล่าเเล่าละครตัวอื่นได้ง่ายขึ้น แต่ไม่ถึงการรู้ทุกอย่าง ขณะที่มุมมองพระเจ้า ผู้เล่าคือผู้รู้ในทุกเรื่องทุกสถานการณ์

Third-Person Point of view: Limited or Omniscient
Third-Person Point of view: Limited or Omniscient
ข้อดีข้อเสีย

ข้อดี: คุณสามารถใช้มุมมองนี้บรรยายตัวละครได้ทุกตัว ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปเล่าตัวเอก หรือตัวรอง นอกจากนั้นคุณยังทำให้เหมือนจริงได้ ด้วยการจำกัดมุมมองการเล่าในตัวละครรอง หรือต้องการจะใช้มุมมองพระเจ้าอย่างไร้ขีดจำกัด

ข้อเสีย: คุณต้องระวังในการจำกัดมุมมองของตัวละครไม่ให้อิสระในการบรรยายเกินกว่าเป็นจริง หากใช้มุมมองแบบจำกัด แต่ถ้าคุณใช้มุมมองพระเจ้า จะต้องหลีกเลี่ยงความใกล้ชิดของตัวละครไม่ให้เสียงเล่านั้นครอบงำมากเกินไป

ตอนนี้คุณคงพอรู้คำตอบแล้วว่าใครเป็นผู้เล่าเรื่อง “มหาภารตะ” ถ้าไม่ใช่ “ฤาษีวยาส” แล้วจะเป็นใคร 

ฤาษีวยาสเล่าเรื่องจากมุมมองพระเจ้า เขารู้เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น รู้ถึงจิตใจตัวละครทุกตัว มุมมองของพระเจ้าคือการเล่าด้วยบุคคลที่สามแบบไร้ขีดจำกัด 

ถ้าคุณยังมึนๆ เรื่อง มุมมองการเล่า ไม่ต้องห่วง ผมจะเขียนขยายความเรื่องนี้ในอนาคต เพียงแต่คุณสมัครจดหมายข่าว ก็จะสามารถรับข่าวสารในการอัปเดต บทความใหม่ๆ ได้ตลอด

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ มุมมองและการเลือกทุกมุมมอง

4.ฉาก และสถานที่

ทำไมฉากและสถานที่จึงสำคัญต่อนวนิยาย เป็นเพราะมันสร้างความสำคัญต่อการพัฒนาตัวละคร ถ้าคุณต้องการให้ตัวละครผู้มีความโหดเหี้ยม ทารุณ และเต็มไปด้วยจิตใจร้ายๆ แต่คุณกลับให้เขาอยู่ในเมืองที่เต็มไปด้วยความสุข ครอบครัวแสนดี มันก็ดูไม่ค่อยสมเหตุสมผล แน่นอนว่าในชีวิตจริงคนร้ายอาจจะมาจากสถานที่ที่ดีๆ ก็ได้ ซึ่งสามารถพบเห็นได้มากมาย แต่คุณก็ต้องสร้างสถานการณ์หรือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาเป็นแบบนั้นได้อย่างไร เพิ่มแรงกดดันที่ทำให้เขากลายเป็นคนร้าย คุณต้องทำให้คนอ่านเชื่อว่าสถานทีดีๆ นั้นแอบแฝงด้วยความร้ายกาจอย่างไรบ้าง เพื่อพัฒนาการตัวละครให้กลายเป็นปีศาจ นี่จึงเป็นเหตุผลให้สถานที่ หรือฉากมีสำคัญ ไม่ต่างจากโครงเรื่อง

นอกจากนั้นคุณอาจจะต้องทำแผนที่เมืองที่ตัวละครใช้ชีวิต หรือแปลนของห้อง จัดวางโต๊ะอยู่ตรงไหน โทรทัศน์ ตู้เย็น โซฟา เตียง รายละเอียดเหล่านี้จะทำให้คุณไม่ต้องหลงทางเสียเวลากับจินตนาการ

จงตระหนักว่าสภาพแวดล้อมนั้นสร้างความเปลี่ยนแปลงได้

5.การพัฒนาตัวละคร

นวนิยายที่ดีหลีกไม่พ้นที่ตัวละครจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ตลอดทั้งชีวิตเขาอาจจะมีชีวิตประจำวันที่ซ้ำซาก น่าเบื่อ พวกเขาใช้เวลาสิบปีหรือยี่สิบปีแบบนั้น แต่เมื่อถึง “จุดเปลี่ยน” เขากำลังเปลี่ยนชีวิตธรรมดาสามัญให้กลายไปเป็นอื่น 

เรามาเรียนรู้ว่าพื้นฐานอะไรบ้างที่จะสามารถพัฒนาตัวละครเหล่านั้นได้

เป้าหมาย: ตัวละครต้องการอะไร เช่น สาย สีมา จากเรื่อง “ปีศาจ” ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น เขาใช้ความรู้ความสามารถเพื่อช่วยชาวไร่ชาวนา คนยากจน ต้องการเอาชนะขนบธรรมเนียมเก่า เป้าหมายของสาย คือเอาชนะสังคมที่กดขี่

แรงจูงใจ: ทำไมตัวละครของคุณจึงมีเป้าหมาย ถ้าขาดแรงจูงใจเขาก็ไม่มีเป้าหมาย ดังนั้น สาย สีมา ได้แรงจูงใจจากอะไร? รัชนี–แฟนสาว? ครอบครัวของรัชนีที่พยายามกีดกันความสัมพันธ์? สังคมที่แบ่งแยกชนชั้น? การไม่เข้าถึงการศึกษาของผู้หญิง? การเมืองเอารัดเอาเปรียบ? นี่คือแรงจูงใจที่นำไปสู่เป้าหมาย

ขับเคลื่อน หรือ ไม่เปลี่ยนแปลง: โดยพื้นฐาน ตัวละครของคุณจะเปลี่ยนแปลงเสมอ นั่นทำให้เนื้อหาขับเคลื่อนไปข้างหน้า ตัวละครที่มีพลังในการขับเคลื่อน คือตัวละครที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในบุคลิกภาพ ทัศนคติ หรือโลกทัศน์ การเปลี่ยนแปลงนี้มักจะเกิดขึ้นทีละน้อย แม้ว่าบางครั้งตัวละครจะเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน แต่นั่นก็เป็นเรื่องปกติ อย่างเช่นรัชนี ในเรื่อง “ปีศาจ” เธอเริ่มมองเห็นคุณค่าของตัวเอง และไม่เจริญรอยตามพี่สาว ที่แต่งงานกับคนที่ไม่รัก

นิยาย Pride and Prejudice | สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม |
นิยาย Pride and Prejudice

ตัวละครที่ไม่เปลี่ยนแปลงคืออะไร?

อย่างที่คุณคาดไว้ ในนิยายหลายเรื่องมีตัวละครที่หยุดนิ่งไม่พัฒนา หรือไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยตลอดเรื่อง พวกเขาไม่มีวิวัฒนาการ บุคลิกของพวกเขายังคงเหมือนเดิมตั้งแต่ต้นจนจบ และโลกทัศน์ของพวกเขาไม่ขยายไปในทางใดๆ เลย

เหตุใดจึงเกิดตัวละครแบบนั้น? มีสองคำตอบ 

คำตอบแรก ผู้เขียนไม่รู้วิธีการเขียน

คำตอบที่สอง เจตนาให้ตัวละครไม่มีการเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างประเด็น หรือล้อเลียนบุคคลบางประเภท ตัวอย่างเช่น นายคอลิน ใน Pride and Prejudice เป็นตัวละครที่นิ่งเฉยไม่เปลี่ยน อย่างไรก็ตาม นายคอลินเป็นแบบอย่างของคนในสังคมที่โง่เขลา ธรรมชาติที่โง่เขลาและตื้นเขิน 

อย่างไรก็ตาม ตัวละครที่พัฒนามาอย่างดีส่วนใหญ่จะมีพลังตามธรรมชาติด้วยตัวมันเอง ท้ายที่สุดแล้ว ตัวละครที่ไม่เปลี่ยนแปลงเลยมักจะขาดสีสัน ทำให้หนังสือไม่สนุก และไม่ว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไร ผู้อ่านมักจะชอบตัวละครที่มีการขับเคลื่อนมากกว่า นั่นเป็นเหตุผลให้ คุณต้องสร้างองค์ประกอบหลักเหล่านั้นได้อย่างอิสระ

วิธีตั้งค่าตัวละคร

  • สร้างประวัติตัวละครให้ครอบคลุมทุกอย่าง ตั้งแต่รูปลักษณ์ภายนอก สีผม ดวงตา ขนาดใบหน้า ฯลฯ ไปจนถึงครอบครัว
  • สร้างตัวตนภายใน อดีตของตัวละคร ภูมิหลัง ปมทางจิต ความปรารถนา ความทะเยอทะยาน ฯลฯ
  • ตั้งชื่อตัวละครให้เหมาะสมกับยุคสมัยของเรื่อง รวมถึงบุคลิก และนิสัยใจคอ ฯลฯ

6.วิธีสร้างปมขัดแย้งและความเสี่ยง ใน การเขียนนิยาย

ปมขัดแย้งของเรื่องทำให้ตัวละครเดินสู่เป้าหมาย หรือไม่บรรลุเป้าหมาย คุณสามารถสร้างเส้นทางเหล่านี้ให้น่าสนใจ ความขัดแย้งเป็นอีกหนึ่งในอุปสรรคที่ตัวเอกจะต้องเผชิญระหว่างทาง ในนิยาย “ปมขัดแย้ง” มีสองประเภท

ปมขัดแย้งภายใน: ข้อบกพร่องของตัวละครเป็นตัวขัดขวางให้ความมุ่งมั่นของเขาลดลง นั่นหมายถึงเขาอาจไปไม่ถึงเป้าหมาย ตัวอย่างเช่น โฟรโด ใน เดอะลอร์ดออฟเดอะริงค์ เขาไม่ยอมทำลายแหวน เพราะลังเล ซึ่งนั่นเกิดจากปมภายในใจเขาที่อยากครอบครองมันเอง

ปมขัดแย้งภายนอก: สถานการณ์และอุปสรรคต่างๆ ที่อยู่เหนือการควบคุมของตัวเอก เมื่ออุปสรรคนี้เกิดขึ้น ทำให้เขาพบปัญหา หรือขวากหนามที่ต้องฟันฝ่า ขัดขวางไม่ให้พวกเขาบรรลุเป้าหมาย เช่น โชรอนทำให้ถนนทุกสายที่มุ่งสู่มอนท์ดูม เป็นเส้นทางทุรกันดาร จนทำให้โฟรโดไม่สามารถเดินทางไปทำลายแหวนได้ง่ายๆ

เช่นเดียวกับการสร้าง “ความเสี่ยง” ให้กับตัวละคร เมื่อคุณสามารถสร้างความขัดแย้งหลักได้แล้ว สิ่งที่ต้องทำคือตอกย้ำถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น นั่นทำให้เดิมพันสูงขึ้น อุปสรรคมากขึ้น ทุกย่างก้าวของการตัดสินใจคือความเสี่ยง เพื่อให้เขาบรรลุเป้าหมาย เช่น ทำไมโฟรโดต้องทำลายแหวน แล้วทำไมเราต้องเอาใจช่วย เพราะชะตากรรมขิตให้มิดเดิลเอิร์ธแขวนอยู่บนเส้นด้ายจากการถูกทำลาย ดังนั้นอุปสรรคทั้งหมด นำเขาเดินทางไปสู่จุดหมายหรือไม่ นั่นคือสิ่งที่คนอ่านอยากรู้

Manuscript Template

ดาวโหลดฟรี

อย่าปล่อยให้ต้นฉบับที่ยุ่งเหยิงทำลายเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่

เริ่มต้นทำต้นฉบับในรูปแบบที่ถูกต้องส่งให้สำนักพิมพ์ หรือนิตยสาร เพื่อพิจารณา

We promise we’ll never spam! Take a look at our Privacy Policy for more info.

7.สร้างองค์ประกอบ การเขียนนิยาย

ในโลกของ การเขียนนิยาย มีนักเขียนอยู่สองประเภทหลักๆ คือ “นักวางแผน” กับ “นักด้นสด” 

“นักวางแผน” คุณอาจเดาได้ว่าเขาจะเขียนอะไร ดำเนินเรื่องแบบไหน พวกเขาจะวางแผนก่อนเริ่มเขียนส่วน “นักด้นสด” มักจะเริ่มจากแนวคิดทั่วไปในหัว พวกเขาทำเพียงโน้ตสั้นๆ ว่าเรื่องราวที่ต้องการนำเสนอจะเป็นอย่างไร พวกเขาจะค่อยๆ เผยรายละเอียดออกมาทีละตอน โดยไม่มีแผนการเขียนที่ชัดเจน

หากเป้าหมายสุดท้ายของคุณคือการเป็นนักเขียน เพื่อให้นวนิยายได้จัดพิมพ์ ผมขอแนะนำให้คุณปฏิบัติตามแนวทางของ “นักวางแผน” และสร้างองค์ประกอบของเรื่อง เมื่อคุณเขียนถึงจุดหนึ่ง นักเขียนทุกคนต้องเผชิญกับทางตันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อคุณกำลังเข้าตาจน องค์ประกอบของเรื่อง หรือโครงร่างของเรื่อง จะช่วยคุณเหมือนเปิดการ์ดพลังจัดเต็ม โครงร่างขององค์ประกอบ จะทำให้คุณจดจำสิ่งที่เกิดขึ้นขั้นตอนต่อไปของนวนิยาย ไม่ว่าในกรณีใด มันจะช่วยให้คุณประหยัดเวลา และทำให้เขียนจนสำเร็จ

วิธีร่างองค์ประกอบของ การเขียนนิยาย 

  • Mind Map: สร้างกราฟหรือการแสดงภาพ พล็อต ตัวละคร ธีม ความขัดแย้ง และบท
  • เรื่องย่อ: เขียนโครงร่างที่มีรายละเอียดมากขึ้น ซึ่งครอบคลุมองค์ประกอบเรื่องราวหลักทั้งหมดโดยสังเขป อาจจะเขียนสักสองหรือสามหน้าเกี่ยวกับ: พล็อต ตัวละคร ความขัดแย้ง และธีม
  • บันทึกจังหวะของเรื่อง: ‘จังหวะ’ ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน จังหวะของเรื่องคืออะไร หากคุณรู้ว่าหัวใจมนุษย์เต้นในจังหวะที่แตกต่างกัน จังหวะปกติคือตอนที่คุณนั่งเฉยๆ จังหวะจะสูงขึ้นเมื่อคุณเริ่มเดิน ถ้าคุณเริ่มวิ่งเหยาะมันก็จะสูงขึ้น และถ้าวิ่งแบบสปีด จังหวะหัวใจก็จะทำงานถึงขีดสุด เช่นเดียวกับนิยายของคุณจะต้องมีจังหวะต่างๆ คุณคงไม่เขียนเอื่อยๆ หรือวิ่งสปีดแบบเดียวไปตลอดเรื่อง ดังนั้นควรทำสัญลักษณ์แสดงหัวข้อย่อย หรือตัวเลข สำหรับจังหวะต่างๆ เพื่อจะช่วยสอดแทรกจังหวะได้เหมาะสม
  • บันทึกประเด็นสำคัญ: โครงร่างนี้เป็นโรดแมปที่ทำให้คุณเดินไปสู่จุดหมายหลักได้อย่างถูกทาง
  • ตัวละคร: เพื่อให้ตัวละครขับเคลื่อนโครงร่างของนวนิยายได้อย่างลื่นไหล โดยการสร้างรายละเอียด จับคู่การพัฒนาตัวละคร จับคู่วิวัฒนาการทางบุคลิกภาพผ่านเรื่องราว ตัวละครจะพบจุดอ่อน–จุดแข็ง พวกเขาจะถูกทดสอบตลอดเรื่อง เมื่อถึงตอนจบ พวกเขาเปลี่ยนไป การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่โต แต่จะมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญไม่ว่าจะในทางบวกหรือทางลบ
  • ฉาก และลำดับเหตุการณ์: บันทึกฉากสำคัญ ฉาก แผนที่ เกิดขึ้นที่ไหน อย่างไร มีอะไรเกิดขึ้นบ้างและลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด

8.เลือกใช้โครงสร้าง และองค์ประกอบเรื่อง ใน การเขียนนิยาย

ในชีวิตจริงการเรียงลำดับเหตุการณ์ไม่สามารถสลับ หรือย้อนเวลากลับไปกลับมาได้ จากวันที่คุณเกิดไปสู่วันที่ตาย แต่ในนวนิยายคุณสามารถเปลี่ยนแปลงลำดับเหตุการณ์ และเวลาที่เกิดขึ้นให้สลับไปมาได้อย่างไร้ขีดจำกัด

การสร้างพล็อตแบบ Fichtean Curve:

Fichtean Curve คล้ายกับกราฟรูปพีระมิด แต่มันถูกสร้างให้มีความลาดเอียง 45 องศา Fichtean Curve ช่วยกำหนดชีวิตตัวละครให้มีความปกติมากกว่า ขณะเดียวกันเส้นคลื่นของโครงเรื่องยังสามารถโยงเข้าไปหาจุดวิกฤติ ก่อนจะไต่ลำดับจาก “จุดเดือด” ไปบรรจบกับจุดไคลแมกซ์ และหล่นลงในตอนจบ เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ (ดูภาพประกอบ Fichtean Curve)

Fichtean Curve
fichtean curve

การสร้างพล็อต ใน การเขียนนิยาย แบบ In medias res:

In medias res เป็นวิธีเริ่มต้นนวนิยายด้วยเหตุการณ์กลางเรื่อง จากนั้นค่อยๆ อธิบายเหตุการณ์ที่หายไป หรือค่อยๆ เสริมเนื้อเรื่องด้วยบทสนทนา ใช้การเล่าย้อนหลัง หรือบรรยายเหตุการณ์ในอดีต ตัวอย่างเช่น แฮมเล็ตHamlet เริ่มต้นเรืื่องหลังการตายของพ่อ จากนั้นเชคสเปียร์จึงค่อยๆ สร้างแรงจูงใจให้แฮมเล็ตค้นหาข้อเท็จจริง ว่าใครสังหารพ่อของเขา ก่อนนำไปสู่การแก้แค้น ซึ่งนำไปสู่ฉากจบที่นองไปด้วยเลือด และความตาย

In medias res
In medias res

The Seven-Point Story Structure:

เป็นรูปแบบการเล่าเรื่องในแบบตำนาน คล้ายกับการผจญภัยของวีรบุรุษ (Hero’s Journey) การผจญภัยแบบวีรบุรุษจะเริ่มต้นด้วย การออกเดินทาง พบจุดวิกฤติ แก้ปัญหา ได้รับชัยชนะ และเดินทางกลับบ้าน ส่วน โครงสร้างแบบ 7 จุด จะแบ่งเหตุการณ์สำคัญออกเป็นเจ็ดเหตุการณ์ โดยเปิดเรื่องด้วยฮุค (Hook) เรื่อยมาถึงจุดเปลี่ยนจุดต่างๆ และ มาจบที่ Resolution บทสรุปของสถานการณ์ทั้งหมดของเรื่อง (ดูภาพประกอบ)

Seven-Point Story Structure
The seven-point story structure

II. การเขียนนวนิยาย : ขณะที่คุณกำลังเขียนนิยายของคุณ…

ถ้าคุณสามารถบรรลุแปดขั้นตอนข้างต้นมาได้ แสดงว่าคุณอยู่ในเส้นทางสู่การเขียนนิยายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นั่นหมายความว่าคุณได้วางรากฐานทั้งหมดสำหรับเรื่องราวที่ต้องเขียน เหลือเพียงสิ่งเดียวคือเริ่มเขียนจริงๆ และเคล็ดลับสี่ขั้นตอนต่อไปนี้อาจจะช่วยคุณได้ (แม้ว่าคุณจะต้องการมากกว่านี้ แต่ไม่ต้องกังวล เราจะช่วยคุณอย่างเป็นขั้นเป็นตอนจนกว่าคุณจะเริ่มเขียนจนจบ จากบทความชิ้นต่อไปของผม)

9. ใช้เครื่องมืออะไร ใน การเขียนนิยาย

ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเขียนแบบไหน “นักวางแผน” หรือ “นักด้นสด” คุณจะสร้างแรงจูงใจให้เขียนนิยายจนจบเรื่องได้อย่างไร คุณจะใช้เครื่องมืออะไรเขียน ปากกากับกระดาษ? เขียนบนคอมพิวเตอร์? ด้วยโปรแกรมเวิร์ด หรือซอฟต์แวร์สำหรับเขียนนิยาย เครื่องมือที่สามารถจัดรูปแบบ? หรือถ้ามีทางเลือกเดียว เขียนด้วยหมึกลงในกระดาษ อย่างไรก็ตาม นี่คือการเริ่มต้น:

ผมจะไม่แนะนำโปรแกรม Words หรือ Pages บน PC หรือ Mac เพราะถือเป็นเครื่องมือปกติที่ทุกคนมีอยู่แล้วเป็นมาตรฐาน และหลายคนอาจจะใช้โปรแกรมเหล่านี้มาทั้งชีวิต คุณอาจจะลองเปลี่ยน เพื่อการทำงานที่ดีขึ้นหรือไม่ คุณต้องลองพิจารณา

โปรแกรมเหล่านี้มีมากมาย แต่ที่ผมทดลองใช้แล้วมีสามตัวด้วยกัน

Scriveneer: เป็นโปรแกรมที่ผมใช้อยู่ในปัจจุบันและผมก็ชอบมากที่สุด คุณสามารถสร้างโปรเจ็คได้อย่างอิสระ การปรับแต่งหน้าอินเทอร์เฟซได้ง่าย มันสามารถแบ็คอัพงานเขียนของคุณในทุกวัน เมื่อคุณทำมันหาย คุณสามารถค้นหาได้ง่ายๆ และเรียกมันกลับมาได้ Scriveneer สามารถใช้ได้ทุกระบบตั้ง แมค หรือ พีซี สามารถทดลองใช้ 1 เดือน และที่ดีมากคือจ่ายเงินแค่ครั้งเดียว

Ulysses App: เป็นโปรแกรมเขียนที่ครบเครื่องที่สุดตัวนึง ทำให้คุณสามารถแยกโฟลเดอร์ต่างๆ ได้ง่าย มีเครื่องมือจับเวลา ข้อเสียคือสามารถใช้บน MacOs กับ IOS เท่านั้น และจ่ายเงินเป็น Subscribe เป็นรายปี แต่คุ้มค่าที่คุณจะลอง การจ่ายเงินแบบรายปีข้อดีคือมีอัปเดตโปรแกรมตลอดเวลาเมื่อมีการเปลี่ยนเวอร์ชัน ยูเลซิสมีให้ทดลองใช้หนึ่งเดือนก่อนจ่ายเงินเป็นสมาชิก

Highland2 App: ถ้าใครชอบความเรียบง่าย โปรแกรมนี้เหมาะกับคุณ ใช้งานง่าย เครื่องมือที่ช่วยให้โฟกัสการเขียนงาน เช่นจับเวลาการเขียน การแสดงจำนวนคำ การใส่หัวข้อ หรือการเก็บข้อมูลแม้จะไม่เยอะ ที่สำคัญคือใช้งานโดยไม่เสียเงิน ยกเว้นว่าคุณจะจ่ายเพิ่มบางฟีเจอร์

10.คิดถึงคนอ่าน

คนอ่านหนังสือของคุณคือใคร? ไม่ใช่ทุกคนใช่ไหม? ถ้าคุณสำรวจชั้นหนังสือของตัวเอง คุณอ่านวรรณกรรมแบบไหนบ้าง ในจำนวนหนังสือที่คุณซื้อ จะมีหนังสือประเภทหนึ่งที่มีมากกว่าเล่มอื่น นั่นแสดงว่าคุณน่าจะเจอคนอ่านแล้ว 

หรือถ้าคุณกำลังมองหากลุ่มเป้าหมาย หรือนักอ่านของตัวเอง นักอ่านในอุดมคติของคุณเป็นอย่างไรบ้าง?

  • นักอ่านอายุเท่าไหร่?
  • อ่านงานประเภทไหนบ้าง?
  • งานอดิเรกคืออะไร?
  • ใครคือนักเขียนคนโปรดของพวกเขา?
  • ภาพยนตร์เรื่องโปรดคือเรื่องไหน?
  • เพลงที่ชอบฟัง?
  • พวกเขาอาศัยอยู่ที่ไหน สักแห่งที่เฉพาะเจาะจง?

คำแนะนำคือ ทำงานเขียนของคุณแบบนี้ซ้ำๆ แบบที่นักอ่านของคุณจะชอบ เมื่อคุณทำงานต่อเนื่องไปสักระยะ คุณจะค้นพบ “ต้นแบบ” งานเขียน นักอ่านจะเกิดขึ้นตามมา ทุกอย่างต้องการเวลา ไม่มีทางลัด ทำต่อไปอย่างเชื่อมั่น

11.สร้างวินัย การเขียนนิยาย

วินัยในการเขียนเป็นหัวใจสำคัญ เป็นหัวใจหลัก ขาดไม่ได้ เพื่อปูทางให้คุณก้าวสู่เป้าหมายในการทำงาน งานเขียนจะกลายเป็นงานประจำ แต่การเป็นนักเขียนไม่มีใครคอยตรวจดูว่า คุณมาสแกนลายนิ้วมือเข้าทำงานหรือไม่ เริ่มงานกี่โมง เลิกงานเวลาไหน ทำงานจริงๆ กี่ชั่วโมง การเขียนมีอิสระกว่างานประจำอื่นๆ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณจะเขียนตอนไหนก็ได้ เพราะถ้าคุณคิดแบบนั้นจะไม่สามารถจัดการกับงานเขียนขนาดยาวแบบนิยายได้สำเร็จ ลองมาดูว่าคุณจะสร้างวินัยในการเขียนได้อย่างไร

การสร้างวินัยในการเขียนสำหรับนักเขียน ไม่ได้ยึดติดกับกฎเหล็ก ว่าต้องทำแบบนี้ ต้องสร้างแบบนั้น แต่ต้องยึดหลักยืดหยุ่น วินัยในการเขียนแต่ละคนเกิดขึ้นเฉพาะตัว มันเป็นวิธีของแต่ละคนที่จะผลักดันให้ทำงานได้ บางคนมีข้อจำกัดเช่น เขียนได้เฉพาะตอนกลางคืน บางคนเขียนตอนเช้ามืด บางคนอาจจะใช้เวลาสองสามชั่วโมง บางคนกำหนดตามจำนวนอักษร หรือจำนวนหน้าในแต่ละวัน  แต่นั่นคือต้องทำอย่างสม่ำเสมอ คุณอาจจะกำหนดห้าวันต่อสัปดาห์ หรือใช้จำนวนหน้าในการตั้งค่าจุดหมาย

ผมไม่รู้ว่าคุณต้องการแบบไหน แต่คุณรู้ว่าควรทำแบบไหนได้ อะไรก็ตามที่บังคับให้คุณเขียน อะไรเป็นอุปสรรค การผลัดวันประกันพรุ่ง หรือการไม่ยอมเริ่มต้นอะไรเลยจะกลายเป็นตัวฉุดให้งานไม่เกิดขึ้น ฆ่าพฤติกรรมแบบนั้นให้ออกไปจากชีวิต เพราะไม่งั้นคุณก็เป็นเพียงนักฝันธรรมดาคนหนึ่ง

เมื่อคุณเขียนไปได้สักสิบหรือยี่สิบเปอร์เซ็นต์ จำเป็นต้องประเมินความก้าวหน้า เขียนได้กี่หน้า กี่ตัวอักษร เรื่องเดินไปหรือวนในอ่าง เหลือเป้าหมายอีกกี่มากน้อย คุณสามารถแบ่งนิยายของคุณออกเป็นขั้นๆ ว่าคุณจะเดินไปถึงตรงไหน คุณต้องทำให้วิธีการเหล่านี้ง่ายสำหรับตัวเอง ต้องทำให้งานเป็นเรื่องสนุก หรือท้าทายตลอดเวลา แต่ถ้าคุณโดนสำนักพิมพ์เร่งรัดในเรื่องกรอบเวลาสำหรับการส่งต้นฉบับ คุณอาจจะต้องกระชับวิธีการทำงานให้มากขึ้น และเร็วขึ้น คุณอาจจะส่งเรื่องย่อ หรือตอนต้นที่แก้ไขพอสมควรให้บรรณาธิการไปอ่านก่อน เพื่อช่วยลดแรงกดดันทั้งตัวคุณและสำนักพิมพ์

แต่จะทำอย่างไร ถ้าวันไหนคุณพลาดในการเขียน หรือวันไหนคุณคิดงานไม่ออก ประเด็นแรกถ้ามันเกิดขึ้นบ่อยๆ งานคุณไม่เดิน นั่นแสดงว่าคุณยังไม่สามารถจัดการกับวินัยภายในตัวเอง แต่ถ้าเป็นประเด็นหลัง คุณคิดงานไม่ออก หน้ากระดาษว่างเปล่า คุณนั่งเขียนทุกวันแต่เป้าหมายยังไม่ไปถึงไหน นั่นแสดงว่าคุณยังทำ 10 ข้อแรก ไม่มากพอ คุณอาจจะกลับไปอีดิตงานที่เขียนมาตั้งแต่ต้นอีกครั้ง ดูว่ามีอะไรพลาด จะเล่าตรงไหนเพิ่มเติม หรือตัดออก กลับไปพิจารณาพล็อตที่วางเอาไว้ การพัฒนาตัวละคร จัดการวิธีการดำเนินเรื่ออีกครั้ง 

หลังจากที่คุณทำตามเป้าหมายได้แล้ว คุณควรมอบรางวัลให้กับตัวเองบ้าง เช่นอาจจะซื้อของที่เล็งเอาไว้ อาหารดีๆ สักมื้อ ดื่มฉลองเล็กน้อย เพื่อลดความตรึงเครียด เพื่อคุณจะได้กลับมาทำงานของคุณต่อให้สำเร็จ

III. การเขียนนิยาย : หลังจากที่คุณเขียนร่างแรกเสร็จ…

เมื่อคุณเงียนนิยายร่างแรกเสร็จ จำเป็นที่จะต้องฉลองให้กับตัวเอง เพราะนี่คือความสำเร็จขั้นแรก แต่แน่นอน งานของคุณยังไม่เสร็จแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ 

การเขียนร่างแรกจบเป็นเพียงแค่หน้ากระดาษที่มีถ้อยคำ แต่หลังจากนั้นคุณจะเปลี่ยนให้กระดาษเหล่านั้นกลายเป็นนิยายชั้นดีเรื่องหนึ่งด้วยขั้นตอนที่เหลือ

เทคนิคการเขียน

12.ตรวจสอบกลไกทางวรรณกรรม และเทคนิค การเขียนนิยาย

กลไกวรรณกรรมในงานสร้างสรรค์เป็นเรื่องปกติ นวนิยายทุกเรื่องคือวรรณกรรม และมีเทคนิคต่างๆ ในการนำเสนอผสมผสานกันอยู่ในเรื่อง นิยายทุกเรื่องมีกลไกเหล่านั้นดำเนินอยู่อย่างเป็นขั้นเป็นตอน นิยายถูกสร้างขึ้นได้เพราะกลไกนั้นทำงานเช่นเดียวกับกลไกของนาฬิกา นาฬิกาบางเรือนสามารถเดินได้ก็จริง แต่เดินไม่ตรงเวลา วิธีแก้ไขคือคุณต้องตั้งเวลาให้ถูกต้อง บางเรือนเป็นนาฬิกาก็จริง แต่เข็มไม่เดิน นาฬิกาตาย แม้เราจะเรียกสิ่งนั้นว่านาฬิกา แต่การที่มันไม่ทำงานก็ไร้ค่า บางครั้งกลไกทางวรรณกรรมก็ยากสรุปได้ว่าเป็นแบบใดแบบหนึ่ง แต่ผสมผสานอยู่ในเรื่องเดียวกัน คุณต้องทำให้แน่ใจว่าตรวจงานได้ถูกต้อง มีอะไรตกหล่นไปบ้าง นิยายของคุณยังเดินเรื่องดีอยู่ใช่ไหม ฉาก ตัวละคร จุดเดือด และจุดไคลแมกซ์ รวมถึงจังหวะของเรื่อง ยังทำงานอย่างกลมกลืน ตัวอย่างบางส่วน:

ปืนของเชคอฟ: ปืนของเชคอฟคืออะไร อันตัน เชคอฟเป็นนักเขียนชาวรัสเซีย เขาเคยกล่าวเอาไว้ว่า “ถ้าในฉากแรกมีปืนพกแขวนอยู่บนผนัง ในฉากสุดท้ายคุณต้องใช้มันเอาไปยิง” นั่นหมายความว่า เมื่อคุณบรรยายถึงสิ่งต่างๆ เพื่อทิ้งเป็นปริศนา คุณได้นำมันกลับมาใช้ในตอนขมวดปมหรือไม่ นี่คือสิ่งที่คุณต้องตรวจสอบ เมื่อถึงขั้นตอนแก้ไข ถ้าปริศนาที่ทิ้งไว้ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น คุณตัดมันได้เลยก็ได้ หรือนำมันมาใช้ให้เป็นประโยชน์

เทคนิคการเขียน Chekhov | สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม | 's gun
Chekhov#8217s gun

ผู้บรรยาย: ตรวจสอบผู้บรรยายของเรื่อง ตรวจสอบการเลือกใช้มุมมอง มีส่วนใดที่หลงลืม หรือใช้ผิด เช่นย่อหน้าแรกบรรยายด้วย “ผม” ย่อหน้าถัดไปบรรยายด้วย “เขา” หรือ “คุณ” อย่าให้เสียงบรรยายผิดจากบริบท ความผิดพลาดอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และควรระมัดระวัง

ใส่ชื่อที่โยนลงมา: บางครั้งคุณอาจจะลืมบรรยายชื่อที่เอ่ยขึ้นว่ามันคืออะไร ตัวอย่างเช่น ตัวละครพูดว่า “วันนี้ฉันจะไปบ้านเพื่อน” นั่นเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีข้อสงสัย แต่เมื่อตัวละครพูดว่า “วันนี้ฉันจะไปที่บ้านของมานะ” มานะคือใคร ตรวจสอบว่าคุณได้ลืมพูดถึงรายละเอียดชื่อของ “มานะ” หรือไม่ รวมถึงในฉากอื่นๆ ที่คุณใส่ชื่อเฉพาะเอาไว้ เพราะมันอาจทำให้คนอ่านงง และตามไม่ทัน

13.แก้ไขนิยาย

การแก้นิยายอาจจะไม่ใช่การแก้ไขเพียงครั้งเดียว ทุกครั้งที่คุณอ่านทวน มักจะเจออะไรใหม่ๆ ขึ้นมาเสมอ นั่นคือเหตุผลที่คุณต้องกลับไปอ่านอีกรอบ เพราะยิ่งตรวจต้นฉบับมากขึ้นเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งเห็นจุดอ่อน หรือจุดแข็ง มากขึ้นเท่านั้น คุณต้องรู้ว่าคุณต้องแก้ไขอะไรบ้าง แก้เป็นจุดๆ ค่อยๆ ทำ อย่าทำทุกอย่างพร้อมกัน คุณต้องค้นหาปัญหาของเรื่อง เมื่อคุณอ่านแล้วรู้สึกว่าบางฉากยังไม่น่าเชื่อถือพอ สิ่งที่คุณต้องทำคือค้นหาข้อมูล แล้วเขียนบางอย่างเพิ่มเติมลงไป

เมื่อตรวจต้นฉบับ บางฉากคุณอาจจะดูว่าได้เขียนไปตามข้อเท็จจริงหรือเปล่า พยายามอธิบายจุดสำคัญให้ได้รายละเอียดมากที่สุด คุณอาจจะเติมเทคนิคการบรรยายแบบ “ไม่แสดงออก แต่บอกให้รู้” ตัวอย่างเช่น “วันนี้อากาศร้อนอบอ้าวสมกับเป็นฤดูร้อนมหาโหด เขากำลังเดินไปที่ป้ายรถเมล์” ถ้าคุณบรรยายเท่านี้มันเป็นเพียงการบอกเล่าอย่างธรรมดา แต่ถ้าคุณแสดงภาพลักษณ์เพิ่มขึ้น “ขณะก้าวเท้าอย่างรวดเร็ว เหงื่อไหลอาบเสื้อ ก่อนไปถึงป้ายรถเมล์ เขาดึงปกเสื้อเพื่อระบายความร้อน” 

เมื่อเขียนบทสนทนา คุณจะพบปัญหาว่าทำไมบทพูดถึงดูแข็งทื่อ ทำไมมันไม่ลื่นไหล การสนทนาที่ไหลลื่นมีชัยไปกว่าครึ่ง ปัญหานี้ครึ่งหนึ่งเกี่ยวข้องกับน้ำเสียง ระดับเสียง และบริบทของคำพูดของผู้สนทนา ส่วนใหญ่คุณสามารถใช้คำว่า “เขาพูด” และ “เธอพูด” เพื่อระบุบทสนทนานั้นเป็นคำพูดของใคร แต่บางครั้งคุณต้องการคำอื่นๆ เพื่อช่วยให้ตัวละครพูดได้ชัดเจนขึ้น นี่คือสิ่งที่คุณจะค้นคว้า ดูว่ามีคำอะไรที่หลากหลายมากกว่านี้ คำไม่กี่คำในคลังแสงของคุณอาจจะน้อยเกินไป พจนานุกรม “คลังคำ” ช่วยคุณได้

แก้ไขการบรรยายที่รกรุงรัง ภาษาที่หรูหรา ประดับประดามากเกินไป แต่นำไปสู่จุดหมายเพียงเล็กน้อย เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น เช่นการใช้คำหลายพยางค์ ประโยคที่ทับซ้อน และภาษาที่ไม่ยืดหยุ่น องค์ประกอบเหล่านั้นทำให้การอ่านช้าลง ทำให้เนื้อหายุ่งเหยิง และอาจสูญเสียผู้อ่านไปโดยสิ้นเชิง 

หากคุณไม่เคยอ่านการบรรยายที่หรูหรา ตัวอย่างประมาณนี้

“เด็กสาวผมสีมะฮอกกานี ดวงตาของเธอเปล่งประกายระยิบระยับราวดวงดาวในทางช้างเผือก ขณะที่เธอจ้องมองใบหน้าของเขาอย่างมีความสุข เธอรู้สึกถึงความรักอันเปี่ยมล้น แม้ความรักระหว่างเธอกับเขาเต็มไปด้วยการแสดงออกที่ลึกลับราวกับเงาในยามค่ำคืนก็จริง แต่เธอมั่นใจในตัวเขา เธอตัดสินใจอย่างละเอียดรอบคอบแล้ว เป็นการดีที่เธอจะขอติดตามเขาไปทำภารกิจอันยิ่งใหญ่ตลอดไป…”

ยากมากที่จะให้ผ่านใช่ไหม?

ในเมื่อการเขียนแบบนี้มีข้อเสียมากมาย แล้วเหตุใดยังมีนักเขียนบางคนใช้ภาษาที่หรูหรา–ฟุ่มเฟือยโดยไม่จำเป็น ตอบแบบประชดนิดๆ : เป็นความพยายาม และทำให้ดูเหมือน “วรรณกรรม” มากขึ้น

ภาษาหรูหราฟุ่มเฟือยของนักเขียนดัง อาจจะทำให้ประทับใจในคราวแรกที่ได้อ่าน แต่เมื่อคุณอ่านมันจริงๆ จะพบว่าไม่มีอะไรในสิ่งที่เล่า ความรุ่มมรวยแพรวพราวแบบนั้นมันไร้ค่า และไม่มีประโยชน์อันใด ดังนั้นแก้ไขตั้งแต่ร่างแรก เพื่อที่ผู้อ่านจะไม่ต้องทนอ่านประโยคแบบนั้น

14.ส่งต้นฉบับให้เพื่อนอ่าน

ก่อนตีพิมพ์ต้นฉบับ ผู้ที่อ่านต้นฉบับแรก ผมมักเรียกพวกเขาว่า “เบต้า” 

การส่งต้นฉบับที่สมบูรณ์เวอร์ชันแรกไปให้ผู้อ่านเบต้ามีข้อดีคือ คุณสามารถเช็คนิยายจากมุมมองของคนอื่น 

ใครคือคนอ่านรุ่นเบต้า: คนในครอบครัว เพื่อนผู้ใกล้ชิด บางทีอาจจะเป็นคนที่คุณไว้วางใจ

การอ่านของผู้อ่านรุ่นแรกเป็นสิ่งสำคัญ เพราะระหว่างที่คุณเขียน คุณอยู่กับนิยายนานเกินไป จนอาจจะมองไม่เห็นจุดบกพร่องใหญ่น้อยที่เกิดขึ้น เช่นช่องโหว่ของโครงสร้าง ความไม่ต่อเนื่อง การอธิบายมากเกินไป ผู้อ่านเบต้าจะทำให้คุณมองเห็นความผิดพลาด รูปแบบการวิจารณ์ที่คุณจะได้รับ คล้ายๆ กับที่คุณได้ในคอมเม้นต์ Goodread หรือ การแสดงความคิดเห็นจากร้านหนังสือออนไลน์ ซึ่งมันอาจจะไม่ละเอียด แต่พอที่จะเช็คงานที่คุณเขียนได้ว่าเป็นอย่างไร

คุณอาจจะหยิบบางประเด็นที่เห็นด้วยมาแก้ไข หรือปรับปรุงจุดที่มีคอมเม้นต์เข้ามา แม้ผู้อ่านรุ่นเบต้าจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านวรรณกรรม แต่ให้นึกเสมอว่าเขาคือคนอ่านของคุณ คนธรรมดาที่มีขีดจำกัดในการเข้าใจเนื้อหา ถ้าคุณต้องการให้ผู้อ่านเข้าถึงนิยายมากขึ้น บางครั้งอาจจะต้องลดความยากบางประการลงมา แต่ถ้าคุณมั่นใจว่าจะทำแบบนั้น ก็ก้าวไปข้างหน้า  

บรรณาธิการ

15.จ้างบรรณาธิการมืออาชีพ

เรามาถึงส่วนสำคัญขั้นสุดท้าย การเตรียมนวนิยายให้พร้อมสำหรับการตีพิมพ์ การจ้างบรรณาธิการมาทำหน้าที่ดูแลต้นฉบับ เป็นหนทางที่ดีที่สุด กรณีที่คุณตีพิมพ์ผลงานของคุณเอง หรือเพื่อให้คุณมั่นใจว่าต้นฉบับที่ส่งไปให้สำนักพิมพ์พิจารณา จะได้รับการคัดเลือก แม้ว่าบรรณาธิการจะไม่การันตีว่าผลงานนี้จะได้ตีพิมพ์ 99.99% แต่คุณมั่นใจได้ว่า ส่งต้นฉบับที่ดีที่สุดไปให้สำนักพิมพ์แล้ว 

ถ้าคำนวณเวลาที่คุณใช้ไปอย่างมากมายในการเขียนนิยายเรื่องหนึ่ง บรรณาธิการมืออาชีพคือคำตอบ ค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้เชี่ยวชาญเพื่อปรับปรุง และขัดเกลาต้นฉบับคุ้มค่าเกินบรรยาย

บรรณาธิการมืออาชีพทำอะไรบ้าง

บรรณาธิการเพื่อพัฒนาต้นฉบับ: เมื่อเขียนต้นฉบับเสร็จแล้ว หากคุณตั้งใจที่จะจ้างบรรณาธิการมาดูแลต้นฉบับ วิธีที่ดีที่สุดคือเริ่มด้วยการให้บรรณาธิการมาพัฒนาต้นฉบับ วิเคราะห์–ค้นหา องค์รวมแบบเชิงลึก โดยแนะนำในทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในนวนิยาย ตั้งแต่รูปแบบ ตัวละคร ฉาก จังหวะ เวลา โครงเรื่อง ไปจนถึงโครงสร้างประโยคที่มีปัญหา เพื่อที่คุณจะนำบทวิเคราะห์นี้กลับไปปรับปรุงนิยายของตัวเอง 

บรรณาธิการต้นฉบับ: แนวทางในการแก้ไขของ บรรณาธิการต้นฉบับคือ ตรวจสอบ “ต้นฉบับ” ในส่วนของภาษาที่ใช้ในนวนิยายนั้นว่าสมบูรณ์แล้วหรือยัง เช่น ความไม่สอดคล้องกันของเรื่อง จากนั้นยังมองหาส่วนต่างๆ ที่ผิดไปจากปกติไปทีละบรรทัด มุ่งเน้นแก้ไขสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ถูกมองข้าม บรรณาธิการต้นฉบับจะจับผิด เช่น ตัวละครสวมแว่นสายตาพร้อมกับแว่นกันแดดในเวลาเดียวกันหรือไม่ จัดการไวยากรณ์ ตัดประโยค คำซ้ำ หรือการสะกดผิด บรรณาธิการต้นฉบับจะไม่แตะต้องโครงสร้างนิยายของคุณ หรือลักษณะตัวละคร

พิสูจน์อักษร: นี่คือขั้นตอนสุดท้ายของการแก้ไข การพิสูจน์อักษรจะทำให้ต้นฉบับของคุณได้รับการขัดเกลา ตรวจสอบคำสะกด คำศัพท์ ความหมาย ผู้ตรวจทานจะตรวจสอบให้แน่ใจว่า ทุกคำในนวนิยายสะกดถูกต้อง และทุกประโยคถูกต้องตามหลักไวยากรณ์

ต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ในการจ้างบรรณาธิการ ค่าใช้จ่ายในการตรวจแก้แบบมืออาชีพขึ้นอยู่กับตัวแปรหลายอย่าง: ประเภทของงาน ความยาวของหนังสือ หรือรูปแบบการแก้ไขที่คุณต้องการ สามารถปรึกษาเราได้ทางอีเมล์ ส่งเมล์สอบถามได้ที่อีเมล์สอบถามรายละเอียด

สรุป : 15 วิธี การเขียนนิยาย

หากคุณต้องการเปลี่ยนความว่างเปล่าให้กลายมาเป็นความจริง ความฝันว่าจะเป็นนักประพันธ์อาชีพ อยู่ไม่ไกลจากสิ่งที่ยังว่างเปล่า แม้เส้นทางนี้ยังต้องเดินทางอีกยาวไกล แต่จุดแรกที่คุณสามารถสานฝันก็คือ ลงมือเขียน วิธีเดียวที่ง่ายที่สุด ที่ที่คุณจะเอาชนะอุปสรรคมากมาย และเมื่อเขียนหนึ่งเรื่องจบ คุณเริ่มเรื่องที่สอง และที่สาม

ขึ้นอยู่กับทางที่คุณจะไป คุณเป็นคนเลือก 

Manuscript Template

ดาวโหลดฟรี

อย่าปล่อยให้ต้นฉบับที่ยุ่งเหยิงทำลายเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่

เริ่มต้นทำต้นฉบับในรูปแบบที่ถูกต้องส่งให้สำนักพิมพ์ หรือนิตยสาร เพื่อพิจารณา

We promise we’ll never spam! Take a look at our Privacy Policy for more info.


You may also like

Leave a Comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.