รายละเอียด

หัวใจในร้านหนังสือ "ยูโทเปียชำรุด"

ทดสอบ: SoundFreaq: Sound Platform SFQ-01A

 

SoundFreaq Sound Platform (9)

 

ในยุคที่ iPod ครองตลาดเครื่องเสียงพกพา PortTable ไม่ว่าจากค่ายไหนทั่วโลกก็ต้องทำ Dock สำหรับรองรับอุปกรณ์จ่ายค่ายแอปเปิ้ลเป็นหลัก ซึ่งข้อดีอย่างหนึ่งก็คือทำให้ทุกค่ายต่างแข่งขันกันออกแบบผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะในเรื่องคุณภาพเสียง คุณภาพวัศดุอุปกรณ์ การออกแบบให้ตรงกับรสนิยมผู้ใช้ ในปัจจุบันหากให้ผู้ซื้อลองเลือกผลิตภัณฑ์ที่รองรับ Dock ไอพอด ไอโฟน ขึ้นมาสักตัวดูเหมือนว่าจะเลือกยากเต็มทน

 

รูปลักษณ์และการออกแบบ

Sound Platform SFQ-01A อยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดไม่ใหญ่และเล็ก ผมค่อยๆ แกะกล่องออกอย่างช้าๆ รุ่นที่ผมได้มาทดสอบเป็นตัวสีดำ แต่รุ่นนี้มีให้เลือกอีกสีหนึ่งคือสีขาว ในกล่องได้รับการแพคมาอย่างดี ตัวที่กันกระแทกทำจากกระดาษซึ่งมีความยืดหยุ่นมากกว่าโฟมและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า สิ่งที่ให้มาด้วยก็คือคู่มือซึ่งไม่เหมือนกับคู่มือของเครื่องยี่ห้ออื่นๆ ที่มักจะมาเป็นเล่ม พิมพ์ด้วยกระดาษแปดสิบแกรม แต่คู่มือของ SoundFreaq เป็นกระดาษแข็งแผ่นๆ พิมพ์สีอย่างดีสวยงามและอ่านเข้าใจง่าย นอกจากนั้นยังมีอแดปเตอร์แปลงไฟและสายไฟมาให้ ขาดไปก็แต่สายสัญญาณวิทยุ

ตัวเครื่องทำจากอะคิลิกสีดำตัดกับสีเทา รูปแบบถ้ามองผ่านๆ นึกว่าเครื่องเสียงหลอดในยุคเก่า ซึ่งเต็มไปด้วยความเรียบง่าย สามารถติดตั้งหรือวางบนชั้นหนังสือได้โดยไม่เสียพื้นที่ ช่องเสียบด็อคอยู่ด้านหน้าตรงกลางตัวเครื่อง ทางด้านซ้ายมือเป็นจะมีลูกบิดหมุนสามอัน อันแรกเป็น UQ3 Knop ถัดมาเป็นลูกบิดปรับทุ้ม และแหลม สามารถและเพิ่มลดเสียงแหลม-เบสได้บวกลบสามสเต็ป ส่วนทางขวามือเป็นปุ่มแบบนูนลึก ซึ่งประกอบไปด้วยปุ่มปรับเปลี่ยนเครื่องเล่น โวลุ่มเพิ่มลดขยายเสียง ปุ่มเลือกเพลงแทรคถัดไปหรือย้อนหลัง ปุ่มเปิดปิดเครื่อง และปุ่ม Pair สำหรับเชื่อมต่อ Bluetooth ไวเลส

ในส่วนด้านข้างทางด้านขวามือ ถ้าลองเอามือกดจะเป็นบานพับเอาไว้เก็บรีโมทคอนดทรล ซึ่งผมชอบมาก เพราะเวลาที่เราไม่ได้ใช้ จะไม่ต้องทิ้งรีโมทเอาไว้นอกเครื่อง

ส่วนด้านหน้าที่เป็นลำโพงสองข้างขึงด้วยผ้าสีดำบาง ตรงด้านหลังจะเป็นที่เสียบสายไฟจากอแดปเตอร์ ช่องเสียบ AUX IN รวมถึงส่วนเชื่อมสัญญาณวิทยุ และรูสี่เหลี่ยมด้านหลังสองรูด้านบนเป็นที่ระบายลมของลำโพงซึ่งด้านในขดเป็นรูปก้นหอย (Horn) ออกแบบมาเพื่อสร้างเสียงเบสที่เป็นธรรมชาติมาก

 

รูปแบบการใช้งาน

SoundFreaq: Sound Platform สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์พกพา (Source) ได้ถึงสี่ช่องทางด้วยกัน ช่องทางแรกก็คือ ด็อคไอพอด และไอโฟน ด้วยการเสียบลงไปในช่องตรงกลางด้านหน้า จากนั้น ดูที่มอนิเตอร์ของตัว Sound Platform จะขึ้นว่าเราใช้ Source อะไรอยู่ เราสามารถควบคุมการเล่นเพลงได้จากแผงควบคุมบนตัวพอร์ตเทเบิลหรือตัวไอพอดได้ทั้งสองทาง รวมถึงรีโมทคอนโทรล

ช่องทางที่สองโดยผ่านสายสัญญาณเข้าไปยังช่อง AUX IN

ช่องทางที่สามคือผ่าน Bluetooth วิธีการเชื่อมต่อทำได้ง่ายมากคือเปิดสัญญาญาณ Bluetooth จากเครื่องพกพา จากนั้นให้กดที่ปุ่ม Pair ค้างเอาไว้ ใช้เวลาไม่กี่วินาทีเครื่องทั้งสองจูนเข้ากันได้ก็สามารถเล่นเพลงโดยไม่ต้องเสียบสายสัญญาณใดๆ (อุปกรณ์บางชนิดที่แตกต่างลองอ่านละเอียดในคู่มือนะครับ หรือดาวโหลดคู่มือไปศึกษาอย่างละเอียดก่อนใช้งานจะดีที่สุด)

ช่องทางสุดท้ายสามารถเลือกฟังเพลงจากสถานีวิทยุ โดยปรับไปที่ปุ่ม Source และอย่าลืมต่อเชื่อมสายสัญญาณวิทยุด้านหลังนะครับ

เมื่อเปิดเครื่องแล้วไฟ LED เป็นแถวแนวนอนจะสว่างขึ้นด้านหลังที่เสียบด็อค ส่วนไฟ LED สีฟ้าสุกสกาวขึ้นที่ด้านข้างตัวเครื่อง ถ้าหากปล่อยให้เครื่องเล่นไปสักพักโดยไม่มีการปรับเปลี่ยนอะไร ไฟสีฟ้าจะดับลงเอง ซึ่งเป็นฟังค์ชันที่ดีมากเมื่อฟังในตอนกลางคืนที่ห้องนอน เพราะถ้าไฟติดตลอดเวลาจะทำให้รบกวนสายตาตอนนอนได้

สำหรับปุ่มกดจะเป็นปุ่มแบบนูนลึก ซึ่งค่อนข้างไวต่อการสัมผัสอยุ่พอสมควร เวลากดปุ่มต่างๆ จึงไม่ต้องออกแรงมากนัก

 

การจัดวางตัวเครื่องและทดสอบเสียง

ผู้ฟังเพลงมือใหม่ส่วนใหญ่ถ้าหากซื้อเครื่องเล่นในแบบตั้งโต๊ะ หรือวางบนชั้นมาใช้ ก็มักคิดว่าไม่จำเป็นต้องซีเรียสกับการจัดวางเครื่องเสียงเหมือนเครื่องชุดใหญ่ ความคิดเช่นนี้เป็นความคิดที่ผิดมหันต์ เพราะนั่นเท่ากับการลงทุนซื้อที่ไม่คุ้มค่าเงินที่เราเสียลงไปเลย ทั้งที่เครื่องเสียงมีศักยภาพมากกว่าที่เราคิด ทว่าเรากลับใช้ไม่ถึงครึ่ง ดังนั้นผมจึงมักจะแนะนำผู้ใช้เครื่องเสียงมือใหม่ให้ลองทบทวนถึงจุดนี้เสมอ นั่นรวมถึงการจัดวางเครื่องเสียงแบบตั้งโต๊ะ-วางชั้น ว่าไม่ควรละเลยกับขนาดของห้อง หรือจุดที่จะวางเครื่องเสียงเป็นอันขาด ยกเว้นว่าจะไม่มีพื้นที่เหลืออยู่จริงๆ

หลังจากที่ผมอ่านคู่มือ เปิดเครื่อง ทดสอบการใช้งาน แม้จะดูจากสภาพของเครื่องว่าเคยใช้งานมาบ้างแล้วผมก็ยังเชื่อว่าควรที่จะเบิร์นเจ้า SoundFreaq: Sound Platform สัก 50 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย โดยเปิดเพลงหลายๆ แนว จากดนตรีหลายๆ แบบ แต่เมื่อฟังเสียงหลังสิบชั่วโมงขึ้นไปผมพบว่ามันไม่จำเป็นต้องเบิร์นไปมากกว่านี้แล้ว เพราะเครื่องพร้อมที่จะทดสอบหรือฟังอย่างจริงจังได้ ผมเริ่มฟังเจ้า SoundFreaq: Sound Platform จากห้องนอนก่อนก็พบว่า ฟังค์ชันทั้งหลายำงานได้ราบรื่นมาก ผมปรับเปลี่ยนไปใช้กับเครื่องเล่นอื่นโดยผ่านช่อง AUX IN ตัวเครื่องก็ยังคงทำงานได้สมบูรณ์ จากนั้นก็ลองเชื่อมต่อในแบบ Bluetooth กับไอแพด สิ่งที่พบก็คือการทำงานที่ราบลื่นมาก การเชื่อมต่อไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด จากคู่มือบอกว่าสามารถใช้ได้ห่างถึง 33 ฟุต ซึ่งถือว่าไกลมาก ส่วนวิทยุผมไม่ได้ทดสอบเนื่องจากมีเวลาน้อยเกินไปและอยู่ที่นครปฐมไม่สามารถหาสถานีอ้างอิงเรื่องคลื่นและเสียงได้

จากการใช้ทั้งสามช่องทาง ผมพบว่าการเชื่อมต่อผ่าน Dock iPod กับตัว SoundFreaq: Sound Platform นั้นเป็นช่องทางที่ให้เสียงที่ดีที่สุด ลองลงมาคือ AUX IN ส่วน Bluethooth แม้ว่าจะไม่ก่อปัญหาใดๆ ในการฟังเลย แต่ผมสามารถแยกได้เด่นชัดว่าเสียงเพลงจากเพลงเดียวกัน มีอาการแห้งกว่าทั้งสองช่องทางข้างต้น แต่กระนั้นก็ตามผมเชื่อผู้ใช้ SoundFreaq: Sound Platform ส่วนใหญ่คงเล่นเพลงผ่าน iPod หรือ iPhone มากกว่าอย่างอื่นอยู่แล้ว

เมื่อฟังในห้องนอนซึ่งผมตั้งเอาไว้บนโต๊ะอ่านหนังสือ ผมมีความคิดว่าถ้าลองนำ SoundFreaq: Sound Platform ไปใช้ในห้องที่มีขนาดใหญ่ขึ้นจะเป็นอย่างไร ผมจึงนำไปฟังที่ห้องทำงานซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าห้องนอนถึงสองเท่า ผมพบว่าห้องที่มีขนาดใหญ่เกินไปก็ไม่เหมาะกับ SoundFreaq: Sound Platform เสียงเบสบางกว่าหลายเท่ารวมถึงเสียงกลางแหลมก็ไม่พอ เท่ากับว่ามันควรฟังในห้องที่ไม่ใหญ่มากนัก ต้องไม่ใช่ห้องเปิด ดังนั้นผมจึงนำมันไปติดตั้งอีกครั้งที่ห้องนั่งเล่นซึ่งมีขนาดประมาณยาวสี่เมตร กว้างสามเมตรครึ่ง โดยวางบนโต๊ะที่มุมห้อง

สิ่งที่ผมพบก็คือการวางใกล้กำแพงเสียงเบสจะหนาขึ้นมาก เมื่อวางห่างกำแพงเสียงเบสจะบางลง

ระหว่างการทดสอบผมลองปรับเสียงเบสและเสียงแหลม ผมคิดว่าเสียงเบสและแหลมควรปรับที่ 0 ดีที่สุด ยกเว้นว่าชอบเบสเยอะๆ หรือยากได้เสียงแหลมขึ้นอีกนิด

 

คุณภาพเสียง

ลำโพงล่องหน???

เมื่อจัดวาง SoundFreaq: Sound Platform เข้าที่เข้าทาง ผมเริ่มนั่งฟังเพลงอย่างจริงจัง คงพูดไม่เกินไปนักว่ามันเป็นเครื่องตั้งโต๊ะที่ให้คุณภาพเสียงดีกว่าที่คาดเขาไว้มาก แนวดนตรีที่เครื่องเล่นตัวนี้ชอบมากคือเพลงแนว Pop, Jazz และเพลงที่เล่นในแนวอคูสติก รวมถึงแนว Pop Rock ถ้าเป็นเพลงร็อคมากๆ หน่อยพละกำลังของมันอาจจะไม่เหมาะ แต่ถ้าฟังผ่านๆ ก็ไร้ปัญหา

ผมชอบเสียงที่เป็นธรรมชาติของ SoundFreaq: Sound Platform มากที่สุด และปริมาณเบสมันเหลือล้นสำหรับห้องที่มีขนาดไม่ใหญ่ ข้อนี้คงต้องปรบมือให้กับผู้ออกแบบที่ทำให้เครื่องเล็กๆ ขนาดนี้มีพละกำลังเกินตัว ในบางเพลงผมแทบจะหลับตามองไม่เห็นว่ามีเครื่องเสียงตั้งอยู่ตรงจุดใด สวรรค์แท้ เสียงล่องหน เสียงเพลงเป็นเหมือนบรรยากาศที่ล่องลอยมิใช่มาจากสเตจ

ขณะเดียวกันเสียงกลางก็ใสสะอาด แม้จะมีอาการแหบไปบ้างในบางเพลง ทว่าขึ้นอยู่กับคุณภาพไฟล์เสียงต้นฉบับ แต่เมื่อเล่นๆ เพลงที่บันทึกเสียงมาดีมากๆ มันแสดงให้เห็นถึงคุณภาพเสียงที่ไม่กัดหู เสียงกลางความโปร่ง ขณะที่เสียงแหลมแม้จะขาดไปบ้าง โดยเฉพาะเสียงกรุ๋งกริ๋ง แต่เมื่อมีเสียงกลางที่ใสมาคอยพยุง ผมจึงเห็นว่าโดยรวมแล้วถ้าเทียบกับเครื่องที่อยู่ในขนาดเดียวกัน SoundFreaq: Sound Platform นั้นเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากตัวหนึ่ง

โชคดีที่ผมได้ SoundFreaq รุ่น Sound Platform SFQ-01A มาทดสอบและทำให้รู้ว่าอย่าได้ประมาทเครื่องที่มีขนาดเล็ก ก่อนที่คุณจะได้ฟังเสียง

 

welcome_to_twin_peaks_road_nature_landscapes_desktop_hd_wallpaper-t2

หมายเหตุ: บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาของหนัง

1.

“ขอต้อนรับทุกท่านสู่ทวินพีคส์”

หนังเรื่องนี้เปลี่ยนตัวผม (ผู้เขียน) ไปตลอดกาล และไม่อาจจะแยกได้ว่าแท้จริงแล้วมันมีอิทธิพลต่อชีวิตของผมไปถึงขนาดไหน อาจจะไปถึงในแง่ลึกสุดของงานเขียนที่ผมทำอยู่ ศิลปะที่ผมสนใจ สังคมที่เรามีชีวิตอยู่ รวมไปถึงความอัศจรรย์ใจที่ได้รับจากหนังเรื่องนี้มีมากมายจนไม่อาจจะสาธยายได้เพียงตอนเดียว

ผมขอเริ่มต้นด้วยการที่ผมชมหนังซีีรีส์เรื่องนี้ครั้งแรกตอนมัธยมต้น ในเวลานั้นเมืองไทยยังไม่เคเบิ้ลทีวี หรืออาจจะมีแต่ยังแพงเกินกว่าบ้านคนธรรมดาจะสมัครเป็นสมาชิกได้ เวลานั้นมีช่องโทรทัศน์เพียงสี่ช่อง (ช่อง 11 ยังไม่เกิดด้วยซ้ำ) เมื่อก่อนถ้าเราจะดูหนังชุดของต่างประเทศมีเพียงทีวีสีช่อง 3 เท่านั้นที่มักจะนำเสนอหนังดังจากอเมริกา ไม่ว่าจะเป็น “ฉลามบก” ภาพยนตร์ชุดที่ว่าด้วยเรื่องราวของตำรวจจราจรปราบเหล่าร้าย “แมคไกเวอร์” สายลับหนุ่มอัจฉริยะที่มักจะรอดพ้นจากวิกฤติด้วยความหลักแหลมของตน และ “อัศวินคอมพิวเตอร์” ผู้พิทักษ์เหล่าร้ายพร้อมคู่หูที่เป็นรถไฮเทคซึ่งสั่งงานเองและพูดได้ หนังชุดเหล่านี้สร้างความบันเทิงให้กับผู้ชม ดูจบแล้วก็จบกันไป จนกระทั่งวันหนึ่ง ช่องสามได้นำหนังชุดเรื่องทวินพีคส์มาฉายในรอบดึก ผมได้ชมตั้งแต่ตอนแรกก็เหมือนถูกสะกดด้วยพลังของหนังอย่างชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้น หัวใจของผมปั่นป่วน จิตใจเต็มไปด้วยความร้อนรุ่ม ผมต้องคอยเช็คเวลาว่าหนังจะมีฉายตอนไหน จะต้องรีบกลับบ้านมาดู และในสมัยก่อนหนังเหล่านี้จะถูกเปลี่ยนเวลาฉายไม่แน่นอน แล้วถ้าขาดตอนไหนไปมันจะกลายเป็นความหายนะของผมไปไม่ใช่น้อย

Twin Peaks เป็นหนังซีรีส์ ซึ่งสร้างสรรค์โดย Mark Frost และ David Lynch สำหรับมาร์ค ฟรอสต์เป็นนักเขียนนวนิยาย เป็นคนเขียนบทหนังโทรทัศน์ ส่วนเราจะรู้จัก เดวิด ลินซ์กันดี เนื่องจากเขาเป็นผู้กำกับหนังจอเงินมาก่อน การกระโดดลงมากำกับหนังจอแก้วจึงได้รับความสนใจไม่น้อย และเมื่อหนังเรื่องทวินพีคส์ได้รับการฉายในอเมริกาในปี 1989 หนังก็ได้รับความนิยมสูงสุดจากการจัดอันดับเรตติ้งในปี 1990 อาจจะกล่าวว่านี่เป็นหนังเรื่องแรกๆ ที่สร้างความฉงนให้กับคนดูไม่น้อย เพราะหนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังตลาดอย่างที่หนังทั่วไปจะฉายทางทีวี ทว่าเป็นหนังที่เต็มไปด้วยบรรยากาศประหลาดล้ำ

ฉากไตเติ้ลเราจะได้เห็นภาพที่ถ่ายในโรงเลื่อยไม้ เครื่องลับคมใบเลื่อยอัตโนมัติทำงานกันอย่างเป็นระบบ ขณะที่ภาพที่ค่อยๆ ถ่ายอย่างเนิบช้า ไม่เร่งรีบ ภาพสายน้ำไหลเอื่อยทำให้ดูสงบเงียบ ในฉากเริ่มต้นกลายเป็นความทรงจำ การไหลของน้ำแฝงเอาไว้ด้วยความลึกลับ

ทวินพีคส์เป็นเมืองสมมติหนึ่งในอเมริกาทางเหนือที่มีพรมแดนติดกับแคนาดาอันสงบเงียบ หนังเริ่มขึ้นด้วยความตายของลอร่า พลาเมอร์ (Sheryl Lee) เด็กสาวอายุ 17 ปี ราชินีงานพรอมส์ พรั่งพร้อมด้วยความสวย ฉลาด ฐานะดี ในแบบคนชั้นกลางอเมริกัน ลอร่าเป็นเด็กคนหนึ่งที่ผู้คนแห่งทวินพีคส์รู้จัก ศพของเธอมาเกยที่ริมแม่น้ำหน้าโรงเลื่อยในตอนเช้า ก่อนที่พีท มาร์เทล ผู้ทำงานในโรงเลื่อยพบศพก่อนจะออกไปตกปลา เขาแจ้งไปยังที่ทำการนายอำเภอ ในไม่ช้านายอำเภอทรูแมน ผู้ช่วยของเขา และนายแพทย์ก็มาถึงสถานที่พบศพ โดยมีการชันสูตรศพ สภาพศพถูกห่อด้วยพลาสติกใส ผมสีทองของลอร่าเผยออกมานอกห่อ เมื่อนายแพทย์พลิกร่างของผู้ตาย ใบหน้าของลอร่าเผยโฉมต่อคนดู นายแพทย์อุทานขึ้นราวกับในบทละครเช็คสเปียร์ ขณะที่สภาพของลอร่าดุจคล้ายโอฟีเลีย เว้นแต่ว่าโอฟีเลียปลิดชีวิตตน ศพลอยตามแม่น้ำ ทว่าลอร่าถูกฆาตกรรม ความตายของเธอกลายเป็นจุดเริ่มต้น ไม่ใช่จุดจบ

ในเวลาเดียวกัน โรแนตส์ พูลาสกี้ เด็กสาวผู้ซึ่งพ่อทำงานในโรงเลื่อยจากโรงเรียนเดียวกันก็หายตัวไป คนงานรถไฟพบเธอเดินมาจากรางรถไฟ ในสภาพบาดเจ็บ อิดโรย แหว่งวิ่น เสื้อผ้าเต็มไปด้วยรอยเลือด สถานการณ์นี้ทางการจึงส่ง เดล คูเปอร์ เจ้าหน้าที่พิเศษจากเอฟบีไอมาช่วยไขปริศนาฆาตกรรม และเหตุการณ์สยองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในตอนแรกของทวินพีคส์ เริ่มด้วยการปูพื้นตัวละครแต่ละตัว พร้อมคาแลคเตอร์ และความสัมพันธ์ในด้านลึกที่ผู้ชมจะได้รู้ถึงเบื้องหลัง ในขณะเดียวกันตัวหนังมิได้เร่งรีบที่จะเผยความลับหรือนำเสนอแก่นแกนของความจริง มันถูกเผยออกมาในแบบฉบับที่ลินซ์ต้องการ คือค่อยเป็นค่อยไป เนิบนาบ แต่ก็ทิ้งสัญลักษณ์การตีความเอาไว้ตลอดเรื่องราว

ความตายของลอร่า พลาเมอร์ สะเทือนทวินพีคส์ในระดับที่ผู้คนไม่อาจสังเกตเห็น ในอดีตก่อนที่ทุกอย่างจะเกิดขึ้น พวกเขาแทบไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าพวกเขาเป็นใคร มาจากไหน ทว่าความตายของเด็กสาวสะกิดรอยแผลที่ไม่เคยหายหรือจางจากไป พวกเขาเพียงพยายามที่ลืมสิ่งเลวร้าย และกลบความชั่วร้ายในตัว สร้างประวัติศาสตร์ใหม่หลอกตัวเองไปวันๆ ว่าเป็นคนดี

2.

Twin Peaks: หนังทุกเรื่องขอมอบให้ลินซ์ (ตอนจบ)

เดวิด ลินซ์ ได้ชื่อว่าเป็นผู้กำกับสุดเพี้ยนคนหนึ่ง มุมมองของเขาต่อหนังถือเป็นทั้งความงาม ความน่าสะพรึง รวมไปถึงการขุดคุ้ยด้านมืดของจิตใจมนุษย์ ภาพที่เราเห็นผ่านภาพยนตร์ล้วนแล้วแต่ไม่ใช่ภาพจริงๆ เช่นคนกินอาหารก็ไม่อาจจะเทียบได้ว่าเขากินอาหาร ทว่าจิตใต้สำนึกของหนังจะพุ่งไปไกลกว่าที่เราเห็น จึงไม่แปลกที่บางครั้งการตีความจะมีความสำคัญมากกว่าตัวการแสดง เพราะการแสดงเป็นเพียงการบอกเล่าชั้นแรกที่เป็นรูปธรรม แต่ส่วนที่ลึกที่สุดคือนามธรรม ที่ต้องอาศัยการตีความ เพื่อทำความเข้าใจให้ถึงแก่น แม้ยากที่จะเข้าถึง หากแต่ถ้าแหวกว่ายเข้าไปแล้ว เราจะพบว่าสิ่งมหัศจรรย์นี้น่าค้นหาไม่น้อย

เช่นเดียวกันทวินพีคส์เป็นการขุดคุ้ยพฤติกรรมอำพรางของมนุษย์ ของชุมชนที่เคยคิดว่าตัวเองสงบเงียบ ปราศจากอาชญากรรม เต็มไปด้วยศีลธรรมอันดีงาม พวกเขาสร้างประวัติศาสตร์เพื่อบังหน้าว่าความสงบในเมืองคือความงดงามที่ยิ่งใหญ่ ธรรมชาติในทวินพีคส์สามารถไปได้ด้วยกับอุตสาหกรรมการทำไม้ พวกเขาต้องการให้เกิดเกษตรกรรมเพื่อสุขภาพที่เจริญเติบโตไปกับเศรษฐกิจ อย่างในฉากโรงแรม เบญจามิน โฮห์ม เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โรงแรมและห้างสรรพสินค้า กำลังโน้มน้าวให้นักลงทุนชาวต่างชาติฟังถึงอนาคตของทวินพีคส์ ความฝันที่จะกลายเปลี่ยนเมืองเล็กๆ อันดีงามนี้ให้ศิวิไลซ์ และยังทรงคุณค่า โดยมีลีแลนด์ พาร์เมอร์ (Ray Wise) นักธุรกิจท้องถิ่น พ่อของลอร่า หญิงสาวซึ่งถูกฆาตกรรม และศพลอยน้ำมาติดบนชายฝั่งหน้าโรงเลื่อยไม้ กำลังรอการบรรยาย แต่ข่าวร้ายเมื่อนายอำเภอมาบอกข่าวการเสียชีวิตของลูกสาว เขาก็กรีดร้องไม่เป็นภาษา

เมื่อหนังตัดสลับไปยังฉากที่แม่ของลอร่าทราบข่าว เธอเองก็กรีดร้องด้วยเสียงแหลมอันน่าจดจำ เช่นเดียวกับฉากเด็กในโรงเรียนที่ทราบข่าวการตายของลอร่าก็มีอาการเสียสติวิ่งออกจากห้องเรียน รวมถึงเพื่อนสนิทของเธอ ดอนนา เฮวาร์ด (Lara Flynn Boyle) สะอื้นออกมาด้วยความสะเทือนใจ เพราะคนทั้งสองเพิ่งจะกลับจากการปิคนิคอันหวานชื่น

ความตายของเด็กสาว และเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันคือโรเน็ตต์ (Phoebe Augustine) หญิงสาวร่วมโรงเรียนกับลอร่า เธอทำงานพาร์ทไทม์เป็นพนักงานขายน้ำหอมห้างสรรพสินค้าที่มีโฮห์มเป็นเจ้าของ โรเน็ตต์รอดตายเธอบาดเจ็บสาหัส เดินขอความช่วยเหลือออกมาตามรางรถไฟ เหตุการณ์ทั้งสองเหตุการณ์สะเทือนทวินส์พีคในระดับ 8.5 ริกเตอร์ ในแง่ที่ว่าเมืองอันสงบเงียบดีงามได้เปลี่ยนไปแล้วด้วยอาชญากรรมอันหนักหน่วง

ขณะเดียวกันนักสืบคูเปอร์ (Kyle MacLachain) จากเอฟบีไอที่กำลังเก็บหลักฐานฆาตกรรมต่อเนื่อง ซึ่งเชื่อมโยงถึงเหตุการณ์ในทวินพีคส์ได้เดินทางมาถึง นักสืบคูเปอร์เป็นเจ้าหน้าที่ส่วนกลาง เขาเป็นคนเมืองเต็มตัว การศึกษาดี รสนิยมสูง เข้าใจธรรมชาติมนุษย์ มนุษยสัมพันธ์ดีเลิศ เขาชอบจดบันทึกด้วยการพูดผ่านเทป ชอบบันทึกรสชาติอาหาร รสชาติกาแฟ และขนมโดนัท รวมถึงธรรมชาติเช่นต้นไม้แปลกๆ ถ้าเปรียบกับคนเมืองยุคนี้สมัยที่เรามีโทรศัพท์ อินส์ตาแกรม และการอัพโหลดรูป คูเปอร์ก็เป็นตัวแทนของคนเหล่านั้น การมาเยือนของเขาเป็นสิ่งพิเศษสำหรับคนในทวินพีคส์ เพราะพวกเขากำลังโหยหาพระผู้มาโปรด

เหตุการณ์ฆาตกรรมฉีกโฉมหน้าเมืองให้ทุกคนได้มองเห็นความบกพร่อง โดยเฉพาะในเรื่องของความรัก ความปรารถนา แรงขับดันทางเพศ รวมไปถึงปัญหายาเสพติด การพนัน การค้าประเวณี ล้วนแล้วคงอยู่ในตัวผู้คนแห่งทวินพีคส์ เพียงแต่เมื่อก่อนภาพความสวยงามนั้นฉาบอยู่เบื้องหน้า การเชิดชูความดีงาม คุณธรรม รวมถึงความสวยงามของธรรมชาติ ได้ทำให้เมืองนี้ดูเป็นเมืองที่น่าหลงใหล แต่สิ่งที่อยู่ภายในพวกเขาก็ไม่ต่างจากคนอื่น โลภ โกรธ หลง และอาฆาต

ความตายของลอร่า พาร์เมอร์ เป็นการจุดชนวน หน้ากากของมนุษย์ที่ลึกที่สุดถูกเผยโฉม มันไม่ใช่เพียงการเผยโฉมใบหน้าที่แท้จริง ภาพเซอร์เรียลอย่างฉากสีแดง คนแคระ ชายแขนขาด และ บ๊อบ (วิญญาณฆาตกร) ล้วนเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งชำรุด เอาเข้าจริงๆ แล้วเราก็มีวิญญาณฆาตกรสิงอยู่ในใจของเราทุกคน เราไม่ได้แตกต่างจากความชั่วร้ายอื่นๆ เราแสร้างว่าตัวเองดีเลิศกว่าคนอื่น ไม่เลย ทวินพีคส์ฉีกหน้ากากทั้งหมดออกมา เพราะความเสแสร้งล้วนแล้วมีจุดหมายอยู่ที่ความปรารถนาของตัวตน

Twin Peaks เป็นหนังซีรีส์เรื่องแรกๆ ที่เปลี่ยนแปลงวิธีคิดของหนังจอแก้ว และการเปิดเปลือยด้านมืดของมนุษย์อย่างค่อยเป็นค่อยไป แฝงด้วยอารมณ์ขัน และหั่นชิ้นเนื้อในใจผู้ชมอย่างแช่มช้า ทำให้หนังเรื่องนี้อยู่ในใจผู้ชมตลอดกาล และมันยังเปลี่ยนผู้คนที่ชมมันครั้งแรกไปตลอดกาล แล้วอาจจะรวมถึงคุณด้วยอีกคน

ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 41 และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 11

พบกับบู๊ธ Alternative Writers หมายเลข P19 โซน C1 

ระหว่างวันที่ 29 มีนาคม ถึง 8 เมษายน 2556 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

เวลา 10.00 น.-21.00 น. (ยกเว้นวันที่ 29 มีนาคม 2556 เปิดงานแสดงเวลา 18.00 น. เนื่องจากพระเทพฯ ทรงเสด็จเปิดงาน)

ภาพบรรยากาศเก่าๆ ในงานสัปดาห์หนังสือ (ปี 2554)

Alternative Writers

 

คอนเสิร์ต Rachael Yamagata ที่หอแสดงเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมกรุงเทพ เธอและวงออกมาเล่นอังกอร์เพลงสุดท้ายได้อย่างน่าประทับใจ โดยร้องเพลง I Wish You Love ซึ่งเป็นเพลงปิดคอนเสิร์ตที่สมบูรณ์และสร้างความประทับใจให้ผู้ชมเป็นอย่างมาก

พบกับบู๊ธ Alternative Writers P19 โซน C1 ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 29 มีนาคม – 8 เมษายน 2556 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (วันที่ 29 มีค. เปิดให้เข้าชม 18.00 น.) ระหว่างเวลา 10.00 น.-21.00 น.