ทดสอบ: SoundFreaq: Sound Platform SFQ-01A

ในยุคที่ iPod ครองตลาดเครื่องเสียงพกพา PortTable ไม่ว่าจากค่ายไหนทั่วโลกก็ต้องทำ Dock สำหรับรองรับอุปกรณ์จ่ายค่ายแอปเปิ้ลเป็นหลัก ซึ่งข้อดีอย่างหนึ่งก็คือทำให้ทุกค่ายต่างแข่งขันกันออกแบบผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะในเรื่องคุณภาพเสียง คุณภาพวัศดุอุปกรณ์ การออกแบบให้ตรงกับรสนิยมผู้ใช้ ในปัจจุบันหากให้ผู้ซื้อลองเลือกผลิตภัณฑ์ที่รองรับ Dock ไอพอด ไอโฟน ขึ้นมาสักตัวดูเหมือนว่าจะเลือกยากเต็มทน
รูปลักษณ์และการออกแบบ
Sound Platform SFQ-01A อยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดไม่ใหญ่และเล็ก ผมค่อยๆ แกะกล่องออกอย่างช้าๆ รุ่นที่ผมได้มาทดสอบเป็นตัวสีดำ แต่รุ่นนี้มีให้เลือกอีกสีหนึ่งคือสีขาว ในกล่องได้รับการแพคมาอย่างดี ตัวที่กันกระแทกทำจากกระดาษซึ่งมีความยืดหยุ่นมากกว่าโฟมและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า สิ่งที่ให้มาด้วยก็คือคู่มือซึ่งไม่เหมือนกับคู่มือของเครื่องยี่ห้ออื่นๆ ที่มักจะมาเป็นเล่ม พิมพ์ด้วยกระดาษแปดสิบแกรม แต่คู่มือของ SoundFreaq เป็นกระดาษแข็งแผ่นๆ พิมพ์สีอย่างดีสวยงามและอ่านเข้าใจง่าย นอกจากนั้นยังมีอแดปเตอร์แปลงไฟและสายไฟมาให้ ขาดไปก็แต่สายสัญญาณวิทยุ
ตัวเครื่องทำจากอะคิลิกสีดำตัดกับสีเทา รูปแบบถ้ามองผ่านๆ นึกว่าเครื่องเสียงหลอดในยุคเก่า ซึ่งเต็มไปด้วยความเรียบง่าย สามารถติดตั้งหรือวางบนชั้นหนังสือได้โดยไม่เสียพื้นที่ ช่องเสียบด็อคอยู่ด้านหน้าตรงกลางตัวเครื่อง ทางด้านซ้ายมือเป็นจะมีลูกบิดหมุนสามอัน อันแรกเป็น UQ3 Knop ถัดมาเป็นลูกบิดปรับทุ้ม และแหลม สามารถและเพิ่มลดเสียงแหลม-เบสได้บวกลบสามสเต็ป ส่วนทางขวามือเป็นปุ่มแบบนูนลึก ซึ่งประกอบไปด้วยปุ่มปรับเปลี่ยนเครื่องเล่น โวลุ่มเพิ่มลดขยายเสียง ปุ่มเลือกเพลงแทรคถัดไปหรือย้อนหลัง ปุ่มเปิดปิดเครื่อง และปุ่ม Pair สำหรับเชื่อมต่อ Bluetooth ไวเลส
ในส่วนด้านข้างทางด้านขวามือ ถ้าลองเอามือกดจะเป็นบานพับเอาไว้เก็บรีโมทคอนดทรล ซึ่งผมชอบมาก เพราะเวลาที่เราไม่ได้ใช้ จะไม่ต้องทิ้งรีโมทเอาไว้นอกเครื่อง
ส่วนด้านหน้าที่เป็นลำโพงสองข้างขึงด้วยผ้าสีดำบาง ตรงด้านหลังจะเป็นที่เสียบสายไฟจากอแดปเตอร์ ช่องเสียบ AUX IN รวมถึงส่วนเชื่อมสัญญาณวิทยุ และรูสี่เหลี่ยมด้านหลังสองรูด้านบนเป็นที่ระบายลมของลำโพงซึ่งด้านในขดเป็นรูปก้นหอย (Horn) ออกแบบมาเพื่อสร้างเสียงเบสที่เป็นธรรมชาติมาก
รูปแบบการใช้งาน
SoundFreaq: Sound Platform สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์พกพา (Source) ได้ถึงสี่ช่องทางด้วยกัน ช่องทางแรกก็คือ ด็อคไอพอด และไอโฟน ด้วยการเสียบลงไปในช่องตรงกลางด้านหน้า จากนั้น ดูที่มอนิเตอร์ของตัว Sound Platform จะขึ้นว่าเราใช้ Source อะไรอยู่ เราสามารถควบคุมการเล่นเพลงได้จากแผงควบคุมบนตัวพอร์ตเทเบิลหรือตัวไอพอดได้ทั้งสองทาง รวมถึงรีโมทคอนโทรล
ช่องทางที่สองโดยผ่านสายสัญญาณเข้าไปยังช่อง AUX IN
ช่องทางที่สามคือผ่าน Bluetooth วิธีการเชื่อมต่อทำได้ง่ายมากคือเปิดสัญญาญาณ Bluetooth จากเครื่องพกพา จากนั้นให้กดที่ปุ่ม Pair ค้างเอาไว้ ใช้เวลาไม่กี่วินาทีเครื่องทั้งสองจูนเข้ากันได้ก็สามารถเล่นเพลงโดยไม่ต้องเสียบสายสัญญาณใดๆ (อุปกรณ์บางชนิดที่แตกต่างลองอ่านละเอียดในคู่มือนะครับ หรือดาวโหลดคู่มือไปศึกษาอย่างละเอียดก่อนใช้งานจะดีที่สุด)
ช่องทางสุดท้ายสามารถเลือกฟังเพลงจากสถานีวิทยุ โดยปรับไปที่ปุ่ม Source และอย่าลืมต่อเชื่อมสายสัญญาณวิทยุด้านหลังนะครับ
เมื่อเปิดเครื่องแล้วไฟ LED เป็นแถวแนวนอนจะสว่างขึ้นด้านหลังที่เสียบด็อค ส่วนไฟ LED สีฟ้าสุกสกาวขึ้นที่ด้านข้างตัวเครื่อง ถ้าหากปล่อยให้เครื่องเล่นไปสักพักโดยไม่มีการปรับเปลี่ยนอะไร ไฟสีฟ้าจะดับลงเอง ซึ่งเป็นฟังค์ชันที่ดีมากเมื่อฟังในตอนกลางคืนที่ห้องนอน เพราะถ้าไฟติดตลอดเวลาจะทำให้รบกวนสายตาตอนนอนได้
สำหรับปุ่มกดจะเป็นปุ่มแบบนูนลึก ซึ่งค่อนข้างไวต่อการสัมผัสอยุ่พอสมควร เวลากดปุ่มต่างๆ จึงไม่ต้องออกแรงมากนัก
การจัดวางตัวเครื่องและทดสอบเสียง
ผู้ฟังเพลงมือใหม่ส่วนใหญ่ถ้าหากซื้อเครื่องเล่นในแบบตั้งโต๊ะ หรือวางบนชั้นมาใช้ ก็มักคิดว่าไม่จำเป็นต้องซีเรียสกับการจัดวางเครื่องเสียงเหมือนเครื่องชุดใหญ่ ความคิดเช่นนี้เป็นความคิดที่ผิดมหันต์ เพราะนั่นเท่ากับการลงทุนซื้อที่ไม่คุ้มค่าเงินที่เราเสียลงไปเลย ทั้งที่เครื่องเสียงมีศักยภาพมากกว่าที่เราคิด ทว่าเรากลับใช้ไม่ถึงครึ่ง ดังนั้นผมจึงมักจะแนะนำผู้ใช้เครื่องเสียงมือใหม่ให้ลองทบทวนถึงจุดนี้เสมอ นั่นรวมถึงการจัดวางเครื่องเสียงแบบตั้งโต๊ะ-วางชั้น ว่าไม่ควรละเลยกับขนาดของห้อง หรือจุดที่จะวางเครื่องเสียงเป็นอันขาด ยกเว้นว่าจะไม่มีพื้นที่เหลืออยู่จริงๆ
หลังจากที่ผมอ่านคู่มือ เปิดเครื่อง ทดสอบการใช้งาน แม้จะดูจากสภาพของเครื่องว่าเคยใช้งานมาบ้างแล้วผมก็ยังเชื่อว่าควรที่จะเบิร์นเจ้า SoundFreaq: Sound Platform สัก 50 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย โดยเปิดเพลงหลายๆ แนว จากดนตรีหลายๆ แบบ แต่เมื่อฟังเสียงหลังสิบชั่วโมงขึ้นไปผมพบว่ามันไม่จำเป็นต้องเบิร์นไปมากกว่านี้แล้ว เพราะเครื่องพร้อมที่จะทดสอบหรือฟังอย่างจริงจังได้ ผมเริ่มฟังเจ้า SoundFreaq: Sound Platform จากห้องนอนก่อนก็พบว่า ฟังค์ชันทั้งหลายำงานได้ราบรื่นมาก ผมปรับเปลี่ยนไปใช้กับเครื่องเล่นอื่นโดยผ่านช่อง AUX IN ตัวเครื่องก็ยังคงทำงานได้สมบูรณ์ จากนั้นก็ลองเชื่อมต่อในแบบ Bluetooth กับไอแพด สิ่งที่พบก็คือการทำงานที่ราบลื่นมาก การเชื่อมต่อไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด จากคู่มือบอกว่าสามารถใช้ได้ห่างถึง 33 ฟุต ซึ่งถือว่าไกลมาก ส่วนวิทยุผมไม่ได้ทดสอบเนื่องจากมีเวลาน้อยเกินไปและอยู่ที่นครปฐมไม่สามารถหาสถานีอ้างอิงเรื่องคลื่นและเสียงได้
จากการใช้ทั้งสามช่องทาง ผมพบว่าการเชื่อมต่อผ่าน Dock iPod กับตัว SoundFreaq: Sound Platform นั้นเป็นช่องทางที่ให้เสียงที่ดีที่สุด ลองลงมาคือ AUX IN ส่วน Bluethooth แม้ว่าจะไม่ก่อปัญหาใดๆ ในการฟังเลย แต่ผมสามารถแยกได้เด่นชัดว่าเสียงเพลงจากเพลงเดียวกัน มีอาการแห้งกว่าทั้งสองช่องทางข้างต้น แต่กระนั้นก็ตามผมเชื่อผู้ใช้ SoundFreaq: Sound Platform ส่วนใหญ่คงเล่นเพลงผ่าน iPod หรือ iPhone มากกว่าอย่างอื่นอยู่แล้ว
เมื่อฟังในห้องนอนซึ่งผมตั้งเอาไว้บนโต๊ะอ่านหนังสือ ผมมีความคิดว่าถ้าลองนำ SoundFreaq: Sound Platform ไปใช้ในห้องที่มีขนาดใหญ่ขึ้นจะเป็นอย่างไร ผมจึงนำไปฟังที่ห้องทำงานซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าห้องนอนถึงสองเท่า ผมพบว่าห้องที่มีขนาดใหญ่เกินไปก็ไม่เหมาะกับ SoundFreaq: Sound Platform เสียงเบสบางกว่าหลายเท่ารวมถึงเสียงกลางแหลมก็ไม่พอ เท่ากับว่ามันควรฟังในห้องที่ไม่ใหญ่มากนัก ต้องไม่ใช่ห้องเปิด ดังนั้นผมจึงนำมันไปติดตั้งอีกครั้งที่ห้องนั่งเล่นซึ่งมีขนาดประมาณยาวสี่เมตร กว้างสามเมตรครึ่ง โดยวางบนโต๊ะที่มุมห้อง
สิ่งที่ผมพบก็คือการวางใกล้กำแพงเสียงเบสจะหนาขึ้นมาก เมื่อวางห่างกำแพงเสียงเบสจะบางลง
ระหว่างการทดสอบผมลองปรับเสียงเบสและเสียงแหลม ผมคิดว่าเสียงเบสและแหลมควรปรับที่ 0 ดีที่สุด ยกเว้นว่าชอบเบสเยอะๆ หรือยากได้เสียงแหลมขึ้นอีกนิด
คุณภาพเสียง
ลำโพงล่องหน???
เมื่อจัดวาง SoundFreaq: Sound Platform เข้าที่เข้าทาง ผมเริ่มนั่งฟังเพลงอย่างจริงจัง คงพูดไม่เกินไปนักว่ามันเป็นเครื่องตั้งโต๊ะที่ให้คุณภาพเสียงดีกว่าที่คาดเขาไว้มาก แนวดนตรีที่เครื่องเล่นตัวนี้ชอบมากคือเพลงแนว Pop, Jazz และเพลงที่เล่นในแนวอคูสติก รวมถึงแนว Pop Rock ถ้าเป็นเพลงร็อคมากๆ หน่อยพละกำลังของมันอาจจะไม่เหมาะ แต่ถ้าฟังผ่านๆ ก็ไร้ปัญหา
ผมชอบเสียงที่เป็นธรรมชาติของ SoundFreaq: Sound Platform มากที่สุด และปริมาณเบสมันเหลือล้นสำหรับห้องที่มีขนาดไม่ใหญ่ ข้อนี้คงต้องปรบมือให้กับผู้ออกแบบที่ทำให้เครื่องเล็กๆ ขนาดนี้มีพละกำลังเกินตัว ในบางเพลงผมแทบจะหลับตามองไม่เห็นว่ามีเครื่องเสียงตั้งอยู่ตรงจุดใด สวรรค์แท้ เสียงล่องหน เสียงเพลงเป็นเหมือนบรรยากาศที่ล่องลอยมิใช่มาจากสเตจ
ขณะเดียวกันเสียงกลางก็ใสสะอาด แม้จะมีอาการแหบไปบ้างในบางเพลง ทว่าขึ้นอยู่กับคุณภาพไฟล์เสียงต้นฉบับ แต่เมื่อเล่นๆ เพลงที่บันทึกเสียงมาดีมากๆ มันแสดงให้เห็นถึงคุณภาพเสียงที่ไม่กัดหู เสียงกลางความโปร่ง ขณะที่เสียงแหลมแม้จะขาดไปบ้าง โดยเฉพาะเสียงกรุ๋งกริ๋ง แต่เมื่อมีเสียงกลางที่ใสมาคอยพยุง ผมจึงเห็นว่าโดยรวมแล้วถ้าเทียบกับเครื่องที่อยู่ในขนาดเดียวกัน SoundFreaq: Sound Platform นั้นเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากตัวหนึ่ง
โชคดีที่ผมได้ SoundFreaq รุ่น Sound Platform SFQ-01A มาทดสอบและทำให้รู้ว่าอย่าได้ประมาทเครื่องที่มีขนาดเล็ก ก่อนที่คุณจะได้ฟังเสียง

































