Home Literature Save the Cat Beat Sheet : เขียนนิยายด้วย Beat Sheet พร้อมตัวอย่าง

Save the Cat Beat Sheet : เขียนนิยายด้วย Beat Sheet พร้อมตัวอย่าง

by Rujapa Promvisat 
74 views 12 mins read

Save the Cat เป็นชื่อโครงสร้างเรื่องราวที่ฟังดูแปลกประหลาดกว่าโครงสร้างเรื่องราวอื่นๆ แต่โครงสร้างเรื่องราวนี้ได้รับการกล่าวขาน และยกย่องจากนักเขียนในแขนงต่างๆ มากมาย โครงสร้างนี้มักสร้างให้ตัวเอกทำสิ่งที่กล้าหาญ ไม่ต่างจาก –การช่วยชีวิตแมว– ซึ่งทำให้ผู้อ่านหลงใหลไปกับตัวเนื้อเรื่อง Save the Cat คือ โครงสร้างเรื่องราวที่พัฒนาโดยนักเขียนบทภาพยนตร์ Blake Snyder ที่ทำให้เรื่องราวธรรมดากลายมาเป็นเรื่องราวที่น่าติดตามจากการเรียงลำดับของช่วงเวลา

เมื่อ Save the Cat Beat Sheet ได้รับการดัดแปลงให้กลายมาเป็นโครงสร้างงานเขียน มันได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถเล่าเรื่องผ่านรูปแบบต่างๆ ได้เป็นอย่างดี และไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรมแนวไหนก็ตาม Save the Cat (STC) สามารถสร้างเรื่องราวที่จะชนะใจผู้อ่านได้ทุกเพศ ทุกวัย ทุกรสนิยม โดยไม่มีข้อสงสัย

Table of Contents

Save the Cat Beat Sheet คือ

โครงสร้างการเล่าเรื่อง Save the Cat ได้รับการพัฒนามาจากโครงสร้าง 3 องก์ แบบดั้งเดิม รายละเอียดของ Beat Sheet ทุกๆ จังหวะ ประกอบขึ้นเป็นโครงสร้าง  โดยแบ่งแต่ละเหตุการณ์ว่าควรจะเกิดขึ้นที่ไหนและในลำดับเวลาใด ชไนเดอร์ได้ประมวลโครงสร้างออกเป็น 15 Beat –15 จังหวะ–  นักเขียนส่วนใหญ่มักประสบปัญหากับโคงสร้างสามองก์แบบดั้งเดิม โดยเฉพาะในองก์ที่สอง ตัวอย่างเช่น

“เหมือนว่ายน้ำในมหาสมุทรกว้างใหญ่ มองไปทางไหนก็มีแต่น้ำกับทะเล โดยเฉพาะช่องว่างระหว่างองก์หนึ่งกับองก์สอง เต็มไปด้วยบทที่ว่างเปล่า ซึ่งทำให้ผู้เขียนหลงทาง ไม่รู้จะว่ายไปทิศไหน สุดท้ายก็จมน้ำตาย พวกเขาต้องการ ‘เกาะ’ ที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อที่จะได้ว่ายน้ำให้สั้นลง”

save the cat beat sheet | สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม |
save the cat beat sheet diagram
  1. Opening Image [1] หากคุณกำลังเริ่มเขียนนวนิยาย หนังสือเรื่องนี้จะเปิดย่อหน้าแรกหรือฉากที่ดึงดูดใจผู้อ่านเข้าสู่โลกของเรื่องราว
  2. Theme Stated [5] ระบุสถานการณ์ ระหว่าง Set-up ควรบอกใบ้ว่าเรื่องราวเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร — ความจริงที่ตัวเอกจะค้นพบในตอนท้าย
  3. Set-up [1-10] สร้าง ‘โลกธรรมดา’ ของตัวเอก เขาต้องการอะไร? เขาพลาดอะไรไป? เขาต้องการอะไร? เป้าหมายอยู่ไหน?
  4. Catalyst [12] ตัวเร่งปฏิกิริยา Inciting Incident จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์
  5. Debate [12-25] โต้แย้งถกเถียง ตัวเอกปฏิเสธการเรียกร้องให้ผจญภัย เขาพยายามหลีกเลี่ยงความขัดแย้งก่อนที่พวกเขาจะถูกบังคับให้ลงมือปฏิบัติ
  6. Break into Two [25] แบ่งเป็นสองส่วน ตัวเอกตัดสินใจอย่างแน่วแน่ เรื่องเริ่มเดินออกจากโลกธรรมดา การเดินทางเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจัง
  7. B Story [30] โครงเรื่องย่อยเริ่มเข้ามามีบทบาท ส่วนใหญ่มักจะเป็นบทโรแมนติกที่ดูสอดคล้องอย่างเป็นธรรมชาติ หากเป็นบทย่อยของตัวเอกควรใช้เพื่อเน้นธีม
  8. The Promise of the Premise [30-55] หรือเรียกว่าช่วงเวลาของ ‘ความสนุกและเกม’ ซึ่งมักจะเป็นส่วนที่สร้างความบันเทิง  เหมือนกับผู้เขียนส่งมอบของขวัญให้คนอ่าน หากผู้เขียนสัญญาว่าเรื่องที่เขียนเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับนักสืบที่น่าตื่นเต้น เราจะเห็นนักสืบเริ่มดำเนินการสืบ ค้นหา หากนักเขียนสัญญาเรื่องนี้เป็นเรื่องไร้สาระของคนที่กำลังตกหลุมรัก ให้พวกเขาจะต้องออกเดทที่น่าอึดอัดกันดีกว่า
  9. Midpoint [55] จุดกึ่งกลาง แผนการถูกพลิกแพลง เดิมพันเพิ่มขึ้นและทำให้เป้าหมายของตัวเอกบรรลุได้ยากขึ้น — หรือทำให้พวกเขามุ่งความสนใจไปที่เป้าหมายใหม่ที่มีความสำคัญมากกว่า
  10. Bad Guys Close In [55-75] คนเลวใกล้เข้ามา แรงตึงเคียดมากขึ้น อุปสรรคของตัวเอกยิ่งใหญ่ขึ้น แผนของเขาพังทลายลง และเขายังตามหลังศัตรู
  11. All is Lost [75] สูญหายทั้งหมด พระเอกถูกอัดกระแทกพื้น เขาสูญเสียทุกอย่างที่ได้รับมา และทุกอย่างดูมืดมน คนร้ายกำลังเอาชนะ ผู้ให้คำปรึกษาเสียชีวิต คู่รักทะเลาะกันและเลิกรากัน
  12. Dark Night of the Soul [75-85] คืนที่มืดมิดของจิตวิญญาณ หลังจากสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง พระเอกเดินสับสนไปทั่วเมือง ในตอนนี้ดนตรีที่เป็นคีย์ชิ้นเล็กๆ บรรเลงขึ้นเบาๆ ก่อนที่จะค้นพบ “ข้อมูลใหม่” บางอย่างจะเผยให้เห็นสิ่งที่เขาต้องทำอย่างชัดเจน หากต้องการประสบความสำเร็จอีกครั้ง (ข้อมูลใหม่นี้มักจะส่งผ่านจาก B-Story)
  13. Break into Three [85] แบ่งเป็นสาม ด้วยข้อมูลใหม่นี้ ตัวเอกจึงตัดสินใจลองอีกครั้ง!
  14. Finale [85-110] ฉากสุดท้าย ตัวเอกเผชิญหน้ากับศัตรูหรืออะไรก็ตามที่เป็นสาเหตุของความขัดแย้งหลัก ความจริงที่หลบเลี่ยงเขาในช่วงเริ่มต้นของเรื่อง (อยู่ในขั้นตอนที่ 3 และเน้นย้ำโดย B Story) นั้นชัดเจนแล้ว ทำให้เขาสามารถแก้ไขปมนั้นได้
  15. Final Image [110] ช่วงเวลาหรือฉากสุดท้ายที่ตกผลึกแล้วว่าตัวละครเปลี่ยนไปอย่างไร เป็นภาพสะท้อนของภาพเริ่มต้น

ขั้นตอนการทำงานของ Save the Cat Beat Sheet จากภาพยนตร์เรื่อง The Lobster

ในบทนี้เรามาดูกันว่า Save the Cat ทำงานอย่างไรกับเรื่องราวต่างๆ โดยจะยกตัวอย่างจากภาพยนตร์เรื่อง The Lobster เขียนบทโดย Yorgos Lanthimos และ Efthymis Filippou กำกับการแสดงโดย Yorgos Lanthimos 

The Lobster | สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม |

แม้ว่าเรื่องราวใน The Lobster จะดูออกเป็นแนวโรแมนติก แต่น้ำเสียงเต็มไปด้วยการเสียดสีเหน็บแนม ซึ่งบ่งบอกว่าเรื่องราวนี้ไม่ได้เป็นไปในแบบ Buddy Love และไม่ได้เน้นที่ความสัมพันธ์ของตัวละครหลัก แม้ว่าตัวละครหลักกำลังเผชิญหน้ากับช่วงชีวิตใหม่ (การหย่าร้าง/การเป็นโสด) ซึ่งอยู่ในขั้นตอนของการเปลี่ยนผ่าน ทั้งทางกายและจิตใจของตัวเอก เรื่องราวใน The Lobster เป็นการสำรวจสังคมที่สร้างขึ้นจากความกลัวที่มนุษย์จะต้องอยู่คนเดียวและโดดเดี่ยว — ความแตกต่างระหว่างการอยู่เป็นคู่ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตามและความรักแบบที่ทำให้ทุกคนเต็มใจที่จะเสียสละทุกอย่าง

The Lobster

1. Opening Image (1%)

นี่คือภาพรวมที่แนะนำให้รู้จักกับโลกปัจจุบันของตัวเอกทันทีในภาพยนตร์ ขณะที่ในนวนิยาย นักเขียนต้องนึกภาพฉากที่ดึงดูดผู้อ่านและกำหนดโทนในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

Opening Image: The Lobster : Save The Cat

ผู้หญิงคนหนึ่งพบลาสามตัวยืนอยู่อย่างเกียจคร้านริมถนนในชนบทอันเงียบสงบ เธอวิ่งไปหาลา…และยิงปืนไปที่ลาตัวหนึ่ง โดยยิงซ้ำอีกหลายนัด แล้วเธอก็วิ่งกลับไปที่รถ ก่อนขับรถออกไป

ตอนนี้ผู้ชมพร้อมแล้วสำหรับเรื่องราวที่ไม่เหมือนใคร เรื่องนี้เกิดขึ้นในโลกที่ดูเหมือนโลกของเรามาก แต่มองผ่านเลนส์ที่คลุมเครือ และตรงจุดนี้จึงมีการกำหนดโทนเสียงของเรื่องเอาไว้

แต่ถ้าเรากำลังมองหาภาพเปิดที่จะทำหน้าที่เป็น “ก่อนสแนปชอต” ฉากต่อไปได้ทำหน้าที่นี้:

พระเอกของเรื่อง เดวิด (คอลิน ฟาร์เรลล์) เขาถูกภรรยาทิ้ง เธอขอโทษ สาเหตุเกิดจากเธอได้พบกับชายอื่น

2. Theme Stated (5%)

จังหวะนี้แนะนำแนวคิดหลักหรือบทเรียนชีวิตที่ตัวเอกจะค้นพบตลอดเรื่องราว

Theme Stated: The Lobster : Save The Cat

วันแรกของเดวิดที่ The Hotel พนักงานมัดแขนข้างหนึ่งของเขาไว้ข้างหลัง มันเป็นการกระทำเพียงชั่วคราวเท่านั้น – นี่เป็นบททดสอบเพื่อแสดงให้เขาเห็นว่า “ชีวิตจะง่ายเพียงใดหากสิ่งของสองสิ่งจะสามารถแทนด้วยสิ่งเดียว” นี่คือสิ่งที่ The Hotel กำลังขาย และทำการสำรวจ: เป็นการเชื่อมโยงกับการจับคู่ที่แท้จริง

3. Set-up (1-10%)

สถานะของตัวเอกในโลกที่อาศัยอยู่อย่างละเอียดและลึกซึ้งยิ่งขึ้น ก่อนที่โลกจะถูกเขย่าอย่างรุนแรง รายละเอียดที่สำคัญเกี่ยวกับข้อบกพร่องของตัวละครจะปรากฏขึ้นในจังหวะนี้ พวกเขาอาจกำลังดำเนินการบางอย่างเพื่อเอาชนะวิกฤต

Set-up: The Lobster : Save The Cat

พวกเขาพาเดวิดไปยังสถานที่ที่เรียกว่า ‘โรงแรม’ (พร้อมกับสุนัขที่เขาเลี้ยง) จังหวะนี้เราจะได้เรียนรู้กฎเกณฑ์ของโลกภาพยนตร์ผ่านกระบวนการเข้ารับคนเข้าสู่โรงแรม: แขกที่เข้าพักใน The Hotel เป็นคนโสดไร้คู่ พวกเขามีเวลา 45 วันในการหาคู่ที่ใช่ นี่เป็นข้อกำหนดของที่นั่น กฏนี้ไม่อนุญาตให้มีคนโสด พวกเขาต้องหาคู่ให้ได้ตามที่เวลากำหนด

4. Catalyst (10%)

ตัวเร่งปฏิกิริยา หรือที่รู้จักกันในนาม inciting incident ช่วงเวลานี้ตัวเอกจะวิ่งไล่ตามเรื่องราวหลัก

Catalyst: The Lobster : Save The Cat

เมื่อเดวิดมองออกไปนอกหน้าต่างห้องพักในโรงแรม และเห็นร่างไร้สติของ “ผู้โดดเดี่ยว” ที่ถูกจับตัวไป คนเหล่านี้เป็นคนโสดที่อาศัยอยู่อย่างคนเถื่อนนอกกฎหมายในป่า พวกเขาปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามกฏในการจับคู่ แขกของ The Hotel จะได้รับอนุญาตให้ออกไปล่าสัตว์ สำหรับแขกที่สามารถจับ “ผู้โดดเดี่ยว” ได้ จะได้อภิสิทธิ์ในการเข้าพักพิเศษขึ้น 

นี่อาจถือได้ว่าเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา เนื่องจากเราจะเห็นในภายหลังว่า ทางเลือกที่เดวิดต้องทำในท้ายที่สุดคือรูปแบบหนึ่งของ Institutionalized ประเภท: เข้าร่วม เผาทิ้ง หรือฆ่าตัวตาย และการได้เห็นร่างของผู้โดดเดี่ยวเป็นครั้งแรกเป็นตัวแทนทางเลือกที่ The Hotel ของเดวิด

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโรงแรมมีจุดมุ่งหมายเพื่อดูแลแขกให้ “ตกหลุมรัก” – แต่จริงๆ แล้วการเน้นย้ำอยู่ที่ความสัมพันธ์ ซึ่งเป็นความแตกต่างที่สำคัญในเรื่องนี้ เมื่อแขกไม่สามารถหาคู่รักในเวลาที่กำหนด เขาหรือเธอจะกลายเป็น ‘สัตว์’

ข้อดีคือพวกเขาสามารถเลือกได้ว่าจะเป็นสัตว์ชนิดใด! ยังไม่มีใครที่นี่อยากจะล้มเหลว แต่เวลาเดินหน้าอย่างรวดเร็ว เราทราบมาว่าสุนัขที่เดวิดเลี้ยงเป็นน้องชายของเขา ซึ่งเคยพักที่โรงแรมนี้เมื่อสองสามปีก่อน เดวิดคิดว่าถ้าทำไม่สำเร็จ เขาอยากเป็นกุ้งก้ามกราม 

5. Debate (10-20%)

หลังจากตัวเร่งปฏิกิริยา ตัวเอกต่อต้านความท้าทาย จาก inciting incident

Debate: The Lobster : Save The Cat

จังหวะดีเบตในหนังเรื่องนี้ เกิดขึ้นเมื่อเดวิดได้รู้จักเพื่อนใหม่สองคน Lisping Man (John C. Reilly) และ Limping Man (Ben Whishaw) และทั้งสามคนก็รู้จักกันในโลกใหม่ของโรงแรม

ตัวละครผู้หญิงสองสามคนที่เป็นแขกของโรงแรม: Nosebleed Woman (Jessica Barden), Biscuit Woman (Ashley Jensen) ที่สิ้นหวังและเศร้าสร้อย และ Heartless Woman (Angeliki Papoulia) มีข่าวลือว่าเธอ “ไม่มีความรู้สึกใดๆ” แต่เป็น “นักล่าที่ดีที่สุดในโลก ของโรงแรม – เธอล่าได้ถึง 192 นักโทษ”

มีการสร้างโลกในหนังเรื่องนี้พอสมควร ดังนั้นจังหวะการดีเบตจึงทำหน้าที่ในการปูเรื่องเพื่อแสดงให้คนดูเห็นขอบเขตของความท้าทายที่เดวิดกำลังจะทำ

6. Break Into Two  (30%)

ต่อจากช่วงเวลาแห่งความสงสัย ตัวเอกตัดสินใจที่จะรับมือกับความท้าทายที่ถูกทิ้งร้างและเริ่มต้นจัดการกับความล้มเหลวของจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์

Break into Two: The Lobster : Save The Cat

ในการล่าครั้งแรกของเดวิด เขาไม่สามารถจับ ‘ผู้โดดเดี่ยว’ ได้ วันเวลาของเขากำลังจะหมดไป ถ้าต้องการที่จะอยู่ในโรงแรมโดยไม่กลายเป็นสัตว์ เขาจะต้องพยายามให้มากขึ้น เขาจะทำอย่างไรเพื่อความรัก? การเดินทางของเดวิดเริ่มต้นอย่างจริงจัง

7. B Story (22%)

โครงเรื่องย่อย หรือ B Story เกิดขึ้นค่อนข้างเร็วและยังคงดำเนินเรื่องควบคู่ไปกับเนื้อเรื่องหลักตลอดระยะเวลาส่วนใหญ่ โครงเรื่องย่อยมักเกี่ยวข้องกับตัวละคร (มักจะเป็นคู่รักโรแมนติก) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการช่วยให้ตัวเอกเปลี่ยนแปลง

B Story: The Lobster : Save The Cat

Limping Man เพื่อนของเดวิดเป็นคนที่เข้าใจเพื่อนทั้งสามมากที่สุด เขาอธิบายว่าพวกมันกลายเป็นสัตว์ได้อย่างไรและพยายามสร้างความประทับใจให้พวกเขาเพื่อให้เห็นถึงความจริงจังของสถานการณ์ และต่อมา โครงเรื่องย่อยของ Limping Man จะแสดงส่วนหนึ่งของข้อขัดแย้ง

The Lobster | สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม |

8. Fun and Games (20-50%)

บางคนเรียกจังหวะนี้ว่า ‘promise of the premise’ แม้จะมีสัญลักษณ์กำกับไว้ว่า ความสนุกและเกม แต่จังหวะนี้อาจไม่ได้สร้างความสนุกสนานให้กับตัวละครที่เกี่ยวข้อง แต่ช่วงเวลานี้เป็นการเริ่มต้นเข้าสู่ประเภทของหนัง หรือประเภทหนังสือที่ได้รับการกำหนดเอาไว้ ถ้าหนังที่คุณดูเป็นหนังเกี่ยวกับซูเปอร์ฮีโร่ เราจะได้เห็นพระเอกเอาชนะคนเลวระดับต่ำ ในเรื่องนักสืบ ‘ความสนุกและเกม’ เป็นช่วงที่ ตำรวจนอกเครื่องแบบจะเริ่มติดตามเบาะแสบางอย่าง 

Fun and Games: The Lobster : Save The Cat

หนังกำลังแสดงให้เห็นถึง “อันตราย” ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขันไร้สาระของการเป็นโสด ตามที่พนักงานโรงแรมพิสูจน์ให้เห็น

และหนังแสดงให้ผู้ชมทราบว่าทางโรงแรมดำเนินการอย่างไรเพื่อให้แขกของตนหาคู่ได้ พวกเขาไม่อนุญาตให้ช่วยตัวเอง แต่หน้าที่อย่างหนึ่งของสาวใช้ในโรงแรม (อาเรียน ลาเบด) คือการบำบัดเดวิดให้ไปสู่จุดสุดยอด เดวิดได้รับคำอธิบายว่านี่เป็นสิ่งที่จะช่วยค้นหาด้านจิตใจ และเป็นสิ่งที่จำเป็น

แขกในโรงแรมทำทุกอย่างเพื่อการอยู่รอด Limping Man ทำให้ตัวเองเลือดกำเดาไหล เพื่อที่เขาจะดูเข้ากันได้ดีกับ Nosebleed Woman เมื่อเดวิดเผชิญหน้า Limping Man เขาเล่าว่า “ไม่มีอะไรแย่ไปกว่าการมีเลือดกำเดาไหลเป็นบางครั้ง ที่แย่ไปกว่านั้นคือ การตายด้วยความหนาวเย็นและความหิวโหยในป่า หรือการกลายเป็นสัตว์จะถูกสัตว์ที่ใหญ่กว่ากัดกิน”

9. Midpoint (50%)

จังหวะนี้ได้ส่งสัญญาณว่า เรื่องราวได้เดินทางมาถึงจุดสูงสุดของวิกฤต ในจังหวะ ‘Fun and Games’ เดิมพันได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นเรื่องราวที่หักมุม การวางแผนที่ผิดพลาดอยู่ในรูปแบบของชัยชนะจอมปลอม — ช่วงเวลาที่ตัวเอกเข้าใจผิดเชื่อว่าพวกเขาได้รับชัยชนะแล้ว

Midpoint: The Lobster : Save The Cat

การที่ เดวิดเข้าไปในป่า เขาตั้งใจจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ จังหวะ ‘จุดกึ่งกลาง’ แบบดั้งเดิม เดิมพันของตัวเอกเพิ่มขึ้นที่นี่ เนื่องจากการใช้ชีวิตในป่าทำให้เกิดการคุกคามอย่างต่อเนื่องจากการถูกล่า

เมื่อเดวิดเข้าร่วมกับ ‘ผู้โดดเดี่ยว’ พวกเขาช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อความอยู่รอด แต่ไม่อนุญาตให้มีความรักหรือเซ็กส์ พวกเขาต่อต้านคู่รักและความรัก

จากนั้นเดวิดได้พบกับ…หญิงสาวสายตาสั้น (ราเชล ไวซ์) ผู้โดดเดี่ยวอีกคน แรงดึงดูดซึ่งกันและกันเกิดขึ้น เดวิดสายตาสั้นขึ้นมาด้วย ดูเหมือนว่าเขาอาจพบคู่ในสถานที่ที่ไม่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด แต่ตอนนี้เขาสาบานว่าจะเป็นโสดไร้คู่รัก จากนี้ไปเขาจะทำอะไรได้บ้าง?

10. Bad Guys Close In (50-75%)

จาก ‘จุดกึ่งกลาง’ ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และสิ่งต่างๆ ก็เริ่มตกต่ำลงสำหรับตัวเอก

Bad Guys Close In: The Lobster : Save The Cat

ลางสังหรณ์จะได้รับคำตอบ มีบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กำลังก่อตัว – แผนการลับที่ผู้นำ ‘ผู้โดดเดี่ยว’ (Léa Seydoux) ได้รับการเพาะบ่มความช่วยเหลือจากภายในโรงแรม

ขณะเดียวกัน ผู้นำ ‘ผู้โดดเดี่ยว’ จับตาดูเดวิดกับหญิงสาวสายตาสั้นทุกฝีก้าว เธอเห็นทั้งสองใกล้ชิดกันมาก และนั่นก็ทำให้กลุ่มผู้โดดเดี่ยวเกิดความคลางแคลงใจและโกรธคนทั้งสอง

ในที่สุดแผนของผู้โดดเดี่ยวก็เผยออกมา เมื่อพวกเขาแทรกซึมเข้าไปในโรงแรมและจับตัวผู้จัดการ (Olivia Colman) และหุ้นส่วนของเธอ (Garry Mountaine) ‘ผู้โดดเดี่ยว’ บังคับให้คู่หูเลือกว่าใครจะตาย – เขาหรือเธอ? ‘ผู้โดดเดี่ยว’ ไม่ฆ่าใคร พวกเขามาเพื่อพิสูจน์ว่าการมีเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องหลอกลวง

11. All is Lost (75%)

ช่วงเวลาที่ทุกอย่างพังทลายลงสำหรับตัวเอกและพวกเขามาถึงจุดต่ำสุด ความคาดหวังทั้งหมดดูเหมือนจะหายไป

All Is Lost: The Lobster : Save The Cat

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ ‘ผู้โดดเดี่ยว’ เริ่มงานเฉลิมฉลอง (ด้วยการเต้นคนเดียว–ด้วยกัน) เรามองเห็นถึงความตายเมื่อหัวหน้า ‘ผู้โดดเดี่ยว’ เตือนเดวิดว่าต้องขุดหลุมศพของตัวเอง เพราะเขากำลังจะตายอย่างโดดเดี่ยวแล้วจะไม่มีใครทำเมื่อเขาจากไป

นี่คือความพ่ายแพ้ นี่คือความผิดพลาดของเดวิดที่เข้าร่วมกับ ‘ผู้โดดเดี่ยว’ นั่นหมายถึงการไร้ความรัก

12. Dark Night of the Soul (75-80%) – Save The Cat

ในการเผชิญกับความพ่ายแพ้ ตัวเอกมีเวลาในการพิจารณาว่าพวกเขาได้สูญเสียอะไรไปบ้าง

Dark Night of the Soul: The Lobster : Save The Cat Beat Sheet

ชายผู้โดดเดี่ยวอีกคนนำกระต่ายมาให้หญิงสาวสายตาสั้น (กระต่ายเป็นอาหารโปรดของเธอ) เดวิดรู้สึกอิจฉาและต่อต้านในทันที จนเกือบจะต่อสู้กับชายคนนั้น

13. Break Into Three (80%)

ตัวเอกจะพบแรงจูงใจที่จะก้าวต่อไปด้วยความสิ้นหวังทางอารมณ์กับสิ่งที่ได้เรียนรู้ตลอดการเดินทาง ซึ่งส่งผ่านจาก B-Story ด้วยการมองโลกในแง่ดีและลงลึกรายละเอียดเกี่ยวกับการเดินหน้าต่อไป ตัวเอกเปลี่ยนแปลงตัวเองไปสู่แนวทางใหม่ ปรับปรุงตัวเองเพื่อรับมือกับการต่อสู้ครั้งใหม่ที่พวกเขากำลังเผชิญหน้า

Break Into Three: The Lobster : Save The Cat

ทันทีที่เดวิดไม่สามารถปฏิเสธความรู้สึกที่แท้จริงของเขาได้ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะทำให้สิ่งต่างๆ ง่ายขึ้นเพียงใด ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจที่จะไปหามัน!

ทั้งสองแอบวางแผนออกจากป่า โดยอาศัยอยู่ในเมืองด้วยกัน พวกเขาไม่รู้ว่า ผู้นำ ‘ผู้โดดเดี่ยว’ ล่วงรู้แผนการนี้…

ผู้นำ ‘ผู้โดดเดี่ยว’ พาหญิงสาวสายตาสั้นเข้ามาในเมือง เพื่อนัดหมายการผ่าตัดตาแบบเซอร์ไพรส์ นี่เป็นสิ่งที่ดี (เธอพูดอย่างนั้น) เนื่องจากการมีสายตาที่ดีขึ้นจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเอาชีวิตรอดในป่าได้ ผู้หญิงสายตาสั้นไม่สามารถเสี่ยงที่จะปฏิเสธการผ่าตัด ซึ่งอาจทำให้คนอื่นๆ ผิดหวัง แต่การผ่าตัดจะทำให้เธอเข้ากันไม่ได้กับเดวิดหรือไม่? หรือความรักของพวกเขามีจริงพอที่จะทนต่อการเปลี่ยนแปลง?

เมื่อการผ่าตัดสิ้นสุดลง [ประโยคถัดไปเปิดเผยความลับของเรื่องทั้งหมด] ผู้นำ ‘ผู้โดดเดี่ยว’ ทำให้หญิงสาวสายตาสั้นตาบอด

14. Finale (80-99%)

พระเอกเอาชนะอุปสรรคและปัญหาที่ต้องเผชิญ ด้วยความช่วยเหลือจากความจริงที่เพิ่งค้นพบ

Finale: The Lobster : Save The Cat

หญิงสาวสายตาสั้นและเดวิดต้องต่อสู้กับอุปสรรคใหม่ ทั้งสองมองหาลักษณะนิสัยอื่นๆ ที่สามารถสร้างความเข้าใจกันได้ ลักษณะนิสัยนั้นต้องเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าสามารถอยู่ด้วยกัน ทว่าพวกเขาหาไม่พบ เขายังคงต้องการอยู่กับเธอ ทั้งสองต้องการเหตุผลมากกว่านี้ไหม

พวกเขาต่อสู้ผ่านผู้นำ ‘ผู้โดดเดี่ยว’ และหลบหนี

และสุดท้าย เรื่องราวอาจจะจบลงอย่างมีความสุข แต่ผู้ชมก็จำได้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องแปลกและมืดมนตั้งแต่ต้นเรื่อง

15. Final Image (99-100%) – Save The Cat

ช่วงเวลาสุดท้ายนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิตของตัวละครเอก และมักจะสะท้อนภาพเริ่มต้น

Final Image: The Lobster : Save The Cat

ทั้งสองอยู่ด้วยกันในร้านอาหาร โดยที่เดวิดขอดูโปรไฟล์ของเธอ…นิ้วของเธอ…ข้อศอกของเธอ… แล้วขอมีดจากพนักงานเสิร์ฟ เขานำมีดเข้าไปในห้องน้ำและเตรียมที่จะ “เสียสละ”

ในโลกของขนบเรื่องราวแนวดิสโทเปีย ดูเหมือนว่าเดวิดต้องเสียสละดวงตาเพื่อที่จะได้อยู่กับผู้หญิงที่เขารัก

Save the Cat Beat Sheet คืออะไร The Lobster | สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม |

ข้อดีของการใช้ Save the Cat Beat Sheet คืออะไร?

โดยลักษณะรายละเอียดของโครงสร้างนี้ นักเขียนบางคนมองว่าไม่น่าเชื่อว่าจะสร้างเรื่องราวได้ดี ส่วนนักเขียนอีกหลายคนไม่ต้องการเรียงลำดับจังหวะหรือตำแหน่งตามที่กำหนด แต่ก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่น่าเรียนรู้เกี่ยวกับ Save The Cat 

ใช้ Save The Cat Beat Sheet สร้างโครงเรื่องสำหรับงานเขียน

ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนใหม่ หรือนักเขียนเก่าที่ช่ำชอง นักเขียนทุกคนต้องผ่านความทุกข์ระทมกับปัญหาระหว่างการเขียน การวางโครงร่างเป็นกระบวนการที่นักเขียนหลายคนลงความเห็นว่ามีประโยชน์ 15 บีทชีต ของ Save the Cat มีคุณลักษณะที่มีรายละเอียดสูงหมายความว่าเพียงแค่เติมเหตุการณ์ลงไปในแต่ละบีท ผู้เขียนสามารถสร้างโครงร่างเริ่มต้นของแนวคิดไปสู่เรื่องราวที่เต็มเปี่ยมได้ภายในเวลาไม่กี่นาที หรือเพียงแค่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเรื่องราวที่อาจจะไปต่อได้อย่างไม่ติดขัด

Save The Cat ช่วยสร้างสมดุลจากภายใน 

สำหรับนักเขียนบางคน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร หรือนำเสนออะไร แต่ปัญหาของพวกเขาคือ ไม่รู้ว่าจะต้องหยุด จะตัดฉาก หรือจบตอนตอนไหน ด้วยแนวคิดดีๆ มากมายที่ผุดขึ้น การควบคุมไม่ให้ล้นและทำให้เรื่องราวที่จะเขียนไม่ยืดเยื้อเกินไป เป็นความท้าทาย ลองใช้บีทชีต STC เป็นจังหวะอ้างอิงที่ก่อให้เกิดประโยชน์สำหรับการเว้นจังหวะและควบคุมความสมดุล เพื่อให้เวลาในเรื่องได้รับการบริหารอย่างเหมาะสมตามสัดส่วนในแต่ละองค์ประกอบ

นำเสนอเรื่องราวที่ผู้อ่านคาดหวังให้เป็นไปอย่างธรรมชาติ โดยใช้ Save The Cat

ทุกวันนี้ ผู้คนทั่วไปคุ้นเคยกับซีรีส์หรือภาพยนตร์มากขึ้นเรื่อยๆ จึงไม่น่าแปลกใจที่โครงสร้างเรื่องราวของภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์จะเป็นที่คุ้นเคยมากกว่านวนิยาย แก่นแท้ของการศึกษาโครงสร้าง Save The Cat คือการนำเรื่องราวที่ผู้คนรู้จักและคุ้นเคยมาใช้อย่างเป็นธรรมชาติในงานเขียน

ไม่เพียงแค่ผู้อ่านจะหลงใหลในเรื่องราวที่ชวนให้นึกถึงภาพยนตร์และโทรทัศน์เท่านั้น ผู้จัดพิมพ์ สำนักพิมพ์และบรรณาธิการที่มีหัวเชิงพาณิชย์กำลังมองหาหนังสือที่สามารถเปลี่ยนไปเป็นสื่อต่างๆ มากขึ้น ดังนั้น หากนักเขียนกำลังตั้งเป้าให้หนังสือของเขากลายเป็นหนังสือขายดี หรือกลายเป็นภาพยนตร์ บีทชีตของ STC จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

แม้ลักษณะต่างๆ ในแต่ละจังหวะจะได้รับการกำหนดเอาไว้แล้ว ไม่ได้หมายความว่างานชิ้นนั้นจะคาดเดาเรื่องได้อย่างง่ายดาย การใช้โครงสร้าง Save the Cat ไม่ได้บอกให้นักเขียนใช้มันอย่างตรงๆ ไม่ว่าจะใช้ไปตามจังหวะ หรืออ้างอิงช่วงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น STC สามารถใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการปรับแนวคิดทั้งหมดของเรื่อง เพื่อให้นักเขียนเริ่มต้นเขียนหนังสือที่สดใหม่และน่าตื่นเต้น จนกลายเป็นหนังสือที่จะทำให้ผู้อ่านประทับใจได้เป็นอย่างดี

Download: Save The Cat Spreadsheet Extra : ดาวน์โหลดโปรแกรมคำนวน Excel Free!!!

Save The Cat Spreadsheet | สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม |
ตัวอย่าง โปรแกรม Excel: Save The Cat Spreadsheet

หลังอ่าน Save the Cat จบลงไปแล้วอยากลองใช้โครงสร้างนี้ของ Blake Snyder บีตชีทของเขาเหมาะกับการเขียนนิยายขนาดสั้น หรือ นวนิยาย โครงสร้างนี้ช่วยจัดระเบียบของโครงสร้าง อีกทั้งยังช่วยแบ่งจังหวะต่างๆ ในแต่ละช่วงอย่างละเอียด สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรมได้จัดทำไฟล์จากโปรแกรม Excel: Save The Cat Spreadsheet สำหรับคำนวนจำนวนหน้ากับจังหวะของเรื่อง เพื่อที่ผู้เขียนจะได้สะดวกในการวางโครงสร้าง

ผู้อ่านสามารถเข้าไป Download โปรแกรม Excel ได้ที่ลิงค์ด้านล่าง สำหรับหน้าดาวน์โหลด Save The Cat Spreadsheet ผู้อ่านต้องลงทะเบียนและล็อกอิน ด้วยขั้นตอนง่ายๆ

วิธีการดาวน์โหลด

  • ในกรณีที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนเป็นสมาชิกเวบ
  • กดปุ่ม Register | ลงทะเบียน เพื่อลงทะเบียน
  • รออีเมล์คอนเฟิร์ม จากอีเมล์ที่ลงทะเบียน
  • คอนเฟิร์มแล้ว ล็อกอิน เข้าเวบไซต์
  • กลับมาที่หน้า Download ของ Save The Cat Spreadsheet
  • เลือกปุ่มดาวน์โหลด
  • กรณีที่เป็นสมาชิกแล้ว ล็อกอิน แล้วดาวน์โหลดได้เลย

สำหรับผู้ลงทะเบียนแล้ว

สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนเป็นสมาชิกของเวบเม่นวรรณกรรมแล้ว ล็อกอินและคลิกเข้าสู่หน้า Download ที่ปุ่มด้านล่าง

สำหรับผู้ที่ยังไม่ลงทะเบียน

สำหรับผู้ที่ยังไม่ลงทะเบียน ลงทะเบียนฟรี หรือสมัครสมาชิกเพื่อสนับสนุนเวบไซต์
1. Gold Plan – ฿380.00 / 12 Months with a 7 day free trial – สมัครสมาชิก 12 เดือน สามารถอ่านบทความ และสามารถอ่านหนังสือที่ไม่ได้พิมพ์ซ้ำได้ทุกเล่ม (ราคาเต็ม 600 บาท ประหยัด 220)
2. Silver Plan – ฿50.00 / 1 Month – สมัครสมาชิก 1 เดือน สามารถอ่านบทความ และสามารถอ่านหนังสือที่ไม่ได้พิมพ์ซ้ำได้ทุกเล่ม
3. Free – สามารถอ่านบทความได้บางบทความ


About the illustrator
About the illustrator

ภาพประกอบบทความนี้ออกแบบและสร้างสรรค์โดย รุจาภา พรหมวิเศษ นักศึกษาปี 3 – มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม สาขาวิชา: ภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล – เอก : การผลิตภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล

You may also like

Leave a Comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.